- หน้าแรก
- ยอดเชฟเทพ เอาหม้อหุงข้าวมาปรุงยาเนี่ยนะ
- ตอนที่ 17 นี่ก็เป็นมรดกตกทอดจากยอดเขาซวนฝ่าของพวกท่านด้วยรึ?
ตอนที่ 17 นี่ก็เป็นมรดกตกทอดจากยอดเขาซวนฝ่าของพวกท่านด้วยรึ?
ตอนที่ 17 นี่ก็เป็นมรดกตกทอดจากยอดเขาซวนฝ่าของพวกท่านด้วยรึ?
ตอนที่ 17 นี่ก็เป็นมรดกตกทอดจากยอดเขาซวนฝ่าของพวกท่านด้วยรึ?
ชั่วชีวิตนี้ของเว่ยเหิงเหวิน ไม่เคยคาดคิดมาก่อนเลยว่า ศิษย์น้องสามผู้เฉลียวฉลาดและว่องไวของเขา จะมายืนโซ้ยไส้ใหญ่พะโล้อย่างมูมมามเช่นนี้
ยิ่งไปกว่านั้น พอเห็นหน้าเขา ศิษย์น้องสามก็รีบเขมือบเนื้อที่เหลือลงคอไปในคำเดียวโดยไม่ห่วงภาพลักษณ์ ราวกับกลัวว่าเขาจะมาแย่งกินซะอย่างนั้น
ซีพียูสมองของเว่ยเหิงเหวินถึงกับประมวลผลล้มเหลวไปชั่วขณะ
กลับกัน เจิ้งเหลียงมีปฏิกิริยาไวกว่า เขาจ้องมองหม้อพะโล้ด้วยความสนใจอย่างยิ่งพลางเอ่ยถาม:
"ศิษย์น้องสาม ทำไมถึงมีพะโล้อยู่ที่นี่ได้ล่ะ? ใครเป็นคนทำ? หอมชะมัดเลย!"
เจิ้งเหลียงเคยลิ้มรสอาหารเลิศรสมานักต่อนัก แต่ก็น้อยครั้งนักที่จะเจออาหารที่แค่ได้กลิ่นก็น้ำลายสอขนาดนี้
ทว่า หร่วนม่านไม่มีเจตนาจะตอบคำถามเขาแม้แต่น้อย นางรีบพุ่งตัวไปที่หม้อเพื่อตักเพิ่มทันที
ขืนไม่ตักตอนนี้ เดี๋ยวคนอื่นมาแย่งไปหมดจะทำยังไง?
จูฟานเกาหัวแกรกๆ มองดูศิษย์พี่แปลกหน้าสองคนที่ยืนอยู่ตรงหน้า
พวกเขาสวมชุดแบบเดียวกับหร่วนม่าน แสดงว่าสองคนนี้ก็เป็นศิษย์สายตรงเหมือนกันสินะ?
เมื่อเห็นว่าหร่วนม่านเอาแต่ก้มหน้าก้มตากิน เจิ้งเหลียงที่สงสัยในรสชาติจนทนไม่ไหว
พอเหลือบไปเห็นศิษย์คนหนึ่งยังยืนอยู่ใกล้ๆ เขาจึงหันไปถามจูฟาน:
"ศิษย์น้องท่านนี้ ขอถามหน่อยเถอะ พะโล้นี้เจ้าเป็นคนทำหรือ?"
จูฟานตอบรับ และเริ่มร่ายยาวด้วยบทโม้ที่แต่งขึ้นเองตามสูตรเดิม
เจิ้งเหลียงฟังคำอธิบายเรื่องวิธีการหลอมยาแบบใหม่ของจูฟาน จะบอกว่าไม่สงสัยก็คงโกหก
แหงล่ะ ถ้าเด็กมัธยมอายุสิบกว่าขวบบอกว่าค้นพบทฤษฎีควอนตัม ใครได้ยินก็ต้องอึ้งกันทั้งนั้น
แต่งงก็ส่วนงง มันไม่ได้ขัดขวางการกินสักหน่อย
พอได้ยินจูฟานบอกว่าศิษย์ทุกคนสามารถรับส่วนแบ่งเฉพาะตัวได้ เจิ้งเหลียงก็ยิ้มหน้าบาน ยื่นมือออกไปตักเนื้อใส่ภาชนะของตนทันที
เจิ้งเหลียงผู้รักการกินย่อมพกพาภาชนะส่วนตัวติดตัวมาด้วยเสมอ แต่เมื่อเทียบกับ 'กะละมัง' ของหร่วนม่านแล้ว ชามเงินสลักลวดลายวิจิตรบรรจงในมือเจิ้งเหลียงกลับดูเล็กจ้อยร่อยและบอบบางเหลือเกิน
สิ่งที่เจิ้งเหลียงตักขึ้นมาได้คือชิ้นส่วนหูหมู แม้รูปร่างจะดูแปลกตาไปบ้าง แต่กลิ่นหอมของมันกลับเข้ายึดครองการควบคุมมือของเขาอย่างเบ็ดเสร็จเด็ดขาด ทำให้เขาอดรนทนไม่ไหวต้องรีบยัดเข้าปาก
รสชาติเค็มมันเข้มข้นของน้ำพะโล้ปลุกต่อมรับรสให้ตื่นตัวในทันที กระตุ้นความอยากอาหารอย่างรุนแรง
กระดูกอ่อนเคี้ยวกรุบกรอบ สดชื่น ทุกครั้งที่เคี้ยว เสียงกร้วมๆ ผสานกับรสชาติแสนอร่อยกลายเป็นท่วงทำนองที่ลงตัว เพิ่มระดับความฟินให้พุ่งทะยาน
เพียงชั่วพริบตา เจิ้งเหลียงก็กลายร่างเป็นแฝดคนละฝากับหร่วนม่าน เริ่มสวาปามอาหารอย่างบ้าคลั่ง
เว่ยเหิงเหวินผู้เห็นเหตุการณ์ทั้งหมด: ...?
ชั่วขณะนั้น เขาแทบจำไม่ได้ว่านี่คือศิษย์น้องรองและศิษย์น้องสามของเขา
"ศิษย์พี่ท่านนี้รับสักที่ไหมขอรับ?"
จูฟานมองเว่ยเหิงเหวินที่ยืนอึ้งทำอะไรไม่ถูกอยู่ข้างๆ
เว่ยเหิงเหวินลังเล มองดูศิษย์น้องทั้งสองที่ดูเหมือนถูกผีเปรตเข้าสิง
เขากลัวเหลือเกินว่าตัวเองจะกลายเป็นสภาพแบบนั้นไปด้วย
แต่กลิ่นมันช่างยั่วยวนเหลือเกิน มือของเว่ยเหิงเหวินเหมือนขยับไปเอง รับชามใบเล็กมาจากจูฟาน
เว่ยเหิงเหวินผู้บำเพ็ญเพียรงดเว้นอาหารทางโลกมานานกว่าสิบปี ไม่เคยคิดเลยว่าวันหนึ่งจะต้องมานั่งแทะหางหมูอยู่กลางป่าเขา
ทว่า เพียงคำแรกที่ได้ลิ้มลอง เขาก็เข้าใจแจ่มแจ้งว่าทำไมศิษย์น้องทั้งสองถึงมีสภาพเช่นนั้น
หางหมูที่อุดมไปด้วยคอลลาเจนดูดซึมน้ำพะโล้เข้าไปจนชุ่มฉ่ำ เปื่อยนุ่มละลายในปาก รสชาติระเบิดกระจายไปทั่วทั้งโพรงปาก
ชั่วขณะหนึ่ง ศิษย์พี่ศิษย์น้องทั้งสามเหมือนถูกก๊อปปี้วางท่าทางเดียวกันเป๊ะๆ ต่างคนต่างก้มหน้าก้มตาสวาปามอย่างบ้าคลั่ง
ไม่นานนัก เสียงฝีเท้าหลายคู่ก็ดังใกล้เข้ามา เหล่าศิษย์ที่เพิ่งเสร็จศึกตะลุมบอนเดินทางมาถึงในที่สุด
พวกเขาเงยหน้าขึ้นและเห็นคนสามคนกำลังนั่งยองๆ อยู่หน้าหม้อ
เชี่ย! ศิษย์สายตรงอีกแล้ว!
แบบนี้เนื้อจะหายไปตั้งเท่าไหร่เนี่ย!
เมื่อมองดูทั้งสามคนที่กำลังโซ้ยแหลก ดวงตาของเหล่าศิษย์ก็แดงก่ำด้วยความอิจฉาและร้อนรน
และเมื่อเห็นคนกลุ่มใหญ่มาถึง ศิษย์พี่ศิษย์น้องทั้งสามก็หรี่ตาลง สีหน้าเปลี่ยนเป็นเคร่งขรึม
มีคนมาแย่งอาหารแล้ว (>д<)!!!
นี่เป็นครั้งแรกที่เจิ้งเหลียงรู้สึกรังเกียจชามเงินอันวิจิตรงดงามที่สลักเสลาโดยช่างฝีมือชั้นครูของเขาขนาดนี้
ดูชามของศิษย์น้องสามสิ แล้วดูของตัวเอง เล็กจิ๋วขนาดนี้จะใส่อะไรได้!
นึกถึงคำพูดของศิษย์น้องจูฟานที่บอกว่า 'ส่วนแบ่งเฉพาะตัว' แล้วหันไปมองจำนวนคนที่แห่กันมา...
ไม่ได้การ ขืนรอช้ากว่านี้ แม้แต่เศษเนื้อก็คงไม่เหลือ!
ด้วยปฏิกิริยาอันฉับไว เจิ้งเหลียงเลียก้นชามจนเกลี้ยงเกลาโดยไม่ลังเล จากนั้นหยิบจานเงินลวดลายงดงามอีกหลายใบออกมาจากแหวนมิติ โดยไม่พูดพร่ำทำเพลง เขาใช้วิชาไฟหลอมละลายทั้งจานและชามให้กลายเป็นก้อนเงิน
ภาชนะที่ช่างอัญมณีบรรจงสร้างสรรค์: ข้า... กลายเป็นโศกนาฏกรรมไปเสียแล้ว (xз」∠)
จากนั้นเจิ้งเหลียงก็ทำตามอย่างหร่วนม่าน ปั้นก้อนเงินนั้นให้กลายเป็นรูปทรง 'กะละมัง' ใบใหญ่
จูฟานมองดูภาชนะเงินลวดลายวิจิตรราวงานศิลปะถูกเปลี่ยนสภาพเป็นวัตถุบุบบี้ บิดเบี้ยว ขรุขระ ภายในเวลาเพียงไม่กี่อึดใจ
ใช่แล้ว ความอัปลักษณ์ของมันรุนแรงถึงขั้นเรียกว่ากะละมังยังกระดากปาก ถ้าบอกว่าเป็นกะละมัง กะละมังใบอื่นคงโกรธจนกลายร่างเป็นภูตผีมาตื้บไอ้สิ่งนี้ให้ดับสูญทั้งกายและวิญญาณแน่ๆ
ความแตกต่างระหว่างก่อนและหลังช่างรุนแรง จนอดถอนใจไม่ได้ว่า หรือสิ่งสวยงามถือกำเนิดมาเพื่อถูกทำลายกันนะ?
ยังไม่ทันที่จูฟานจะยกมือขึ้นปิดตา ศิษย์พี่เว่ยเหิงเหวินก็ลงมือบ้าง
สมกับที่เป็นศิษย์เอก ไม่ต้องพึ่งพาวัตถุภายนอก เพียงแค่สะบัดมือเรียกก้อนดินขึ้นมา แล้วตวัดมือวูบเดียวพร้อมใช้วิชาไฟ ชามดินเผาขนาดยักษ์ก็ถือกำเนิดขึ้นมาดื้อๆ
ถ้าไม่ใช่เพราะไอ้สิ่งนี้มันยังคงอัปลักษณ์จนทนดูไม่ได้ จูฟานคงปรบมือให้ไปแล้ว
พวกท่านสามคนเป็นอะไรกันไปหมด? สุนทรียศาสตร์ของผู้บำเพ็ญเพียรมาถึงจุดนี้แล้วหรือ?!
ศิลปะของยอดเขาซวนฝ่านี่ช่างล้ำหน้ายิ่งกว่าทักษะการแสดงของไอดอลหน้าใหม่เสียอีก ทำเอาคนเห็นอยากจะควักลูกตาตัวเองทิ้ง
มันทำให้จูฟานอดสงสัยไม่ได้ว่า หรือวิชาปั้นกะละมังอัปลักษณ์นี่ ก็เป็นมรดกตกทอดจากสำนักของพวกเขาด้วย?
เจ้าของยอดเขาซวนฝ่าที่อยู่ไกลออกไป จู่ๆ ก็จามฮัดชิ้ว โดยหารู้ไม่ว่าชื่อเสียงของตนกำลังป่นปี้
ส่วนเจิ้งเหลียงและเว่ยเหิงเหวินต่างพึงพอใจในผลงานของตนมาก ทั้งคู่กอดกะละมังพะโล้ใบโตแล้วกลายร่างเป็นหลุมดำดูดกลืนอาหาร
เหล่าศิษย์ที่เพิ่งมาถึงเห็นเนื้อในกะละมังของทั้งสามคนแล้วใจสลาย พวกเขารีบพุ่งเข้าไปแย่งส่วนแบ่งที่หน้าหม้ออย่างไม่รีรอ ไม่เหลือโอกาสให้ศิษย์ที่ตามหลังมาแม้แต่น้อย
ศิษย์ยอดเขาฮว๋านยิน หลังจากหลุดจากค่ายกลมาได้ ก็ยังคงใช้วิธีสกปรกทำลายบัฟความเร็วชาวบ้านจนมาถึงแถวหน้าได้สำเร็จ ตอนนี้พวกเขากอดชามพะโล้ด้วยน้ำตานองหน้า
ศิษย์ยอดเขาเซียนเจิ้นก็ไม่ทำให้คนขยันต้องผิดหวัง แม้จะสะบักสะบอมหน้าตาบวมปูด แต่ก็ยังใช้วิธีตุกติกแย่งที่แถวหน้ามาได้เช่นกัน
ศิษย์คนอื่นๆ โกรธไอ้จอมวายร้ายสองสำนักนี้จนฟันแทบหัก ถ้าไม่ใช่เพราะยังเหลือความยั้งคิดในฐานะศิษย์ร่วมสำนัก ป่านนี้ศิษย์สองยอดเขานี้คงได้ไปเฝ้ายมบาลกันหมดแล้ว
ทว่า ในยามนี้ เทียบกับความแค้นที่มีต่อสองสำนักนั้น สิ่งที่ศิษย์ส่วนใหญ่กังวลมากกว่าคืออีกเรื่องหนึ่ง—
มีศิษย์สายตรงหน้าใหม่โผล่มาเพิ่ม!
แถมวิ่งเร็วและกินจุชิบเป๋ง!
ลำพังแค่แข่งกับคนอื่นก็ยากพอแรงแล้ว ตอนนี้นอกจากศิษย์สายในจะมาแย่ง ช่วงหลังๆ ศิษย์สายตรงก็เริ่มแห่กันมา!
ขืนเป็นแบบนี้ต่อไป พวกเขาจะทำยังไง?
ในอนาคตจะยังมีที่ยืนในแถวหน้าให้พวกเขาแย่งอีกไหม...
ตอนนี้ในใจทุกคนเต็มไปด้วยวิกฤตการณ์
ในขณะนั้นเอง ศิษย์บางคนที่ยังไม่ได้ต่อแถวเริ่มสบตากัน เตรียมหารือแผนการรับมือ
ก่อนจากไป ศิษย์เหล่านั้นจ้องมองสองจอมวายร้ายจากยอดเขาเซียนเจิ้นและฮว๋านยินอย่างกินเลือดกินเนื้อ ราวกับจะจดจำใบหน้าและรอยยิ้มของพวกมันไว้ในส่วนลึกของความแค้น...