- หน้าแรก
- ยอดชายนายกะล่อน กับ ฮูหยินจอมพลัง
- บทที่ 361 - เทพนักรบผู้สยบทุกสิ่งในครึ่งก้านธูป (ตอนกลาง)
บทที่ 361 - เทพนักรบผู้สยบทุกสิ่งในครึ่งก้านธูป (ตอนกลาง)
บทที่ 361 - เทพนักรบผู้สยบทุกสิ่งในครึ่งก้านธูป (ตอนกลาง)
บทที่ 361 - เทพนักรบผู้สยบทุกสิ่งในครึ่งก้านธูป (ตอนกลาง)
"จัดกระบวนทัพใหม่! พลโล่ตั้งแถวหน้า พลหน้าไม้อยู่ด้านหลัง ต้องต้านเอาไว้ให้ได้! ทหารเจียงหลิง... ฆ่าพวกมันให้หมด!"
เฟ่ยกั๋วที่สูญเสียม้าศึกคู่ใจไปชูรบขึ้นสูง ตะโกนปลุกใจเหล่าทหารหาญ อาจเป็นเพราะเมื่อครู่ถูกเฉินมั่วไล่ฆ่าฟันจนขวัญหนีดีฝ่อ ขวัญกำลังใจของทหารโจวจึงตกต่ำลงอย่างเห็นได้ชัด ในทางกลับกันทหารเจียงหลิงกลับฮึกเหิมราวกับเสือหิว
ต่อสถานการณ์เช่นนี้เฟ่ยกั๋วเองก็จนปัญญา นี่คือผลลัพธ์ที่แม่ทัพผู้เก่งกาจสามารถพลิกผันสถานการณ์ในสนามรบได้ แม้แต่จ่างซุนเซียงอวี่ยังต้องยอมรับว่า ในสงครามที่มีทหารนับหมื่น แม้กลยุทธ์จะสำคัญกว่าความเก่งกาจส่วนบุคคล แต่หากแม่ทัพฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งมีฝีมือสูงส่งจนผู้คนต้องแหงนหน้ามอง ก็ย่อมเกิดปรากฏการณ์ที่ "พลังยุทธ์เหนือกว่ากลยุทธ์" ได้เช่นกัน
"ม่อเฟย..."
เฟ่ยกั๋วอดไม่ได้ที่จะหันไปมองมุมหนึ่งที่บรรยากาศกดดันและตึงเครียดอย่างที่สุด แม้แต่เขายังอดเหงื่อตกแทนม่อเฟยไม่ได้ เพราะเขาได้ลิ้มรสมากับตัวแล้วว่าปีศาจที่ชื่อเฉินมั่วนั้นแข็งแกร่งเพียงใด ความแข็งแกร่งที่ทำให้คนสิ้นหวัง
ทว่าในฐานะคู่ต่อสู้ แววตาของม่อเฟยภายใต้ผ้าคลุมหน้าสีดำกลับสงบนิ่งอย่างน่าประหลาด หรือจะพูดให้ถูกคือมีความคลั่งไคล้ที่ยากจะเข้าใจแฝงอยู่จางๆ
"เคร้ง!"
"พรึ่บ!"
"ฟุ่บ!"
ท่ามกลางสายตาตกตะลึงของโอวเผิง ม่อเฟยค่อยๆ ปลดอาวุธส่วนเกินบนร่างกายออก เคียวโซ่ที่พันรอบเอว มีดสั้นสามเล่มในซองด้านหลัง มีดเล็กที่ข้างรองเท้าบูท หน้าไม้กลขนาดจิ๋วใต้ข้อมือ เหล็กซัดขนาดเท่าฝ่ามือทารก...
"สวรรค์ช่วย..."
โอวเผิงพึมพำด้วยความทึ่ง เขาจินตนาการไม่ออกเลยว่าบนร่างกายที่ดูผอมบางของม่อเฟย จะซ่อนอาวุธสังหารไว้มากมายขนาดนี้ ก็ไม่แปลกใจเลย ขนาดคืนเข้าหอตอนนั้น พอจินหลิงเอ๋อร์ปลดอาวุธบนตัวออก เซี่ยอานยังนั่งอ้าปากค้าง จนถึงทุกวันนี้ยังนึกหวาดเสียวไม่หาย
"ชวิ้ง!"
ม่อเฟยขยับมีดสั้นสองเล่มในมือ ตั้งท่าเตรียมพร้อม นี่คงเป็นอาวุธสุดท้ายที่เหลืออยู่บนตัวเขาแล้ว
เฉินมั่วมองดูทุกอย่างด้วยสายตาเย็นชา ไร้ความรู้สึกใดๆ เมื่อเห็นม่อเฟยพร้อมแล้ว เขาก็ยกมือซ้ายขึ้น กวักมือเรียกไปทางม่อเฟย ราวกับจะบอกว่า 'เข้ามาได้ทุกเมื่อ'
"..."
ดูเหมือนจะสัมผัสได้ถึงการดูแคลน แม้แต่ม่อเฟยผู้เยือกเย็นและรอบคอบ นัยน์ตายังฉายแววโกรธเกรี้ยวที่ยากจะสังเกตเห็น สองขาถีบพื้น พุ่งเข้าหาเฉินมั่วในไม่กี่ก้าว
เร็วมาก!
โอวเผิงตื่นตระหนก จ้องมองม่อเฟยที่พุ่งไปราวกับเงาสีดำตาไม่กระพริบ แต่พอหันไปมองปฏิกิริยาของเฉินมั่ว โอวเผิงกลับต้องหน้าถอดสี
เพราะเขาเห็นเฉินมั่วค่อยๆ ชักดาบศึกออกมาจากซองข้างม้า มือเดียวถือดาบ ตั้งท่ารอฟัน
แย่แล้ว หากแม่ทัพม่อพุ่งเข้าไปตรงๆ แบบนั้น มิเท่ากับวิ่งไปให้เขาฟันหรือ?
พอนึกถึงดาบเมื่อครู่ของเฉินมั่ว ดาบที่แม้แต่เฟ่ยกั๋วยังแทบรับมือไม่ไหว โอวเผิงก็ร้องแย่แล้วในใจ ม่อเฟยดูผอมบางกว่าเฟ่ยกั๋วมาก โอวเผิงไม่คิดว่าเขาจะรับมือไหว สถานการณ์เลวร้ายที่สุดคือถูกเฉินมั่วฟันขาดเป็นสองท่อน
"วูบ—!!"
เสียงลมพัดแรงบาดหู เฉินมั่วที่รอจังหวะอยู่แล้วตวัดดาบในมือออกไป ความเร็วของมันราวกับว่าพอเริ่มออกท่า คมดาบก็สัมผัสถูกตัวม่อเฟยแล้ว
แต่ในวินาทีนั้นเอง ร่างของม่อเฟยกลับหายวับไปจากระยะดาบในมุมที่พิสดาร
"ปะ... เป็นไปได้ยังไง?"
โอวเผิงเบิกตากว้างด้วยความตกตะลึง เขาเพิ่งสังเกตเห็นว่าในเสี้ยววินาทีเป็นตาย ม่อเฟยย่อเข่าไถลไปกับพื้น เอนตัวไปด้านหลัง ลอดผ่านระหว่างขาของม้าศึกที่เฉินมั่วขี่อยู่ พร้อมกับพลิกข้อมือ ใช้มีดสั้นคมกริบตัดขาม้าทั้งสองข้าง
ม้าศึกร้องโหยหวน ร่างทรุดฮวบไปข้างหน้า เหวี่ยงเฉินมั่วที่อยู่บนหลังตกลงมา
แม้การโจมตีม้าศึกจะดูต่ำช้าไปบ้าง แต่เมื่อเผชิญหน้ากับคู่ต่อสู้ที่ไม่อาจเอาชนะด้วยวิธีปกติอย่างเฉินมั่ว โอวเผิงก็ได้แต่โยนจรรยาบรรณขุนพลทิ้งไป อดไม่ได้ที่จะร้องชมเชยให้ม่อเฟย
จรรยาบรรณขุนพลแม้สำคัญ แต่เทียบกับชีวิตทหารนับหมื่นแล้ว มันก็ไม่ใช่กฎเกณฑ์ตายตัวที่ต้องยึดถือ
"ม่อเฟยเป็นนักฆ่านี่นา..."
โอวเผิงแอบแก้ต่างให้ม่อเฟยในใจ ทั้งที่ไม่มีใครถาม
เห็นเฉินมั่วที่ถูกเหวี่ยงลอยคว้างใช้มือซ้ายยันพื้น โอวเผิงกลั้นหายใจโดยไม่รู้ตัว เพราะเขาเห็นม่อเฟยที่ตัดขาม้าล้มแล้ว สะบัดมือขว้างมีดสั้นออกไป เป้าหมายคือมือซ้ายของเฉินมั่วที่กำลังจะแตะพื้น
สิ่งที่ทำให้โอวเผิงยินดีปรีดาคือ เฉินมั่วที่ลอยอยู่กลางอากาศหันหลังให้ม่อเฟย แทบเป็นไปไม่ได้เลยที่จะรู้ตัวว่ามีมีดสั้นพุ่งเข้ามา
ถ้ายิงโดนละก็...
โอวเผิงแทบจะร้องตะโกนออกมา แต่ในวินาทีถัดมา เขาก็ต้องยืนตะลึง
เฉินมั่วราวกับมีตาหลัง ไม่รู้ว่าเขารับรู้ถึงมีดสั้นเล่มนั้นได้อย่างไร มือซ้ายคว้าหมับจับมีดสั้นไว้ แล้วเหวี่ยงกลับไปด้านหลังทันที สกัดกั้นการพุ่งเข้ามาซ้ำของม่อเฟย พร้อมกับใช้ไหล่ขวาม้วนตัวลงพื้น กลิ้งตัวหนึ่งตลบแล้วลุกขึ้นยืนใหม่อย่างมั่นคง
"..."
เมื่อเห็นว่าเสียจังหวะแล้ว ม่อเฟยจึงหยุดเท้าโดยสัญชาตญาณ ยื่นมือออกไปรับมีดสั้นที่เฉินมั่วปาคืนมาด้วยแรงมหาศาลไว้ได้ด้วยทักษะอันยอดเยี่ยม
กะ... กินกันไม่ลงเลยเหรอ?
โอวเผิงไม่อยากจะเชื่อสายตา เมื่อครู่เฟ่ยกั๋วแทบรับมือไม่ได้แม้แต่กระบวนท่าเดียว แต่ม่อเฟยกลับสามารถทำให้เฉินมั่วเพลี่ยงพล้ำได้ แม้จะเป็นแค่การทำร้ายม้าศึกก็เถอะ
"ใจกล้าดีนี่... พุ่งเข้ามาแบบนั้น ไม่กลัวโดนข้าฟันตายรึไง? เจ้าก็เห็นไม่ใช่หรือ ขนาดเฟ่ยกั๋วยังแทบรับดาบข้าไม่ไหว!"
เฉินมั่วปรายตามองม้าศึกที่ล้มลงด้วยความรู้สึกผิดเล็กน้อย ก่อนจะเงยหน้ามองนักฆ่าฝ่ายตรงข้าม
บอกตามตรง เขาคิดว่าดาบเมื่อครู่ต้องผ่าม่อเฟยเป็นสองซีกแน่ๆ แต่ไม่นึกเลยว่าม่อเฟยจะมุดไปใต้ท้องม้า เข้าสู่มุมอับที่เขาฟันไม่ถนัด
"หึ!"
ม่อเฟยแค่นเสียงเบาๆ กล่าวเรียบๆ ว่า "ดาบที่รุนแรงแค่ไหน ถ้าฟันไม่โดนคู่ต่อสู้ ก็ไร้ความหมาย! เฟ่ยกั๋วเอาชนะท่านไม่ได้ก็ไม่แปลก เพราะเขาลืมไปจุดหนึ่ง ท่าน... ไม่ใช่ขุนพลแท้ๆ แต่เหมือนนักฆ่ามากกว่า! การสวมเกราะหนักเทอะทะสู้กับท่าน เฟ่ยกั๋วก็เหมือนรนหาที่ตาย! เร็วกว่าคู่ต่อสู้เพียงเสี้ยววินาที ย่อมมีค่ามากกว่าเกราะที่ดูแข็งแกร่ง... ท่านเองก็คิดเช่นนี้ไม่ใช่หรือ?"
พูดจบ ม่อเฟยก็ปรายตามองชุดขุนพลธรรมดาๆ ที่เฉินมั่วสวมอยู่
เฉินมั่วได้ฟัง แววตาฉายแววประหลาดใจ กล่าวเรียบๆ ว่า "น่าสนใจ... ดูเหมือนข้าจะประเมินเจ้าต่ำไปจริงๆ!"
แม้จะเป็นศัตรูกัน แต่เฉินมั่วก็ไม่ตระหนี่คำชมต่อนักฆ่าฝีมือดีตรงหน้า
ได้ยินบทสนทนาระหว่างเฉินมั่วกับม่อเฟย โอวเผิงถึงกับบางอ้อ เขาเพิ่งนึกได้ว่าเฉินมั่วเองก็ไม่ได้สวมเกราะหนา เดิมทีเขาคิดว่าเพราะเฉินมั่วมั่นใจในฝีมือตัวเอง แต่พอได้ยินม่อเฟยเตือนสติ เขาถึงเข้าใจว่านั่นเพื่อรักษาความเร็วในการลงมือ
ใช่แล้ว... เฉินมั่วคนนี้ดูเหมือนขุนพล แต่จริงๆ แล้วเขาคือนักฆ่า! นักฆ่าที่มีพละกำลังและร่างกายดั่งปีศาจ...
เมื่อคิดได้ดังนี้ โอวเผิงก็อดเสียดายแทนเฟ่ยกั๋วไม่ได้ เฟ่ยกั๋วพลาดตรงจุดนี้แหละ ถึงไม่ได้ใช้วิธีหลบหลีกเหมือนม่อเฟย แต่เลือกที่จะปะทะซึ่งหน้าอย่างฝืนกำลัง
ถ้าเป็นแม่ทัพม่อ... อาจจะชนะก็ได้
วินาทีนี้ โอวเผิงเกิดความมั่นใจในตัวม่อเฟยอย่างแรงกล้า แววตาเป็นประกาย
"..."
ดูเหมือนจะสังเกตเห็นความผิดปกติของโอวเผิง เฉินมั่วปรายตามองเขาแวบหนึ่ง ก่อนจะหันกลับมาจ้องม่อเฟย กล่าวเรียบๆ ว่า "เจ้าคิดจริงๆ หรือ ว่าที่ข้าไม่ใส่เกราะเป็นเพราะต้องการความเร็ว?"
"ไม่ใช่หรือไง?" ม่อเฟยฉายแววสงสัย เพราะเขาคิดถึงจุดนี้แหละ ถึงได้ปลดอาวุธรุงรังออกก่อนสู้ เพื่อให้มีความคล่องตัวมากพอ
"เปล่า!" เฉินมั่วส่ายหน้า กล่าวเสียงเรียบ "เป็นเพราะมันร้อนต่างหาก..."
พูดจบ ร่างทั้งร่างของเขาก็พุ่งเข้าหาม่อเฟยราวกับภาพลวงตา
"ร้อน?"
ม่อเฟยตะลึงงัน กว่าจะรู้สึกตัวก็พบว่าเฉินมั่วประชิดตัวแล้ว เขาต้องรวบรวมสมาธิทั้งหมดรับมือ เพราะการเผชิญหน้ากับคู่ต่อสู้ระดับนี้ เพียงเผลอแค่วินาทีเดียวก็หมายถึงความตาย
"เคร้ง เคร้ง!!"
"ติ้ง ติ้ง!!"
เห็นเงาดำสองร่างพัวพันกันอยู่ไม่ไกล โอวเผิงสูดหายใจเฮือกใหญ่
นั่น... ใช่ความเร็วที่มนุษย์จะทำได้จริงๆ หรือ?
"เคร้ง เคร้ง!!"
"ติ้ง ติ้ง!!"
"ฟุ่บ ฟุ่บ ฟุ่บ!"
ม่อเฟยใช้ฝ่ามือยันพื้น ตีลังกากลับหลังถอยห่างจากวงต่อสู้ พร้อมกับสะบัดมีดสั้นสองเล่มในมือออกไป
"เคร้ง เคร้ง!!"
เฉินมั่วยกดาบขึ้นปัด มีดสั้นสองเล่มที่ม่อเฟยปาใส่เฉินมั่วแท้ๆ กลับถูกเฉินมั่วอาศัยมุมสะท้อน ปัดไปเสียบทหารโจวสองนายตายคาที่ ทักษะการควบคุมและการอ่านสถานการณ์รอบด้านเช่นนี้ ช่างน่าสะพรึงกลัวยิ่งนัก
"ถึงตอนนี้ยังคิดจะหนีอีกรึ?"
น้ำเสียงของเฉินมั่วเข้มข้นขึ้นกว่าเมื่อครู่ สีหน้าเริ่มฉายแววตื่นเต้น เห็นได้ชัดว่าทักษะอันยอดเยี่ยมของม่อเฟยได้ปลุกสัญชาตญาณการต่อสู้ในตัวเฉินมั่วให้ตื่นขึ้นแล้ว
ความเร็วยังช้าไปหน่อย... นี่คือวิชาลับ 'เพลิงหมอก' ที่ตระกูลเหลียงชิวภาคภูมิใจงั้นรึ? กระบวนท่า 'เพลิงคลั่ง'... สามารถเพิ่มพละกำลัง ความเร็ว และปฏิกิริยาตอบสนองของคนคนหนึ่งได้ขนาดนี้เชียวหรือ...
ณ เวลานี้ ต่อให้ม่อเฟยรู้ดีว่าวิชาเพลิงหมอกมีอันตรายร้ายแรงเพียงใด ก็อดไม่ได้ที่จะรู้สึกอิจฉา อย่าว่าแต่คนอื่นเลย อย่างน้อยสำหรับม่อเฟยที่เกิดมาเพื่อการฆ่า เขาย่อมปรารถนาที่จะครอบครองวิชาที่น่าตื่นตะลึงเช่นนี้ ไม่ว่ามันจะมีผลข้างเคียงอย่างไรก็ตาม
"ฮึบ!"
ม่อเฟยพ่นลมหายใจยาว ไม่แม้แต่จะหันไปมองทหารเจียงหลิงคนหนึ่งที่พยายามลอบกัดเขาจากด้านหลัง ฟาดศอกกลับไปกระแทกเอวอีกฝ่ายอย่างจัง อาศัยจังหวะที่คนผู้นั้นร้องโหยหวนแย่งหอกยาวในมือมา แล้วใช้เท้าขวาถีบส่ง พุ่งเข้าหาเฉินมั่วอีกครั้ง
มีเฉินมั่ว นักฆ่าที่เขาเฝ้ารอมาสี่ปี คนที่เขาฝันอยากจะก้าวข้ามยืนอยู่ตรงหน้า ม่อเฟยไหนเลยจะมีอารมณ์ไปสนใจตัวประกอบอื่น ต้องบอกว่าทหารเจียงหลิงคนนั้นโชคดีมาก เพราะถ้าเป็นปกติ การลอบกัดม่อเฟยหมายถึงจุดจบที่น่าอนาถ... อนาถมากเสียด้วย
"เคร้ง—!!"
ดาบศึกของเฉินมั่วปะทะกับหอกเหล็กของม่อเฟยอย่างรุนแรง
วัดแรงกันตรงๆ?
โอวเผิงที่ดูอยู่นอกวงสูดปากด้วยความตกใจ ก็เมื่อครู่เฟ่ยกั๋วเพิ่งเกือบตายเพราะวัดแรงกับเฉินมั่วนี่นา
ไม่แปลกที่โอวเผิงจะร้อนใจ เพราะม่อเฟยแสดงได้เหมือนมาก แต่ความจริงแล้ว ในวินาทีที่ดาบและหอกสัมผัสกัน เขาก็ทิ้งหอก ย่อตัวหลบคมดาบของเฉินมั่ว มุดเข้าไปใต้ซี่โครง สองมือประกบบนล่างล็อกแขนขวาที่ถือดาบของเฉินมั่วไว้
หัก... ซะ!
แววตาฉายแววอำมหิต ม่อเฟยเกร็งกำลังสองมือ บิดข้อต่อแขนของเฉินมั่วไปในทิศตรงกันข้าม
วิชาล็อกข้อต่อ?
โอวเผิงเข้าในทันทีและดีใจมาก แต่ในวินาทีถัดมา หน้าเขาก็ซีดเผือด
บิด... ไม่ไป?
ม่อเฟยเองก็ตกตะลึงไม่แพ้โอวเผิง
เป็นไปได้ยังไง? แรงฟันดาบของเฉินมั่วรุนแรงขนาดนั้น ในจังหวะที่แรงเก่าหมดแรงใหม่ยังไม่มา เขาใช้แรงทั้งตัว... กลับบิดไม่ไป?
โอกาสทองผ่านไปในพริบตา เห็นมือซ้ายของเฉินมั่วคว้ามาที่ศีรษะ ม่อเฟยรีบผ่อนแรงทั้งตัว ทิ้งตัวลงนอนราบกับพื้น เพราะเขารู้ดีว่าถ้าโดนเฉินมั่วจับหัวได้ คงเป็นความตายที่น่าอนาถที่สุดแน่
ถอยก่อนดีกว่า...
ตัดสินใจได้ดังนั้น ม่อเฟยหลบกรงเล็บมรณะ ในขณะที่ร่างเอนล้มก็ถีบเท้าขวาไปที่เอวของเฉินมั่ว หวังใช้แรงส่งดีดตัวออกจากวงต่อสู้
"เพียะ!"
เท้าขวาของม่อเฟย... ถีบเข้ากลางฝ่ามือซ้ายของเฉินมั่ว พูดให้ถูกคือ ปฏิกิริยาของเฉินมั่วเร็วเกินไป พอคว้าพลาดก็รู้ทันทีว่าอีกฝ่ายจะถีบเอว จึงรีบชักมือกลับมากันไว้ได้ทัน
"หึ!"
เฉินมั่วหัวเราะเบาๆ รอยยิ้มนั้นในสายตาม่อเฟย กลับทำให้ใจหายวาบ
"ย้าก!"
ลางสังหรณ์ของม่อเฟยเป็นจริง เฉินมั่วสูดหายใจลึก คว้าเท้าขวาของม่อเฟยยกขึ้นทั้งตัว แล้วตวาดก้อง ฟาดร่างม่อเฟยลงกับพื้นตรงหน้าอย่างแรง
"ตุบ—!"
เสียงกระแทกหนักแน่น ม่อเฟยกระอักเลือดออกมาคำโต สองมือยันพื้นดิ้นรนหลุดจากเงื้อมมือเฉินมั่ว กระโดดถอยหลังซวนเซกลับไปหาโอวเผิง
แต่ที่น่าแปลกคือ เฉินมั่วกลับไม่ได้ไล่ตาม เพียงแค่ขมวดคิ้วมองมือขวาที่ถือดาบ โดยเฉพาะตรงข้อต่อแขน
หากสังเกตให้ดี จะเห็นว่านิ้วมือขวาที่จับดาบของเฉินมั่วกำลังสั่นระริก
อันตรายจริง... เกือบโดนหักข้อต่อแล้ว...
เจ้าหนูม่อเฟย ฝีมือพัฒนาขึ้นเยอะนี่ อย่างน้อย... การจับจังหวะก็แม่นยำขึ้นมาก ถ้าเป็นข้าในเวลาปกติ... คงตอบสนองไม่ทันแน่...
โชคดีที่ตอนนี้ทั้งปฏิกิริยาและพละกำลังเหนือกว่าปกติหลายเท่า ดังนั้นต่อให้เหลือแรงเพียงน้อยนิด ก็ยังพยุงแขนไว้ได้ ไม่ให้มันทำสำเร็จ...
เฉินมั่วเปลี่ยนดาบไปถือมือซ้าย ขยับแขนขวาเบาๆ รู้สึกปวดแปลบและชาหนึบที่ข้อต่อ
เส้นเอ็นฉีกหรือเปล่านะ...
เฉินมั่วขมวดคิ้ว อดไม่ได้ที่จะหันไปมองม่อเฟย แววตาฉายแววชื่นชม
เร็วจริงๆ... ในสภาพที่ข้าใช้ 'เพลิงคลั่ง' เจ้าหนูนี่ยังมีความเร็วช้ากว่าข้าเพียงแค่เส้นยาแดงผ่าแปด...
ในขณะเดียวกัน โอวเผิงกำลังเบิกตากว้างมองนักฆ่าหนุ่มข้างกายที่หอบหายใจอย่างหนัก
"มะ... ไม่เป็นไรนะ?"
ม่อเฟยส่ายหน้า มือซ้ายกุมซี่โครงสูดปากด้วยความเจ็บปวด แต่พอเห็นเฉินมั่วเปลี่ยนมือถือดาบ แววตาเขาก็ฉายแววเจ้าเล่ห์
"ยังไม่ถือว่าขาดทุน..."
ม่อเฟยกุมซี่โครงกระซิบ ก่อนจะเอื้อมมือขวาไปปลดกระดุมกระเป๋าข้างขา หยิบเส้นลวดเหล็กออกมาสองสามม้วน หันไปพูดกับเฉินมั่วด้วยสีหน้าจริงจัง "บอกตามตรง ข้าไม่อยากใช้วิชาของนังผู้หญิงคนนั้นเลย ที่ผ่านมาข้าโดนนางกดหัวมาตลอด... ตอนนี้ต้องมาใช้วิชาที่นางสอนมารับมือท่าน มันรู้สึกตะขิดตะขวงใจชอบกล แต่ถ้าเทียบกับชื่อเสียงนักฆ่าอันดับหนึ่งในใต้หล้า ความตะขิดตะขวงใจนั้นก็ไม่ใช่เรื่องใหญ่อะไร... ระวังตัวด้วย เฉินมั่ว!"
"หึ!" เฉินมั่วที่ยืนอยู่ไกลออกไปยิ้มบางๆ กล่าวว่า "อย่าว่าแต่แขนขวาข้ายังไม่พิการ ต่อให้พิการไปแล้ว เจ้าคิดว่าจะชนะข้าได้งั้นรึ?"
พูดจบ ราวกับจะพิสูจน์คำพูด เขาตวัดดาบในมือซ้ายอย่างแรง เสียงลมหวีดหวิวบาดหู ฟันนายกองทหารโจวที่พยายามลอบกัดขาดสะพายแล่ง เกราะหนาๆ นั้นกันแรงดาบอันดุดันไม่ได้เลย
"เป็นไปได้ยังไง?!"
อย่าว่าแต่ม่อเฟยที่ตกตะลึง โอวเผิงถึงกับหลุดปากร้องออกมา
ไอ้สัตว์ประหลาดนี่... มือซ้ายกับมือขวาใช้ได้เหมือนกันเลยเรอะ?
"งั้นเหรอ..." ม่อเฟยสูดหายใจลึก กล่าวเสียงต่ำ "ถ้าอย่างนั้น ข้าก็จะไม่เกรงใจละนะ! -- ผ่านไปนานเท่าไหร่แล้ว?"
ประโยคสุดท้าย เขาหันไปถามโอวเผิง
"ประมาณสี่ร้อยลมหายใจ..."
"อืม!" ม่อเฟยพยักหน้า กระซิบว่า "ต่อให้เอาชนะไม่ได้ ข้าก็จะถ่วงเวลาไว้ ท่านระวังอย่าให้ทหารเจียงหลิงฉวยโอกาสเจาะเข้ามาได้!"
"แม่ทัพม่อวางใจ!" ได้ยินเสียงเปี่ยมความมั่นใจของม่อเฟย โอวเผิงก็ยิ่งเชื่อมั่นในตัวเขา ทันใดนั้น เหมือนจะสังเกตเห็นอะไรบางอย่าง โอวเผิงหยิบผ้าเช็ดหน้าผืนเล็กออกจากอกเสื้อ ยื่นให้ม่อเฟย
"หือ?" ม่อเฟยมองโอวเผิงอย่างสงสัย
"เช็ดหน่อย..." โอวเผิงชี้ที่แก้มม่อเฟย กระซิบว่า "เลือดเต็มหน้าเลย..."
"อ้อ" ม่อเฟยพยักหน้า รับผ้ามา ทันใดนั้น ตาเขาก็เบิกโพลง ถามโอวเผิงอย่างไม่อยากเชื่อว่า "ทะ... ท่านมองเห็นข้าเหรอ?"
ถามโง่ๆ ก็ไม่ใช่ผี ทำไมจะมองไม่เห็น?
โอวเผิงกำลังจะอ้าปากตอบ แต่เห็นม่อเฟยเหมือนรู้ตัว รีบเอามือคลำหน้าตัวเองด้วยความตื่นตระหนก
"ผ้าล่ะ? ผ้าข้าล่ะ? -- ผ้าปิดหน้าข้าล่ะ?"
เสียงของเขาตื่นเต้นขึ้นเรื่อยๆ จนดูน่าขนลุก
เฉินมั่วที่อยู่ฝั่งตรงข้ามเหมือนจะสังเกตเห็นความผิดปกติของม่อเฟย ทำหน้างงๆ ทันใดนั้นเหมือนเขาจะเห็นอะไรบางอย่าง ใช้ปลายดาบเขี่ยผ้าสีดำชิ้นหนึ่งบนพื้นขึ้นมา ถามม่อเฟยด้วยสีหน้าแปลกๆ ว่า "เจ้าหาเจ้านี่อยู่รึ? -- หล่นไปตอนสู้กันเมื่อกี้นี้... สำคัญมากเหรอ?"
"..."
ม่อเฟยตาค้าง อ้าปากพะงาบๆ พูดไม่ออกสักคำ
"แม่ทัพม่อ?" โอวเผิงมองม่อเฟยอย่างตกตะลึง เขารู้สึกว่าม่อเฟยที่เมื่อครู่ยังดูน่าเกรงขาม จู่ๆ ก็กลายเป็นคนเปราะบางขึ้นมาทันที
"ถึงจะไม่เข้าใจว่าเกิดอะไรขึ้น... แต่ข้ารู้สึกว่า เจ้าตอนนี้ดูจัดการง่ายชะมัด..."
เฉินมั่วที่จับต้นชนปลายไม่ถูกสะบัดดาบ เหวี่ยงผ้าดำที่ปลายดาบทิ้งไป แล้วก้าวยาวๆ ตรงเข้าหากองทหารของม่อเฟยและโอวเผิง
ด้านหลัง ทหารเจียงหลิงนับหมื่นกรูกันเข้ามาอย่างไม่กลัวตาย
สิ่งที่ทำให้โอวเผิงต้องอ้าปากค้างคือ ม่อเฟยที่เมื่อครู่ยังแกร่งจนดวลเดี่ยวกับปีศาจอย่างเฉินมั่วได้ ตอนนี้กลับมีสีหน้าหวาดกลัว ถอยหลังกรูดโดยไม่รู้ตัว
"มะ... แม่ทัพม่อ? ลุยสิ ท่านทำอะไรอยู่? ท่านเป็นอะไรไป?"
"มะ... ไม่... ข้า... ข้า..."
ม่อเฟยพูดติดๆ ขัดๆ ให้ความรู้สึกขี้ขลาดตาขาวถึงขีดสุด ราวกับคนละคนกับเมื่อครู่
เจ้านี่มันเป็นบ้าอะไรเนี่ย?!
โอวเผิงเหลือบมองม่อเฟยที่เปลี่ยนไปเป็นคนละคน ไม่สนใจอะไรอีกแล้ว ชูกระบี่ตะโกนก้อง "พี่น้องทั้งหลายฟังคำสั่ง สู้ตายรักษาที่นี่ไว้! ไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้น ห้ามให้ทหารเจียงหลิงฝ่าวงล้อมออกไปได้เด็ดขาด!"
"โฮ่... โฮ่..."
ทหารโจวขานรับกันอย่างกระจัดกระจาย
เห็นดังนั้น โอวเผิงขมวดคิ้ว เหลือบมองม่อเฟยที่พึ่งพาไม่ได้แล้ว สูดหายใจลึก แววตาฉายแววเด็ดเดี่ยว ถือกระบี่พุ่งเข้าหาเฉินมั่ว
"โฮ่?"
ดูเหมือนจะสังเกตเห็นโอวเผิงที่ถือกระบี่พุ่งเข้ามา เฉินมั่วยิ้มบางๆ หยุดฝีเท้า รอให้อีกฝ่ายเข้ามาเอง
แต่สิ่งที่ทำให้เฉินมั่วแปลกใจคือ โอวเผิงที่ดูเหมือนเตรียมใจตายพุ่งเข้ามา วิ่งมาไม่กี่ก้าวกลับหยุดชะงัก มองไปด้านหลังเฉินมั่วด้วยสีหน้าดีใจสุดขีด
หือ?
เฉินมั่วหันกลับไปมองโดยสัญชาตญาณ ใบหน้าที่ไม่เคยเปลี่ยนสีตั้งแต่เริ่มศึก กลับฉายแววตื่นตะลึงและตกใจ
"เคร้ง—!!"
ดาบปะทะหอก ม้าเร็วตัวหนึ่งควบผ่านเฉินมั่วไป หยุดลงหน้ากองทัพของโอวเผิง
ไม่รู้ทำไม ทหารโจวในที่นั้นจู่ๆ ก็เงียบกริบ ผ่านไปหลายอึดใจ ก็ระเบิดเสียงโห่ร้องกึกก้อง
"แม่ทัพ... เหลียงชิว?!"
"เป็นท่านแม่ทัพเหลียงชิวจริงๆ ด้วย?!"
"พยัคฆ์สาวเพลิงอัคคี แม่ทัพเหลียงชิว!"
"เฮ้——!!"
ข่าวแพร่กระจายปากต่อปาก เพียงไม่กี่อึดใจ ทหารโจวนับหมื่นก็รู้กันทั่ว ขวัญกำลังใจที่เคยถูกเฉินมั่วกดดันจนตกต่ำ พุ่งทะยานขึ้นสูงจนน่าเหลือเชื่อ
ในทางกลับกัน ทหารเจียงหลิงกลับยืนนิ่งเป็นไก่ตาแตก ทำอะไรไม่ถูก
เพราะในข่าวลือ พยัคฆ์สาวเพลิงอัคคีเหลียงชิวอู่ คือยอดฝีมืออันดับหนึ่งของต้าโจว เป็นปีศาจในตำนานที่สังหารคนเถื่อนนอกด่านกว่าสามพันคนด้วยตัวคนเดียวในศึกจี้เป่ยเมื่อหลายปีก่อน ไม่แปลกที่ทหารโจวจะฮึกเหิม และทหารเจียงหลิงจะหน้าซีดเผือด
แต่ในตอนนั้นเอง เฉินมั่วกลับพูดประโยคที่ทำให้โอวเผิงงุนงงออกมา
"เจ้า... เป็นใคร?"
แววตาของเหลียงชิวอู่ฉายแววประหลาด ตะคอกด้วยความโกรธว่า "เหลียงชิวฮ่าว เรื่องมาถึงขนาดนี้ ยังไม่สำนึกอีกรึ?!"
"เหลียงชิวฮ่าว..." เฉินมั่วยิ้ม พยักหน้าพูดอย่างครุ่นคิดว่า "ข้ารู้แล้วว่าเจ้าเป็นใคร ในเมื่อรู้ความสัมพันธ์ของข้ากับตระกูลเหลียงชิว และยังปลอมตัวเป็นลูกพี่ลูกน้องข้าได้แนบเนียนขนาดนี้... น้องสะใภ้สินะ? -- โฉมงามภูตพราย จินหลิงเอ๋อร์!"
เหลียงชิวอู่อ้าปากค้าง พูดไม่ออก ยกมือเช็ดหน้า เผยโฉมหน้าที่แท้จริง เป็นจินหลิงเอ๋อร์จริงๆ
ไม่ใช่แค่โอวเผิงที่ตะลึง ทหารโจวรอบๆ ก็ดูจนตาค้าง
จินหลิงเอ๋อร์มองเฉินมั่วอย่างงุนงง เพราะนางไม่คิดว่าตัวเองเผยพิรุธตรงไหน
"พี่เฉินดูออกได้ยังไง?"
เนื่องจากแต่งงานกับเซี่ยอาน และเซี่ยอานนับถือเฉินมั่วเป็นพี่ชาย จินหลิงเอ๋อร์จึงเรียกเฉินมั่วว่าพี่เฉิน เห็นนางดุๆ แบบนี้ แต่จริงๆ แล้วนางเชื่อฟังสามีอย่างเซี่ยอานมากในหลายๆ เรื่อง
"ง่ายมาก" เฉินมั่วตอบยิ้มๆ "ถ้าเป็นลูกพี่ลูกน้องข้าตัวจริง นางไม่มีทางพูดมากกับข้าแบบนี้หรอก เจอปุ๊บก็ต้องพุ่งเข้ามาฆ่าข้าทันที... จริงไหม?"
จินหลิงเอ๋อร์พยักหน้าอย่างเข้าใจ กำลังจะพูดต่อ จู่ๆ ก็ได้ยินเสียงตวาดดังลั่นมาจากด้านหลังเฉินมั่ว
"พูดได้ดี!"
น้ำเสียงที่คุ้นเคยนั้น ทำให้ทั้งจินหลิงเอ๋อร์และเฉินมั่วหน้าเปลี่ยนสี
เฉินมั่วหันขวับกลับไป ในสายตาปรากฏขุนพลผู้หนึ่งที่มีเปลวเพลิงลุกโชนรอบกายเช่นเดียวกับเขา ขี่ม้าเหงื่อโลหิตพุ่งตรงเข้ามา รวดเร็วดุจสายลม ดาบวิเศษยาวแปดเชียะในมือ ดูแวบเดียวก็รู้ว่าไม่ใช่ของธรรมดา
"เคร้ง—!!"
ดาบสองเล่มปะทะกันอย่างจัง แรงกระแทกมหาศาลทำให้เฉินมั่วถึงกับเข่าทรุด
"ตู้ม—!!"
เหมือนกับตอนที่เฉินมั่วกดดันเฟ่ยกั๋ว พื้นดินใต้เท้าเฉินมั่วยุบตัวลงทันที แตกออกเป็นรอยร้าวหลายสาย
คลื่นอากาศจากการปะทะพลังของทั้งสองคน ทำให้ทหารโจวและทหารเจียงหลิงรอบๆ ลืมตาแทบไม่ขึ้น
"ปัง!"
สูดหายใจลึก เฉินมั่วกระโดดถอยหลังไปกว่าหนึ่งวา บนใบหน้าของเขา ปรากฏความเคร่งเครียดเป็นครั้งแรก เคร่งเครียดอย่างที่สุด
วิชาเพลิงหมอกขั้นสองเหมือนกัน... ปะทะกันแรงขนาดนี้ยังกินกันไม่ลง...
ม้าศึกสีแดงเพลิง... ดาบวิเศษยาวแปดเชียะกว่า...
แม้ผู้มาเยือนจะสวมผ้าคลุมสีเทาปิดบังทั้งตัว แต่ตัวตนของนางนั้นชัดเจนจนแทบจะตะโกนออกมา
นั่นคือขุนพลหญิงอันดับหนึ่งของต้าโจว ยอดฝีมืออันดับหนึ่งของราชสำนัก หัวหน้ากลุ่มสี่โฉมงาม ตงเจิ้นโหว เหลียงชิวอู่!
"เหลียงชิวฮ่าว!!"
ฉีกกระชากผ้าคลุมทิ้ง เผยให้เห็นเกราะสีแดงเพลิง เหลียงชิวอู่จ้องเขม็งไปที่เฉินมั่ว
คราวนี้งานเข้าของจริงแล้ว...
ต่อให้เป็นเฉินมั่วก็อดบ่นอุบในใจไม่ได้ เหลือบมองจินหลิงเอ๋อร์ที มองขุนพลหญิงผู้สง่างามตรงหน้าที
"ละ... เหลียงชิวแม่ทัพ?"
"คราวนี้ท่านแม่ทัพเหลียงชิวตัวจริง!"
"ท่านแม่ทัพใหญ่เหลียงชิว!"
ทหารโจวที่เมื่อครู่โดนจินหลิงเอ๋อร์หลอกไปรอบหนึ่ง ร้องตะโกนออกมาจากใจจริงอีกครั้ง
เหมือนจะสังเกตเห็นทหารโจวรอบๆ เหลียงชิวอู่ชูดาบ 'เขี้ยวหมาป่า' (หลางจ่าน) ในมือขวาขึ้น ตะโกนเสียงเข้ม "พี่น้องทั้งหลาย ยินดีติดตามข้าไปสังหารกบฏแผ่นดินหรือไม่?!"
"โอ้!!" ทหารโจวนับหมื่นชูแขนโห่ร้อง กลิ่นอายกดข่มทหารเจียงหลิงจนมิด
"งั้นก็..." ชี้ดาบไปทางทหารเจียงหลิงที่กำลังขวัญเสีย เหลียงชิวอู่ตะโกนก้อง "ฆ่า!"
"ฆ่า—!!"
ทหารโจวนับหมื่นดุจเสือร้ายพุ่งเข้าใส่ทหารเจียงหลิง ขวัญกำลังใจและกริยาอาการ ยากจะจินตนาการได้ว่าเป็นกองทัพเดียวกับที่ถูกทหารเจียงหลิงกดดันเมื่อครู่
"แค่ประโยคเดียว... เพียงแค่ประโยคเดียว..."
โอวเผิงมองดูกองทัพฝ่ายตนที่ไล่ฆ่าศัตรูอย่างบ้าคลั่งด้วยความเหลือเชื่อ
ไม่ไกลนัก เฟ่ยกั๋วที่กำลังสั่งการกองทัพอยู่ก็อดเผยสีหน้าเคารพเลื่อมใสออกมาไม่ได้
"สมกับเป็น... ฮูหยินใหญ่! -- บารมีช่างน่าตื่นตะลึงจริงๆ..."
แน่นอน ไม่ใช่ทุกคนจะดีใจที่เหลียงชิวอู่มา อย่างเช่นจินหลิงเอ๋อร์...
"ชิ!" เห็นกับตาว่าเหลียงชิวอู่พูดแค่ประโยคเดียวก็ทำให้ทหารจี้โจวแสดงพลังรบที่น่ากลัวออกมา จินหลิงเอ๋อร์รู้สึกหงุดหงิดใจจริงๆ
อันที่จริงนางก็รู้ดีว่าผู้หญิงคนนี้มีบารมีในกองทัพขนาดไหน ไม่อย่างนั้นเมื่อครู่นางคงไม่ปลอมตัวเป็นเหลียงชิวอู่มาช่วยทหารจี้โจวหรอก ก็หวังจะยืมบารมีเหลียงชิวอู่มาปลุกใจทหารนั่นแหละ น่าเสียดายที่โดนเฉินมั่วจับได้ซะก่อน
"เจ้ามาทำอะไร?" จินหลิงเอ๋อร์ถามเสียงขุ่น
"ข้าจะไปไหนมาไหน ต้องรายงานเจ้าด้วยรึ? อีกอย่าง ต่อให้เป็นพี่น้อง แต่เอาชื่อข้าไปแอบอ้างโดยไม่ได้รับอนุญาต... หึ! -- อย่าลืมสถานะของตัวเอง!"
เหลียงชิวอู่ตั้งใจพูดเหน็บแนมถึงสถานะ 'ภรรยาหลวง' (จ่างฟู่) ของตระกูลเซี่ยที่นางถือครองอยู่
"นั่นไง อยู่ด้วยกันมาสามปี แม่ก็ยังทนหล่อนไม่ได้จริงๆ..." จินหลิงเอ๋อร์กัดฟันกรอด
พอได้ยินจินหลิงเอ๋อร์แทนตัวเองว่า 'แม่' (เหล่าเหนียง - นางพญา/แม่ม่าย/ข้าผู้ยิ่งใหญ่) อีกแล้ว เหลียงชิวอู่ขมวดคิ้ว พูดอย่างไม่พอใจว่า "จินหลิงเอ๋อร์ ระวังคำพูดคำจาหน่อย เจ้าไม่ใช่โจรป่าแล้ว พูดจาหยาบคาย จะคู่ควรกับฐานะตอนนี้ได้ยังไง?"
"ว่าไงนะ? -- โจรป่า? หล่อนว่ากลุ่มจินหลิงของแม่เป็นโจรป่าเรอะ?"
"..."
ดูเหมือนจะเห็นสีหน้าโกรธจัดของจินหลิงเอ๋อร์ เหลียงชิวอู่ลังเลนิดหน่อย ก่อนจะเปลี่ยนเรื่อง "เอาเถอะ เรื่องนี้พักไว้ก่อน เจ้าถอยไปซะ!"
"ถ้าข้าบอกว่าไม่ล่ะ?!"
ขมวดคิ้วมองจินหลิงเอ๋อร์ เหลียงชิวอู่พูดอย่างไม่สบอารมณ์ "นี่เป็นเรื่องภายในตระกูลเหลียงชิวของข้า เกี่ยวอะไรกับเจ้า? -- อย่ามายุ่ง!"
"หึ! ผีสิจะสนเรื่องในตระกูลเหลียงชิว ข้าแค่จะมาจับคนผู้นี้ให้ไอ้โจรน้อย!"
"แค่เจ้า?" เหลียงชิวอู่แค่นเสียง
"หมายความว่าไง?" จินหลิงเอ๋อร์จับน้ำเสียงดูถูกได้ชัดเจน
"ถอยไป!"
"ไม่!"
"เจ้า... ในนามของภรรยาหลวงตระกูลเซี่ย ข้าสั่งให้เจ้าถอยไป!"
"คิดว่าแม่จะยอมเรอะ? -- อย่างน้อยแม่ก็คลอดลูกสาวให้ไอ้โจรน้อยแล้ว ไม่เหมือนใครบางคน จนป่านนี้ยังไม่มีวี่แวว แถมซิยงอวี่น้องรักก็ท้องแล้วด้วย ถ้าคลอดออกมาเป็นลูกชาย ไม่รู้ว่าใครจะได้เป็นภรรยาหลวงกันแน่..."
"พรึ่บ—!!"
กลิ่นอายเปลวเพลิงรอบกายเหลียงชิวอู่รุนแรงขึ้น ยิ่งกว่าเฉินมั่วเสียอีก คิดดูแล้วกันว่าตอนนี้เธอกำลังโกรธขนาดไหน
"เจ้า... จะหลีกหรือไม่หลีก!"
"อย่าคิดว่าแม่จะกลัวนะ! -- ไม่หลีก! หล่อนนั่นแหละถอยไปดูเฉยๆ เหอะ เจ้านี่ แม่จัดการเอง!"
"เจ้า!" เหลียงชิวอู่โกรธจนควันออกหู แต่ก็ต้องยอมรับว่าทำอะไรจินหลิงเอ๋อร์ไม่ได้ คิดอยู่นาน สุดท้ายก็ได้แต่สบถเบาๆ ระบายความโกรธ
"หญิงถึก!"
จินหลิงเอ๋อร์ได้ยินก็โกรธจัด สวนกลับทันควัน "เจ้า... นังผู้หญิงป่าเถื่อนไร้เหตุผล!"
"..."
ไม่ไกลนัก โอวเผิงมองดูเหลียงชิวอู่และจินหลิงเอ๋อร์ปะทะฝีปากกันตาค้าง ยิ้มแห้งๆ เข้าไปห้ามทัพ "ฮูหยินใหญ่ ฮูหยินสาม... ทั้งสองท่านเป็นคนกันเอง ทะเลาะกัน... ไม่ดีมั้งขอรับ? -- ร่วมมือกันดีไหม?"
"ร่วมมือ?" เหลียงชิวอู่และจินหลิงเอ๋อร์หันขวับมามองโอวเผิงพร้อมกัน แววตาเกรี้ยวกราดทำเอาโอวเผิงรีบแก้ตัวพัลวัน
"เห็นแก่ส่วนรวม เห็นแก่ส่วนรวมขอรับ! ศึกนี้ชี้เป็นชี้ตายกองทัพเรานะขอรับ ฮูหยินทั้งสอง..."
"หึ!"
สบตากันแวบหนึ่ง เหลียงชิวอู่และจินหลิงเอ๋อร์เลิกทะเลาะกัน แยกย้ายไปยืนขนาบข้างเฉินมั่วคนละฝั่ง
"ของล่ะ?" จินหลิงเอ๋อร์ขมวดคิ้วมองม่อเฟยที่ยืนตัวสั่น ส่ายหน้าในใจ คู่ต่อสู้เก่าคนนี้ ที่นางเคยสอนวิชาสังหารให้ครึ่งๆ กลางๆ ปกติก็ดูเข้าท่าดีหรอก แต่พอถอดผ้าปิดหน้าออก ไร้ประโยชน์สิ้นดี ไม่มีประโยชน์เลยสักนิด!
"..."
ม่อเฟยยื่นลวดเหล็กในมือให้อย่างกล้าๆ กลัวๆ
ส่ายหน้าเบาๆ จินหลิงเอ๋อร์ตบหลังมือเขา ให้ลวดเหล็กเด้งขึ้นมา แล้วฉกมือไปคว้าไว้รวดเร็ว
ต้องบอกว่า ฝีมือของนางยังคล่องแคล่วเหมือนเดิม
"ไม่เลวนี่ มีลูกแล้วฝีมือยังไม่ตก..." เหลียงชิวอู่ที่อยู่อีกด้านพูดลอยๆ "แต่อย่ามาถ่วงแข้งถ่วงขาข้าล่ะ!"
"หล่อนพูดถึงตัวเองเหรอ?" ดึงลวดเหล็กออกมาส่วนหนึ่ง จินหลิงเอ๋อร์แสยะยิ้ม "ดูแลตัวเองเหอะ! -- แม่ไม่ต้องให้หล่อนมาสั่งสอน!"
สองคนนี้ ยอมร่วมมือกันจัดการเฉินมั่วจริงๆ หรือ?
ผู้หญิงสองคนที่เย่อหยิ่งและไม่เคยคิดจะร่วมมือกับใคร... บางที พวกนางอาจจะสัมผัสได้โดยสัญชาตญาณว่า เฉินมั่วที่ยืนเงียบอยู่กลางวงล้อมนั้น น่ากลัวเพียงใด
แต่ในทางกลับกัน การที่เหลียงชิวอู่และจินหลิงเอ๋อร์ร่วมมือกัน แม้แต่เฉินมั่วก็รู้สึกกดดันอย่างประหลาด ไม่ใช่เพราะทั้งสองเป็นญาติ แต่ประเด็นอยู่ที่ผู้หญิงสองคนนี้ ต่างก็มีฝีมือพอที่จะฆ่าเขาได้ ซึ่งเป็นสิ่งที่แม่ทัพนายกองคนอื่นของทัพโจวทำไม่ได้อย่างแน่นอน
ถ้ารู้แบบนี้ เชื่อฟังฉิงเอ๋อร์รีบถอยไปซะก็ดี...
แย่แล้วสิ...
สายตากวาดมองเหลียงชิวอู่และจินหลิงเอ๋อร์สลับกันไปมา เฉินมั่วมีเหงื่อซึมที่หน้าผาก พ่นลมหายใจยาวเหยียด
ในเมื่อเป็นแบบนี้ ก็มีแต่ต้องทุ่มสุดตัวแล้ว...
เห็นสองสาวพุ่งเข้ามาพร้อมกัน เฉินมั่วสูดหายใจลึก มือขวาปัดป้องเพลงดาบอันหนักหน่วงของเหลียงชิวอู่ พร้อมกับมือซ้ายชักดาบสั้นจากเอวด้านหลัง รับมีดสั้นที่จินหลิงเอ๋อร์แทงมา ร่างกายไม่ขยับเขยื้อนแม้แต่น้อย
"..."
แม้แต่เหลียงชิวอู่ยังต้องฉายแววตระหนก แม้นางจะใช้มือเดียว แต่ก็อยู่บนหลังม้า อาศัยแรงพุ่งของม้าช่วย ย่อมไม่ด้อยกว่าการใช้สองมือบนพื้นราบ แต่ถึงกระนั้น เฉินมั่วก็ยังรับดาบนางไว้ได้อย่างมั่นคง ขาไม่ขยับเลยสักนิด
จินหลิงเอ๋อร์เองก็ประหลาดใจ เพราะก่อนหน้านี้เฉินมั่วไม่ได้สนใจนางเลย ดูเหมือนเขาจะอาศัยสัญชาตญาณล้วนๆ รับการโจมตีของนางไว้ได้
"เคร้ง เคร้ง!!"
"ติ้ง ติ้ง!!"
สิบกว่าลมหายใจผ่านไปดั่งพายุบุแคม ไม่ว่าเหลียงชิวอู่และจินหลิงเอ๋อร์จะงัดกลยุทธ์ใดมาโจมตีจุดตายของเฉินมั่ว สุดท้ายก็ถูกเฉินมั่วปัดป้องไว้ได้หมด
สัญชาตญาณเฉียบคมอะไรขนาดนี้...
จินหลิงเอ๋อร์ถอยหลังไปหลายก้าว มองเฉินมั่วด้วยความตกตะลึง
ในขณะเดียวกัน เหลียงชิวอู่ก็รั้งม้าถอยหลัง มองเฉินมั่วด้วยสีหน้าซับซ้อน
สัญชาตญาณเหมือนข้า? ไม่สิ เหนือกว่าข้าอีก...
ท่านปู่ ข้ามีพรสวรรค์ในการฝึกยุทธจริงหรือ?
'โฮ่ๆๆ แม้เสี่ยวอู่จะเพิ่งแปดขวบ แต่ก็เป็นอัจฉริยะที่หาได้ยากในรอบหลายสิบปีของตระกูลเหลียงชิวเรานะ! -- ตระกูลเหลียงชิวเรา บรรพบุรุษไม่เคยมี... อืม... มีอยู่คนหนึ่ง...'
'คนนั้นคือใครคะ?'
'โฮ่ๆ คือลูกพี่ลูกน้องเจ้า เหลียงชิวฮ่าว... ถ้าเขายังมีชีวิตอยู่ละก็นะ...'
'มีพรสวรรค์มากเหรอคะ? มากกว่าหนูอีกเหรอ?'
'อา เขาเป็นประเภทที่... ต่อให้ไม่ขยันฝึกวิชา วันๆ เอาแต่เที่ยวเล่น ก็ยังเก่งกาจสะท้านโลก เป็นอัจฉริยะในรอบร้อยปีเชียวนะ!'
'...'
นึกถึงเสียงถอนหายใจของท่านปู่ในวัยเด็ก เหลียงชิวอู่กัดริมฝีปากแน่น จ้องมองเฉินมั่วตาไม่กระพริบ
"ข้า... ยังมีสัญญาที่ต้องทำให้สำเร็จ จะมาตายที่นี่ได้ยังไง?"
สายตากวาดมองเหลียงชิวอู่และจินหลิงเอ๋อร์ แววตาของเฉินมั่วค่อยๆ สงบนิ่งลง
"แบบนี้ ต่อให้พวกเจ้าสองคนร่วมมือกัน ก็ใช่ว่าจะชนะข้าได้! -- ถอยไป ข้าไม่อยากทำร้ายพวกเจ้า!"
บรรยากาศ... เปลี่ยนไปแล้ว...
เหลียงชิวอู่และจินหลิงเอ๋อร์มองหน้ากัน สัมผัสได้ถึงแรงกดดันมหาศาลอย่างประหลาด ราวกับสัตว์ร้ายที่ปกติเอาแต่นอนหลับ เพิ่งจะลืมตาตื่นขึ้นมาเต็มตาเป็นครั้งแรก
'ท่านปู่ แล้วถ้าพี่ชายคนนั้นขยันฝึกวิชาล่ะคะ?'
'คนตายไปแล้ว จะพูดถึงอีกทำไม?'
'บอกหน่อยสิคะ ท่านปู่บอกหน่อยนะ!'
'โฮ่ๆๆ ก็ได้ๆ ถ้าลูกพี่ลูกน้องเจ้าคนนั้นยังมีชีวิตอยู่ และขยันหมั่นเพียรฝึกวิชาละก็... เขาก็จะ... ไร้ผู้ต่อต้าน!'
[จบแล้ว]