เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 391 - ทางเลือก

บทที่ 391 - ทางเลือก

บทที่ 391 - ทางเลือก


บทที่ 391 - ทางเลือก

"เรียนใต้เท้า ฉีจื่อและสวีเล่อแห่งกองทัพไท่ผิง เพิ่งจะออกจากค่ายของเราไปเมื่อครู่นี้ขอรับ..."

ในขณะที่เซี่ยอานกับฉินเข่อเอ๋อร์กำลังนั่งรอข่าวด้วยความกระวนกระวายใจอยู่ในกระโจมแม่ทัพ เฉิงยางแม่ทัพแห่งกองทัพต้าเหลียงก็ผลักประตูเดินเข้ามา พร้อมกับประสานมือคารวะรายงานผลการเจรจาเกลี้ยกล่อมทหารไท่ผิงเดนตายเหล่านั้นของหลิวฉิงให้เซี่ยอานทราบ

เซี่ยอานรับน้ำขิงที่ฉินเข่อเอ๋อร์ส่งมาให้จิบไปหนึ่งคำ พลางครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่งแล้วถามเสียงเบาว่า "แล้วแม่นางหลิวฉิงเล่า? ไฉนจึงมีเพียงเจ้ากลับมาคนเดียว?"

เมื่อเห็นเซี่ยอานถามถึงเรื่องนี้ เฉิงยางก็รีบอธิบายทันที "เรียนใต้เท้า เป็นเช่นนี้ขอรับ หลังจากที่ได้พบปะพูดคุยกับฉีจื่อและสวีเล่อแล้ว ท่านรักษาการกุนซือแจ้งว่ารู้สึกไม่ค่อยสบาย จึงขอกลับไปพักผ่อนที่ที่พัก และไหว้วานให้ข้าน้อยมารายงานผลกับใต้เท้าแทน! ท่านวางใจได้ ทหารคุ้มกันสองร้อยนายที่คอยอารักขาท่านรักษาการกุนซือ ล้วนเป็นยอดฝีมือที่ข้าน้อยคัดเลือกมาเองกับมือ รับรองว่าไม่มีทางเกิดเรื่องผิดพลาดอันใดแน่นอนขอรับ"

ใช้คำว่าคุ้มกัน แต่เนื้อแท้คือการคุมขังสินะ?

ฉินเข่อเอ๋อร์ชำเลืองมองเฉิงยางแวบหนึ่งพลางลอบถอนหายใจเงียบๆ ในใจ นางอดไม่ได้ที่จะรู้สึกเห็นใจหลิวฉิง เห็นใจในชะตากรรมและสถานการณ์ของอีกฝ่าย แต่พอคิดถึงผลกระทบใหญ่หลวงที่หลิวฉิงอาจก่อขึ้นต่อกองทัพต้าโจว นางก็เลือกที่จะทำเมินเฉยเสีย

เพราะเมื่อเทียบกับหลิวฉิงที่เป็นเพียงอดีตพันธมิตรแล้ว เซี่ยอานต่างหากคือคนที่สำคัญที่สุดในใจนาง ดังนั้นนางจะไม่มีทางทำอะไรโง่ๆ หรือประมาทเลินเล่อในเรื่องที่เกี่ยวกับเส้นทางขุนนางและความปลอดภัยของเซี่ยอานเป็นอันขาด

กลับกันเซี่ยอานพอได้ฟังก็ขมวดคิ้ว แล้วพูดแก้ต่างให้หลิวฉิงขึ้นมา

"ห้ามจำกัดอิสรภาพของนาง! เฉิงยาง การที่ข้าให้เจ้าไปรับหน้าที่คุ้มกันแม่นางหลิวฉิง ก็เพื่อหวังจะผ่อนคลายความขัดแย้งระหว่างพวกเจ้า ศึกครั้งนี้ยังมีเรื่องที่ต้องพึ่งพาความสามารถของแม่นางคนนั้นอยู่ เจ้าอย่าได้ทำเสียการใหญ่ของข้าเชียว!"

เฉิงยางชะงักไปเล็กน้อย ก่อนจะรีบประสานมือกล่าว "ใต้เท้าเข้าใจผิดแล้ว ข้าน้อยหาได้มีความแค้นส่วนตัวแอบแฝงไม่ ตรงกันข้าม คำพูดที่ท่านรักษาการกุนซือสนทนากับทหารไท่ผิงสองคนนั้นเมื่อครู่ ทำให้ข้าน้อยมองท่านรักษาการกุนซือเปลี่ยนไปบ้างเล็กน้อย... หากสิ่งที่ท่านรักษาการกุนซือพูดออกมานั้นมาจากใจจริงนะขอรับ!"

"โอ้?" แววตาของเซี่ยอานฉายแววประหลาดใจ เขาหัวเราะเบาๆ แล้วพูดว่า "ไหนลองเล่ามาซิ!"

"ขอรับ!" เฉิงยางพยักหน้า สีหน้าจริงจังขึ้น "ช่วงแรกก็เป็นการทักทายพูดคุยรำลึกความหลังเรื่องสงครามครั้งนั้น ข้าน้อยขอละไว้ไม่กล่าวถึง แต่หลังจากนั้น ท่านรักษาการกุนซือได้เอ่ยปากถามจี้ใจดำฉีจื่อกับสวีเล่อตรงๆ เลยว่า พวกเขาได้แปรพักตร์ไปเข้ากับอ๋องฉินหลี่เซิ่นแล้วใช่หรือไม่..."

"..." มือที่ถือถ้วยชาของเซี่ยอานชะงักกึก เขาขมวดคิ้วถามเสียงขรึม "แล้วสองคนนั้นว่าอย่างไร?"

"เป็นฉีจื่อที่เอ่ยปาก... ฉีจื่อยอมรับว่าเขาได้ติดต่อกับอ๋องฉินหลี่เซิ่นจริง และตามที่เขาเล่ามา ดูเหมือนอ๋องฉินหลี่เซิ่นจะมีความตั้งใจที่จะดึงพวกเขาเข้าไปเป็นพวก..."

"กองทัพเรามีเป็นแสน กองทัพกบฏนอกจากกองทัพไป๋สุ่ยหกหมื่นนายของอ๋องฉินหลี่เซิ่นแล้ว ที่เหลือก็เป็นแค่กองทหารรักษาการณ์ของอ๋องหัวเมืองต่างๆ ฝีมือไม่ได้เรื่อง การที่อ๋องฉินหลี่เซิ่นคิดจะพยายามดึงทุกกองกำลังที่หาได้มาเป็นพวก ก็ไม่ใช่เรื่องแปลกอะไร!"

เซี่ยอานส่ายหน้าอย่างไม่ยี่หระ จิบน้ำขิงร้อนๆ ไปอีกคำ แล้วพูดเสียงหนักแน่น "ปัญหามันอยู่ที่ว่า ฉีจื่อคนนั้นคิดจะเลือกฝ่ายไหน? จะเป็นกองทัพต้าโจวของเรา หรือกองทัพกบฏ?"

ใต้เท้าในวันนี้ ดูเหมือนจะ... มีรังสีอำมหิตที่ต่างไปจากปกตินัก!

เฉิงยางกลืนน้ำลายลงคอ อดไม่ได้ที่จะแอบมองเซี่ยอานบ่อยขึ้น ไม่รู้ทำไมเขาถึงรู้สึกถึงแรงกดดันมหาศาลที่แผ่ออกมาจากตัวเซี่ยอาน มันเป็นแรงกดดันของผู้มีอำนาจที่ค่อยๆ ก่อตัวขึ้นจากการดำรงตำแหน่งสูงเป็นเวลานาน

"ท่านรักษาการกุนซือก็ได้ชักชวนฉีจื่อกับสวีเล่อเช่นกันขอรับ ทางสวีเล่อนั้นยังคงดูโกรธแค้นไม่หาย แต่ฉีจื่อดูเหมือนจะเริ่มลังเล อืม เขาบอกว่าจะขอกลับไปคิดทบทวนให้ละเอียดก่อน..." พูดถึงตรงนี้ เฉิงยางก็ยักไหล่แล้วพูดต่อ "การสนทนาก็จบลงแค่นี้ ท่านรักษาการกุนซือเดินไปส่งพวกเขาสองคนออกจากค่ายด้วยตัวเอง แล้วนางก็กลับที่พักไป บอกว่าจะขอจัดระเบียบความคิดเสียหน่อย ส่วนข้าน้อยก็มารายงานผลกับใต้เท้าที่นี่"

"อย่างนี้นี่เอง..." เซี่ยอานได้ยินดังนั้นก็ขมวดคิ้วเล็กน้อยโดยแทบสังเกตไม่เห็น ก่อนจะคลายสีหน้ายิ้มแย้มแล้วพูดว่า "ดี ข้าเข้าใจแล้ว เฉิงยาง เจ้าเองก็ลำบากแล้ว กลับไปพักผ่อนเถอะ"

"ขอรับ! ขอบคุณใต้เท้าที่เป็นห่วง ข้าน้อยขอตัว!"

เฉิงยางประสานมือคารวะอย่างนอบน้อมแล้วถอยออกไป

มองดูแผ่นหลังของเฉิงยางที่เดินจากไป รอยยิ้มบนใบหน้าเซี่ยอานก็ค่อยๆ จางหายไป ยกมือขวาขึ้นกุมขมับ แล้วพ่นลมหายใจออกมาเฮือกใหญ่

ข้างกายนั้น ฉินเข่อเอ๋อร์เห็นเซี่ยอานดูมีสีหน้ากลัดกลุ้ม ก็ถามด้วยความสงสัย "นายท่านดูเหมือนจะไม่ค่อย... ดีใจเลยนะเจ้าคะ?"

"ดูออกด้วยรึ? หรือว่าบนหน้านายท่านของเจ้าไม่ได้เขียนคำว่าดีใจแปะอยู่หรอกรึ?" เซี่ยอานเอียงคอมองฉินเข่อเอ๋อร์ แล้วพูดทีเล่นทีจริงอย่างไม่มีเรี่ยวแรง

ฉินเข่อเอ๋อร์หัวเราะคิกพลางเอามือปิดปาก นางโอบรอบคอเซี่ยอานเบาๆ แล้วพูดเสียงอ้อน "นายท่าน มีเรื่องกลุ้มใจอันใดก็บอกข้าน้อยสิเจ้าคะ เผื่อว่าข้าน้อยจะช่วยแบ่งเบาภาระนายท่านได้บ้าง!"

"หึ!" เซี่ยอานหัวเราะเบาๆ ลูบผมฉินเข่อเอ๋อร์ แล้วลดเสียงต่ำพูดว่า "จำที่ข้าเคยบอกได้ไหม หากแม่นางหลิวฉิงเกลี้ยกล่อมกองทัพไท่ผิงที่เหลือรอดอยู่สี่พันคนนั้นสำเร็จจริงๆ สำหรับกองทัพเราแล้ว นั่นคือสถานการณ์ที่เลวร้ายที่สุด..."

"เจ้าค่ะ นายท่านเคยพูดไว้... แต่ข้าน้อยยังไม่ค่อยเข้าใจความหมายของนายท่านนัก..."

"เดี๋ยวเข่อเอ๋อร์ก็จะเข้าใจเอง!"

ปีรัชศกจิ่งจื้อที่สี่ เดือนสิบ วันที่ยี่สิบเก้า

ในช่วงไม่กี่วันสุดท้ายของเดือนสิบ กองทัพไท่ผิงเดนตายสี่พันนายภายใต้การนำของฉีจื่อและสวีเล่อ ได้ส่งหนังสือแสดงความจำนงขอสวามิภักดิ์ต่อกองทัพต้าโจว และในวันรุ่งขึ้น พวกเขาก็พาไพร่พลสี่พันนายเดินทางมายังค่ายใหญ่เมืองน้ำแข็งของกองทัพต้าโจวที่ห่างจากเมืองม่ายเฉิงยี่สิบลี้ โดยเซี่ยอานสั่งให้จัดพื้นที่พักให้อยู่ตรงมุมตะวันตกเฉียงเหนือของเมืองน้ำแข็ง

และในขณะเดียวกัน ลางสังหรณ์ของเซี่ยอานก็เป็นจริง

ในวันที่ฉีจื่อและสวีเล่อนำกำลังมาถึงค่ายใหญ่ของกองทัพต้าโจว ภายในค่ายก็เกิดเหตุตะลุมบอนกันอย่างรุนแรง

เริ่มจากทหารไท่ผิงไม่กี่คนกับทหารต้าเหลียงไม่กี่คนมีปากเสียงกันด้วยเรื่องขี้หมูขี้หมา จากนั้นการโต้เถียงก็ลุกลามไปสู่การสรรเสริญและด่าทอเกี่ยวกับศึกหุบเขาสิ้นชีวีเมื่อไม่นานมานี้ จนสุดท้ายกลายเป็นการยกพวกตีกันระหว่างทหารไท่ผิงสี่ร้อยกว่าคนกับทหารต้าเหลียงสามร้อยกว่าคน

โชคดีที่เหลียงเฉิงแม่ทัพใหญ่กองทัพต้าเหลียงรู้ตัวเร็ว รีบนำทหารสารวัตรที่ดูแลวินัยในค่ายมาระงับเหตุได้ทัน ไม่เช่นนั้นยอดผู้บาดเจ็บล้มตายคงไม่หยุดอยู่แค่หลักสิบแน่

วันต่อมา หรือก็คือวันที่หนึ่งเดือนสิบเอ็ด ทหารไท่ผิงกับทหารต้าเหลียงก็มีเรื่องกันอีก เพราะรู้สึกว่าอีกฝ่ายมองหน้าหาเรื่อง เพียงแค่ครึ่งก้านธูปก็ลุกลามเป็นการปะทะกันของคนนับร้อย ทหารต้าเหลียงตายไปสิบสามนาย ทหารไท่ผิงถูกฆ่าสิบเก้านาย บาดเจ็บสาหัสและเล็กน้อยรวมกันกว่าสามร้อยคน

ผ่านไปอีกสองวัน คือวันที่สามเดือนสิบเอ็ด ทหารไท่ผิงกับทหารต้าเหลียงปะทะกันอีกครั้งเพราะเรื่องความแตกต่างของเสบียงอาหาร ผู้เสียชีวิตในความวุ่นวายมีมากถึงหลายสิบคน

สี่วันสั้นๆ ปะทะกันสามรอบ

แถมทั้งสามครั้งยังบานปลายจนกลายเป็นการตะลุมบอนขนาดกลาง เหตุการณ์ขัดแย้งรุนแรงเหล่านี้ถูกบรรดาแม่ทัพนายกองของกองทัพต้าเหลียงผลัดกันมาร้องเรียนกับเซี่ยอานผู้เป็นแม่ทัพใหญ่ซ้ำแล้วซ้ำเล่า

จนถึงตอนนี้ ฉินเข่อเอ๋อร์ถึงเพิ่งตระหนักว่า สถานการณ์ที่เลวร้ายที่สุดที่เซี่ยอานเคยพูดถึงนั้น คือเรื่องนี้นี่เอง

"ใต้เท้า จะปล่อยให้พวกโจรพวกนั้นอยู่ในค่ายของเราต่อไปไม่ได้แล้วนะขอรับ!"

ระหว่างที่มารวมตัวกันร้องเรียนเซี่ยอาน เตี่ยนอิงแม่ทัพกองทัพต้าเหลียงเล่าถึงพฤติกรรมเลวร้ายต่างๆ ของทหารไท่ผิงที่ยอมจำนนด้วยสีหน้าเคียดแค้น ดูจากท่าทางแล้ว เขาแทบอยากจะฝังทั้งเป็นพวกทหารพ่ายศึกที่รอดชีวิตมาจากศึกหุบเขาสิ้นชีวีพวกนั้นให้รู้แล้วรู้รอด

"เตี่ยนอิงพูดถูกแล้ว!" เอ้ออี้แม่ทัพกองทัพต้าเหลียงรับลูกต่อทันที น้ำเสียงหนักแน่น "แค่สามวันสั้นๆ พวกโจรพวกนั้นก็มีเรื่องกับฝ่ายเราถึงสามครั้ง แต่ละครั้งลุกลามจนเป็นการฆ่าฟันกัน... ทหารต้าเหลียงของเราไม่ได้ตายอย่างสมเกียรติในสนามรบกับพวกกบฏ แต่กลับมาตายเพราะพวกโจรที่แกล้งยอมจำนนพวกนี้..."

เซี่ยอานชำเลืองมองเอ้ออี้ที่บ่นไม่หยุด เขาบีบดั้งจมูกด้วยความเหนื่อยล้า แล้วพูดเสียงขรึม "เรื่องกระทบกระทั่งกัน ข้าคาดการณ์ไว้อยู่แล้ว ทั้งสองฝ่ายต่างก็ต้องอดกลั้น... เท่าที่ข้ารู้มา เรื่องพวกนี้จะโทษทหารไท่ผิงฝ่ายเดียวก็ไม่ถูกไม่ใช่รึ? ไฉนทั้งสามครั้งถึงมีเรื่องกับแค่ทหารต้าเหลียง แต่กับทหารจี้โจวกลับไม่มีเรื่องเลยสักครั้ง?"

"ใต้เท้า?" เอ้ออี้มองเซี่ยอานด้วยความตกตะลึง สีหน้าไม่อยากจะเชื่อ "ทำไมใต้เท้าถึงพูดเข้าข้างพวกโจรพวกนั้น?"

"ไม่ได้เข้าข้างใคร ข้าพูดตามเนื้อผ้าเท่านั้น! เหลียงเฉิง ก่อนหน้านี้ข้าบอกเจ้าแล้วใช่ไหม รอให้ทหารไท่ผิงเข้าค่ายมา การดูแลต้องเท่าเทียมกับทหารทั้งสามทัพของเรา... ไฉนถึงไปตัดลดเสบียงของทหารไท่ผิงสี่พันคนนั้น?"

เหลียงเฉิงก้มหน้าลงเล็กน้อย ประสานมือกล่าว "ข้าน้อยแค่เห็นว่า ทหารไท่ผิงสี่พันคนนั้นจะมีหรือไม่มีก็ไม่ต่างกันต่อกองทัพเรา... ใต้เท้าเองก็คงไม่ได้คิดจะใช้งานกองทัพนั้นอยู่แล้วไม่ใช่หรือขอรับ? ในเมื่อเป็นเช่นนี้ สู้ประหยัดเสบียงไว้หน่อยดีกว่า..."

เซี่ยอานส่ายหน้า

ความจริงแล้ว เหลียงเฉิงพูดไม่ผิดเลย

ต่อให้ฉีจื่อและสวีเล่อยอมสวามิภักดิ์ต่อกองทัพต้าโจวแล้ว แต่เซี่ยอานจะวางใจใช้ทหารพวกนี้รึ? ไม่แน่นอน!

ล้อเล่นน่า! ใครจะรู้ว่ากองทัพนี้จะแปรพักตร์กลางสนามรบไปเข้ากับอ๋องฉินหลี่เซิ่นเมื่อไหร่? อย่าลืมว่าอ๋องฉินหลี่เซิ่นเคยติดต่อกับฉีจื่อและสวีเล่อมาก่อน

ดังนั้น กองทัพที่เซี่ยอานจะเลือกใช้ ก็ยังคงเป็นทหารจี้โจวและทหารต้าเหลียง ส่วนทหารไท่ผิงสี่พันคนนั้น สำหรับเซี่ยอานและกองทัพต้าโจวแล้ว มันยิ่งกว่าซี่โครงไก่เสียอีก กินก็ไม่อร่อย จะทิ้งก็... ทิ้งไม่ลงนั่นแหละ!

เพราะติดที่ความสัมพันธ์ระหว่างหลิวฉิงกับกองทัพไท่ผิง เซี่ยอานยังไงก็ต้องไว้หน้าหลิวฉิงบ้าง

ใช่ เขาสามารถสั่งฝังทั้งเป็นทหารไท่ผิงสี่พันคนนั้นได้เลย จบปัญหาทุกอย่าง แต่ถ้าทำแบบนั้น ทั้งชื่อเสียงของกองทัพต้าโจวและชื่อเสียงของเขาเองก็จะป่นปี้ ต่อไปจะไม่มีใครกล้ายอมจำนนอีก และที่สำคัญที่สุดคือ หลิวฉิงจะคิดอย่างไร?

แม้ปากนางจะบอกว่าตัดขาดกับกองทัพไท่ผิงแล้ว แต่ดูจากการกระทำที่นางตั้งใจจะเกลี้ยกล่อมฉีจื่อกับสวีเล่อในวันนั้นก็ดูออกว่า นางยังมีความรู้สึกผูกพันบางอย่างที่ตัดไม่ขาดกับกองทัพไท่ผิงอยู่

โบราณว่าจิตใจผู้หญิงยากหยั่งถึงเหมือนเข็มในก้นมหาสมุทร หลิวฉิงแม้อายุยังน้อย แต่นางก็เป็นผู้หญิงคนหนึ่ง

นางอาจจะเพราะเหลียงชิวฮ่าวคนที่นางแอบรักยังคงอาลัยอาวรณ์แม่บังเกิดเกล้าของนางอย่างหลิวเชี่ยนก่อนตาย จนทำให้นางเคียดแค้นผู้หญิงคนนั้น และตัดสินใจจะทำลายกองทัพไท่ผิงให้สิ้นซาก; และอาจจะเพราะอู๋เหิงไม่ยอมช่วยนางและเหลียงชิวฮ่าว จนนางเกลียดชังอู๋เหิง ยอมขายปัญญาหรือแม้แต่เรือนร่างเพื่อเอาใจเซี่ยอาน ขอยืมมือกองทัพต้าโจวไปบดขยี้อู๋เหิง; ในทำนองเดียวกัน ก็เป็นไปได้ที่นางจะนึกถึงความสัมพันธ์เก่าๆ หลังจากที่กองทัพต้าโจวกำจัดกลุ่มฉีจื่อและสวีเล่อที่ยอมจำนนแล้ว จนเกิดความแค้นต่อเซี่ยอานและกองทัพต้าโจวเข้ากระดูกดำ แล้วแอบช่วยเหลืออ๋องฉินหลี่เซิ่นให้ตีโต้กองทัพต้าโจว

เซี่ยอานไม่อยากเสี่ยง เพราะเขาได้รับบทเรียนมาจากผู้หญิงสองคนอย่างจ่างซุนเซียงอวี่และหลิวฉิงแล้วว่า เมื่อผู้หญิงที่มีสติปัญญาฉลาดเป็นกรดเกิดบ้าคลั่งขึ้นมา มันจะน่ากลัวขนาดไหน

สรุปสั้นๆ ที่เซี่ยอานยอมเสี่ยงมหันต์เก็บกองทหารไท่ผิงของฉีจื่อและสวีเล่อไว้ในค่าย ไม่ใช่เพราะเขาเชื่อใจสองคนนั้น จริงๆ แล้วเขาไม่เชื่อใจเลยแม้แต่นิดเดียว ไม่อย่างนั้นจะเอาฉีจื่อกับพวกไปไว้ที่มุมตะวันตกเฉียงเหนือของค่ายทำไม?

ในเมืองน้ำแข็งที่ความมั่นคงแข็งแรงเพิ่มขึ้นทุกวัน มุมทั้งสี่ของเมืองคือจุดอับตาย หากเกิดการต่อสู้ขึ้นมาจริงๆ ฉีจื่อและสวีเล่ออย่าหวังจะมีชีวิตรอดออกไปจากค่ายทหารต้าโจวแห่งนี้ได้เลย แม้แต่ทหารเลวสักคนเดียว

อีกอย่าง สองสามวันนี้เซี่ยอานแอบสั่งให้ถังฮ่าวและเหลียงเฉิงคอยจับตาดูความเคลื่อนไหวของทหารไท่ผิงสี่พันคนนั้นทั้งวันทั้งคืน ขอแค่พวกมันมีท่าทีจะก่อความวุ่นวาย ก็ให้จัดการกวาดล้างทันที

พูดตามตรง เซี่ยอานถึงกับหวังให้ฉีจื่อและสวีเล่อมีความคิดจะแกล้งยอมจำนนเพื่อก่อกบฏเสียด้วยซ้ำ เพราะถ้าเป็นแบบนั้น เขาก็จะสามารถกำจัดภัยซ่อนเร้นนี้ได้โดยไม่ทำให้หลิวฉิงโกรธ ต่อให้เป็นหลิวฉิงเองภายหลังก็คงหาเรื่องมาว่าไม่ได้

แต่น่าเสียดาย ฉีจื่อและสวีเล่อตั้งแต่เข้าค่ายมาก็ทำตัวสงบเสงี่ยมเจียมตัว ส่วนเหตุตะลุมบอนไม่กี่ครั้งนั้น... เซี่ยอานทำได้แค่แสดงความเสียใจว่า หากมองจากมุมมองที่เป็นกลาง เขาคงไปโทษทหารไท่ผิงไม่ได้จริงๆ เพราะทั้งสามครั้งล้วนเป็นทหารต้าเหลียงที่เป็นฝ่ายหาเรื่องก่อน

เพราะไม่ใช่แค่ทหารไท่ผิงที่เกลียดกองทัพต้าโจวเข้าไส้ ทหารต้าเหลียงเองก็เกลียดทหารไท่ผิงเข้ากระดูกดำเหมือนกัน

เรื่องนี้แม้จะเข้าใจได้ แต่จะจัดการอย่างไร เซี่ยอานลำบากใจจริงๆ

"เอาล่ะๆ ข้ารู้เรื่องหมดแล้ว พวกเจ้าทั้งสองฝ่ายต่างก็ต้องควบคุมอารมณ์กันหน่อย! เหลียงเฉิง ไปกำชับทหารต้าเหลียงในสังกัด ห้ามไปหาเรื่องทหารไท่ผิงสี่พันนายที่ยอมจำนนพวกนั้นก่อนอีกเด็ดขาด!"

"ขอรับ!"

"แล้วก็ เรื่องการแจกจ่ายเสบียง ให้เป็นไปตามกฎระเบียบเดียวกับทหารจี้โจวและทหารต้าเหลียง ห้ามตัดลด!"

"...ขอรับ!"

"ออกไปได้!"

เซี่ยอานโบกมืออย่างเหนื่อยหน่าย แต่พอเหลียงเฉิงและคนอื่นๆ กำลังจะเดินออกจากกระโจมบัญชาการ เขาก็ยกมือเรียกเหลียงเฉิงไว้ แล้วพูดเสียงขรึม "ตอนเดินผ่านที่พักของท่านรักษาการกุนซือ ฝากบอกนางด้วยว่า ข้ามีเรื่องจะคุยรายละเอียดกับนาง ให้นางรีบมาที่กระโจมบัญชาการเดี๋ยวนี้!"

ชัดเจนว่า เซี่ยอานทนไม่ไหวต้องคุยกับหลิวฉิงแล้ว เพราะสี่วันเกิดเรื่องตีกันในค่ายถึงสามครั้ง นี่ส่งผลกระทบต่อขวัญกำลังใจและความมั่นคงของกองทัพต้าโจวไม่น้อยเลยทีเดียว

"ขอรับ ข้าน้อยรับคำสั่ง!"

เหลียงเฉิงประสานมือแล้วถอยออกไปอย่างนอบน้อม ผ่านไปเกือบครึ่งชั่วยาม หลิวฉิงรักษาการกุนซือของกองทัพต้าโจวก็เดินทางมาถึงกระโจมบัญชาการของเซี่ยอาน โดยมีเฉิงยางแม่ทัพต้าเหลียงคอยคุ้มกัน

เซี่ยอานเชิญหลิวฉิงให้นั่งลง พร้อมกับไล่เฉิงยางออกไปเฝ้าหน้ากระโจม แล้วโบกมือให้ฉินเข่อเอ๋อร์รินชาร้อนให้หลิวฉิงหนึ่งถ้วย

หลิวฉิงรับชาร้อนที่ฉินเข่อเอ๋อร์ส่งให้ นางพยักหน้าให้เป็นเชิงขอบคุณ แล้วเงยหน้ามองเซี่ยอาน ยิ้มกึ่งไม่ยิ้มแล้วพูดว่า

"ข้านึกว่าท่านจะไม่เป็นฝ่ายมาตามหาข้าเสียอีก?"

"ว่าไงนะ?" บนใบหน้าเซี่ยอานฉายแววไม่เข้าใจ ก่อนจะถามเสียงขรึม "เจ้ารู้ไหมว่าในค่ายทหารของเรา สองสามวันนี้เกิดความวุ่นวายขึ้นกี่ครั้งแล้ว?"

หลิวฉิงยิ้มจางๆ พูดด้วยน้ำเสียงเยาะเย้ยนิดๆ ว่า "ต่อให้วุ่นวายแค่ไหน สิ่งที่ท่านเสนาบดีเซี่ยควรจะเสพสุขก็ไม่ได้ขาดตกบกพร่องไปไม่ใช่หรือ?"

พูดจบ นางก็จงใจชำเลืองมองรูปร่างอรชรอ้อนแอ้นของฉินเข่อเอ๋อร์ แววตาที่แฝงความนัยบางอย่างทำให้ฉินเข่อเอ๋อร์หน้าแดงระเรื่อ

"อะแฮ่ม! อย่ามาเปลี่ยนเรื่อง!" เซี่ยอานกระแอมไอ พูดด้วยสีหน้าจริงจัง "ข้ากำลังถามเจ้าเรื่องงานการอยู่นะ!"

"เรื่องงานการ..." เซี่ยอานพึมพำทวนคำ มุมปากยกยิ้ม แล้วพูดเรียบๆ ว่า "ทำให้กองทัพต้าโจวเสียขวัญ เกิดความขัดแย้งภายใน นี่ไม่ใช่จุดประสงค์ของอ๋องฉินหลี่เซิ่นหรอกรึ? ท่านเสนาบดีเซี่ยก็น่าจะคาดการณ์ได้ตั้งหลายวันก่อนแล้วนี่นา วันนี้จะมาตื่นตระหนกทำไม?"

เซี่ยอานพูดไม่ออก เพราะอย่างที่หลิวฉิงพูด ทันทีที่เหลียงเฉิงบอกว่ากองทหารไท่ผิงของฉีจื่อและสวีเล่อยังคงวนเวียนอยู่แถวสันเขาทางใต้ เขาก็เดาได้ทันทีว่าเป็นแผนชั่วของอ๋องฉินหลี่เซิ่น ยิ่งท่าทีของหลิวฉิงที่ตั้งใจจะเกลี้ยกล่อมพวกฉีจื่อ ยิ่งทำให้เซี่ยอานมั่นใจในการคาดเดาของตัวเอง

อ๋องฉินหลี่เซิ่นโยนทหารพ่ายศึกไท่ผิงกลุ่มนี้ออกมา ก็เพื่อหวังจะสร้างความวุ่นวายให้กองทัพต้าโจว แผนนี้แม้อำมหิตแต่ไม่ถึงตาย และไม่ใช่ว่าจะไม่มีวิธีแก้ ปัญหาอยู่ที่ตัวหลิวฉิง ว่านางมองเรื่องนี้อย่างไรกันแน่

เซี่ยอานมองหลิวฉิงอย่างลึกซึ้ง สูดหายใจเข้าลึกๆ แล้วผ่อนน้ำเสียงลง "นี่ก็สามวันแล้ว ขังตัวเองอยู่ในห้อง ไม่กลัวจะอุดอู้อกแตกตายรึไง?"

หลิวฉิงมองเซี่ยอานด้วยความประหลาดใจ นางกัดริมฝีปากเบาๆ แล้วพูดเสียงเรียบ "รู้แล้วท่านก็ไม่มาหาข้านี่! ข้ามันก็แค่เชลยของพวกท่านกองทัพต้าโจว แม้จะมีชื่อว่าเป็นรักษาการกุนซือ แต่เวลาเข้าออกก็มีทหารสองร้อยนายตามติดไม่ห่าง... ถ้าท่านเสนาบดีเซี่ยไม่เรียกหา ไหนเลยจะกล้าบุ่มบ่ามมาขอเข้าพบ? ไปรบกวนเวลาแสนสุขของท่านเสนาบดีเซี่ยมันจะไม่ดี จริงไหม?"

ฟังคำพูดที่แฝงความประชดประชันนั้น เซี่ยอานก็กลอกตา แล้วถามด้วยความอดทน "อุดอู้อยู่ในห้องตั้งสามวัน คิดอะไรอยู่? คิดเรื่องการรบหลังจากนี้หรือเปล่า?"

ผิดคาด หลิวฉิงได้ยินประโยคนี้กลับนิ่งเงียบไป ผ่านไปครู่ใหญ่ ถึงได้ถามเสียงเบาว่า "ถือว่าเจอกับทางเลือกที่ยากลำบากทางหนึ่งล่ะมั้ง..."

"ทางเลือกที่ยากลำบาก? ยากแค่ไหน?" เซี่ยอานถามยิ้มๆ

"..." หลิวฉิงอ้าปากเหมือนจะพูดอะไรแล้วก็หยุด ผ่านไปนานถึงถอนหายใจยาว พึมพำว่า "ยากมาก! ข้ากลัวว่าผลลัพธ์ที่เลือกออกมาจะไม่ใช่อย่างที่ข้าต้องการ..."

เซี่ยอานชะงักไปนิดหนึ่ง ก่อนจะพูดเหมือนรำพึงกับตัวเอง "เรื่องแบบนี้มีเยอะนะ จำได้ว่าตอนข้ามาถึงเมืองจี้จิงใหม่ๆ ก็เจอทางเลือกที่ยากลำบากเหมือนกัน... อย่างที่เจ้าบอก ยากมาก!"

ข้า? ไม่ใช่ เปิ่นกง (ข้าผู้เป็นขุนนาง) แล้วเหรอ?

หลิวฉิงมองเซี่ยอานด้วยความแปลกใจ ถามทำทีเป็นสบายๆ ว่า "เล่าให้ฟังหน่อยสิ?"

"เฮ้อ!" เซี่ยอานถอนหายใจยาว ทำหน้าเหมือนไม่อยากนึกถึงอดีต แล้วส่ายหน้าพูดว่า "ตอนมาถึงจี้จิงใหม่ๆ ก็มีผู้หญิงท่าทางดุร้ายน่าเกรงขามคนหนึ่งมาขู่ข้า บอกว่าให้ข้าแต่งเข้าบ้านนาง ไม่งั้นก็ให้ข้าไปตายซะ..."

"พรืด!" หลิวฉิงกลั้นขำไม่อยู่ เอามือปิดปากหัวเราะคิก "ดูท่าจะพูดถึงพี่สาวอู่อยู่นะเนี่ย! คำพูดนี้ข้าต้องจำไว้ วันหลังจะได้ไปฟ้องพี่สาวอู่!"

"นี่ๆ! ไม่ใช่กำลังคุยเรื่องทางเลือกกันอยู่เหรอ?"

"ก็ได้ๆ... ดูไม่ออกเลยนะเนี่ย ว่าท่านเสนาบดีเซี่ยจะเชี่ยวชาญเรื่องแบบนี้... ช่วยสอนเคล็ดลับให้ข้าหน่อยได้ไหม?"

"แน่นอน!" เซี่ยอานพยักหน้า วางถ้วยชาลง แล้วล้วงเหรียญอีแปะออกมาจากแขนเสื้อ โยนขึ้นฟ้า แล้วตบลงบนหลังมือ มองหลิวฉิงแล้วยิ้มพูดว่า "เวลาลังเลตัดสินใจไม่ได้ ก็โยนหัวก้อยสิ ใช้ด้านหน้าด้านหลังของเหรียญตัดสินทางเลือกสุดท้าย..."

"แค่นี้เหรอ?" หลิวฉิงส่ายหน้าด้วยสีหน้าดูถูก พูดเยาะเย้ยว่า "อุตส่าห์ตั้งตารอตั้งนาน สรุปก็แค่มั่วๆ... พูดไปพูดมาก็คือพึ่งฟ้าลิขิต ใช่ไหม?"

"ไม่!" เซี่ยอานมองหลิวฉิงอย่างจริงจัง แล้วพูดเสียงหนักแน่น "ความจริงแล้ว ในชั่วพริบตาที่เจ้าพูดว่าหัวหรือก้อย ในใจเจ้าก็ได้ตัดสินใจไปแล้ว และหากเจ้าคิดจะโยนอีกครั้งเพราะผลลัพธ์ที่ออกมา ตอนนั้นแหละที่เจ้าได้ทิ้งความลังเลสุดท้าย และเลือกคำตอบสุดท้ายจริงๆ แล้ว!"

พูดจบ เขาก็ชำเลืองมองหลังมือตัวเอง แล้วถามยิ้มๆ ว่า "หัว หรือ ก้อย?"

"..." หลิวฉิงสะเทือนใจ มองเซี่ยอานด้วยความตกตะลึง

หมอนี่... หึ! สมกับเป็นผู้ชายที่จ่างซุนเซียงอวี่ผู้หญิงคนนั้นเลือกจริงๆ... ถ้าหมอนี่เลิกนิสัยบ้ากามได้ อาจจะดูดีขึ้นกว่านี้ก็ได้นะ...

ยิ้มจางๆ หลิวฉิงสูดหายใจลึก แววตาฉายแววเด็ดเดี่ยว

"ไม่จำเป็นแล้ว อย่างที่ท่านพูด ข้าได้เลือกแล้ว! เรื่องของฉีจื่อกับสวีเล่อ ท่านอย่าเข้ามายุ่ง จะทำลายหลี่เซิ่นได้หรือไม่ ก็ขึ้นอยู่กับพวกเขาสองคนแล้ว..."

[จบแล้ว]

จบบทที่ บทที่ 391 - ทางเลือก

คัดลอกลิงก์แล้ว