- หน้าแรก
- เมื่อสวรรค์เรียกข้าไปพิพากษา
- บทที่ 14 - ความในใจ
บทที่ 14 - ความในใจ
บทที่ 14 - ความในใจ
บทที่ 14 - ความในใจ
เจียงหลินผุดลุกขึ้นยืน หันขวับไปมองรูปปั้นองค์เหนือหัว สบตากับดวงตาที่เปี่ยมด้วยความเมตตาคู่นั้น
แววตาของเขาเต็มไปด้วยความเหลือเชื่อ
องค์เหนือหัวแสดงอิทธิฤทธิ์อีกแล้ว!
แถมราชโองการยังระบุว่า: ทำได้!
อะไรทำได้?
ก็ต้องเป็นการอนุญาตให้เจียงหลินเคาะป้ายอาญาสิทธิ์เก้าขุมนรก อัญเชิญขุนพลเฟิงตูมากำจัดปีศาจได้น่ะสิ!
เจียงหลินถอนหายใจออกมาอย่างโล่งอก
กฎทมิฬไม่เหมือนกฎสวรรค์ซ่างชิง หรือกฎผีนวี่ชิง หรือมหาเวทเก้าสวรรค์ ที่พอจะมีช่องว่างให้พลิกแพลง หรือทำเรื่อง "เฉียดเส้น" ได้บ้าง
ความเข้มงวดของกฎทมิฬนั้น ขึ้นชื่อว่าเป็นอันดับหนึ่งในบรรดากฎสวรรค์ทั้งหมด
หากเจียงหลินทำผิดกฎ ต่อให้เจตนาดี ต่อให้ทำเพื่อยับยั้งปีศาจ ต่อให้ปีศาจตนนั้นทำผิดมหันต์ฐานกักขังเทพเจ้า กลืนกินทายาทมังกร ลบหลู่เกียรติยศสวรรค์
แต่ในสายตาของกฎทมิฬ การที่เจียงหลินซึ่งเป็นจอมเวทสำนักขับไล่ภูตมาร อัญเชิญขุนพลเฟิงตูมาปราบปีศาจ ก็ยังถือว่า "ปฏิบัติหน้าที่ข้ามขอบเขต" อยู่ดี
เพราะงานปราบปีศาจกายเนื้อแบบนี้ ควรเป็นหน้าที่ของสายเทพเจิ้นอู่ (ตั๋วเหล่าเอี๊ย)
แต่ตอนนี้ เจียงหลินไม่ต้องกังวลเรื่องนั้นแล้ว
เพราะองค์เหนือหัวประทานรหัสธรรมลงมาว่า: ทำได้!
คำสั่งนี้ อยู่เหนือกฎทมิฬ!
ราชโองการของมหาจักรพรรดิดาราม่วงแห่งขั้วอุดร คือสิ่งเดียวในสำนักขับไล่ภูตมารที่สามารถยกเว้นข้อบังคับของกฎทมิฬได้!
เพราะว่า ในอดีต มหาจักรพรรดิจื่อเวยได้รับเทวโองการจากเง็กเซียนฮ่องเต้ ให้บัญญัติมหากฎทมิฬ สร้างป้ายอาญาสิทธิ์เฟิงตูเก้าขุมนรก ตราประทับตรวจสอบภูตผีสามโลก เพื่อสยบหมู่มาร ขับไล่ไอชั่วร้าย ปกป้องสรรพสัตว์
เมื่อภารกิจสำเร็จลุล่วง จึงได้มีเจ้าพ่อเฟิงตูปกครองปรโลก
พูดง่าย ๆ ก็คือ มีกฎทมิฬก่อน แล้วค่อยมีเฟิงตู
ดังนั้น แม้แต่เจ้าพ่อเฟิงตูก็ไม่อาจละเมิดกฎทมิฬได้ ทั่วหล้ามีเพียงราชโองการของมหาจักรพรรดิจื่อเวยเท่านั้นที่อยู่เหนือกฎทมิฬ!
สรุปสั้น ๆ คือ ตอนนี้เจียงหลินถือไพ่เหนือกว่าใครทั้งหมด ไม่ต้องกลัวอะไรแล้ว
"ท่านนักพรต?"
เฒ่าเต่าสะดุ้งโหยง มองเจียงหลินที่หันหน้าเข้าหารูปปั้นแล้วโค้งคำนับด้วยความเคารพอย่างระแวดระวัง
เฒ่าเต่าเห็นกับตาว่าเจียงหลินหันกลับมา สีหน้าเหมือนตัดสินใจอะไรบางอย่างได้เด็ดขาด
"องค์หญิง ท่านเสนาบดีเต่า รอจนแสงแรกแห่งรุ่งอรุณมาเยือน พวกเราจะมุ่งหน้าสู่ทะเลสาบซีหู"
เจียงหลินกล่าวพร้อมรอยยิ้ม
"ห๊ะ?"
เฒ่าเต่าอึ้งไป
"ท่านนักพรตจะไปปะทะกับพญามารนั่น..."
เขาพูดไม่ออก
ดูทรงแล้ว ท่านนักพรตเจียงจะไปบวกกับพญามารขุยหลงซึ่ง ๆ หน้าเลยเหรอ??
จะไหวเหรอเนี่ย...
หรือว่า...
เฒ่าเต่าอดไม่ได้ที่จะมองไปที่แขนเสื้อของเจียงหลิน
ป้ายอาญาสิทธิ์เก้าขุมนรกของจอมเวทสำนักขับไล่ภูตมาร มักจะซ่อนไว้ที่แขน ไม่ให้พระสงฆ์แม่ชี สตรี ไก่ หมา แมว หรือสัตว์เลี้ยงเห็น เพื่อให้ภูตผีไม่ล่วงรู้การกระทำ
"ท่านนักพรต ท่านจะ... ใช้ป้ายเก้าขุม..."
เฒ่าเต่าตัวสั่น ไม่กล้าเอ่ยชื่อป้ายอาญาสิทธิ์นั้นออกมาจนจบ
"ถูกต้อง แผนการในตอนนี้ มีเพียงวิธีนี้เท่านั้น"
เจียงหลินพยักหน้า กระชับแขนเสื้อให้แน่นขึ้น
เฒ่าเต่าได้ยินดังนั้น สีหน้าซับซ้อน มองเจียงหลินด้วยความซาบซึ้งใจจนแทบปิดไม่มิด
ส่วนอ้าวรุ่นที่อยู่ข้าง ๆ ไม่ได้มองเจียงหลิน ก้มหน้ามองลูกแก้วมังกรในมือแน่น
"ทั้งสองท่านเป็นอะไรไป?"
เจียงหลินถามอย่างสงสัย "ทำใจให้สบายเถอะ อาตมาใช้วิธีนี้ รับรองไม่มีพลาด"
"ไม่ใช่เรื่องนั้น!"
ทันใดนั้น อ้าวรุ่นก็เงยหน้าขึ้น เสียงดังขึ้นกว่าปกติมาก
นางไม่สนใจแล้วว่าที่นี่คือหน้าแท่นบูชาองค์เหนือหัว ก้าวเข้ามาประชิดเจียงหลิน จ้องตาเขาเขม็ง
ในดวงตาหงส์คู่นั้น เต็มไปด้วยอารมณ์ความรู้สึกที่ซับซ้อนเหลือเกิน
"สหายธรรมทำแบบนี้... จะคุ้มค่าหรือ?"
การฝ่าฝืนกฎทมิฬ แม้จะเป็นการฝ่าฝืนใน "พื้นที่สีเทา" แต่ก็ต้องมีบทลงโทษ และบทลงโทษในกฎทมิฬ โดยเฉพาะที่เกี่ยวข้องกับป้ายอาญาสิทธิ์เฟิงตู ต่อให้เบาที่สุด สำหรับตัวจอมเวทเอง ก็ถือเป็นความเสียหายใหญ่หลวง!
ยิ่งไม่ต้องพูดถึงเจียงหลินที่เพิ่งจะก้าวเข้าสู่เส้นทางธรรมได้ไม่นาน
"มีอะไรคุ้มไม่คุ้มด้วยเหรอ?"
เจียงหลินย้อนถาม ยิ้มว่า "องค์หญิงวางใจเถอะ ไม่มีปัญหา"
มีราชโองการขององค์เหนือหัวคุ้มกะลาหัวอยู่ ตอนนี้เจียงหลินแทบจะเรียกได้ว่าทำอะไรก็ไม่ผิด
คุ้มไม่คุ้มอะไรกัน?
หรือว่าองค์หญิงจะดีใจจนตื่นเต้นเกินไปที่เห็นแสงสว่างปลายอุโมงค์?
เจียงหลินคิดในใจ
อ้าวรุ่นจ้องหน้าเขาอยู่นาน ในที่สุดก็คลี่ยิ้มออกมา
"บุญคุณครั้งนี้ของสหายธรรม ข้าน้อยจะจารึกไว้ในใจ ต่อให้ต้องเวียนว่ายตายเกิดอีกหมื่นชาติ ก็จะไม่ขอลิมเลือนแม้แต่น้อย"
ปากบอกว่าเป็นบุญคุณ แต่สายตาคู่นั้นกลับจับจ้องอยู่ที่ตัวนักพรตหนุ่มไม่วางตา
"องค์หญิงพูดเกินไปแล้ว"
เจียงหลินส่ายหน้ายิ้ม ๆ "การกำจัดมารพิทักษ์ธรรม ก็เป็นหน้าที่ของอาตมาอยู่แล้ว"
"เอาล่ะ ทั้งสองท่านพักผ่อนก่อนเถอะ พอฟ้าสางเมื่อไหร่ เราจะออกเดินทางทันที"
พูดจบ เจียงหลินก็ประสานมือลา เดินออกจากวิหารไป
การจะเปิดปะรำพิธีอัญเชิญขุนพลเฟิงตู ไม่ใช่แค่ขยับปากพูดก็มา ต้องเตรียมข้าวของเครื่องใช้ไม่น้อย
แต่ก่อนฟ้าสาง น่าจะเตรียมการเสร็จทัน
ภายในวิหาร เหลือเพียงอ้าวรุ่นกับเฒ่าเต่าสองคน
"องค์หญิง..."
เฒ่าเต่าอึกอัก สุดท้ายก็กัดฟันพูด "องค์หญิงคงไม่ได้..."
อ้าวรุ่นได้ยินก็รู้ทันทีว่าเฒ่าเต่าหมายถึงอะไร นางเอ่ยเสียงเบา "สหายธรรมเจียงเป็นจอมเวทสำนักขับไล่ภูตมาร เป็นตัวแทนของวังดาราม่วงขั้วอุดรในโลกมนุษย์ที่มีชื่อในสวรรค์"
"ขอแค่อายุไม่สั้น ย่อมมีหนทางเซียนที่รุ่งโรจน์รออยู่"
"ส่วนข้า แม้จะได้ชื่อว่าเป็นองค์หญิง แต่เมื่อมองไปทั่วสามโลก ก็เป็นเพียงมังกรน้อยในทะเลสาบเล็ก ๆ เท่านั้น"
"หากเขามีใจ ข้าก็พร้อมจะแลกด้วยชีวิตเพื่อตอบรับ"
"แต่หากเขาไร้ใจ..."
อ้าวรุ่นพูดไม่จบ แก้มของนางขึ้นสีแดงระเรื่อ
เฒ่าเต่าเห็นแล้วก็ได้แต่ถอนหายใจ
จะเป็นไปได้ยังไงที่จะไร้ใจ...
เป็นถึงจอมเวทสำนักขับไล่ภูตมาร เริ่มต้นก็ยอมบอกชื่อแซ่ทางโลกเพื่อแสดงความจริงใจ ต่อมาก็ยอมเสี่ยงโดนกฎทมิฬลงโทษเพื่อช่วยองค์หญิงให้พ้นภัย...
ลองคิดดูสิ ถ้าเป็นตัวท่าน จู่ ๆ ก็ประสบภัยร้ายแรง โดนคนชั่วปองร้าย หวาดกลัวจนกินไม่ได้นอนไม่หลับ แต่กลับรอดตายมาได้สองครั้งเพราะคนคนหนึ่ง จนเกิดความรู้สึกดี ๆ ให้
แล้วคนคนนั้นก็ยอมทิ้งอนาคตของตัวเอง เพื่อทุ่มสุดตัวช่วยท่าน...
ในสถานการณ์แบบนี้ ถ้าไม่หวั่นไหว ถ้าฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งไม่มีใจให้กัน
มันก็คงเป็นเรื่องแปลกประหลาดที่สุดในโลกแล้ว
ความจริงใจของท่านนักพรตเจียง แม้จะซ่อนอยู่ภายใต้ท่าทีเรียบเฉย แต่ขอแค่ได้เห็นเพียงเสี้ยวเดียว สำหรับองค์หญิงแล้ว มันคือความอบอุ่นที่ไม่เคยสัมผัสมาก่อน
"นี่สินะที่พวกบัณฑิตชาวมนุษย์ชอบพูดกันว่า รักแรกพบ"
เฒ่าเต่าพึมพำกับตัวเอง
"เฒ่าเต่า!"
อ้าวรุ่นโดนพูดแทงใจดำ ร้องประท้วงด้วยความเขินอาย
"โอเค ๆ ๆ ข้าไม่พูดแล้ว"
เฒ่าเต่ารีบรูดซิปปาก
แต่ในใจเขากลับกังวล
องค์หญิงของข้า ไปหลงรักจอมเวทสำนักขับไล่ภูตมาร ต่อให้รักกันปานจะกลืนกิน แต่จะไปกันรอดจริง ๆ หรือ...
เขามองรูปปั้นองค์เหนือหัว โค้งคำนับด้วยความจริงใจสุดซึ้ง
องค์เหนือหัว หากท่านเมตตาสักนิด โปรดชี้ทางสว่างด้วยเถิด...
เฒ่าเต่าสวดมนต์อ้อนวอนเงียบ ๆ
เท่าที่เขาเคยรู้มา ไม่เคยได้ยินข่าวว่าจอมเวทสำนักขับไล่ภูตมารแต่งงานกับอมนุษย์ข้ามเผ่าพันธุ์มาก่อนเลย
ต่อให้เป็นเผ่ามังกรที่เป็นสัตว์เทพสัญลักษณ์ของมนุษย์ก็เถอะ...
เวลาผ่านไปอย่างเชื่องช้า ท่ามกลางความคาดหวังลึก ๆ ของอ้าวรุ่น และความกังวลใจของเฒ่าเต่า
ในที่สุด
แสงรุ่งอรุณก็มาเยือน
[จบแล้ว]