เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 421 - ศึกซุ่มโจมตี

บทที่ 421 - ศึกซุ่มโจมตี

บทที่ 421 - ศึกซุ่มโจมตี


บทที่ 421 - ศึกซุ่มโจมตี

"กองทัพโจว กระจอกงอกง่อย!"

หลังจากกลับเข้ามาในเมืองเซียงหยาง ฝูเอ๋าแม่ทัพกองพันที่สามแห่งกองทัพไป๋สุ่ยก็แสดงความคิดเห็นด้วยสีหน้าดูแคลน ก็จะไม่ให้ดูถูกได้ยังไง ในเมื่อวันนี้พวกเขาชนะอีกแล้ว ถ้ารวมกับผลงานหลายวันที่ผ่านมา ตอนนี้กองทัพไป๋สุ่ยสู้กับกองทัพโจวมาห้าตา ชนะรวดทั้งห้าตา นี่มันผลงานระดับเทพชัดๆ

พอเป็นแบบนี้ก็ไม่แปลกที่ฝูเอ๋าจะเริ่มมองข้ามหัวทหารโจว

"อย่าได้ประมาทเด็ดขาด!" เฉินเจา แม่ทัพกองพันที่หนึ่งแห่งกองทัพไป๋สุ่ยพูดเสียงเครียด "กองทัพต้าเหลียงไม่ใช่พวกกระจอกปลายแถว แล้วทหารจี้โจวก็เป็นทหารระดับท็อปของกองทัพต้าโจว..."

"แล้วไง?" ฝูเอ๋าเบ้ปากแค่นหัวเราะ "พอมาอยู่ต่อหน้ากองทัพไป๋สุ่ยของเรา ก็แพ้มาห้าตาติดไม่ใช่เหรอ?"

"นั่นเพราะมีพี่ใหญ่เจิ้นเล่อยอยู่ต่างหาก!" เฉินเจาขมวดคิ้วมองฝูเอ๋า ในใจเริ่มร้อนรน

บางทีฝูเอ๋าที่นำทัพอยู่แนวหน้าอาจจะมองเกมไม่ขาด แต่เฉินเจาที่วันนี้ทำหน้าที่บัญชาการแทนเจิ้นเล่อยมองเห็นชัดเจนมาก ทหารโจวดูเหมือนจะแพ้ แต่มันก็แค่เพลี่ยงพล้ำเล็กน้อยเท่านั้น ตอนที่ถอยทัพกลับก็ยังเป็นระเบียบเรียบร้อย ธงไม่ล้ม ขบวนทัพไม่แตก แถมยังวางกำลังระวังหลังไว้ดักทางไม่ให้เจิ้นเล่อยไล่ตามตีซ้ำได้อีก

นี่มันหมายความว่ายังไง? หมายความว่าทหารโจวไม่ได้เสียขวัญเพราะความพ่ายแพ้ห้าครั้งนี้เลย อย่าว่าแต่จะทัพแตกเลยด้วยซ้ำ

ในขณะที่เฉินเจาและฝูเอ๋ากำลังเถียงกันเรื่องทหารโจว เจิ้นเล่อย แม่ทัพใหญ่แห่งกองทัพไป๋สุ่ยก็ขี่ม้าเหยาะย่างเข้ามาทางประตูเมืองทิศตะวันออก เขาเหมือนจะได้ยินบทสนทนาของทั้งคู่ เลยยิ้มมุมปากถามว่า "มีเรื่องอะไรกัน?"

"พี่ใหญ่เจิ้นเล่อย!" "ท่านแม่ทัพใหญ่!"

เฉินเจาและฝูเอ๋าประสานมือคารวะเจิ้นเล่อยพร้อมกัน จากนั้นเฉินเจาก็เล่าเรื่องที่เถียงกับฝูเอ๋าให้ฟังคร่าวๆ เจิ้นเล่อยพยักหน้าเห็นด้วยเป็นระยะ

"ถูกต้อง! เฉินเจาพูดถูก ห้ามประมาททหารโจวเด็ดขาด!" เจิ้นเล่อยกระโดดลงจากหลังม้า ส่งบังเหียนให้ทหารองครักษ์ แล้วพูดเสียงจริงจัง "ในกองทัพโจวมีขุนพลเก่งๆ ไม่น้อย เฟ่ยกั๋ว หม่าต้าน ถังฮ่าว แล้วก็จางต้ง แม่ทัพโจวที่วันนี้ใช้วิธีจัดทัพทหารราบมาล้อมปราบข้า... หึหึหึ!"

พอเจิ้นเล่อยพูดแบบนี้ ฝูเอ๋าก็หุบปากเงียบกริบ เขารู้ดีว่าในบรรดาเขากับเฉินเจาและหวงโส่ว เจิ้นเล่อยให้ความสำคัญกับเฉินเจามากที่สุด เหมือนกับที่นายเหนือหัวอ๋องฉินหลี่เซิ่นให้ความสำคัญกับเจิ้นเล่อย เพราะนิสัยของเฉินเจาเข้ากับเจิ้นเล่อยได้ดีที่สุด

"วันนี้พี่ใหญ่เจิ้นเล่อยดูสีหน้าดีนะเนี่ย!" เฉินเจาสังเกตเห็นรอยยิ้มบนหน้าเจิ้นเล่อย เลยแซวว่า "เมื่อกี้ข้าอยู่ที่ค่ายหลักเห็นชัดเลย รังสีอำมหิตของพี่ใหญ่เจิ้นเล่อยที่ไล่ฆ่าศัตรูไม่เลี้ยง..."

"ฮ่าๆๆๆ!" เจิ้นเล่อยหัวเราะลั่น ดูออกเลยว่าวันนี้เขาอารมณ์ดีจริงๆ ดีกว่าตอนนั่งบัญชาการทัพอยู่ข้างหลังเยอะ

ก็ไม่แปลกหรอก เพราะเจิ้นเล่อยเป็นพวกบ้าการต่อสู้ขนานแท้ ถ้าไม่ใช่สถานการณ์จำเป็น เขาก็ไม่อยากนั่งเป็นตุ๊กตาอยู่ข้างหลังคอยดูการเปลี่ยนแปลงในสนามรบหรอก เทียบกันแล้วเขาชอบเอาชีวิตไปเสี่ยงตายในสนามรบมากกว่า

พูดกันตามตรง เจิ้นเล่อยเองก็ระแวงหลิวฉิง กุนซือคนปัจจุบันของทหารโจวอยู่เหมือนกัน เพราะหลิวฉิงใช้ปัญญาเล่นงานกองทัพอ๋องฉินจนเสียหายหนักมาแล้ว

ดังนั้นตอนที่เจิ้นเล่อยแยกทางกับอ๋องฉินหลี่เซิ่น เพื่อมารับมือกับทหารโจวของเซี่ยอานเพียงลำพัง เขาก็ระวังตัวกลัวว่าหลิวฉิงจะงัดแผนชั่วอะไรออกมาใช้

สี่ศึกแรก เจิ้นเล่อยเลยนั่งบัญชาการอยู่ข้างหลังในฐานะแม่ทัพใหญ่

แต่ที่เหนือความคาดหมายคือ ครั้งนี้หลิวฉิงไม่ได้ทำอะไรแปลกประหลาด นางบัญชาการรบตามตำราเป๊ะๆ เหมือนพยายามจะเอาชนะกองทัพไป๋สุ่ยของเจิ้นเล่อยด้วยการรบซึ่งหน้า

พอเห็นแบบนี้ เจิ้นเล่อยก็เริ่มนั่งไม่ติดที่ การต้องมานั่งดูลูกน้องฆ่าฟันกับศัตรูตาปริบๆ ทั้งที่ตัวเองอยากลงไปร่วมวงด้วยใจจะขาด สำหรับเจิ้นเล่อยแล้วมันทรมานยิ่งกว่าอะไร

ดังนั้นหลังจากคุมเชิงอยู่สี่วัน เจิ้นเล่อยที่ทนไม่ไหวแล้วก็สั่งให้แม่ทัพกองพันที่หนึ่งอย่างเฉินเจามาบัญชาการแทน ส่วนตัวเองก็สวมบทขุนพลทะลวงฟัน ลงไปลุยในสนามรบ

สะใจ! นี่แหละคือสิ่งที่เจิ้นเล่อยต้องการ!

เทียบกับชัยชนะแล้ว เขาชอบการต่อสู้ที่ต้องตะเบ็งเสียงจนสุดปอด การต่อสู้ที่ดุเดือดเลือดพล่าน ความตึงเครียดในสนามรบที่เหมือนเดินอยู่บนคมมีด ความตื่นเต้นที่ถูกศัตรูล้อมหน้าล้อมหลัง มันทำให้เจิ้นเล่อยหลงใหลจนโงหัวไม่ขึ้น ขนาดจบศึกมาเกือบชั่วโมงแล้ว เจิ้นเล่อยยังเมามันกับความรู้สึกนั้นไม่หาย ยังปรับอารมณ์ให้กลับมาเยือกเย็นเหมือนปกติไม่ได้

แน่นอนว่าถึงจะเป็นแบบนั้น เจิ้นเล่อยก็ไม่ได้ละเลยหรือมองข้ามอะไรไป สำหรับการศึกในวันนี้ มีบางเรื่องที่เจิ้นเล่อยต้องถามให้รู้เรื่อง

"วันนี้เจ้าบัญชาการแทนข้า มีอะไรผิดปกติบ้างไหม? ช่างเถอะ เจ้าเล่าเหตุการณ์ทั้งหมดมาให้ข้าฟังอย่างละเอียดเลยดีกว่า ห้ามตกหล่นแม้แต่นิดเดียวนะ!"

"ขอรับ!" เฉินเจารับคำ แล้วเล่าความเคลื่อนไหวทั้งหมดของทหารโจวและการแก้เกมของเขาให้เจิ้นเล่อยฟัง รวมถึงเรื่องที่หลิวฉิงส่งแม่ทัพโจวฉีห่าวให้อ้อมไปตีตลบหลังค่ายหลักของกองทัพไป๋สุ่ยด้วย

"หืม? เจ้าบอกว่าตอนที่ข้ากำลังลุยอยู่ในวงล้อมข้าศึก ทหารโจวส่งกองกำลังชุดหนึ่งอ้อมไปตีค่ายหลักที่เจ้าอยู่?"

"ขอรับ!"

"..." เจิ้นเล่อยขมวดคิ้ว สัญชาตญาณที่เทียบชั้นได้กับเหลียงชิวอู่บอกเขาว่า เรื่องนี้อาจจะมีเหตุผลสำคัญอะไรบางอย่างซ่อนอยู่ แต่น่าเสียดายที่ตอนนี้ในหัวของเจิ้นเล่อยยังเต็มไปด้วยภาพการฆ่าฟันอันดุเดือด คิดเท่าไหร่ก็คิดไม่ออกว่ามีตรงไหนผิดปกติ

พอเห็นเจิ้นเล่อยทำหน้าแปลกใจ เฉินเจาก็รีบพูดต่อ "แต่ข้าก็ระวังเรื่องนี้อยู่แล้ว ก็เลยตีทหารโจวชุดนั้นถอยไปได้ง่ายๆ!"

เจิ้นเล่อยพยักหน้า "อืม ดีแล้ว ระวังอย่าให้ทหารโจวฉวยโอกาสได้..."

พูดจบเขาก็มองเฉินเจา ไม่ได้กำชับอะไรมาก เพราะเฉินเจาเองก็เป็นแม่ทัพที่ชำนาญการรบ ฝีมือไม่ด้อยไปกว่าพวกเฟ่ยกั๋วหรือหม่าต้านของฝั่งโจว เจิ้นเล่อยเลยไม่ห่วงว่าจะพลาดท่าให้หลิวฉิงง่ายๆ

เพียงแต่... ไม่รู้ทำไม เจิ้นเล่อยถึงรู้สึกสังหรณ์ใจแปลกๆ เขาเอามือไพล่หลังเดินไปเดินมาในห้อง พึมพำกับตัวเองว่า "ลอบโจมตีค่ายหลัก... ทำไมหลิวฉิงถึงต้องส่งคนมาตีค่ายหลักบ่อยๆ นะ? นางก็น่าจะรู้ว่าลูกไม้ตื้นๆ แบบนี้ใช้กับพวกเราไม่ได้ผล..."

ก็ไม่แปลกที่เจิ้นเล่อยจะสงสัย เพื่อไม่ให้เจิ้นเล่อยสงสัยในภายหลัง ในการรบหลายวันก่อนหน้านี้ หลิวฉิงก็ส่งแม่ทัพนำทหารอ้อมไปตีค่ายหลักของกองทัพไป๋สุ่ยอยู่เรื่อยๆ แต่น่าเสียดายที่ตอนนั้นเจิ้นเล่อยเป็นคนบัญชาการเอง ด้วยสายตาที่เฉียบคมในสนามรบ ทหารโจวยังไม่ทันจะอ้อมผ่านแนวกลางไปถึงข้างหลัง ก็โดนเจิ้นเล่อยส่งกำลังเสริมไปสกัดไว้ก่อนแล้ว

พูดง่ายๆ คือการลอบโจมตีของหลิวฉิงในวันก่อนๆ ยังไปไม่ถึงชายคาค่ายหลักของกองทัพไป๋สุ่ยด้วยซ้ำ จนมาวันนี้ที่เปลี่ยนตัวคนบัญชาการเป็นเฉินเจา ฉีห่าวแม่ทัพโจวถึงได้มีโอกาสเข้าใกล้ค่ายหลัก แต่เฉินเจาก็เก๋าเกมพอตัว ถึงปฏิกิริยาจะช้ากว่าเจิ้นเล่อย แต่ก็ไม่ได้ปล่อยให้หลิวฉิงฉวยโอกาสได้ง่ายๆ

พอได้ยินเจิ้นเล่อยบ่นพึมพำ ฝูเอ๋าก็เดาว่า "ท่านแม่ทัพใหญ่ ข้าว่านะ เป็นไปได้ไหมว่าวันนี้หลิวฉิงเห็นท่านแม่ทัพใหญ่ลงมาลุยเอง นางเลยอยากลองดูอีกทีว่าจะใช้วิธีนี้ป่วนกองทัพเราได้ไหม..."

ต้องบอกว่าการคาดเดาของฝูเอ๋าใกล้เคียงกับแผนของหลิวฉิงมาก แต่น่าเสียดายที่คำพูดของเขาดันเบี่ยงเบนความสงสัยของเจิ้นเล่อยไปผิดทาง

"ดูถูกกันเกินไปแล้วนะ หลิวฉิงเนี่ย เฉินเจา!" เจิ้นเล่อยหัวเราะชอบใจ ตบไหล่เฉินเจา

เพราะคำพูดของฝูเอ๋าทำให้เจิ้นเล่อยเข้าใจผิดว่าหลิวฉิงแค่เล็งเล่นงานเฉินเจา แต่หารู้ไม่ว่าเป้าหมายจริงๆ ของหลิวฉิงก็คือตัวเขาเองนั่นแหละ

ยิ่งไปกว่านั้น เรื่องราวทั้งหมดที่เกิดขึ้นในช่วงไม่กี่วันนี้ ล้วนเป็นสิ่งที่หลิวฉิงวางแผนมาอย่างดี ยอมให้ทหารโจวพ่ายแพ้ถึงสี่ครั้ง เพื่อรอวันที่เจิ้นเล่อยจะลงมาเป็นขุนพล ไม่ใช่แม่ทัพ...

ในขณะเดียวกัน ที่ค่ายใหญ่กองทัพโจว เซี่ยอานกับหลิวฉิงกำลังปรึกษากันเรื่องแผนสังหารเจิ้นเล่อย แม่ทัพใหญ่กองทัพไป๋สุ่ย

"น่าจะยืนยันได้แล้ว ตอนที่เจิ้นเล่อยสวมบท 'ขุนพล' เขาจะไม่มีความเยือกเย็นเหมือนตอนเป็น 'แม่ทัพ' พูดแบบไม่เกรงใจนะ ก็แค่คนบ้าพลังที่มีสมองนิดหน่อย... รับมือง่ายกว่าตอนเป็น 'แม่ทัพ' เยอะ!"

หลิวฉิงจิบชาที่ฉินเข่อเอ๋อร์ส่งให้ แววตาเป็นประกายวูบหนึ่ง แล้วพูดเสียงเข้ม "ดังนั้นถ้าจะฆ่าเจิ้นเล่อย ก็ต้องล่อให้เขาออกมา นี่คือเงื่อนไขสำคัญที่สุด!"

"ล่อออกมางั้นเหรอ?" เซี่ยอานถอนหายใจยาว

พูดตามตรง ถึงเขาจะเห็นด้วยกับแผนฆ่าเจิ้นเล่อยของหลิวฉิง แต่เขาไม่มั่นใจเลยว่าจะทำให้เจิ้นเล่อยยอมลงมาเป็นขุนพลแทนที่จะเป็นแม่ทัพได้ยังไง

เพราะเรื่องแบบนี้สิทธิ์การตัดสินใจอยู่ที่เจิ้นเล่อย เขาอยากจะเป็นขุนพลนำทัพตะลุยข้าศึก หรือจะเป็นแม่ทัพบัญชาการอยู่ข้างหลัง ก็แล้วแต่ใจเขา เซี่ยอานกับหลิวฉิงจะไปบังคับได้ยังไง?

แต่จะว่าไป จริงๆ แล้วเซี่ยอานก็แอบดีใจอยู่ลึกๆ ดีใจที่ถึงเจิ้นเล่อยจะมีสัญชาตญาณเทียบเท่าเหลียงชิวอู่ แต่ทั้งสองคนมีข้อแตกต่างที่สำคัญมากอยู่อย่างหนึ่ง

สัญชาตญาณของเหลียงชิวอู่ไม่เลือกสถานที่ ขอแค่นางมีสมาธิจดจ่อ และมีความปรารถนาที่จะมีชีวิตรอดอย่างแรงกล้า นางก็จะเข้าสู่สภาวะนั้นได้ แม้จะอยู่ในสนามรบที่อันตรายที่สุด นางก็ยังมองเห็นภาพรวมของทั้งสมรภูมิได้ทะลุปรุโปร่ง

น่าเสียดายอยู่อย่างเดียว คือเหลียงชิวอู่ต้องกดดันความรู้สึกหงุดหงิดงุ่นง่านในใจตลอดเวลาเพราะผลของวิชาเพลิงหมอกประจำตระกูล ทำให้นางเข้าถึงสภาวะ 'หนึ่งเดียวกับธรรมชาติ' แบบเต๋าได้ไม่บ่อยนัก

แต่ถ้าเมื่อไหร่นางเข้าสู่สภาวะนั้นได้ นางจะเป็นคู่ต่อสู้ที่น่ากลัวที่สุด ขนาดจ่างซุนเซียงอวี่ยังจนปัญญา

ส่วนเจิ้นเล่อยต่างจากเหลียงชิวอู่ตรงที่ อัจฉริยะผู้นี้ดูเหมือนจะรักษาสัญชาตญาณอันน่าทึ่งไว้ได้ตลอดเวลา ยกเว้นแค่กรณีเดียว คือตอนที่เขาปลดปล่อยสัญชาตญาณดิบของขุนพล หมกมุ่นอยู่กับการฆ่าฟันในสนามรบ...

เรื่องนี้แหละที่เซี่ยอานรู้สึกโชคดี เพราะถ้าเจิ้นเล่อยเป็นเหมือนเหลียงชิวอู่ ที่แม้จะอยู่ในสถานการณ์เลวร้ายที่สุดก็ยังรักษาสัญชาตญาณสุดยอดไว้ได้ การจะฆ่าคนแบบนั้นแทบจะเป็นภารกิจที่เป็นไปไม่ได้เลย

แต่ถึงจะเป็นแบบนี้ สถานการณ์ตอนนี้ก็ยังเรียกได้ว่าไม่แน่นอนอยู่ดี

"ท่านคิดถูกแล้ว..." หลิวฉิงเหมือนจะมองความกังวลของเซี่ยอานออก นางพูดเสียงจริงจัง "จะล่อเจิ้นเล่อยออกมายังไง นี่คือโจทย์ที่ยากที่สุดในการสังหารเขา! เจ้านั่นไม่ใช่คนบ้าพลังโง่ๆ เราจะวางกับดักเล่นงานเขาได้ก็ต่อเมื่อเขากระโจนลงมาในสนามรบ และในหัวคิดแต่เรื่องฆ่าศัตรูเท่านั้น ไม่อย่างนั้นถ้าเขารู้ตัวเมื่อไหร่ แผนทั้งหมดก็จะพังพินาศทันที!"

"แล้วเจ้าคิดวิธีออกหรือยัง?" เซี่ยอานมองหลิวฉิงอย่างมีความหวัง

หลิวฉิงจิบชา แววตาฉายประกายเจิดจ้า พูดเสียงหนักแน่น "วิธีน่ะมี ส่วนความมั่นใจ... ก็ต้องลองดู!"

"ลองดู... งั้นเหรอ?" เซี่ยอานขมวดคิ้วนิดหน่อย แต่ก็ไม่ได้พูดอะไรมาก เพราะเจิ้นเล่อยไม่ใช่คนธรรมดา ถ้าจัดการได้ง่ายๆ หลิวฉิงคงไม่ต้องมานั่งคิดหัวแทบแตกแบบนี้หรอก

สามวันต่อมา กองทัพโจวฝั่งเซี่ยอานเงียบกริบ ความผิดปกตินี้ทำให้พวกแม่ทัพกองทัพไป๋สุ่ยเริ่มกังวล สงสัยว่าหลิวฉิง กุนซือฝั่งโจววางแผนชั่วอะไรไว้อีกหรือเปล่า

แม้แต่เจิ้นเล่อย แม่ทัพใหญ่กองทัพไป๋สุ่ยเองก็เริ่มเดาทางไม่ถูก เพื่อป้องกันไม่ให้ทหารโจวเล่นแผนส่งเสียงบูรพาฝ่าตีประจิม เขาเลยส่งคนไปติดต่อกับอ๋องฉินหลี่เซิ่นที่สนามรบทิศใต้ของเมืองเซียงหยาง พอรู้ว่าทหารโจวฝั่งเซี่ยอานไม่ได้แอบอ้อมไปช่วยอ๋องอันหลิงหลี่เฉิงตีประตูด้านทิศใต้ เจิ้นเล่อยถึงค่อยวางใจ

ก็ต้องระวังไว้ก่อน เพราะทหารกองทัพไป๋สุ่ยห้าหมื่นนายปักหลักอยู่ที่ประตูเมืองทิศตะวันออกเพื่อยันกับทหารโจวหกหมื่นนายของเซี่ยอาน แต่เครื่องมือตีเมืองส่วนใหญ่ของกองทัพโจวกลับไปกองอยู่ที่สนามรบทิศใต้กับอ๋องอันหลิงหลี่เฉิง

ถ้าเซี่ยอานเล่นแผนหลอกตาทิศตะวันออกแล้วแอบอ้อมไปทิศใต้เพื่อช่วยหลี่เฉิงตีเมือง ไม่แน่ว่ากำแพงเมืองเซียงหยางที่ว่าสูงและแข็งแกร่งอาจจะแตกก็ได้

แต่ดูเหมือนทหารโจวฝั่งเซี่ยอานจะไม่ได้คิดจะทำแบบนั้น

วันเวลาผ่านไปทีละวัน เผลอแป๊บเดียวก็ถึงวันที่สิบห้าเดือนสิบเอ็ด กองทัพโจวฝั่งเซี่ยอานก็เริ่มมีความเคลื่อนไหว นอกจากจะทิ้งทหารไว้เฝ้าค่ายไม่กี่พันคน ที่เหลือยกโขยงออกมาหมด จัดทัพเตรียมรบอยู่ที่หน้าประตูเมืองทิศตะวันออก

"เข้าใจแล้ว... ที่เงียบไปสามวัน คือไปเรียกขวัญกำลังใจกันมานี่เอง?"

เจิ้นเล่อยยืนอยู่บนกำแพงเมืองทิศตะวันออก ยิ้มอย่างเข้าใจ พลางมองทหารโจวข้างล่างอย่างละเอียด แล้วพึมพำว่า "น่าสนใจ เซี่ยอานยกมาหมดหน้าตักแบบนี้ ดูท่าอยากจะเปิดศึกตัดสินกับข้าสินะ!"

"เอาความมั่นใจมาจากไหนกัน!" ฝูเอ๋า แม่ทัพกองพันที่สามกองทัพไป๋สุ่ยแค่นเสียงเยาะเย้ย "แพ้มาห้าครั้งรวด ยังจะกล้ามาเปิดศึกตัดสินกับเราอีก?"

เจิ้นเล่อยยิ้มมุมปาก พูดเรียบๆ "ก็เพราะแพ้มาห้าครั้งรวดไง ถึงต้องชนะสักครั้งเพื่อกู้ขวัญกำลังใจ! หลิวฉิงคนนั้นมาจากกองทัพไท่ผิง อาศัยผลงานชนะศึกหลายครั้งก่อนหน้านี้ถึงได้มีที่ยืนในกองทัพโจว ตอนนี้แพ้รวด นางคงโดนทหารโจวสงสัยฝีมือ... ไม่แปลกหรอกที่จะร้อนรนจนทนไม่ไหว!"

ดูเหมือนจะเป็นการคาดเดาที่สมเหตุสมผล แต่จริงๆ แล้วเจิ้นเล่อยเข้าใจผิดมหันต์

ก็ช่วยไม่ได้ เขาไม่รู้ความสัมพันธ์ระหว่างเหลียงชิวฮ่าวกับเซี่ยอาน เลยนึกว่าหลิวฉิงแค่เพื่อความอยู่รอดหรือมีแผนอะไรบางอย่าง ถึงได้ยอมย้ายมาอยู่ฝั่งโจว

ดังนั้นเขาเลยคิดไปเองว่า การแพ้ติดๆ กันของหลิวฉิงจะสั่นคลอนตำแหน่งของนางในกองทัพโจว หรืออาจจะโดนทหารโจวเขี่ยทิ้ง

ถ้าเป็นแบบนั้นจริง เจิ้นเล่อยคงต้องหัวเราะเยาะทหารโจวสักสามตลบ ที่ทำลายกำแพงเมืองตัวเอง

เพราะในสายตาเจิ้นเล่อย ในกองทัพโจวมีแค่หลิวฉิงคนเดียวที่พอจะเป็นภัยคุกคามต่อเขาได้

ขอแทรกตรงนี้หน่อย จริงๆ แล้วเพราะความสัมพันธ์กับเซี่ยอาน สถานะของหลิวฉิงในกองทัพโจวนั้นมั่นคงดั่งภูผา

"จะออกไปสู้กับทหารโจวไหม?" หวงโส่ว แม่ทัพกองพันที่สองกองทัพไป๋สุ่ยถามเสียงเครียด "ท่านแม่ทัพใหญ่ ข้าว่าเราไม่จำเป็นต้องออกไปสู้กับทหารโจวหรอก! เครื่องมือตีเมืองที่ทหารโจวสร้างเมื่อวันก่อนไปอยู่ที่กองทัพอ๋องอันหลิงหลี่เฉิงทางทิศใต้หมดแล้ว เซี่ยอานที่อยู่ข้างล่างนั่น อย่างมากก็มีแค่หอสังเกตการณ์ไม่กี่อัน ถ้าเราตั้งรับไม่ออกไป เขาทำอะไรเราไม่ได้หรอก!"

"เจ้าพูดถูก!" เจิ้นเล่อยพยักหน้า แล้วพูดต่อเรียบๆ "เพียงแต่ ถ้าเราไม่ออกไปสู้ ความได้เปรียบที่สั่งสมมาก็จะหายไปหมด... จะปล่อยโอกาสให้ทหารโจวกู้ขวัญกำลังใจไปฟรีๆ แบบนี้จะดีเหรอ?"

หวงโส่วชะงัก ก้มหน้าอย่างละอาย "ข้า... ข้าคิดน้อยไป!"

ข้างๆ กัน เฉินเจากับฝูเอ๋ามองหน้ากันแล้วพยักหน้าเห็นด้วยกับเจิ้นเล่อย

ต้องรู้ว่าตอนนี้กองทัพไป๋สุ่ยชนะห้าครั้งรวด นี่เป็นแรงกดดันทางจิตใจมหาศาลสำหรับทหารโจว ถ้าวันนี้ทหารโจวยกกันมาหมด แต่กองทัพไป๋สุ่ยกลับไม่ออกไปสู้ อย่างที่เจิ้นเล่อยบอก พลังข่มขวัญที่สร้างมาจากชัยชนะห้าครั้งก็คงพังทลายไม่มีเหลือ

การรบระหว่างสองทัพ สิ่งสำคัญที่สุดคืออะไร? ก็คือขวัญกำลังใจไม่ใช่เหรอ!

เจิ้นเล่อยมองทหารโจวที่อยู่ไกลๆ แล้วโบกมือสั่งเสียงดัง "ถ่ายทอดคำสั่ง ออกไปรบ!"

"ขอรับ!"

"จริงสิ เฉินเจา วันนี้เจ้าก็บัญชาการทัพที่ค่ายหลักแทนข้าเหมือนเดิมนะ ห้ามพลาดล่ะ!"

"ขอรับ!"

ในขณะที่เจิ้นเล่อยกำลังสั่งการเรื่องออกรบ ที่ค่ายหลักกองทัพโจว เซี่ยอานกำลังมองประตูเมืองทิศตะวันออกของเมืองเซียงหยางด้วยสีหน้ากังวล

หวงโส่ว แม่ทัพกองพันที่สองของกองทัพไป๋สุ่ยพูดถูก เนื่องจากกองทัพเซี่ยอานขาดแคลนเครื่องมือตีเมือง จริงๆ แล้วกองทัพไป๋สุ่ยไม่จำเป็นต้องออกมาสู้ทุกครั้งก็ได้ อย่างวันนี้ กองทัพไป๋สุ่ยจะหลบอยู่ในเมืองก็ได้

และนั่นก็คือสิ่งที่เซี่ยอานกังวล

เหมือนจะมองความคิดของเซี่ยอานออก หลิวฉิงที่ยืนอยู่บนรถศึกคันเดียวกันพูดเรียบๆ ว่า "วางใจเถอะ กองทัพไป๋สุ่ยต้องออกมาสู้แน่ ตราบใดที่พวกเขายังอยากรักษาเกียรติยศแห่งชัยชนะห้าครั้งรวดเอาไว้! ถ้าครั้งนี้หลบไม่ออกมา ก็เท่ากับกลัวกองทัพเรา? เจิ้นเล่อยไม่มีทางให้โอกาสกองทัพเรากู้ขวัญกำลังใจหรอก!"

"นั่นสินะ..." เซี่ยอานพยักหน้าอย่างเข้าใจ

"อีกอย่าง ด้วยนิสัยของเจิ้นเล่อย ที่ถือตัวว่าเป็นนักรบ เขาไม่มีทางหนีคำท้าของคนอื่นแน่! มันผิดศักดิ์ศรีของนักรบ..."

'อ่านนิสัยเจิ้นเล่อยขาดขนาดนี้เชียว?' เซี่ยอานมองหลิวฉิงอย่างแปลกใจ แล้วถามเสียงเบา "แล้วเจ้าคิดว่า การออกรบครั้งนี้ เขาจะมาในฐานะ 'ขุนพล' หรือ 'แม่ทัพ'?"

หลิวฉิงยิ้มมุมปากเหมือนแผนการสำเร็จ กระซิบตอบ "กองทัพโจวหกหมื่นนายของข้ายกมาหมดหน้าตัก หวังจะชนะสักตานึงเพื่อพลิกสถานการณ์ที่แพ้มาห้าครั้ง กะจะมาสู้ตายกับกองทัพไป๋สุ่ย... ฉากใหญ่ขนาดนี้ ต่างจากการรบเล็กๆ น้อยๆ หลายวันก่อน ท่านเซี่ยอานคิดว่าเจิ้นเล่อยจะชอบบทบาท 'แม่ทัพ' หรือ 'ขุนพล' มากกว่ากันล่ะ?"

"..." เซี่ยอานมองตามสายตาหลิวฉิงไปที่ประตูเมืองทิศตะวันออกที่ค่อยๆ เปิดออก แล้วก็รู้สึกว่าคำถามนี้ไม่จำเป็นต้องถามเลย เพราะคนแรกที่โผล่ออกมาจากประตูเมือง ก็คือแม่ทัพใหญ่กองทัพไป๋สุ่ย เจิ้นเล่อย ที่ขี่ม้าถือดาบยาวด้วยสีหน้ากระหายสงคราม

"การวางแผนอยู่ที่คน ความสำเร็จอยู่ที่ฟ้า..." หลิวฉิงมองท้องฟ้าที่สดใส เลียริมฝีปากที่แห้งผาก แล้วพึมพำเบาๆ "เตรียมการทุกอย่างพร้อมหมดแล้ว จะฆ่าเจิ้นเล่อยได้ไหม ก็ต้องแล้วแต่ลิขิตสวรรค์..."

"หวังว่าทุกอย่างจะเป็นไปได้ด้วยดีนะ..." เซี่ยอานถอนหายใจเบาๆ อธิษฐานในใจ

เพราะตอนนี้ก็วันที่สิบห้าเดือนสิบเอ็ดแล้ว เหลือเวลาอีกแค่ครึ่งเดือนก่อนจะถึงกำหนดการปราบกบฏอ๋องฉินหลี่เซิ่นก่อนสิ้นปี ถ้าวันนี้กำจัดเจิ้นเล่อยไม่ได้ เซี่ยอานก็ไม่มั่นใจเลยว่าจะจบศึกสามอ๋องและยกทัพไปช่วยอ๋องแปดหลี่เสียนที่เจียงตงได้ทันก่อนสิ้นปีหรือเปล่า

"ตึง ตึง ตึง!!" เสียงกลองรบของทั้งสองทัพดังสนั่นหวั่นไหว การต่อสู้ที่ดุเดือดกำลังจะระเบิดขึ้น

[จบแล้ว]

จบบทที่ บทที่ 421 - ศึกซุ่มโจมตี

คัดลอกลิงก์แล้ว