เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 271 - เหลียงชิวปะทะจ่างซุน ยกแรก

บทที่ 271 - เหลียงชิวปะทะจ่างซุน ยกแรก

บทที่ 271 - เหลียงชิวปะทะจ่างซุน ยกแรก


บทที่ 271 - เหลียงชิวปะทะจ่างซุน ยกแรก

"นี่คุณ... รู้ตัวรึเปล่าว่ากำลังทำอะไรลงไป!"

ที่มุมหนึ่งของค่ายทหารกองทัพเหลียงชิว บริเวณเนินป่าไผ่ ใกล้กับกระโจมแม่ทัพ เฉินกังคว้าคอเสื้อเซี่ยอานแล้วดันร่างเขาไปติดกับรั้วไม้ ดวงตาฉายแววโกรธเกรี้ยว กดเสียงต่ำคำรามใส่ "ปล่อยให้คุณหนูออกรบในเวลาแบบนี้ รู้ไหมว่าผลที่ตามมาจะเป็นยังไง!"

เฉินกังโกรธจนแทบบ้า เดิมทีเขาหวังว่าเซี่ยอานจะช่วยเกลี้ยกล่อมให้เหลียงชิวอู่หลีกเลี่ยงการปะทะ เพื่อไม่ให้ซ้ำรอยความพ่ายแพ้ที่สนามรบจี้เป่ยในอดีต แต่ใครจะคิดว่าเพิ่งเดินออกจากกระโจมแม่ทัพไม่ทันไร ก็ได้รับคำสั่งให้เคลื่อนทัพออกศึกเสียแล้ว นี่แหละเหตุผลที่เขาพุ่งมาหาเซี่ยอานเพื่อถามให้รู้เรื่อง

"พี่รองเฉินใจเย็นๆ ฟังข้าก่อน!" เซี่ยอานตบมือเฉินกังเบาๆ เป็นเชิงบอกให้ปล่อย พูดตามตรงเขาไม่ได้โกรธที่เฉินกังทำตัวหยาบคาย เพราะรู้ดีว่าถึงอีกฝ่ายจะดูมุทะลุ แต่ก็เป็นคนซื่อสัตย์ภักดีต่อตระกูลเหลียงชิวและเหลียงชิวอู่อย่างที่สุด ไม่อย่างนั้นคงไม่กล้าเสี่ยงทำเรื่องปีนเกลียวกับเขยขวัญอย่างเขาหรอก

"ดี! งั้นข้าจะคอยดูว่าเจ้าจะแก้ตัวยังไง ถ้าเหตุผลฟังไม่ขึ้นละก็..." พูดถึงตรงนี้เฉินกังก็รู้สึกอึดอัดใจ เพราะไม่ว่าจะยังไงเขาก็ทำอะไรเซี่ยอานที่เป็นถึงท่านเขยไม่ได้อยู่ดี

เซี่ยอานแกล้งทำเป็นมองไม่เห็นความลำบากใจในแววตาของอีกฝ่าย แล้วถามเสียงขรึม "พี่รองเฉินรู้วิธีแก้ปัญหาน้ำท่วมไหม?"

"น้ำท่วม?" เฉินกังงงเป็นไก่ตาแตก คิ้วขมวดมุ่น "ข้าจะไปรู้เรื่องพรรค์นั้นทำไม! อย่ามาเปลี่ยนเรื่องนะโว้ย!"

"ไม่ได้เปลี่ยนเรื่อง" เซี่ยอานส่ายหน้า สีหน้าจริงจัง "แผนการรักษาน้ำที่ดีไม่ใช่การ [อุด] แต่คือการ [ระบาย] การ [อุด] โดยไม่ [ระบาย] หากเขื่อนแตกขึ้นมา ความเสียหายจะรุนแรงยิ่งกว่าเก่า... ในแง่หนึ่ง การรักษาน้ำกับการจัดการอารมณ์คน ก็มีส่วนคล้ายคลึงกัน!"

เฉินกังแม้จะหัวทึบไปบ้างแต่ก็ไม่ใช่คนโง่ พอได้ยินคำพูดนี้ เขาก็เริ่มจับประเด็นสำคัญได้ลางๆ คิดอยู่ครู่หนึ่งจึงถามกลับ "เจ้าจะบอกว่าการให้คุณหนูออกรบ คือการ [ระบาย] ที่ว่านั่นรึ? แต่พวกเราเคยทำแบบนั้นที่จี้เป่ย..."

"ไม่ๆๆ ไม่เหมือนกัน" เซี่ยอานส่ายหน้ารัว "ในสนามรบจี้เป่ย พวกพี่ชายบอกแค่อยากให้ 'หวูเอ๋อร์' ชนะ แต่ไม่ได้บอกนางว่าจะชนะยังไง และชนะแล้วจะเป็นยังไง..."

"มันสำคัญด้วยเรอะ?"

"แน่นอน 'หวูเอ๋อร์' เป็นคนซื่อๆ เพื่อป้องกันไม่ให้นางคิดฟุ้งซ่านและกดดันตัวเอง เรื่องบางอย่างต้องพูดให้เคลียร์ตั้งแต่แรก... อีกอย่าง นี่เป็นแค่การซ้อมรบ แรงกดดันในใจของนางไม่ได้หนักหนาสาหัสเหมือนตอนจี้เป่ยเมื่อหกปีก่อน..."

เฉินกังปล่อยมือจากคอเสื้อเซี่ยอาน ขมวดคิ้วถาม "บอกจุดประสงค์ของเจ้ามา!"

พอได้ยินแบบนี้ เซี่ยอานก็รู้ว่าเฉินกังยังไม่เข้าใจแจ่มแจ้ง เขาคิดหาคำอธิบายแล้วพูดว่า "อืม เอาอย่างนี้แล้วกัน พี่รองเฉินคิดจริงๆ เหรอว่า 'หวูเอ๋อร์' จำเรื่องราวใน [ตอนนั้น] ไม่ได้เลยสักนิด?"

"ตอนนั้น..." เฉินกังมองเซี่ยอานอย่างสงสัย ก่อนจะตาโตเมื่อนึกขึ้นได้

"ความจริงนางจำได้ อย่างน้อยก็พอมีภาพรางๆ แต่นางเลือกที่จะไม่พูดถึงมันโดยสัญชาตญาณ ส่วนเหตุผลคงไม่ต้องให้อธิบายนะ..."

"อืม" เฉินกังพยักหน้าเงียบๆ

"สองวันนี้ 'หวูเอ๋อร์' หงุดหงิดมาก 'เซียงอวี่' รุกไล่ทุกย่างก้าวไม่เปิดโอกาสให้พักหายใจ ทำเอา 'หวูเอ๋อร์' กดดันหนัก นางรู้ดีว่าในสถานการณ์ปกติ เรื่องการใช้เล่ห์เหลี่ยมวางแผน นางไม่มีทางสู้ 'เซียงอวี่' ได้ ถ้าอยากจะชนะ ก็ต้องพึ่ง..."

เหมือนจะเดาได้ว่าเซี่ยอานจะพูดอะไรต่อ เฉินกังส่ายหน้าดิก พูดเสียงเข้ม "ไม่ได้! เด็ดขาด!"

"พี่รองเฉินอย่าเพิ่งร้อนใจ! 'หวูเอ๋อร์' เองก็รู้ว่าทำแบบนั้นไม่ได้ ดังนั้นนางถึงเลือกฟังคำแนะนำของท่านกับหม่าต้าน ยอมหลบอยู่ในค่ายไม่ออกรบ แต่นี่มันเป็นเรื่องที่น่าอึดอัดใจมากสำหรับนาง... นางคือ [พยัคฆ์สาวเพลิงอัคคี] ยอดนักรบอันดับหนึ่งแห่งจี้จิง การต้องมุดหัวอยู่ในกระดองแบบนี้ แรงกดดันมันมหาศาล ท่านเข้าใจใช่ไหม?"

"..." เฉินกังอ้าปากค้าง ก่อนจะพยักหน้าอย่างจำยอม

"ดังนั้น วิธีการ [อุด] จึงใช้ไม่ได้ผล สองวันนี้พี่รองเฉินก็เห็นแล้วว่าอารมณ์ของ 'หวูเอ๋อร์' ยิ่งรุนแรงขึ้นเรื่อยๆ ไม่ได้จะชมตัวเองนะ แต่ลองคิดดูสิ ถ้าข้าไม่อยู่ที่นี่..."

สีหน้าเฉินกังเคร่งเครียดขึ้นทันที เขาไตร่ตรองอยู่พักใหญ่ก่อนถาม "แล้วจะระบายยังไง?"

"ให้นางออกรบ... ห้ามพูดจาทำนองว่า [ถ้าแพ้จะเป็นยังไง] เพื่อไปเพิ่มภาระทางใจให้นางเด็ดขาด แต่ต้องทำให้หนางเข้าใจว่า [ถ้าชนะแล้วจะได้อะไร] ความจริงผลลัพธ์มันก็ไม่ต่างกันหรอก แต่มันให้ความรู้สึกคนละเรื่อง นี่แหละศิลปะของการใช้คำพูด... พี่รองเฉินไม่เข้าใจเหรอ? อืม เอาเป็นว่า [รางวัลหนักย่อมมีคนกล้าตาย] พูดแบบนี้เข้าใจไหม?"

"หา?" เฉินกังมองเซี่ยอานด้วยสายตาแปลกประหลาด

เหมือนจะอ่านใจเฉินกังออก เซี่ยอานยิ้มแล้วพูดว่า "พี่รองเฉินไม่ต้องสงสัย 'หวูเอ๋อร์' เองก็มีสิ่งที่อยากได้เหมือนกัน อย่างเช่น การเอาชนะยัยตัวแสบฝั่งตรงข้าม..."

พูดถึงตรงนี้ เซี่ยอานเองก็กัดฟันกรอด เพราะวิธีสกปรกที่จ่างซุนเซียงอวี่ใช้ตลอดสองวันนี้มันแสบทรวงจริงๆ เล่นเอาค่ายทหารที่อากาศบริสุทธิ์กลายเป็นเหม็นคลุ้งไปหมด แม้แต่เขาก็พลอยรับเคราะห์ไปด้วย งานนี้แม้แต่เซี่ยอานยังอยากจะสั่งสอนยัยตัวแสบฝั่งโน้นสักหน่อยเหมือนกัน

เฉินกังอึ้งไปนิด ก่อนจะพยักหน้าอย่างเข้าใจ ครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่งแล้วถามเสียงเครียด "เจ้ามั่นใจนะ?"

เห็นเฉินกังเริ่มสงบลง เซี่ยอานก็ยิ้มบางๆ "ข้ารู้ว่าท่านกังวลเรื่องอะไร วางใจเถอะ ข้ากำชับ 'หวูเอ๋อร์' ด้วยวิธีอื่นแล้ว โดยใช้การท้าทายเพิ่มระดับความยาก ห้ามนางใช้ [เพลิงหมอก] ในวันนี้..."

"เฮ้อ..." ได้ยินแบบนี้เฉินกังค่อยโล่งอก แต่จู่ๆ เขาก็นึกอะไรขึ้นได้ ขมวดคิ้วถาม "ห้ามใช้ [เพลิงหมอก] มันไม่ผิดวัตถุประสงค์ของเจ้าหรือ?"

ในฐานะคนวงในไม่กี่คนที่รู้เรื่อง เฉินกังรู้ดีว่าเป้าหมายที่เซี่ยอานจัดซ้อมรบสามทัพขึ้นมา ก็เพื่อให้เหลียงชิวอู่สามารถควบคุม [เพลิงหมอกขั้นสอง] หรือ [เพลิงคลั่ง] ซึ่งเป็นวิชาลับประจำตระกูลได้อย่างสมบูรณ์

"เรื่องนั้นไม่รีบ... ให้ 'หวูเอ๋อร์' หาความรู้สึกกลับมาก่อน เพิ่มความมั่นใจสักหน่อย สิ่งที่นางขาดตอนนี้ไม่ใช่ฝีมือ แต่เป็นความมั่นใจ..."

"ความมั่นใจ... งั้นรึ?" เฉินกังแววตาเหม่อลอยคล้ายนึกถึงอดีต ใบหน้าเริ่มปรากฏรอยยิ้มจางๆ เหมือนนึกถึงเรื่องสนุกๆ ขึ้นมาได้

"พี่รองเฉิน? พี่รองเฉิน?"

"หือ?" เฉินกังสะดุ้งตื่นจากภวังค์ พยักหน้ารับ ถอนหายใจเบาๆ "เอาล่ะ ข้าจะเชื่อเจ้าสักครั้ง..."

พูดจบ เขาเหมือนนึกอะไรขึ้นได้ มองมือขวาของตัวเองสลับกับมือขวาของเซี่ยอานอย่างมีความนัย

"พี่รองเฉิน มีอะไรหรือ?" เซี่ยอานถามอย่างแปลกใจ

ไอ้หมอนี่ แรงเยอะขึ้นกว่าเมื่อก่อนไม่น้อยเลยแฮะ...

"เปล่า ไม่มีอะไร!" เฉินกังส่ายหน้า ผายมือเชิญเซี่ยอานกลับเข้ากระโจมแม่ทัพด้วยกัน

พอเดินเข้ากระโจม ก็เห็นเหลียงชิวอู่กำลังสั่งงานหม่าต้านอยู่พอดี

"หม่าต้าน เดี๋ยวตอนปะทะกับทัพจ่างซุน ข้ามอบหมายให้เจ้าบัญชาการทั้งสามทัพ..."

"หา?" หม่าต้านตกใจเงยหน้าขึ้นมอง "แล้วท่านแม่ทัพ..."

"จับโจรต้องจับหัวหน้า ข้าจะนำทหารม้าสามร้อยนายบุกทะลวงค่ายยัยนั่น!"

"สามร้อย?" หม่าต้านอ้าปากค้าง ขมวดคิ้ว "นี่มัน..."

เหมือนจะเดาความกังวลของหม่าต้านออก เหลียงชิวอู่แค่นเสียงเบาๆ พูดเรียบๆ ว่า "สามร้อย ก็เกินพอแล้ว!"

"..." เฉินกังที่เพิ่งเดินเข้ามาเห็นสีหน้าท่าทางของเหลียงชิวอู่ในตอนนี้ก็นิ่งอึ้งไป ภาพของเหลียงชิวอู่ในตอนนี้ทำให้เขาหวนนึกถึงเหตุการณ์เมื่อหกปีก่อน ตอนที่นางยืนอยู่กลางท้องพระโรงขออาสาออกศึก ร่วมมือกับองค์ชายสี่หลี่เม่านำทัพบูรพาสองหมื่นนายไปต้านทหารม้าหมาป่าเป่ยหรงนับแสน

นานแล้วที่ไม่ได้เห็น คุณหนูที่เต็มเปี่ยมไปด้วยความมั่นใจแบบนี้...

คิดได้ดังนั้น เฉินกังก็ปรายตามองเซี่ยอานอย่างมีความหมาย เขาต้องยอมรับเลยว่า น้องเขยที่เพิ่งรู้จักกับคุณหนูได้แค่ปีกว่าคนนี้ เข้าใจคุณหนูมากกว่าพวกเขาที่เป็นขุนพลคู่กายรับใช้ตระกูลเหลียงชิวมาเป็นสิบปีเสียอีก

"พี่รองเฉิน? อัน?" เหมือนจะสังเกตเห็นทั้งสองคน เหลียงชิวอู่หันมา ใบหน้าประดับรอยยิ้มผ่อนคลาย "พี่รองเฉิน ศึกนี้ท่านกับอันคอยคุมเชิงอยู่ที่ค่ายหลัก ช่วยระวังหลังให้ข้าด้วย!"

เห็นเซี่ยอานพยักหน้าให้ เฉินกังก็ยิ้มกว้าง ประสานมือรับคำ "ขอรับ! ขุนพลผู้น้อยรับทราบ!"

....

ช่วงเที่ยง ทัพจ่างซุนและทัพเหลียงชิวต่างจัดทัพตั้งขบวนอยู่ที่ที่ราบห่างจากค่ายทหารเหลียงชิวอู่ที่เนินป่าไผ่ไปทางตะวันตกเฉียงเหนือห้าลี้

เฟ่ยกั๋วที่รับหน้าที่รักษาการแม่ทัพทัพจ่างซุนมองดูจำนวนทหารของทัพเหลียงชิวอู่จากระยะไกล แล้วลูบคางพึมพำ "ไม่เรียกกำลังเสริมจริงๆ ด้วยแฮะ..."

พูดจบเขาก็กวาดตามองกองทัพฝั่งตัวเอง ทหารม้าบูรพาแปดพัน ทหารราบหนักทัพใต้สี่พัน และทหารจี้โจวอีกแปดพัน รวมเป็นสองหมื่นนาย ส่วนทัพเหลียงชิวอู่ฝั่งตรงข้าม กลับมีแค่ทหารม้าบูรพาสองพัน ทหารราบหนักทัพใต้สี่พัน และทหารจี้โจวอีกพันกว่านาย

แม้เฟ่ยกั๋วจะรู้ว่านั่นคือกำลังรบทั้งหมดที่ทัพเหลียงชิวอู่มี แต่พอเทียบจำนวนกันแล้ว... มันห่างชั้นกันเกินไปไหม? คิดแล้วเขาก็อดขมวดคิ้วไม่ได้

ทันใดนั้น เสียงหัวเราะหยอกล้อก็ดังมาจากข้างกาย

"เฟ่ยกั๋ว เจ้ากำลังคิดอยู่ใช่ไหม ว่ากำลังพลต่างกันขนาดนี้ ต่อให้ชนะก็เสียศักดิ์ศรี ใช่ไหมล่ะ?"

เฟ่ยกั๋วสะดุ้งโหยง หันขวับไปมองจ่างซุนเซียงอวี่ที่กำลังโบกพัดจีบมองเขาด้วยรอยยิ้มกึ่งยิ้มกึ่งบึง รีบประสานมือ "ฮูหยินรองเข้าใจผิดแล้ว ข้าน้อยไม่ได้มีเจตนาประมาทศัตรู..."

"งั้นก็ดี" จ่างซุนเซียงอวี่พยักหน้า มองเฟ่ยกั๋วด้วยสายตายิ้มๆ "ถ้าเพราะความประมาท แล้วทำลายความได้เปรียบที่ข้าอุตส่าห์สร้างมาจนพังละก็ เฟ่ยกั๋วเอ๋ย ข้าไม่เอาเจ้าไว้แน่!"

แม้คำพูดของจ่างซุนเซียงอวี่จะดูสบายๆ ไม่มีการตะคอก แต่เฟ่ยกั๋วกลับรู้สึกเย็นวาบไปทั้งแผ่นหลัง เหมือนถูกงูพิษหรือสัตว์ร้ายจ้องมองอยู่

"ข้าน้อยจะทุ่มเทสุดความสามารถ!" เขาประสานมือรับคำเสียงหนักแน่น

"ดีมาก!" จ่างซุนเซียงอวี่พยักหน้าอย่างพอใจ

"แต่ว่า..." เฟ่ยกั๋วลอบมองจ่างซุนเซียงอวี่ ถามหยั่งเชิงอย่างระมัดระวัง "อีกฝ่ายเป็นถึงฮูหยินใหญ่ ถ้าข้าน้อย..."

เหมือนจะมองทะลุความคิดของเฟ่ยกั๋ว จ่างซุนเซียงอวี่หัวเราะคิกคัก พูดเรียบๆ ว่า "ไปจัดการบดขยี้ผู้หญิงคนนั้นให้ข้าที! ถ้าเจ้าทำได้น่ะนะ!"

"ขอรับ!" ได้ยินประโยคนี้ ความกังวลสุดท้ายในใจเฟ่ยกั๋วก็มลายหายไป แต่ไม่รู้ทำไม เขารู้สึกทะแม่งๆ กับคำพูดของนาง

ถ้าเจ้าทำได้?

ด้วยกำลังพลที่ต่างกันกว่าเท่าตัว ฮูหยินใหญ่ฝั่งตรงข้ามยังมีโอกาสพลิกเกมได้อีกหรือ?

พูดตามตรง สำหรับฝีมือการต่อสู้ของฮูหยินใหญ่เหลียงชิวอู่ เฟ่ยกั๋วนับถือหมดใจ แต่ภายใต้กฎกติกาที่ท่านเซี่ยอานกำหนดขึ้น เฟ่ยกั๋วไม่เชื่อว่าฮูหยินใหญ่จะทำอะไรที่เหนือความคาดหมายได้

เขามองจ่างซุนเซียงอวี่อย่างลึกซึ้ง ครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง แล้วสั่งการคนสนิท "ตีกลอง ยกธง!"

สิ้นเสียงคำสั่ง เสียงกลองรบฝั่งทัพจ่างซุนก็ดังกึกก้อง ฝั่งทัพเหลียงชิวอู่ก็ตีกลองสนั่นหวั่นไหวเช่นกัน ทั้งสองทัพต่างเตรียมพร้อมสำหรับเกมการซ้อมรบ ไม่สิ การเข่นฆ่าครั้งนี้แล้ว

"ตึง ตึง ตึง..."

เสียงฝีเท้าที่หนักแน่นยิ่งกว่าเสียงม้าควบดังขึ้น ทัพเหลียงชิวอู่ส่งกองกำลังที่เหมาะจะเป็นแกนหลักของสนามรบที่สุดออกมา ค่ายทะลวงฟันแห่งทัพใต้

จากค่ายหลักทัพเหลียงชิวอู่ ทหารทัพใต้สี่พันนายมือหนึ่งถือโล่ อีกมือถือหอกยาวที่กรมกลาโหมเตรียมไว้ให้สำหรับการซ้อมรบครั้งนี้ เดินหน้าเข้าหาทัพจ่างซุนทีละก้าว

ค่ายทะลวงฟันแห่งทัพใต้ กองทัพที่เหมาะกับการโจมตีเจาะทะลวงที่สุด ความอึดถึกทนที่น่ากลัวนี้ เฟ่ยกั๋วเคยเห็นมาแล้วตอนปราบกบฏทางตะวันตกตก จะเรียกว่ากองทัพก็ไม่เชิง มันคือป้อมปราการเหล็กเคลื่อนที่ได้ ป้อมปราการเหล็กที่แม้แต่ค่ายเทพยุทธ์แห่งทัพบูรพายังไม่กล้าพุ่งชนตรงๆ

"ถ่ายทอดคำสั่ง กองพันทหารจี้โจวสองพันนาย... ออกรบ!" เฟ่ยกั๋วโบกมือใหญ่ สั่งการเสียงเข้ม

ส่งทหารจี้โจวออกไป แทนที่จะใช้ทหารทัพใต้ต้านทหารทัพใต้?

จินหลิงเอ๋อร์ที่อยู่ข้างกายจ่างซุนเซียงอวี่มองเฟ่ยกั๋วอย่างแปลกใจ แม้นางจะไม่ค่อยรู้เรื่องการทหาร แต่นางก็รู้ว่าลำพังทหารจี้โจวสองพันนาย ไม่มีทางต้านทานทหารทัพใต้สี่พันนายได้แน่ อย่าว่าแต่ต้านเลย แค่เอาไปอุดฟันยังไม่พอ!

"เซียงอวี่ เขาคงไม่ได้จงใจจะแพ้หรอกนะ?" จินหลิงเอ๋อร์หันไปถามจ่างซุนเซียงอวี่

จ่างซุนเซียงอวี่หัวเราะคิกคัก โบกมือบอกจินหลิงเอ๋อร์ว่าอย่าใจร้อน แล้วปรายตามองเฟ่ยกั๋วเรียบๆ ก่อนจะหันไปมองด้านหลัง แววตาฉายรอยยิ้มชื่นชม

ในขณะเดียวกัน ทางฝั่งทัพเหลียงชิวอู่ หม่าต้านที่รับหน้าที่รักษาการแม่ทัพเห็นอีกฝ่ายใช้ทหารจี้โจวมาต้านทหารทัพใต้สี่พันนายของตนก็ตกใจ เพราะในสายตาเขา อย่าว่าแต่ทหารจี้โจวสองพัน ต่อให้มาสองหมื่น ก็ใช่ว่าจะต้านทหารทัพใต้สี่พันได้

"แปลกๆ แฮะ... หรือว่าทหารทัพใต้สี่พันนายของทัพจ่างซุนจะมาไม่ทัน?" หม่าต้านขมวดคิ้วพึมพำ

เป็นไปตามคาด สถานการณ์ในสนามรบเปิดฉากมาก็เทไปทางทัพเหลียงชิวอู่ทันที เพียงแค่ปะทะกันยกแรก ทหารจี้โจวสองพันนายของทัพจ่างซุนก็แตกพ่ายไม่เป็นท่า หันหลังหนีกลับไปทางค่ายหลัก

"โอกาสทอง!" เฉินกังตาเป็นประกาย รีบพูดกับเหลียงชิวอู่ "คุณหนู... ไม่สิ ท่านแม่ทัพ ข้าน้อยขออาสา นำทหารบูรพาหนึ่งพันนายไปป่วนแนวหลังข้าศึก!"

เซี่ยอานได้ยินดังนั้นก็ขมวดคิ้ว ในสายตาเขา นี่มันแผนล่อเสือออกจากถ้ำของทัพจ่างซุนชัดๆ กำลังจะเอ่ยปากเตือน แต่ก็นึกถึงคำเตือนของจ่างซุนเซียงอวี่ขึ้นมาได้ เลยกำลังคิดหาวิธีใบ้ให้เหลียงชิวอู่รู้ตัว

แต่ตอนนั้นเอง เขาพบว่าแววตาของเหลียงชิวอู่ฉายแววเคร่งขรึม

เอ๊ะ? หรือว่ายัยทึ่มนี่จะรู้ตัว? ไม่น่าเชื่อ นางไม่ใช่แม่ทัพสายบัญชาการรบนี่นา...

"หม่าต้าน ให้ทหารทัพใต้ครึ่งหนึ่งรั้งท้ายไว้!" เหลียงชิวอู่สั่งหม่าต้านที่กำลังจะสั่งไล่ตามเสียงเข้ม

"เอ๋? ขอรับ!" หม่าต้านประสานมือ เปลี่ยนคำสั่งทันที ให้ทหารทัพใต้สองพันนายรอคำสั่งอยู่กับที่ ส่วนอีกสองพันนายให้ไล่ตามทหารจี้โจว ค่อยๆ รุกคืบเข้าหาทัพจ่างซุน

เห็นสถานการณ์ในสนามรบ เฟ่ยกั๋วฝั่งทัพจ่างซุนก็ขมวดคิ้วเช่นกัน เพราะเขาพบว่าอีกฝ่ายทิ้งทหารทัพใต้ไว้ครึ่งหนึ่ง

"ว้าว เฟ่ยกั๋ว โดนมองออกซะแล้ว!" จ่างซุนเซียงอวี่พูดแซวอยู่ข้างๆ

"ฮะๆ" เฟ่ยกั๋วหัวเราะแห้งๆ ลูบคางพยักหน้า "ถึงจะน่าเสียดาย แต่กินทหารทัพใต้ได้สองพันนาย ก็ไม่ถือว่าขาดทุน..."

พูดจบ เขาโบกมือใหญ่ ตะโกนสั่ง "ทั้งสามทัพกลับหลังหัน ถอยหลังสองลี้!"

ตอนนั้นทหารทัพใต้สองพันนายของทัพเหลียงชิวอู่รุกเข้าไปใกล้ค่ายหลักทัพจ่างซุนแล้ว แต่จู่ๆ ทัพหลักหมื่นกว่านายของทัพจ่างซุนกลับถอยหลังไปตั้งสองลี้ ทำเอาความได้เปรียบเมื่อครู่ของทัพเหลียงชิวอู่หายวับไปกับตา แถมยังทำให้ทหารทัพใต้สองพันนายที่ไล่ตามไปตกอยู่ในสถานการณ์กลืนไม่เข้าคายไม่ออก

จะตามต่อ ก็จะทิ้งห่างจากค่ายหลักตัวเอง กลายเป็นกองทัพโดดเดี่ยว จะถอยกลับ ทหารบูรพานับพันฝั่งตรงข้ามก็จ้องตาเป็นมัน ถ้าหันหลังกลับ อีกฝ่ายคงฉวยโอกาสบุกแน่

ทหารทัพใต้สองพันนายยืนงงเป็นไก่ตาแตก ทำตัวไม่ถูกเหมือนท่อนไม้ปักดิน ไม่รู้จะตามหรือจะถอยดี

"ร้ายกาจ..." เซี่ยอานที่ยืนอยู่ใต้ธงแม่ทัพทัพเหลียงชิวอู่อดชื่นชมไม่ได้ ในสายตาเขา สไตล์การคุมทัพแบบนี้ ไม่น่าจะใช่ฝีมือของจ่างซุนเซียงอวี่

ฝีมือเฟ่ยกั๋วสินะ? ร้ายกาจ สมเป็นหนึ่งในหกขุนพลเทพแห่งกองทัพไท่ผิง...

เขาลอบมองหม่าต้านที่ดูเหมือนจะรู้ตัวแล้ว เห็นอีกฝ่ายหน้าแดงก่ำ เซี่ยอานก็รู้รักษาจังหวะไม่พูดอะไรออกมา เพราะในเวลาแบบนี้ ถ้าเขาชมเฟ่ยกั๋ว ก็เท่ากับหักหน้าหม่าต้าน ยังไงก็เป็นขุนพลคนกันเอง ไม่มีความจำเป็นต้องทำแบบนั้น

"แม่ทัพเฟ่ยกั๋วเหรอ?" หม่าต้านเหงื่อแตกพลั่ก มองค่ายหลักทัพจ่างซุนจากระยะไกล ในใจรู้สึกเหมือนแพ้ไปก้าวนึง เพราะเฟ่ยกั๋วไม่เพียงมองออกว่าเขาจะใช้ทหารทัพใต้ทำอะไร แต่ยังใช้วิธีแยบยลทำให้ทหารทัพใต้สองพันนายนั้นตกที่นั่งลำบาก

ถ้าอย่างนั้น...

กัดฟันกรอด หม่าต้านยกมือขวาขึ้น พูดเสียงต่ำ "ค่ายหลักเดินหน้าสองลี้!"

"เอ๊ะ?" เซี่ยอานมองหม่าต้านอย่างตกใจ เขาแปลกใจจริงๆ เพราะพูดตามตรง แผนแก้เกมแบบนี้เขาก็คิดไม่ถึงเหมือนกัน

"อะไรนะ?" เฟ่ยกั๋วยืนอ้าปากค้างมองทัพเหลียงชิวอู่ทั้งหมดเคลื่อนพลมาข้างหน้าสองลี้ ดึงทหารทัพใต้สองพันนายที่เกือบจะเป็นทัพโดดเดี่ยวกลับเข้าสู่อ้อมอกการคุ้มครองอีกครั้ง นานสองนานกว่าจะได้สติ

ข้างกายเขา จ่างซุนเซียงอวี่กุมท้องหัวเราะจนตัวงอ

"ท่านแม่ทัพใหญ่... ท่านแม่ทัพเฉิน... หม่าต้าน... เป็นฝีมือหม่าต้านงั้นรึ?" เฟ่ยกั๋วหน้าแดง ไม่กล้าหันไปมองรอยยิ้มของจ่างซุนเซียงอวี่ที่ทำให้เขาอายแทบแทรกแผ่นดิน สายตาที่มองไปทางทัพเหลียงชิวอู่เริ่มเคร่งเครียดขึ้น

สมเป็นขุนพลที่ท่านเซี่ยอานให้ความสำคัญ...

กะจะลากถ่วงพละกำลังทหารทัพใต้ฝั่งตรงข้ามแท้ๆ นึกไม่ถึงว่าหม่าต้านจะใช้วิธีนี้แก้เกม แผนล่อเสือออกจากถ้ำของเขาเลยกลายเป็นสูญเปล่า...

ช่วยไม่ได้ ในเมื่อเป็นแบบนี้ ก็ต้องใช้ความได้เปรียบเรื่องจำนวนทหารมาเพิ่มโอกาสชนะ เพราะถ้ายื้อไว้นานเกินไป...

เฟ่ยกั๋วลอบมองจ่างซุนเซียงอวี่ กลืนน้ำลายเอือก

คงจะไม่สวยแน่...

[จบแล้ว]

จบบทที่ บทที่ 271 - เหลียงชิวปะทะจ่างซุน ยกแรก

คัดลอกลิงก์แล้ว