เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 191 - มรสุมโลหิตปกคลุมเมืองหลวง

บทที่ 191 - มรสุมโลหิตปกคลุมเมืองหลวง

บทที่ 191 - มรสุมโลหิตปกคลุมเมืองหลวง


บทที่ 191 - มรสุมโลหิตปกคลุมเมืองหลวง

วันที่ยี่สิบ เดือนอ้าย ปีรัชศกหงอู่ที่ยี่สิบสี่ ยามโหย่วสองเค่อ

เช่นเดียวกับทุกวัน เจียงหยวนซึ่งปีนี้อายุสี่สิบสองปี เดินออกจากที่ทำการกรมอาญา เตรียมจะขึ้นรถม้ากลับบ้าน

คนผู้นี้ คือหัวหน้ากองคุมขังสังกัดกรมอาญา หรือเรียกอีกอย่างว่าซือซื่อหลาง เป็นหัวหน้าของสามกองงานใหญ่ในสังกัดกรมอาญา ขุนนางขั้นสามชั้นเอกผู้มีตำแหน่งสูงในราชสำนัก

หลังจากที่เสนาบดีกรมอาญาหวังเถียนและรองเสนาบดีกรมอาญาหงเต๋อถูกลอบสังหารไปก่อนหน้านี้ เจียงหยวนก็เริ่มวางแผนในใจอย่างเงียบๆ

แม้ว่าในกรมอาญาจะมีหัวหน้ากองอีกสองคนที่ตำแหน่งเท่าเทียมกับเขา แต่ถ้านับตามความอาวุโสและผลงาน ไม่ใช่ว่าเขาเจียงหยวนควรจะได้เลื่อนขึ้นเป็นเสนาบดีกรมอาญาหรอกหรือ?

แต่ที่ทำให้เขาผิดหวังอย่างมากคือ ฮ่องเต้หลี่จี้กลับแต่งตั้งเด็กเมื่อวานซืนชื่อเซี่ยอานมาเป็นรักษาการเสนาบดีกรมอาญา... เด็กหนุ่มอายุแค่สิบแปดปี จะมาแบกรับภาระหน้าที่อันใหญ่หลวงของตุลาการต้าโจวได้อย่างไร?

เดิมที เจียงหยวนตั้งใจจะร่วมมือกับหัวหน้ากองอีกสองคน ถวายฎีกาต่อฮ่องเต้เพื่อคัดค้านเรื่องนี้ แต่พอเขาสืบประวัติของเจ้าเด็กที่ชื่อเซี่ยอานคนนั้นอย่างลับๆ เจียงหยวนก็เปลี่ยนใจทันที

ไม่มีอะไรมาก ก็แค่เพราะเจ้าเด็กที่ชื่อเซี่ยอานคนนั้น มีเบื้องหลังที่แข็งแกร่งเกินไป ไม่เพียงแต่เป็นหลานเขยของตระกูลเหลียงชิวแห่งจวนตงกั๋วกง หนึ่งในสี่แม่ทัพพิทักษ์เมืองหลวงเท่านั้น แต่ยังเป็นหลานเขยของอัครมหาเสนาบดีอิ้นกง และเป็นลูกเขยของรองเสนาบดีกรมกลาโหมจ่างซุนจิ้งอีกด้วย ได้ยินมาว่าวันที่สี่เดือนหน้า เด็กคนนี้จะแต่งงานกับคุณหนูจากสองตระกูลใหญ่แห่งจี้จิงพร้อมกัน

บุคคลที่มีสถานะสูงส่งขนาดนี้ ใช่คนที่เจียงหยวนจะไปสั่นคลอนได้หรือ?

"เฮ้อ มีเส้นสายข้างบนนี่มันดีจริงๆ..."

แอบถอนหายใจ เจียงหยวนส่ายหน้าเดินลงจากบันไดหินหน้าที่ทำการ ยืนรอรถม้าที่บ่าวชราที่บ้านจะขับมารับอยู่ที่หน้าประตู

อย่างน้อยก็ยังเหลือตำแหน่งรองเสนาบดีกรมอาญา... หรือพรุ่งนี้จะเอาของขวัญเล็กน้อยไปเยี่ยมเจ้าเด็กนั่นหน่อยดีไหม? ยังไงซะวันหน้าเขาก็ต้องเป็นเจ้านายโดยตรงของตนอยู่แล้ว ถึงจะไม่ได้เลื่อนขั้น แต่ผูกมิตรไว้ก็ไม่เสียหาย...

อืม เอาตามนี้แหละ! ให้ของขวัญอะไรดีนะ? เด็กคนนั้นเป็นหลานเขยของสองตระกูลใหญ่ ของใช้ทั่วไปคงไม่ขาดแคลน อืม... งั้นเอาเหล้าหมักร้อยปีที่บ้านไห้นั้นให้เขาดีไหม? เฮ้อ ไม่รู้ว่าเด็กนั่นจะดูเหล้าเป็นหรือเปล่า อย่าให้เสียของเปล่าๆ เลย...

ขณะที่เจียงหยวนกำลังครุ่นคิดอยู่นั้น จู่ๆ เขาก็รู้สึกเจ็บแปลบที่ลำคอ พอยื่นมือไปจับ ก็ต้องตกใจเมื่อคลำเจอเข็มเงินเส้นเล็กบางเฉียบปักอยู่

"นี่มัน..."

ยังไม่ทันที่เจียงหยวนจะเข้าใจว่าเกิดอะไรขึ้น ทันใดนั้น เขาก็รู้สึกปวดร้าวที่หน้าอกอย่างรุนแรง เอามือกุมหน้าอกค่อยๆ ทรุดตัวลงกับพื้น เลือดสดๆ ไหลซึมออกมาจากมุมปาก จากนั้นก็ล้มตึงลงข้างถนนดังพลั่ก

ทันใดนั้น ชาวบ้านร้านตลาดบนถนนก็แตกตื่นกันจ้าละหวั่น

"มีคนตาย! เกิดเรื่องแล้ว!"

"หือ?" ได้ยินเสียงร้องตะโกนของชาวบ้าน ทหารยามหน้ากรมอาญาก็รีบวิ่งมาดูเหตุการณ์ เห็นเจียงหยวนนอนเลือดไหลออกจมูกและปาก สิ้นใจตายไปแล้ว

"ใต้เท้า? ใต้เท้า? ใต้เท้าเจียง?"

หลังจากตะโกนเรียกอยู่หลายครั้ง ทหารนายหนึ่งก็ยื่นมือไปอังจมูกเจียงหยวน แล้วส่ายหน้าเบาๆ

เห็นดังนั้น ทหารรอบข้างต่างมองหน้ากันเลิ่กลั่ก

ล้อเล่นน่า? หัวหน้ากองคุมขังแห่งกรมอาญา ถูกฆ่าตายหน้าประตูที่ทำการกรมอาญาเนี่ยนะ? นี่มันหยามกันชัดๆ!

คิดได้ดังนั้น พวกทหารก็รีบวิ่งไปตรวจค้นผู้คนบนท้องถนน แต่อนิจจา ท่ามกลางฝูงชนมากมาย จะไปหาตัวคนร้ายเจอได้อย่างไร?

"บ้าเอ๊ย!"

ขณะที่พวกทหารกำลังก่นด่าหัวเสีย ที่ปากตรอกแห่งหนึ่งบนถนน มีหญิงสาวสวมหมวกปีกกว้างกดหมวกให้ต่ำลง จากนั้นก็เก็บกระบอกไม้ไผ่ในมือขวาเข้าในแขนเสื้อ แล้วเดินจากไปอย่างเงียบเชียบ

ครึ่งก้านธูปต่อมา

เช่นเดียวกับเจียงหยวน จางเย่ หัวหน้ากองคลังอาวุธสังกัดกรมกลาโหม นั่งรถม้าเตรียมกลับบ้าน นั่งอยู่ในรถม้า เขากำลังคิดถึงเรื่องที่ได้ยินมาในกรมกลาโหมวันนี้

น่าแปลกจริงๆ... ใต้เท้าจ่างซุน รองเสนาบดีกรมกลาโหม จะยกลูกสาวให้เป็นอนุภรรยาของเจ้าเด็กที่ชื่อเซี่ยอานคนนั้นจริงๆ หรือ?

ลูบเคราแพะที่ปลายคาง จางเย่รู้สึกขำในใจ

นึกไม่ถึงจริงๆ ว่ายัยเด็กตัวแสบที่คนในกรมกลาโหมแอบเรียกว่า [เจิ้นจี] หรือโฉมงามพิษร้ายคนนั้น ก็มีวันที่ต้องเสียเปรียบเหมือนกัน... อืม ในเมื่อลูกสาวเจ้านายจะแต่งงาน ตนเองในฐานะหัวหน้ากองคลังอาวุธ ก็ควรจะมีของขวัญไปแสดงความยินดีสักหน่อย...

ขณะที่จางเย่กำลังครุ่นคิด จู่ๆ เขาก็ได้ยินเสียงคนจอแจดังมาจากถนนข้างหน้า

"เกิดอะไรขึ้น" จางเย่เลิกม่านถามคนขับรถม้า

คนขับรถม้าส่ายหน้าอย่างไม่รู้เรื่อง

"ไปดูซิ!"

"ขอรับ!"

พยักหน้ารับคำ คนขับรถม้าก็จอดรถไว้ที่ปากตรอกแห่งหนึ่ง รีบเดินเบียดเสียดเข้าไปในฝูงชนเพื่อสืบข่าว

ประมาณครึ่งถ้วยชา คนขับรถม้าก็กลับมา ยืนอยู่ข้างรถม้าแล้วรายงานอย่างนอบน้อมว่า "เรียนนายท่าน มีขุนนางท่านหนึ่งจากกรมอาญาถูกลอบสังหารขอรับ..."

แต่ที่ทำให้คนขับรถม้าแปลกใจคือ เจ้านายในรถกลับเงียบกริบ ไม่มีการตอบรับใดๆ

"นายท่าน? นายท่าน?"

ด้วยความสงสัย คนขับรถม้าจึงก้าวขึ้นไปบนรถ ค่อยๆ เลิกม่านมองเข้าไปในรถม้า

เพียงแค่แวบเดียว แววตาของเขาก็เบิกกว้างด้วยความตกตะลึงอย่างที่สุด เห็นเพียงเจ้านายในรถม้า ถูกคนแทงตาย เลือดท่วมตัว นั่งพิงผนังรถอย่างหมดสภาพ

"ชะ... ช่วยด้วย... ฆ่า... ฆ่าคนแล้ว..."

หลังจากตะลึงงันไปครู่หนึ่ง คนขับรถม้าก็กรีดร้องเสียงหลง

หนึ่งเค่อต่อมา

ห่างจากถนนเฉาหยางไปไม่กี่ช่วงตึก เฟิงเผิง หัวหน้ากองงบประมาณสังกัดกรมคลัง นั่งเกี้ยวแปดคนหามกลับบ้าน

เนื่องจากเฟิงเผิงเป็นคนอารมณ์ร้าย ปกติคนหามเกี้ยวจึงระมัดระวังมาก กลัวจะเดินสะดุดจนโดนเจ้านายด่า

แต่ที่ทำให้คนหามเกี้ยวแปลกใจคือ วันนี้เจ้านายที่ปกติพูดมากและขี้บ่น กลับเงียบกริบมาตลอดทาง เหมือนมีเรื่องกังวลใจ

แต่สงสัยก็ส่วนสงสัย ด้วยฐานะเจ้านายกับบ่าว คนหามเกี้ยวก็ไม่กล้าเอ่ยปากถาม กลัวจะหาเรื่องใส่ตัว

และมันก็เป็นเช่นนั้น คนหามเกี้ยวหามเกี้ยวมาถึงหน้าประตูบ้านเฟิงเผิง วางเกี้ยวลงอย่างเบามือ แล้วยืนรอรายงานอย่างนอบน้อม "นายท่าน ถึงบ้านแล้วขอรับ..."

แต่รออยู่ครึ่งถ้วยชา ก็ยังไม่มีปฏิกิริยาใดๆ จากคนในเกี้ยว

คนหามเกี้ยวสองคนมองหน้ากัน รวบรวมความกล้า ค่อยๆ เลิกม่านเกี้ยวขึ้น...

พวกเขาก็พบว่า เจ้านายเฟิงเผิงถูกฆ่าตายในเกี้ยวแล้ว ลำคอมีเลือดไหลไม่หยุด เลือดอุ่นๆ ไหลย้อยลงมาตามเสื้อผ้า นองเต็มพื้นเกี้ยว...

"นะ... นายท่าน?"

คนหามเกี้ยวสองคนมองหน้ากัน วิ่งหน้าตื่นเข้าไปในบ้านราวกับเห็นผี

"ฮู... ฮูหยิน แย่แล้ว เกิดเรื่องแล้ว นายท่าน..."

ยามซื่อหนึ่งเค่อ

เหยาจี้ หัวหน้ากองรับรองแขกสังกัดกรมพิธีการ ก็ขี่ม้ากลับบ้านเช่นกัน

ขณะกำลังจะข้ามตรอกเล็กๆ แห่งหนึ่ง ม้าที่ขี่มาจู่ๆ ก็หยุดเดิน มองเข้าไปในตรอกมืดสลัว ร้องเสียงดังไม่หยุด พร้อมกับถอยหลังกรูด เกือบทำเหยาจี้ตกจากหลังม้า

"ไอ้สัตว์เดรัจฉาน อยู่ดีๆ เป็นบ้าอะไรเนี่ย" ดึงบังเหียนปลอบม้าที่ตื่นตระหนกอยู่นานกว่าจะสงบ เหยาจี้ด่าอย่างหัวเสีย "จำทางกลับบ้านไม่ได้หรือไง ไอ้สัตว์นรก!"

พูดจบ เขาก็สะบัดแส้ม้า ฟาดลงไปที่ก้นม้าอย่างแรง

ม้าเจ็บจนร้องลั่น พุ่งเข้าไปในตรอกอย่างบ้าคลั่ง

ครึ่งถ้วยชาต่อมา เมื่อม้าตัวนี้วิ่งทะยานออกจากตรอกมาโผล่ที่ถนนกวางฉวี บนหลังม้าไม่มีเหยาจี้แล้ว มีเพียงศาพที่ถูกลากถูจนหน้าตาเละเทะ เท้าข้างหนึ่งเกี่ยวติดอยู่กับโกลน...

"กะ... เกิดอะไรขึ้น" ชาวบ้านที่เดินผ่านไปมาบนถนนกวางฉวีต่างหน้าซีดเผือด มีคนใจกล้า ชะโงกหน้าเข้าไปดูในตรอก ก็ไม่พบความผิดปกติใดๆ

มีเพียงรอยเลือดเป็นทางยาวหลายสิบวา น่าสยดสยองยิ่งนัก...

ยามซื่อสองเค่อ

เชินเต๋อ แม่ทัพรักษาการประตูเมืองกวางฉวี สังกัดกองปราบกรมรักษาความสงบ หลังจากจัดการเรื่องผลัดเปลี่ยนเวรยามเสร็จ ก็ขี่ม้ากลับบ้าน ขณะผ่านเส้นทางเปลี่ยว ม้าของเขาก็หยุดเดินกะทันหัน

"..." มือซ้ายกำบังเหียน มือขวาลูบแผงคอม้าเบาๆ เชินเต๋อค่อยๆ ชักกระบี่ที่เอวซ้ายออกมา กวาดสายตาอย่างระแวดระวังไปรอบๆ ตวาดเสียงเข้ม "ใครทำตัวลับๆ ล่อๆ... ออกมา!"

สิ้นเสียง เชินเต๋อรู้สึกถึงลมวูบหนึ่งพัดมาทางด้านหลัง

เขาแทงกระบี่สวนกลับไปทันทีโดยไม่ต้องคิด

ทว่า กระบี่แทงพลาด...

เขาเห็นเพียงหญิงสาวแต่งกายชาวบ้านธรรมดาคนหนึ่ง หลบกระบี่ของเขาด้วยมุมที่พิสดาร เตะกระบี่ในมือเขาจนหลุดลอยขึ้นไปในอากาศ จากนั้นใช้มือซ้ายยันพื้น ดีดตัวลอยขึ้นมา กระแทกเชินเต๋อตกจากหลังม้า

ระหว่างนั้น กริชในมือหญิงสาวคนนั้น แทงทะลุหัวใจเชินเต๋ออย่างแม่นยำ...

มองหญิงสาวที่ยืนมองลงมาจากด้านบนด้วยสายตาเย็นชา เชินเต๋อเอามือกุมหน้าอกที่บาดเจ็บสาหัส พูดอย่างยากลำบากว่า "เจ้า... เป็นใครกันแน่ ไม่มีแค้น... ต่อกัน ทำไมต้อง... ลอบสังหารข้า..."

"..." หญิงสาวไม่พูดไม่จา ยื่นมือขวาออกไป รับกระบี่ที่นางเตะลอยขึ้นไปเมื่อครู่ได้พอดี พลิกข้อมือ ปลายกระบี่ชี้ลงพื้น นางสะบัดมือเบาๆ กระบี่เล่มนั้นก็พุ่งลงมาเสียบทะลุลำคอของเชินเต๋อ ปักตรึงลงกับพื้นดิน

"อึก... อึก..." สองมือกำกระบี่ที่เสียบคอไว้แน่น เชินเต๋อมีฟองเลือดผุดขึ้นที่ลำคอ จากนั้นคอก็พับไป สิ้นใจตาย

ดูเหมือนจะรู้ว่าเจ้านายตายแล้ว ม้าตัวนั้นค่อยๆ เดินเข้ามา ก้มหัวลง แลบลิ้นเลียศพที่เริ่มเย็นชืดของเจ้านาย

ยามซื่อสามเค่อ

ในตรอกแห่งหนึ่งตรงจุดตัดระหว่างถนนจั่วอานและถนนกวางฉวี เวินฉยง หัวหน้ากองแผนที่ทหารสังกัดกรมกลาโหม กินข้าวเย็นเสร็จ กำลังกอดรัดฟัดเหวี่ยงกับอนุภรรยาสุดที่รักอยู่ในห้อง

ทันใดนั้น หน้าต่างก็ส่งเสียงดังเอี๊ยดอ๊าดค่อยๆ เปิดออก ลมจากภายนอกพัดเข้ามา ดับเทียนที่หัวเตียง ทำให้ในห้องมืดมิด

"เอ๊ะ หน้าต่างเหมือนจะเปิดนะเจ้าคะ..." อนุภรรยาพูดเสียงออดอ้อน

สิ้นเสียง ก็มีเสียงเจ้าของบ้านเวินฉยงดังขึ้น

"สนทำไมเล่า"

"แหม นายท่าน ถ้าฮูหยินได้ยินเข้า จะน่าอายนะเจ้าคะ... ให้ข้าน้อยไปปิดหน้าต่างก่อนเถอะ..."

"เจ้า... ก็ได้ๆ! ช่างเถอะ ข้าไปเอง เจ้านอนรออยู่นิ่งๆ นะ ห้ามขยับล่ะ อิอิ..."

"คิก ข้าน้อยจะนอนนิ่งๆ เจ้าค่ะ..."

ท่ามกลางเสียงหัวเราะคิกคักของหญิงสาว เวินฉยงเลิกม่านเตียง สวมเสื้อคลุม เดินเท้าเปล่าไปที่หน้าต่าง

ขณะที่เขากำลังจะปิดหน้าต่าง ก็มีเงาดำวูบผ่านหน้าต่าง คมมีดเย็นเฉียบปาดผ่านลำคอเวินฉยงอย่างรวดเร็ว จากนั้นก็พลิกมือแทงมีดเข้าที่หัวใจอย่างแรง

"เจ้า..." ชี้หน้าเงาดำที่ยืนอยู่นอกหน้าต่าง มองแววตาเย็นชาของคนผู้นั้น เวินฉยงพยายามเค้นเสียงออกมาได้ไม่กี่คำ ก็ล้มตึงลงกับพื้น

อาจจะเป็นเพราะเสียงล้มทำให้คนที่อยู่บนเตียงตกใจ อนุภรรยารีบถามว่า "นายท่าน เป็นอะไรไปเจ้าคะ เสียงอะไรน่ะ นายท่านเดินชนอะไรหรือเปล่าเจ้าคะ"

ชำเลืองมองไปทางเตียง เงาดำนอกหน้าต่างถอยหลังไปสองสามก้าว แล้วกระโดดขึ้นไปเกาะชายคาบ้าน หายลับไปในความมืด

ไม่มีเสียงตอบรับจากนายท่านเป็นเวลานาน อนุภรรยาบนเตียงทนไม่ไหว สวมเสื้อคลุมตัวเล็ก เดินย่องไปที่หน้าต่างอย่างระมัดระวัง

อาศัยแสงจันทร์สลัวๆ อนุภรรยาถึงเห็นว่า ที่พื้นข้างหน้าต่าง นายท่านของนางนอนอยู่ตรงนั้น

"นายท่านนี่จริงๆ เลย อย่าแกล้งข้าน้อยสิเจ้าคะ..."

ปากก็บ่นไป อนุภรรยาก็นั่งยองๆ เขย่าตัวนายท่าน เบาๆ นางรู้สึกว่าในมือมีของเหลวอุ่นๆ

ด้วยความสงสัย นางยกมือขึ้นดู อาศัยแสงจันทร์สลัวๆ ทันใดนั้น หน้าของนางก็ซีดเผือด ทรุดฮวบลงกับพื้น

"กรี๊ด!"

เสียงกรีดร้อง ดังลั่นไปทั่วคฤหาสน์

ยามกุนสองเค่อ

สุดตรอกซี่หลิว ตรงมุมถนนเจิ้งหยางและถนนหวังฟู่ เป็นที่ตั้งของคฤหาสน์องค์ชายสามหลี่เซิ่น แม้หลี่เซิ่นจะยังไม่ได้รับบรรดาศักดิ์อ๋อง และที่พักก็ไม่ใช่จวนอ๋อง แต่ขนาดและความหรูหรา ไม่ได้ด้อยไปกว่าจวนอ๋องอันผิงของหลี่โซ่วในปัจจุบันเลย

เผลอๆ จะยิ่งใหญ่กว่าด้วยซ้ำ

คฤหาสน์ใหญ่โตขนาดนี้ ย่อมมีทหารยามเฝ้าไม่น้อย ตั้งแต่หน้าบ้านยันหลังบ้าน เต็มไปด้วยทหารสวมเกราะถือทวนเหล็ก

ข่าวลือว่าองค์ชายสามหลี่เซิ่นพยายามดึงกองทัพกลางของเมืองหลวงมาเป็นพวก วันนี้ได้เห็น ก็เป็นจริงดังว่า

ไม่ต้องเดาเลย ทหารในจวนนี้ ส่วนใหญ่มาจากทหารฝีมือดีของกองทัพกลาง

คฤหาสน์ที่มีการคุ้มกันแน่นหนาราวกับถ้ำมังกรแดนเสือแบบนี้ ใครจะกล้าเข้ามาก่อกวน?

เอ๊ะ มีคนกล้าจริงๆ หรือ?

อาศัยแสงจันทร์สลัวๆ พอมองเห็นเงาดำร่างหนึ่งพลิกตัวข้ามกำแพงคฤหาสน์ วิ่งผ่านระเบียงทางเดินไปอย่างรวดเร็ว

ทันใดนั้น อีกฝั่งของระเบียงทางเดิน ก็มีทหารลาดตระเวนกลุ่มหนึ่งเดินมา ประมาณสิบกว่าคน

"เอ๊ะ" ทหารคนหนึ่งเหมือนจะเห็นอะไรบางอย่าง พูดอย่างประหลาดใจว่า "พวกเจ้าเห็นไหม เมื่อกี้ ตรงนั้นเหมือนมีเงาคน..."

ทหารคนอื่นมองหน้ากัน เบิกตาโพลงมองไปรอบสวน แล้วคนหนึ่งก็พูดอย่างหงุดหงิดว่า "เงาคน? เงาผีสิไม่ว่า! ซุนไต้ ข้าว่าช่วงนี้เจ้าเสียพนันจนเสียสติไปแล้วมั้ง"

"ฮ่าฮ่าฮ่าฮ่า..." ได้ยินดังนั้น ทหารคนอื่นๆ ก็หัวเราะลั่น

"ข้าเห็นจริงๆ นะ!" ทหารที่ชื่อซุนไต้หน้าแดงเถือก ยืนยันหนักแน่น แล้วกระโดดข้ามรั้วระเบียง ชักกระบี่ที่เอวออกมา พูดอย่างโมโหว่า "พวกเจ้าไม่ไป ข้าไปเอง!"

"เออๆๆ รีบไปเถอะ!" ทหารคนอื่นหัวเราะไล่หลัง

มองเพื่อนทหารอย่างเคืองๆ ซุนไต้ถือกระบี่เดินเข้าไปในสวนอย่างระมัดระวัง ค้นหาตามพุ่มไม้ดอกไม้อย่างละเอียด

ค้นหาอยู่นานครึ่งก้านธูป ทหารสิบกว่าคนที่รออยู่ตรงระเบียงเริ่มรู้สึกผิดปกติ ตะโกนเรียก "ซุนไต้? ซุนไต้? เจ้าทำอะไรอยู่น่ะ"

สิ้นเสียง หลังต้นไม้ในสวนก็มีเสียงซุนไต้ตอบกลับมา

"พวกเจ้าไปเดินตรวจก่อนเถอะ ข้าปวดท้อง ขอปลดทุกข์หน่อย..."

"ปลดทุกข์?" พวกทหารมองหน้ากัน ตะโกนกดเสียงต่ำว่า "ในสวนเนี่ยนะ? เจ้าไม่อยากมีชีวิตอยู่แล้วหรือ"

"มันอั้นไม่ไหวแล้วจริงๆ นี่หว่า..." พวกทหารมองหน้ากันอย่างจนใจ ส่ายหน้าอย่างพูดไม่ออก คนหนึ่งพูดอย่างหงุดหงิดว่า "เออๆๆ ข้าจะไปรอข้างหน้า รีบๆ หน่อยล่ะ!"

"เออ..."

พวกทหารเดินตามระเบียงทางเดินไปไกลแล้ว ในขณะเดียวกัน หลังต้นไม้ในสวนนั้น ก็มีชายชุดดำเดินออกมา เอามือลูบคอเบาๆ ไอโขลกๆ สองสามที มองซ้ายมองขวา แล้วหายวับไปในความมืด

และที่หลังต้นไม้ที่คนผู้นั้นเดินออกมา เห็นเพียงทหารที่ชื่อซุนไต้นอนแน่นิ่งอยู่กับพื้น เป็นตายร้ายดีไม่รู้

ไม่รู้ทำไม ชายชุดดำดูจะคุ้นเคยกับผังบ้านของหลี่เซิ่นเป็นอย่างดี เดินมาถึงห้องที่เปิดไฟสว่างไสวได้อย่างง่ายดาย นั่นคือห้องหนังสือขององค์ชายสามหลี่เซิ่น

หน้าห้องหนังสือ มีทหารสวมเกราะเต็มยศสี่นายเฝ้าอยู่ จ้องมองลานหน้าห้องอย่างระแวดระวัง

ทันใดนั้น ทหารคนหนึ่งทำจมูกฟุดฟิด ดมกลิ่นไปรอบๆ อย่างงงๆ เหมือนได้กลิ่นอะไรแปลกๆ

และในวินาทีถัดมา ทหารทั้งสี่นายก็ล้มลงโดยไม่มีปี่มีขลุ่ย

ตอนนั้นเอง เห็นชายชุดดำกระโดดออกมาจากลานบ้าน สะบัดมือทั้งสองข้าง ได้ยินเสียงดังตุบๆ สองครั้ง เหมือนมีอะไรยิงเข้าไปที่เสาหน้าห้องหนังสือ ที่น่าเหลือเชื่อคือ ทหารทั้งสี่นายกลับยืนขึ้นมาได้ในท่าเอียงๆ ที่ดูแปลกประหลาด พอมองดีๆ ถึงเห็นว่า เหมือนมีเส้นด้ายบางๆ เหมือนใยไหม ช่วยพยุงร่างของพวกเขาไว้

วิ่งเข้าไปไม่กี่ก้าว ค่อยๆ วางร่างทหารทั้งสี่ลงกับพื้น ชายชุดดำเก็บเส้นด้ายบางเฉียบนั้น แนบหูฟังที่ประตูห้องหนังสือ แล้วค่อยๆ ผลักประตูเข้าไป

ก้าวเข้าไปในห้องหนังสือ ชายชุดดำย่องเบาๆ เข้าไป กวาดสายตาเย็นชาไปทั่วห้องหนังสือ เห็นเพียงในห้องชั้นใน องค์ชายสามหลี่เซิ่นกำลังถือหนังสือเล่มหนึ่ง อ่านอย่างตั้งใจใต้แสงเทียน

เห็นดังนั้น ชายชุดดำแววตาฉายแววอำมหิต มือขวาห้อยลง สะบัดเบาๆ เห็นเพียงระหว่างนิ้วทั้งห้า เหมือนมีเส้นด้ายบางๆ หลายเส้นห้อยลงมา

ส่วนหลี่เซิ่นดูเหมือนจะไม่รู้ตัวว่ามีคนเข้ามาใกล้ ยังคงอ่านหนังสืออย่างตั้งใจ ทันใดนั้น แสงเทียนข้างกายเขาก็วูบไหว

"หือ?" เหมือนจะรู้สึกอะไรบางอย่าง หลี่เซิ่นเงยหน้าขึ้นโดยสัญชาตญาณ เขาถึงได้ตกใจเมื่อพบว่า ในห้องมีแขกไม่ได้รับเชิญเข้ามาตั้งแต่เมื่อไหร่ไม่รู้

ตอนนั้นเอง เห็นชายชุดดำสะบัดมือขวา ทันใดนั้น เหมือนมีอะไรบางอย่างที่มองไม่เห็นด้วยตาเปล่ารัดคอหลี่เซิ่นไว้แน่น ทำให้หลี่เซิ่นหน้าแดงก่ำ หายใจไม่ออก

เห็นเพียงแววตาอำมหิตของชายชุดดำวาบขึ้น กระชากมือขวา ทันใดนั้น องค์ชายสามหลี่เซิ่นหน้าแข็งค้าง ที่คอปรากฏรอยเลือดเป็นวงรอบ เลือดไหลลงมาตามคอ

ตุบ หัวหลุดกลิ้งลงกับพื้น ศพไร้หัวค่อยๆ ล้มลงบนเบาะนั่ง

"..."

จ้องมองศพนั้นอยู่นาน ชายชุดดำสะบัดมือขวาเบาๆ เก็บเส้นด้ายกลับมา แล้วถอยออกจากห้องหนังสืออย่างรวดเร็ว หายไปในความมืดมิด

ไม่รู้ผ่านไปนานแค่ไหน ได้ยินเสียงดังแกรกมาจากทางตู้หนังสือในห้อง จากนั้น ตู้หนังสือทั้งผนังก็แยกออกไปทางซ้ายขวา เผยให้เห็นประตูลับบานเล็ก

และจากประตูลับบานเล็กนั้น ก็มีคนเดินออกมาอย่างช้าๆ ดูจากรูปร่างหน้าตา กลับกลายเป็นองค์ชายสามหลี่เซิ่นอีกคน

มองไปทางประตูห้องหนังสือ องค์ชายสามหลี่เซิ่นที่เดินออกมาจากห้องลับเดินช้าๆ ไปที่ศพไร้หัวที่โต๊ะหนังสือ นั่งยองๆ เอามือลูบรอยที่คอศพ

ไม่รู้ผ่านไปนานแค่ไหน องค์ชายสามหลี่เซิ่นค่อยๆ ลุกขึ้น เอามือไพล่หลังยืนอยู่ในห้อง ทำหน้าครุ่นคิด

"ไม่มีเหตุผลนี่นา... แปลก..."

[โปรดติดตามตอนต่อไป]

จบบทที่ บทที่ 191 - มรสุมโลหิตปกคลุมเมืองหลวง

คัดลอกลิงก์แล้ว