- หน้าแรก
- ยอดชายนายกะล่อน กับ ฮูหยินจอมพลัง
- บทที่ 221 - สี่อ๋องภูธร
บทที่ 221 - สี่อ๋องภูธร
บทที่ 221 - สี่อ๋องภูธร
บทที่ 221 - สี่อ๋องภูธร
ในเวลาแบบนี้ สามองค์ชายหลี่เซิ่นเชิญตนไปงานเลี้ยงที่จวน มีจุดประสงค์อะไรกันแน่?
นอนแช่น้ำร้อนอย่างสบายใจ เซี่ยอานพิงขอบถังไม้ เงยหน้ามองเพดาน
นี่เป็นห้องของเหลียงชิวอู่ ในห้องแขวนอาวุธนานาชนิด แม้ตอนนี้เซี่ยอานจะเริ่มชินแล้ว แต่ก็ยังรู้สึกอึดอัดอยู่บ้าง
จะว่าไป ตอนจัดสรรห้องให้บรรดาภรรยา เซี่ยอานไม่ได้เหลือห้องไว้ให้ตัวเองนอนพักผ่อนเลยสักห้อง ทำให้เรือนปีกเหนือจากซ้ายไปขวา เป็นห้องของเหลียงชิวอู่ จ่างซุนเซียงอวี่ จินหลิงเอ๋อร์ และอีอี ส่วนห้องที่ห้า คือห้องหนังสือเรือนเหนือของเซี่ยอาน
ในคฤหาสน์หลังนี้ เซี่ยอานมีห้องหนังสือสองห้อง ห้องหนึ่งอยู่หลังโถงใหญ่เรือนกลาง เลี้ยวซ้ายไป เดิมเป็นห้องหนังสือของห้าองค์ชายหลี่เฉิง ชั้นหนังสือในห้องเต็มไปด้วยหนังสือล้ำค่า ตำราพิชัยสงคราม ปรัชญาเมธีร้อยสำนัก คัมภีร์เต๋าและอี้จิง ละลานตาไปหมด ดูออกว่าห้าองค์ชายหลี่เฉิงไม่ใช่คนโง่เขลาเบาปัญญา แม้จะหยิ่งยโสโอหัง แต่ก็มีความรู้ความสามารถจริงๆ เพราะเซี่ยอานเจอหนังสือที่ผ่านการจดบันทึกด้วยลายมือหลี่เฉิงมากมายในห้องหนังสือใหญ่นี้ แถมบนผนังยังแขวนภาพตัวอักษรที่หลี่เฉิงเขียนเองอีกด้วย
และตอนนี้ ที่นี่กลายเป็นสถานที่อ่านหนังสือและพักผ่อนของเซี่ยอานในตอนกลางวัน
ส่วนห้องหนังสืออีกห้อง คือห้องหนังสือเล็กเรือนเหนือ เดิมทีที่นี่ไม่ใช่ห้องหนังสือ แค่เซี่ยอานสั่งให้เพิ่มตู้หนังสือเข้าไป ดัดแปลงให้เป็นห้องหนังสือเท่านั้น ประโยชน์ใช้สอยก็แค่เอาไว้อ่านหนังสือพักผ่อนหลังกินข้าวเสร็จก่อนนอน
ส่วนห้องนอนจริงๆ ก็คือห้องของบรรดาภรรยานั่นแหละ เว้นแต่สี่สาวจะมีประจำเดือนพร้อมกันอย่างเหลือเชื่อ หรือไม่สบาย ไม่อย่างนั้น เตียงในห้องหนังสือเล็กเรือนเหนือ แทบจะไม่ได้ใช้
ต้องยอมรับว่า ตั้งแต่ย้ายเข้ามาอยู่ในคฤหาสน์หรูหลังนี้ ชีวิตของเซี่ยอานมีความสุขจนลืมวันลืมคืน ก็แหงล่ะ เรือนปีกเหนือมีภรรยาสาวสวยสี่คนผลัดกันปรนนิบัติ เรื่องเดียวที่ทำให้เซี่ยอานรู้สึกเสียดายคือ จนป่านนี้เขายังไม่เคยได้ลิ้มรสความสุขแบบพร้อมหน้าพร้อมตา
ก็แน่ล่ะ นอกจากอีอีผู้แสนอ่อนโยนที่จะยอมทำตามคำขอของเซี่ยอานทุกอย่างแล้ว เหลียงชิวอู่กับจ่างซุนเซียงอวี่ที่มาจากตระกูลผู้ดี ย่อมถือสาเรื่องการปรนนิบัติสามีร่วมกับหญิงอื่น ส่วนจินหลิงเอ๋อร์ นางอายุมากกว่าพี่น้องร่วมเรือนอีกสามคน คงทำใจลำบากที่จะทำเรื่องน่าอายแบบนั้น
"อาน เสื้อผ้าเปลี่ยนวางไว้ตรงนี้นะ..."
ขณะที่เซี่ยอานกำลังเพลิดเพลินกับการแช่น้ำร้อน เหลียงชิวอู่ก็เดินเข้ามา วางชุดเสื้อผ้าบุรุษไว้บนชั้นไม้หลังฉากกั้น ยิ้มถามว่า "ฝึกยืนม้าครั้งแรก รู้สึกยังไงบ้าง?"
"รู้สึกเหรอ..." เซี่ยอานถอนหายใจอย่างสบายตัว ยิ้มขื่น "เหมือนร่างจะพังเลย... นี่ อู๋เอ๋อร์ ต้องทำแบบนี้ทุกวันจริงๆ หรือ?"
มองท่าทางขี้เกียจของเซี่ยอาน เหลียงชิวอู่ส่ายหน้าเบาๆ พูดเสียงอ่อนโยนว่า "อาน ถ้าเจ้าอยากร่างกายแข็งแรงจริงๆ ทางลัดไม่มีประโยชน์หรอกนะ... ต้องรู้ว่า คนเป็นหลัก ยาเป็นรอง จะกลับตาลปัตรไม่ได้... จริงสิ ดื่มนี่ก่อน..."
พูดจบ นางก็หยิบถ้วยชาใบหนึ่งมาจากไหนไม่รู้
เซี่ยอานรับถ้วยชามาอย่างงงๆ พบว่าในถ้วยมีน้ำสีแดงอ่อนๆ อยู่ครึ่งถ้วย ส่งกลิ่นหอมสมุนไพรประหลาด ทำให้เซี่ยอานอดสูดดมไม่ได้
"หอมจัง... นี่คืออะไร?"
เหลียงชิวอู่ยิ้มบางๆ พูดเสียงเบา "นี่คือเหล้ายาสูตรลับไม่ถ่ายทอดให้คนนอกของตระกูลเหลียงชิว [เหล้าหยาดพยัคฆ์] ทุกวันหลังฝึกยุทธ์ ข้าต้องดื่มหนึ่งถ้วย ช่วยให้เลือดลมเดินสะดวก มีประโยชน์ต่อร่างกายมาก..."
ได้ยินดังนั้น เซี่ยอานจิบไปนิดหนึ่ง แล้วค่อยๆ กลืนลงคอ รู้สึกแค่ว่าน้ำเหล้านั้นไหลจากปากลงท้อง เหมือนมีกระแสความร้อนลุกโชนขึ้น ไหลเวียนไปทั่วร่าง ส่วนรสชาติ คล้ายกับเหล้าผลไม้ที่เซี่ยอานเคยดื่มในชาติก่อน แต่ข้นกว่ามาก เหมือนเยลลี่ที่ยังไม่เซ็ตตัว
กระดกเหล้ายาชื่อเรียกยากนั่นเข้าปากสองสามอึกจนหมด เซี่ยอานเลียริมฝีปากอย่างเสียดาย ถามว่า "รสชาติไม่เลวเลย มีอีกไหม?"
ดูเหมือนจะสังเกตเห็นสีหน้าเซี่ยอาน เหลียงชิวอู่ส่ายหน้า ยิ้มกล่าว "ไม่ได้ [เหล้าหยาดพยัคฆ์] ดื่มมากไม่ได้... ข้าไม่ได้พูดเองนะ ท่านปู่สอนข้ามาตั้งแต่เด็ก!"
เซี่ยอานเสียดาย จุ๊ปาก นอนพิงขอบถังแช่น้ำต่อ ไม่รู้ทำไม หลังจากดื่ม [เหล้าหยาดพยัคฆ์] นั่นลงไป รูขุมขนทั่วร่างเขาเหมือนจะผ่อนคลาย รู้สึกเมานิดๆ ร่างกายอบอุ่น เหมือนอาบแดด สบายตัวบอกไม่ถูก
และเหลียงชิวอู่ก็สังเกตเห็น ยิ้มบางๆ ช่วยบีบนวดไหล่ให้เซี่ยอานเบาๆ ยิ่งทำให้เซี่ยอานสบายตัวขึ้นไปอีก
"นี่ อู๋เอ๋อร์ เจ้าขี้เหนียวเกินไปแล้ว มีเหล้ายารสดีขนาดนี้ไม่บอกข้า..."
เหลียงชิวอู่ยิ้มอย่างจนใจ พูดเสียงเบา "ไม่ใช่ข้าขี้เหนียว แต่เหล้ายานี้ฤทธิ์แรงมาก ต้องดื่มหลังออกกำลังกายจนเหงื่อท่วมตัว ถึงจะมีผลช่วยให้ร่างกายแข็งแรง ไม่อย่างนั้น..."
"ไม่อย่างนั้นทำไม?" เซี่ยอานพูดลอยๆ เพิ่งพูดจบ จู่ๆ เขาก็หน้าเปลี่ยนสี ลุกพรวดขึ้นจากถังน้ำ บิดตัวไปมาอย่างไม่สบายตัว มือขวากุมท้องน้อย พูดแปลกๆ ว่า "อู๋เอ๋อร์ รู้สึกแปลกๆ แฮะ อันนี้..."
"รู้สึกร้อนๆ ใช่ไหม?" เหลียงชิวอู่ถามเสียงเบา
"ใช่ๆๆ!" เซี่ยอานพยักหน้ารัวๆ มือขวากุมท้องน้อย พูดอย่างประหลาด "รู้สึกเหมือนมีไฟลุกอยู่ข้างใน... ไม่ถึงกับทรมาน แต่ว่า... รู้สึกพลังล้นเหลือ อยากจะเหงื่อออกสักหน่อย..."
เหลียงชิวอู่ยิ้ม พยักหน้า "ความจริง [เหล้าหยาดพยัคฆ์] ดื่มก่อนหรือหลังก็ได้ แต่ประเด็นสำคัญคือ ต้องให้เหงื่อออก เพื่อให้ตัวยาในเหล้าไหลเวียนไปทั่วร่าง..."
"ให้เหงื่อออก..." พึมพำกับตัวเอง เซี่ยอานหันขวับไปมองหน้าอกอวบอิ่มของเหลียงชิวอู่โดยสัญชาตญาณ ลอบกลืนน้ำลาย
คิดว่าเหลียงชิวอู่คงไม่ซื่อบื้อขนาดดูไม่ออก ใช้นิ้วเคาะหน้าผากเซี่ยอานเบาๆ พูดอย่างไม่สบอารมณ์ว่า "หมายถึงให้ออกกำลังกายจนเหงื่อออก ไม่ใช่เรื่องนั้น..."
"นั่นก็เหงื่อออกเหมือนกันไม่ใช่หรือ?" โดนจับไต๋ได้ เซี่ยอานหัวเราะแห้งๆ
เหลียงชิวอู่ส่ายหน้าอย่างอ่อนใจ กดไหล่เซี่ยอานลงเบาๆ พูดเสียงนุ่ม "เอาล่ะ นอนพักดีๆ..."
เซี่ยอานแอบเสียดาย เสียดายที่เหลียงชิวอู่ไม่ยอมตามใจเขาเหมือนสามสาวคนอื่น อีอีไม่ต้องพูดถึง จ่างซุนเซียงอวี่ช่วงนี้ก็ว่านอนสอนง่าย ส่วนจินหลิงเอ๋อร์ ขอแค่คำขอของเซี่ยอานไม่เกินเลยไปนัก นางก็ไม่ปฏิเสธ มีแต่แม่คุณคนนี้นี่แหละ
ไม่ใช่ว่าเหลียงชิวอู่ไม่ดี แต่แม่คุณคนซื่อคนนี้เคร่งครัดธรรมเนียมประเพณีเกินไป ไม่มีทางยอมตามใจเซี่ยอานทำเรื่องอย่างว่าตอนกลางวันแสกๆ แน่
เสียดายก็ส่วนเสียดาย เซี่ยอานก็ยอมสงบลง หลับตาพักผ่อน
ต้องยอมรับว่า สรรพคุณของเหล้ายาครึ่งถ้วยนั่นยอดเยี่ยมจริงๆ รสชาติก็ดี เทียบกับเหล้ายาที่เซี่ยอานเคยให้ห้องครัวทำ อันนั้นมันไม่ใช่ของที่คนกินได้เลย น่าเสียดายอย่างเดียวคือ เหลียงชิวอู่ให้เขาแค่ครึ่งถ้วย... มันไม่พอเลยสักนิด!
ประมาณเกือบหนึ่งชั่วยาม หลังจากเซี่ยอานให้เหลียงชิวอู่ปรนนิบัติขึ้นจากถังน้ำ สวมเสื้อผ้า เขาแค่รู้สึกว่าตัวเองพลังล้นเหลือ อาการปวดเมื่อยกล้ามเนื้อเมื่อครู่หายไปจนหมดสิ้น ทั่วร่างเหมือนมีแรงเหลือเฟือ
อืม ในเหล้ายาครึ่งถ้วยนั่นเหมือนจะมีฤทธิ์กระตุ้นผสมอยู่ด้วยแฮะ... กำหมัดแน่น เซี่ยอานรู้สึกสดชื่นกระปรี้กระเปร่า
สมเป็นเหล้ายาสูตรลับของตระกูลเหลียงชิว ผลลัพธ์นี่... จุ๊ๆๆ พวกขายเหล้ายาทั่วไปในตลาดคงต้องอายม้วน
"เอ่อ..." เชิญเหลียงชิวอู่มานั่งที่โต๊ะในห้องอย่างเอาใจ เซี่ยอานยิ้มหน้าบาน พูดว่า "อู๋เอ๋อร์ ไอ้ [เหล้าหยาดพยัคฆ์] นั่น ขอให้สามีบ้างได้ไหม?"
เหลียงชิวอู่ยิ้ม ถามว่า "อาน เจ้าจะเอาไปทำอะไร?"
"ดื่มสิ!" เซี่ยอานพูดอย่างเป็นเรื่องปกติ
เหลียงชิวอู่ส่ายหน้า พูดจริงจัง "ไม่ใช่ข้าขี้เหนียว ยามีพิษสามส่วน เหล้ายานี้ดื่มมากไม่ได้ ไม่อย่างนั้นจะทำร้ายสามี... ถ้าเจ้าฝึกยุทธ์กับข้าทุกวัน ข้าจะให้เจ้าวันละครึ่งถ้วย ดื่มมากไม่ได้..."
"ไม่ใช่สิ แค่ครึ่งถ้วยเองหรือ?" เซี่ยอานทำท่าเว่อร์
เห็นเซี่ยอานทำหน้าไม่พอใจ เหลียงชิวอู่คิดว่าเขาเข้าใจผิด รีบอธิบาย "ข้าไม่ได้ขี้เหนียวจริงๆ นะ ท่านปู่เคยกำชับไว้ตั้งแต่เด็ก เหล้านี้ฤทธิ์แรงมาก ห้ามดื่มมากเด็ดขาด ไม่อย่างนั้นจะทำให้ร่างกายไหม้..."
ร่างกายไหม้? เฮ้ย ดื่มเหล้านี้แล้วคนจะลุกเป็นไฟหรือไง? เซี่ยอานแอบขำในใจ แต่เห็นเหลียงชิวอู่ร้อนรนอธิบาย เขาก็ไม่พูดต่อ ยังไงซะ เจตนาเดิมของเขาก็แค่หาเรื่องคุยกับเหลียงชิวอู่ เพิ่มความสัมพันธ์เท่านั้น พูดกันตามตรง เหล้ายานั่นรสชาติใช้ได้ แต่ก็แค่เหล้ายา จะไปสู้เหล้ารสเลิศของภัตตาคารฮุ่ยเซียนจวีได้ยังไง?
"เอาเถอะๆ ดูเจ้าร้อนรนเข้า สามีแค่ล้อเล่นกับเจ้าเฉยๆ..."
เหลียงชิวอู่ค้อนขวับใส่เซี่ยอาน แล้วก็นึกอะไรขึ้นได้ กัดริมฝีปาก พูดเสียงเบา "อาน งั้นพรุ่งนี้... พรุ่งนี้เจ้าจะมาฝึกยุทธ์กับข้าอีกไหม?"
มองแววตาคาดหวังของนาง เซี่ยอานยิ้มบางๆ พยักหน้า "แน่นอน! - มียาดีช่วยคลายกล้ามเนื้อขนาดนี้... เจ้าต้องระวังนะ ไม่แน่วันหน้า สามีอาจจะมีวรยุทธ์เหนือกว่าเจ้าก็ได้..."
"นี่..." เหลียงชิวอู่มองเซี่ยอานอย่างลำบากใจ เห็นชัดว่านางไม่คิดว่าวันหน้าเซี่ยอานจะเก่งกว่านาง แต่ก็ไม่อยากพูดตรงๆ ให้สามีเสียใจ เลยทำหน้าลำบากใจ
ยัยบื้อนี่ ฟังไม่ออกเลยหรือว่าล้อเล่น... เซี่ยอานยิ้มขื่นส่ายหน้า กำลังจะอธิบาย แต่เหลียงชิวอู่ตาวาว พูดว่า "นี่คือล้อเล่น ใช่ไหม?"
"..." มองหน้าดีใจของเหลียงชิวอู่ เซี่ยอานพูดไม่ออก ได้แต่ฉีกยิ้มกว้าง
"ใช่! - ฉลาดจริงๆ!"
เห็นได้ชัด เหลียงชิวอู่ฟังความหมายแฝงในคำพูดเซี่ยอานไม่ออก นึกว่าเขาชมว่านางฉลาดจริงๆ ก็ยิ่งดีใจ เพราะนางแคร์มากที่เซี่ยอานว่านางโง่
เรื่องนี้ จินหลิงเอ๋อร์ก็เหมือนกัน
ก็ช่วยไม่ได้ มีผู้หญิงฉลาดเป็นกรดอย่างจ่างซุนเซียงอวี่อยู่ด้วย ไม่ว่าจะเป็นเหลียงชิวอู่หรือจินหลิงเอ๋อร์ ลึกๆ แล้วก็รู้สึกกดดัน แต่หารู้ไม่ ความจริงจ่างซุนเซียงอวี่ก็อิจฉาพวกนางเหมือนกัน อิจฉาที่พวกนางไม่เจ็บออดๆ แอดๆ เหมือนตัวเอง
เนื่องจากช่วงนี้ หลังงานพระบรมศพก็เป็นพิธีราชาภิเษกของฮ่องเต้ใหม่ ขุนนางส่วนใหญ่ในราชสำนักต่างยุ่งวุ่นวายเรื่องนี้ แม้แต่การประชุมเช้าก็งดชั่วคราว ให้เหลียงชิวเกิง จ่างซุนอิ้น หลี่เจ้า เสนาบดีกรมราชวงศ์ และขุนนางผู้ใหญ่ตั้งคณะบริหารชั่วคราว จัดการราชกิจ
รออีกไม่กี่วันพอหลี่โซ่วขึ้นครองราชย์อย่างเป็นทางการ คณะบริหารชั่วคราวนี้ก็จะสลายตัว คืนพระราชอำนาจให้หลี่โซ่ว และเมื่อถึงตอนนั้น อิ้นกงก็จะถวายฎีกาลาออกจากตำแหน่งอัครมหาเสนาบดี ให้หร่วนเส้าโจว เสนาบดีกรมพิธีการคนปัจจุบันขึ้นแทน นี่เป็นธรรมเนียมของต้าโจวที่มีมาหลายร้อยปี เพื่อป้องกันไม่ให้ขุนนางเก่าแก่ถือดีว่าเป็นขุนนางสองแผ่นดินหรือสามแผ่นดิน มาทำตัวกร่างใส่ฮ่องเต้ใหม่
แน่นอน สาเหตุหลักก็เพราะคนรุ่นเหลียงชิวเกิง อิ้นกง อายุมากแล้ว แบกรับภาระราชกิจไม่ไหว จะฝืนให้รับใช้ต้าโจวต่อ ก็ดูจะใจร้ายเกินไป
ด้วยเหตุนี้ สองสามวันนี้เซี่ยอานเลยสบายมาก ไม่ต้องไปนั่งเฝ้าที่ศาลต้าหลี่ เพราะไม่มีใครกล้ามาก่อเรื่องก่อนงานพิธีใหญ่ ดังนั้น เซี่ยอานเลยอยู่บ้านเป็นเพื่อนสี่ภรรยา แม้จะยังไม่ได้แต่งงานอย่างเป็นทางการก็ตาม
อาจจะเพราะมีเซี่ยอานอยู่ ทุกคนเลยดูปรองดองกันดี อย่างน้อยฝั่งจ่างซุนเซียงอวี่ก็ไม่แสดงพิรุธ ทำให้เหลียงชิวอู่ที่นิสัยตรงไปตรงมา ดูจะใจแคบไปหน่อย
แต่โดยรวมแล้ว ก็ถือว่าครอบครัวสุขสันต์ อย่างน้อยเหลียงชิวอู่กับจินหลิงเอ๋อร์ สองคนที่เหม็นขี้หน้ากัน ก็ไม่ได้ตีกันต่อหน้าสามี
ต้องยอมรับว่า หาก [พยัคฆ์สาวเพลิงอัคคี] กับ [ภูตพราย] ในสี่โฉมงามตีกันจริงๆ เซี่ยอานคงร้องไห้ เพราะคฤหาสน์หรูที่เดิมเป็นของห้าองค์ชายหลี่เฉิงหลังนี้ เต็มไปด้วยของตกแต่งมูลค่ามหาศาล ขืนทำพังไปสักชิ้น ค่าเสียหายคงหนักหนาเอาการ
ใกล้จะถึงเวลาห้าโมงเย็น เซี่ยอานสั่งความกับพวกภรรยา แล้วพาจินหลิงเอ๋อร์ที่แปลงโฉมแล้ว ไปที่จวนสามองค์ชายหลี่เซิ่น
ไม่ใช่ว่าเซี่ยอานลำเอียงรักจินหลิงเอ๋อร์มากกว่า แต่เพราะจินหลิงเอ๋อร์เชี่ยวชาญการแปลงโฉม สามารถปลอมเป็นองครักษ์ติดตามเซี่ยอานได้ เพราะสามองค์ชายหลี่เซิ่นเชิญเซี่ยอานไปงานเลี้ยงแค่คนเดียว ขืนพาเหลียงชิวอู่หรือจ่างซุนเซียงอวี่ไป คงดูแปลกๆ
นั่งรถม้ามาถึงจวนสามองค์ชายหลี่เซิ่น เซี่ยอานถึงพบว่า หลี่เซิ่นไม่ได้เชิญแค่เขาคนเดียว แต่เชิญขุนนางและตระกูลใหญ่ในจี้จิงมาเพียบ
หมอนี่คิดจะทำอะไร?
เก็บความสงสัยไว้ในใจ เซี่ยอานเดินเข้าไปหาหลี่เซิ่นที่ยืนรออยู่หน้าประตูจวน ประสานมือทัก "องค์ชายเซิ่น!"
"ท่านรองเจ้ากรมเซี่ย ให้ข้ารอเสียนาน..." พูดล้อเล่น หลี่เซิ่นเชิญเซี่ยอานเข้าจวน
พูดตามตรง เซี่ยอานไม่คิดว่าสามองค์ชายหลี่เซิ่นยังมีธุระจำเป็นต้องมาสานสัมพันธ์กับเขา เพราะหนังสือแต่งตั้งของราชสำนักร่างเสร็จแล้ว ขุนนางทั้งหลายรู้กันทั่วว่าฮ่องเต้ใหม่หลี่โซ่วจะส่งหลี่เซิ่น หลี่เซี่ยว หลี่เหยียน สามคนออกไปเป็นอ๋องต่างเมือง ดังนั้น ต่อให้จ่างซุนเซียงอวี่อยากจะกักตัวหลี่เซิ่นไว้ในจี้จิงเพื่อตัดไฟแต่ต้นลม ก็ทำอะไรไม่ได้ เพราะถ้าฝั่งนางทำอะไรหลี่เซิ่น ก็เท่ากับตบหน้าหลี่โซ่ว
พูดง่ายๆ คือ เรื่องสามองค์ชายหลี่เซิ่นและอีกสององค์ชายจะถูกส่งไปเป็นอ๋อง ถือว่าแน่นอนแล้ว ดังนั้น เซี่ยอานไม่คิดว่าหลี่เซิ่นยังจะมีอะไรต้องกังวล
ไม่ใช่ความกังวล แล้วเขาเชิญเรามางานเลี้ยงทำไม?
ขณะที่เซี่ยอานกำลังงงงวย ระหว่างเดินนำทาง หลี่เซิ่นก็ยิ้มพูดว่า "จะว่าไป ข้ากับท่านรองเจ้ากรม ไม่ค่อยได้ติดต่อกันเท่าไหร่..."
"คำพูดองค์ชายเซิ่น มีความหมายแฝงอะไรหรือเปล่า?"
"อ๋อ ท่านรองเจ้ากรมเข้าใจผิดแล้ว," หลี่เซิ่นยิ้ม อธิบายว่า "ข้าแค่นึกถึงเรื่องเก่าๆ เลยอดทอดถอนใจไม่ได้... ปีที่แล้ว ตอนที่พี่รองใส่ร้ายข้า ก็ได้เจ้าเก้าช่วยรับหน้าแทน ต่อมาข้าสืบรู้มาว่า ที่แท้เป็นท่านรองเจ้ากรมที่แอบช่วยเหลือ... ถ้าไม่มีท่านรองเจ้ากรม ข้าหลี่เซิ่นคงตายเพราะแผนของพี่รองไปแล้ว... ตอนนั้นข้าก็มองท่านรองเจ้ากรมออกแล้ว ว่าไม่ใช่คนธรรมดา ผลปรากฏว่า ผ่านไปแค่ครึ่งปี ท่านรองเจ้ากรมก็ได้เป็นถึงเสนาบดีกรมอาญา สมเป็นแบบอย่างของคนรุ่นเรา ยอดคนแห่งยุคจริงๆ!"
เซี่ยอานมองหลี่เซิ่นอย่างแปลกใจ
ต้องรู้ว่าตอนปราบกบฏตะวันตก เซี่ยอานแค่ฟังคำแนะนำของจ่างซุนเซียงอวี่ ให้หลี่โซ่วออกทัพแทนหลี่เซิ่น เพื่อให้หลี่โซ่วมีทุนไปชิงบัลลังก์ ไม่ได้คิดจะช่วยหลี่เซิ่นจริงๆ เรื่องนี้ หลี่เซิ่นน่าจะรู้ดี
แต่ตอนนี้ หลี่เซิ่นกลับพูดจาไพเราะแบบนี้ ทำให้เซี่ยอานรู้สึกแปลกใจ
หมอนี่คิดจะตีสนิทกับเราหรือ? อ้อ ใช่แล้ว หมอนี่คงกลัวเมียรักเซียงอวี่จะวางแผนเล่นงานอีก เลยอยากจะมาหยั่งเชิงทางเรา...
คิดได้ดังนั้น เซี่ยอานก็แอบส่ายหน้าขำๆ
ใช่แล้ว จ่างซุนเซียงอวี่เคยเตือนสามีอย่างเซี่ยอานและฮ่องเต้ใหม่หลี่โซ่วหลายครั้ง ว่าอย่าปล่อยเสือเข้าป่า อย่าส่งสามองค์ชายหลี่เซิ่นออกไปเป็นอ๋อง แต่พอได้ยินว่าหลี่โซ่วรับปากหลี่เซิ่นไปแล้ว จ่างซุนเซียงอวี่แม้จะไม่พอใจ แต่ก็ทำอะไรไม่ได้
อีกอย่าง เพราะการสวรรคตของอดีตฮ่องเต้หลี่จี้ ทำให้งานแต่งสองงานของเซี่ยอานต้องเลื่อนออกไป แต่กลับกลายเป็นดี เพราะจะได้ให้หลี่โซ่วที่เป็นฮ่องเต้มาเป็นประธานงานแต่ง ดังนั้น จ่างซุนเซียงอวี่ช่วงนี้เลยใช้ [ผีเงิน] เฉียนสี่แห่งตงลิ่งจนหัวหมุน เพื่อให้งานแต่งออกมาสมบูรณ์แบบที่สุด ไหนจะมีเวลาไปสนใจหลี่เซิ่นที่รู้ชะตากรรมแล้ว?
ตามที่เซี่ยอานรู้ จ่างซุนเซียงอวี่ตอนนี้ในหัวมีแต่เรื่องตำแหน่ง ฮูหยินตราตั้งขั้นหนึ่ง ที่อดีตฮ่องเต้หลี่จี้พระราชทานให้ คิดจะเอามางัดข้อแย่งตำแหน่งเมียหลวงกับเหลียงชิวอู่ ช่วงนี้ยุ่งกับการเอาใจเซี่ยอาน ไม่มีเวลาไปวางแผนเล่นงานใครหรอก
คิดถึงแม่ยอดขมองอิ่มที่ทำให้ปวดหัว เซี่ยอานส่ายหน้าเบาๆ ยิ้มพูดว่า "องค์ชายเซิ่นชมเกินไปแล้ว ข้าน้อยมิกล้ารับ! - อ้อ จริงสิ ตอนนี้ไม่ควรเรียกว่าองค์ชายแล้ว ควรเรียกว่า... อ๋องฉิน!"
หลี่เซิ่นแววตาฉายแววแปลกใจ หรืออาจจะแกล้งทำเป็นแปลกใจ ยิ้มพูดว่า "ท่านรองเจ้ากรมสมเป็นคนที่เจ้าเก้าไว้ใจ ราชสำนักยังไม่ประกาศ ไม่นึกว่าท่านรองเจ้ากรมจะรู้ก่อนแล้ว... ท่านรองเจ้ากรมช่างไม่ธรรมดาจริงๆ!"
"ฮะๆ องค์ชายฉินเองก็รู้แล้วไม่ใช่หรือ?" หัวเราะเบาๆ เซี่ยอานพูดเหมือนมีนัยแฝงว่า "จะว่าไป ทำไมองค์ชายฉินถึงสมัครใจไปกินเมืองที่ฮั่นจงดินแดนกันดารแบบนั้นล่ะ? เท่าที่ข้าน้อยรู้ ที่นั่นลำบากมากนะ..."
ตอนพูด เซี่ยอานคอยสังเกตสีหน้าหลี่เซิ่นตลอด เพื่อหาพิรุธ แต่น่าเสียดาย หลี่เซิ่นสมเป็นคนที่มีความลึกซึ้งที่สุดในบรรดาองค์ชาย ไม่แสดงพิรุธออกมาให้เห็นเลย ทำให้เดาใจไม่ถูก
ไม่รู้ว่าดูออกหรือเปล่าว่าเซี่ยอานลองหยั่งเชิง หลี่เซิ่นยิ้ม พูดหน้าตายว่า "ข้าเป็นลูกหลานตระกูลหลี่แห่งต้าโจว แม้จะไม่มีวาสนาได้ครองบัลลังก์ ก็ควรจะคิดเพื่อราชวงศ์ ฮั่นจงแม้ลำบาก แต่ถ้าข้าไปแล้ว สามารถสร้างประโยชน์ให้ต้าโจวได้ ข้าก็ยินดี!"
ชิ พูดจาสวยหรู! เซี่ยอานแอบเบ้ปาก ในใจคำนวณเรื่องการแต่งตั้งครั้งนี้
แต่งตั้งสามองค์ชายหลี่เซิ่นเป็น อ๋องฉิน, หกองค์ชายหลี่เซี่ยวเป็น อ๋องหาน, เจ็ดองค์ชายหลี่เหยียนเป็น อ๋องฉู่ และยังมีสี่องค์ชาย อดีตอ๋องเซี่ยงหลี่เม่า ครั้งนี้แต่งตั้งเป็น อ๋องเยี่ยน...
สี่อ๋องเชื้อพระวงศ์ถูกส่งไปอยู่หัวเมือง นี่ไม่ใช่ลางดีเลยนะ!
[จบแล้ว]