- หน้าแรก
- ยอดชายนายกะล่อน กับ ฮูหยินจอมพลัง
- บทที่ 121 - วิกฤตการณ์เส้นยาแดงผ่าแปด
บทที่ 121 - วิกฤตการณ์เส้นยาแดงผ่าแปด
บทที่ 121 - วิกฤตการณ์เส้นยาแดงผ่าแปด
บทที่ 121 - วิกฤตการณ์เส้นยาแดงผ่าแปด
"ยิง!"
สิ้นเสียงคำสั่งอันแผ่วเบาของจ่างซุนเซียงอวี่ ทัพโจวส่วนกลางก็ระดมยิงธนูออกไปราวกับห่าฝน ชั่วพริบตานั้นทหารกบฏนับหมื่นที่ดาหน้าเข้ามาถึงหน้าค่ายทัพกลางก็ล้มตายลงระเนระนาดราวกับต้นข้าวที่ถูกเกี่ยว
การสังหารหมู่! นี่มันคือการสังหารหมู่อยู่ฝ่ายเดียวชัดๆ!
เสียงกรีดร้องโหยหวนก่อนตายของทหารกบฏเหล่านั้นดังระงมไปทั่วหู เซี่ยอานหันไปมองจ่างซุนเซียงอวี่แวบหนึ่ง เห็นนางยังคงมีสีหน้าเคร่งเครียดจ้องมองไปยังกลุ่มกบฏในระยะไกล เขาเลียริมฝีปากที่แห้งผากแล้วฝืนยิ้มออกมา "เซียงอวี่ ที่แท้เจ้าก็เตรียมการไว้แล้ว..."
"อะไรหรือ?" จ่างซุนเซียงอวี่หันมามองเซี่ยอานด้วยความสงสัย
"ข้าหมายถึง เจ้ากะไว้อยู่แล้วใช่ไหมว่าเฉินมั่วจะต้องบุกมาที่ทัพกลางของเรา"
"นี่ไม่ใช่วิธีการปกติของหมอนั่นหรือไง? เพียงแต่ว่า..."
"เพียงแต่ว่าอะไร?"
จ่างซุนเซียงอวี่ส่ายหน้าเบาๆ โดยไม่ตอบคำถาม
เพียงแต่ว่าราคาที่ต้องจ่ายมันแพงเกินไปหน่อย...
แม่ทัพรุ่นที่สามของกองทัพไท่ผิง เฉินมั่ว ชายผู้นี้มีฝีมือการต่อสู้น่ากลัวเกินไปแล้ว ลำพังแค่คนเดียวกลับสามารถพลิกสถานการณ์ของทั้งสนามรบได้เชียวหรือ?
เป็นไปได้อย่างไร? แม่ทัพก็เป็นแค่ตัวหมากที่ทำหน้าที่ถ่ายทอดคำสั่งของจอมทัพไปสู่ทหารเลวไม่ใช่หรือ จะไปมีพลังปลุกระดมที่เหลือเชื่อขนาดนี้ได้อย่างไร?
หากว่ากันตามตรง จ่างซุนเซียงอวี่มักจะดูแคลนหลักพิชัยสงครามแบบที่พวกเหลียงชิวอู่ยึดถือมาตลอด ที่บอกว่า 'ทหารนับพันหาง่าย แต่แม่ทัพคนเดียวหายาก' ในสนามรบ แม่ทัพคนเดียวจะไปมีค่าเท่ากับพลังรบของทหารพันนายได้อย่างไร? แม่ทัพสิบคนจะต้านทานการบุกของทหารหมื่นนายได้หรือ?
ตลกสิ้นดี!
แม่ทัพ อย่างมากก็เป็นแค่ตัวหมากที่ใช้ถ่ายทอดคำสั่งเท่านั้นแหละ!
ทว่าการปรากฏตัวของแม่ทัพรุ่นที่สามแห่งกองทัพไท่ผิงผู้นี้ กลับทำลายความคิดเดิมๆ ของจ่างซุนเซียงอวี่จนป่นปี้ ทำให้นางจำต้องยอมรับว่า เฉินมั่วผู้นั้นใช้กำลังเพียงลำพังพลิกสถานการณ์การรบได้จริงๆ
ไม่ใช่ว่าเขาเก่งกาจจนเอาชนะทหารนับพันนับหมื่นได้ด้วยตัวคนเดียว หากนับกันจริงๆ ตั้งแต่ชายผู้นี้ก้าวเท้าเข้าสู่สนามรบ ทหารโจวที่ตายด้วยน้ำมือเขาก็มีแค่ร้อยสองร้อยคนเท่านั้น เพียงแต่...
เพียงแต่ชายผู้นี้จ้องเล่นงานแต่แม่ทัพนายกองที่บัญชาการรบของทัพโจว!
ในช่วงเวลาเกือบสองชั่วโมงที่ผ่านมา คนผู้นี้ควบม้าบุกเดี่ยวเข้าโจมตีค่ายทหารนับหมื่นของทัพโจวถึงห้าค่าย กวาดล้างไปทั่วทั้งสนามรบ ไล่สังหารแม่ทัพนายกองของทัพโจวไปกว่ายี่สิบคน ไม่ว่าจะเป็น หลิวอี้ อูเผิง เติ้งปิน ชุยเหยี่ยน จานเป่า จวงฟ่าน เหยียนหมิง หรือสวีชิ่ง ในบรรดาคนที่ปะทะกับเขา มีเพียง ลี่จิง ซูซิ่น และเฟ่ยกั๋ว สามคนเท่านั้นที่รอดชีวิตกลับมาได้ด้วยอาการบาดเจ็บสาหัส
ไม่นับเฟ่ยกั๋วที่เป็นไส้ศึกของกองทัพไท่ผิง พูดง่ายๆ ก็คือแม่ทัพนายกองเกือบสามสิบนายในกองทัพหน้าห้าหมื่นนายของจ่างซุนเซียงอวี่ ถูกเขาฆ่าตายจนเกือบหมดสิ้น ส่งผลให้ฝ่ายกบฏที่ตกเป็นรองอยู่ก่อนหน้านี้กลับมามีขวัญกำลังใจฮึกเหิมและโต้กลับอย่างบ้าคลั่ง
พอคิดถึงตรงนี้ อารมณ์ของจ่างซุนเซียงอวี่ก็เลวร้ายสุดขีด
อย่างที่นางเคยพูดไว้ ในสายตาของนาง ทหารโจวสิบห้าหมื่นนายก็เป็นแค่ตัวหมากสิบห้าหมื่นตัว และพวกแม่ทัพอย่างหลิวอี้หรืออูเผิง ก็เป็นแค่ตัวหมากที่ระดับสูงขึ้นมาหน่อย แต่ถึงจะเป็นตัวหมาก นางก็ไม่เคยคิดจะทิ้งขว้างง่ายๆ
ยิ่งไปกว่านั้น ตลอดทางที่ผ่านมา หลิวอี้และอูเผิงต่างบุกน้ำลุยไฟเพื่อนางมาหลายครั้ง ในสายตาของจ่างซุนเซียงอวี่ พวกเขาคือตัวหมากที่เชื่อฟังและรู้ใจ คือตัวหมากที่นางฟูมฟักมาเป็นเวลานาน หากไม่จำเป็น นางไม่มีทางยอมสละสองคนนี้เด็ดขาด
ทว่าการปรากฏตัวของเฉินมั่ว กลับทำลายตัวหมากที่นางปั้นมากับมือทิ้งไปเสียฉิบ...
'กองทัพชายเดี่ยว' เฉินมั่ว... ประเมินเจ้านี่ต่ำไปจริงๆ!
จ่างซุนเซียงอวี่ขบกรามแน่น ในใจลุกโชนไปด้วยความโกรธ
ความโกรธนั้นพุ่งเป้าไปที่เฉินมั่ว และก็พุ่งเป้าไปที่ตัวนางเองด้วย...
เนื่องจากการศึกปราบตะวันตกสองครั้งก่อนหน้านี้ เฉินมั่วเคยควบม้าบุกเดี่ยวสังหารลวี่ฝานและอู๋ปัง สองแม่ทัพใหญ่ของทัพโจวที่หน้าด่านฮั่นหานกู่ ทำให้จ่างซุนเซียงอวี่ประเมินคนผู้นี้ผิดไป นางเข้าใจผิดคิดว่าเฉินมั่วเป็นแค่พวกบ้าพลังที่มีดีแค่วรยุทธ์สูงส่งเท่านั้น
จนกระทั่งตอนนี้ นางถึงได้รู้ซึ้งว่าคนผู้นี้ไม่ใช่แค่พวกบ้าพลัง...
คนผู้นี้ไม่ได้บุกโจมตีทัพกลางของนางก่อน แต่กลับอาศัยวรยุทธ์ที่เหนือมนุษย์ ไล่สังหารแม่ทัพในกองทัพหน้าห้าหมื่นนาย ปลุกขวัญกำลังใจของฝ่ายกบฏอย่างมหาศาล พลิกสถานการณ์การรบ สร้างสถานการณ์ให้กบฏนับแสนนายกลับมาเป็นฝ่ายกดดันทัพโจว
จากนั้นค่อยนำทหารกบฏจำนวนมหาศาลบุกเข้าโจมตีทัพกลางของทัพโจวอย่างใจเย็น...
บ้าเอ๊ย! เซี่ยอานก็เคยบอกนางแล้วว่าคนผู้นี้คือแม่ทัพรุ่นที่สามของกองทัพไท่ผิง แต่นางก็ยังมองเขาเป็นแค่พวกบ้าพลัง จนต้องเสียหลิวอี้กับอูเผิงไป...
พลาดท่า! นี่มันเป็นการเสียท่าครั้งใหญ่ที่สุดที่ไม่เคยมีมาก่อน!
มือนางกำบังเหียนม้าแน่น ดวงตาคู่สวยจ้องเขม็งไปยังเฉินมั่วที่กำลังหลบหลีกห่าธนูอยู่กลางวงล้อม ใบหน้าของจ่างซุนเซียงอวี่เคร่งขรึม นางขบกรามแน่น
เรื่องมาถึงขั้นนี้แล้ว ไม่ว่าจะอย่างไรก็ต้องฝังคนผู้นี้ไว้ที่นี่ให้จงได้!
ในขณะเดียวกัน เฉินมั่วก็กำลังกวัดแกว่งดาบตัดม้าขนาดมหึมาในมือไม่หยุด เพื่อปัดป้องห่าธนูที่ทัพโจวยิงใส่
เมื่อเห็นเขาแกว่งดาบตัดม้าหนักร่วมร้อยชั่งได้อย่างคล่องแคล่ว เซี่ยงชิงที่เพิ่งควบม้ากลับมาถึงทัพกลางยังต้องตกตะลึง อ้าปากค้างด้วยความทึ่ง
ต้องรู้ก่อนว่าแรงของเซี่ยงชิงนั้นไม่ใช่น้อยๆ ตอนที่ไล่ตามเซี่ยอานไปหาเหลียงชิวอู่ที่จี้จิง เขาเคยใช้แรงกายเปล่าๆ หยุดม้าที่กำลังตื่นตระหนกกลางถนนเอาไว้ได้ แต่ถึงกระนั้น เซี่ยงชิงก็ไม่กล้ายืนยันว่าตัวเองจะสามารถแกว่งดาบตัดม้าหนักร้อยชั่งให้เหมือนกิ่งไม้เบาหวิวแบบที่เฉินมั่วทำได้หรือไม่
แต่ถึงอย่างนั้น เซี่ยงชิงก็ไม่คิดว่าคนผู้นี้จะรอดชีวิตออกไปจากที่นี่ได้ คนอื่นไม่รู้ แต่เขารู้ดีว่าพลธนูนับหมื่นนายที่รายล้อมอยู่นี้ คือสิ่งที่กุนซือจ่างซุนเซียงอวี่เตรียมไว้ต้อนรับเฉินมั่วโดยเฉพาะ
และที่เขาและหลัวเชาต้องนำทหารม้าธนูปราดกลับมาอย่างกะทันหัน ก็เพื่อมาปิดทางถอยของเฉินมั่ว ตามแผนที่จ่างซุนเซียงอวี่วางไว้ คือต้องยิงยอดขุนพลผู้นี้ให้ตายคาที่
ถ้าจะบอกว่าคนผู้นี้สามารถหนีรอดจากเงื้อมมือพลธนูนับหมื่นและทหารม้าธนูอีกหลายพันนายไปได้ เซี่ยงชิงไม่มีทางเชื่อเด็ดขาด
และก็เป็นจริงอย่างที่เซี่ยงชิงคิด แม้ว่าเฉินมั่วจะมีวรยุทธ์ล้ำเลิศเพียงใด แต่ก็ต้านทานการระดมยิงของพลธนูนับหมื่นนายไม่ไหว เมื่อเห็นทหารกบฏนับหมื่นที่ตามหลังมาล้มตายลงระลอกแล้วระลอกเล่า ใบหน้าที่ราบเรียบไร้อารมณ์ของเขาก็เริ่มฉายแวววิตกกังวล
ทันใดนั้น เฉินมั่วก็หยุดม้า กวาดสายตามองไปที่ทัพกลางของทัพโจว ซึ่งเป็นตำแหน่งที่เซี่ยอาน หลี่โซ่ว และจ่างซุนเซียงอวี่ประจำการอยู่ แววตาของเขาฉายแววเด็ดเดี่ยว ยกมือขวาขึ้น ตะโกนก้อง
"พี่น้องทั้งหลาย ถอยคือตายสถานเดียว บุกยังมีโอกาสรอด! พี่น้องทั้งหลาย ตามข้าบุกทะลวงทัพกลางของพวกมัน!"
ทหารกบฏหกพันกว่านายที่ถูกทัพโจวล้อมไว้อย่างแน่นหนาต่างชะงัก จ้องมองเฉินมั่วด้วยความตะลึง
วินาทีต่อมา เฉินมั่วกระตุกบังเหียน กระทุ้งท้องม้า ฝ่าห่าธนูที่ตกมาราวกับพายุฝน บุกทะลวงเข้าใส่ปีกด้านหนึ่งของพลธนูทัพโจว กวัดแกว่งดาบตัดม้าในมือ ไล่สังหารศัตรูอย่างบ้าคลั่ง ฟันร่วงไปกว่าสิบคนในชั่วพริบตา
"ฉึก ฉึก ฉึก..."
เสียงลูกธนูปักเข้าเนื้อทึบๆ ดังขึ้นหลายครั้ง เฉินมั่วถูกธนูปักร่างกว่าสิบดอก แต่ถึงกระนั้น เขาก็ยังบุกไปถึงหน้าผู้บัญชาการกองพลธนู แล้วฟันจนขาดสะพายแล่ง
"ยิงมัน! ยิงมันให้ตาย!" นายกองทัพโจวคนหนึ่งตะโกนลั่นด้วยความโกรธแค้น
สิ้นเสียง เฉินมั่วก็ปรายตามอง ทุ่มดาบตัดม้าขนาดมหึมาในมือออกไปสุดแรง ท่ามกลางสายตาไม่อยากจะเชื่อของทหารโจว ดาบยักษ์เล่มนั้นพุ่งเข้ากระแทกร่างนายกองผู้นั้นอย่างจัง
ได้ยินเพียงเสียงร้องโหยหวน นายกองผู้นั้นถูกแรงกระแทกจนตกม้า กระเด็นไปไกลกว่าสิบวา ก่อนจะตกกระแทกพื้น กระอักเลือดตายคาที่
"มะ... มันไม่มีอาวุธแล้ว ยิงมันเลย!" ทหารโจวนายหนึ่งตะโกนขึ้น
สิ้นเสียง ทหารโจวนับร้อยก็ยกหน้าไม้เล็งไปที่เฉินมั่ว
เฉินมั่วเบิกตาโพลง เอียงตัวหลบลงข้างม้า มือขวาคว้าหอกยาวที่ตกอยู่บนพื้น แล้วดีดตัวกลับขึ้นนั่งบนหลังม้าอีกครั้ง กระทุ้งม้าพุ่งเข้าใส่กลางวงล้อมของพลธนูทัพโจว
ต้องรู้ว่าก่อนหน้านี้เพื่อจะล้อมเฉินมั่วและทหารกบฏนับหมื่น พลธนูทัพโจวจัดขบวนทัพหนาแน่นมาก พวกเขาคิดไม่ถึงเลยว่าเฉินมั่วจะใช้หอกยาวปัดป้องลูกธนู แล้วบุกเข้ามาถึงกลางวงได้
ทีนี้แย่แน่ เพื่อป้องกันการยิงถูกพวกเดียวกัน พลธนูทัพโจวจึงไม่กล้ายิง ทำได้เพียงให้ทหารหอกและทหารโล่ที่คุ้มกันอยู่ดาหน้าเข้าไปขัดขวางเฉินมั่ว
แต่ทหารเลวธรรมดาจะไปต้านทานยอดขุนพลไร้เทียมทานผู้นี้ได้อย่างไร เพียงแค่ชั่วเวลาจิบชา เฉินมั่วก็บุกเดี่ยวตีจนขบวนทัพแตกกระเจิง
"อย่าไปกลัว... มันก็แค่คนคนเดียว!" ทหารหอกนายหนึ่งตะโกนปลุกใจด้วยเสียงสั่นเครือ
เฉินมั่วปรายตามองทหารหอกผู้นั้น คิ้วขมวดมุ่น ทันใดนั้นก็มีเสียง 'วูบ' ดังขึ้น ร่างกายของเขาราวกับมีเปลวเพลิงลุกโชน เขาควบม้าพุ่งเข้าใส่ทหารหอกผู้นั้นทันที
เมื่อเห็นเฉินมั่วพุ่งเข้ามาใกล้ ทหารหอกผู้นั้นสูดหายใจลึก รวบรวมแรงทั้งหมดแทงหอกสวนไป
แต่สิ่งที่ทำให้เขาไม่อยากจะเชื่อสายตาก็คือ เฉินมั่วเพียงแค่เอียงศีรษะหลบหอกได้อย่างง่ายดาย มือคว้าหมับเข้าที่แขนของเขา กระชากตัวเขาเข้ามา แล้วต่อหน้าต่อตาทหารโจวที่อยู่รายรอบ เฉินมั่วใช้สองมือจับแขนขาของเขา แล้วฉีกร่างขาดเป็นสองท่อนด้วยมือเปล่า!
เสียงฉีกขาดดังซ่าน เลือดสดๆ ปนเครื่องในสาดกระจายใส่ร่างของเฉินมั่ว ทำให้เขาดูเหมือนปีศาจร้ายที่ผุดขึ้นมาจากนรก น่าสยดสยองจนขนหัวลุก
วินาทีนั้น ทั่วทั้งสมรภูมิราวกับเงียบสงัดลง ไม่ว่าทหารโจวหรือทหารกบฏต่างยืนตะลึง มองดูเฉินมั่วโยนศพสองท่อนทิ้งอย่างไม่แยแส ก่อนจะค่อยๆ ชูแขนขวาขึ้น กำหมัดแน่น ตะโกนก้องทีละคำ
"มีข้าบัญชาการ ไร้ผู้ต่อต้าน!"
ประโยคนั้นราวกับจุดชนวนระเบิด ใบหน้าของทหารกบฏหกพันกว่านายเริ่มปรากฏแววคลั่งไคล้อย่างบ้าคลั่ง
ทันใดนั้น เฉินมั่วก็ชี้มือไปที่ธงแม่ทัพขนาดใหญ่ของทัพโจว ตะโกนลั่น "ฆ่า!"
"โอ้วววว!"
ทหารกบฏหกพันกว่านายตะโกนตอบรับเสียงดังกึกก้อง จากที่เมื่อครู่ยังทำอะไรไม่ถูกท่ามกลางห่าธนู ตอนนี้กลับกลายเป็นหมาป่าหิวโซหกพันตัว คำรามลั่นพุ่งเข้าใส่ทัพกลางของทัพโจว จนทำให้พลธนูทัพโจวที่มีจำนวนมากกว่าหลายเท่าเริ่มขวัญเสีย
"อย่าตกใจ ยิง! ยิงพวกมันให้ตาย!" นายกองทัพโจวชักดาบตะโกนสั่ง
ทหารพลธนูรีบยกหน้าไม้ขึ้นยิงอีกครั้ง
แต่ไม่รู้ทำไม ครั้งนี้ทหารกบฏทั้งหกพันนายกลับไม่หลบไม่เลี่ยง ยอมเอาตัวเข้าแลก พุ่งฝ่าพายุธนูเข้ามาอย่างไม่กลัวตาย
และที่อยู่หน้าสุดคือนายพลบนหลังม้าสีดำทมิฬ เฉินมั่ว เพียงชั่วพริบตา เขาก็อยู่ห่างจากทัพกลางของทัพโจวเพียงยี่สิบกว่าวา...
เหลือเชื่อ...
เซี่ยอานเบิกตากว้างมองสถานการณ์ตรงหน้าอย่างไม่อยากจะเชื่อ
นี่มันบารมีผู้นำที่รุนแรงขนาดไหนกัน!
น่าจะเรียกว่า 'เอฟเฟกต์คนดัง' สินะ...
ต้องบอกว่าเฉินมั่วคนนี้แข็งแกร่งเกินไป เก่งกาจเกินไป เจิดจ้าราวกับดวงอาทิตย์...
มนุษย์เรามักจะมีจิตใต้สำนึกที่จะบูชาผู้ที่แข็งแกร่ง และเมื่อผู้แข็งแกร่งผู้นั้นชูแขนตะโกนเรียก ผู้คนก็จะทำตามโดยสัญชาตญาณ หรือถึงขั้นทำตามอย่างมืดบอด...
นี่คือเสน่ห์ดึงดูดที่มีแต่ยอดขุนพลระดับโลกเท่านั้นถึงจะมีได้!
แย่แล้ว! แนวป้องกันกำลังจะแตก...
ในขณะที่เซี่ยอานกำลังร้อนรน กบฏหกพันนายก็ได้พุ่งเข้าใส่ทัพกลางของทัพโจวอย่างไม่กลัวตาย อย่างที่เซี่ยอานคาดไว้ ทหารกบฏที่ถูกบารมีของเฉินมั่วสะกดจิต ยอมใช้เลือดเนื้อของตัวเองบังลูกธนูให้เฉินมั่ว
คนเหล่านี้ ยอมสละชีวิตกว่าสามพันคน เพื่อเปิดทางสายหนึ่งให้เฉินมั่วบุกไปถึงธงแม่ทัพของทัพโจว!
"นี่มัน..."
ท่ามกลางสายตาตื่นตะลึงของทหารโจว เฉินมั่วควบม้ากระโดดสูง ทะลวงฝ่าแนวป้องกันทัพกลาง เข้ามาหยุดอยู่ในระยะห่างจากพวกเซี่ยอานเพียงหกเจ็ดวา
"คุ้ม... คุ้มกันท่านแม่ทัพใหญ่ คุ้มกันท่านกุนซือ คุ้มกันท่านเสนาธิการ!"
ท่ามกลางความโกลาหล ทหารโจวรีบเข้ามาล้อมรอบปกป้องหลี่โซ่ว เซี่ยอาน และจ่างซุนเซียงอวี่เอาไว้ตรงกลาง มองดูเฉินมั่วที่ถือหอกตั้งม้าตระหง่านอยู่ท่ามกลางกองทัพนับหมื่นด้วยแววตาหวาดกลัว
วินาทีนั้น แม้แต่เซี่ยอานก็อดไม่ได้ที่จะเลื่อมใสในความกล้าหาญเทียมฟ้าของเฉินมั่ว เขาจ้องมองยอดขุนพลผู้มีลูกธนูปักร่างนับสิบดอกและชุ่มโชกไปด้วยเลือดด้วยความตกตะลึง
พลังฝีมือระดับไหนกันนี่! ความกล้าหาญระดับไหนกัน! บารมีระดับไหนกัน!
นี่หรือคือแม่ทัพรุ่นที่สามของกองทัพไท่ผิง... ตัวต้นเหตุที่ทำให้ต้าโจวต้องพ่ายแพ้ในการปราบกบฏถึงสองครั้งด้วยตัวคนเดียว...
คำว่า 'ศัตรูหมื่นคนก็ไม่อาจต้าน' ยังไม่เพียงพอจะบรรยายยอดขุนพลผู้นี้!
คนผู้นี้สมฉายา 'กองทัพชายเดี่ยว' อย่างแท้จริง!
หนึ่งคนเท่ากับหนึ่งกองทัพ!
เซี่ยอานหันไปมองจ่างซุนเซียงอวี่ พบว่าหญิงสาวที่มักจะเยือกเย็นอยู่เสมอ บัดนี้หน้าผากมีเหงื่อผุดซึม ใบหน้าซีดเผือด จ้องมองเฉินมั่วที่อยู่ใกล้แค่เอื้อม
ซวยแล้ว...
เซี่ยอานบ่นในใจ สูดหายใจลึก แล้วเป็นฝ่ายทำลายความเงียบ ยิ้มแห้งๆ ให้เฉินมั่ว "ท่านแม่ทัพเฉิน สบายดีหรือ..."
ทันใดนั้น เซี่ยงชิงกับหลัวเชาก็ควบม้าพุ่งเข้ามาหาเซี่ยอานอย่างรวดเร็ว ทั้งสองถือหอกยาว จ้องมองเฉินมั่วราวกับเผชิญหน้าศัตรูตัวฉกาจ
"หึ!" เฉินมั่วปรายตามองทหารโจวที่สั่นกลัวรอบด้าน แคะเสียงเย็นชา "ทั่วหล้าล้วนมีแต่พวกหนูสกปรก!"
พูดจบเขาก็สะบัดหอก กระตุกบังเหียน ควบม้าฝ่าวงล้อมทหารโจวนับหมื่น ตรงเข้ามาหาพวกเซี่ยอานอย่างช้าๆ
ทุกย่างก้าวที่เขารุกคืบเข้ามา หัวใจของทหารโจวรอบด้านก็สั่นสะท้าน แม้กระทั่งเซี่ยอานเองก็อดตัวสั่นไม่ได้
เหมือนเหลือเกิน เหมือนจริงๆ...
คนผู้นี้ช่างเหมือนกับอู่ตอนที่เขาเจอครั้งแรกไม่มีผิด...
ไม่สิ กลิ่นอายกดดันที่ราวกับจะทำให้คนขาดใจตายนี้ รุนแรงยิ่งกว่าอู่อีก!
ในขณะที่เซี่ยอานกำลังตกตะลึง เซี่ยงชิงกับหลัวเชาสบตากัน แล้วควบม้าพุ่งเข้าใส่ มาถึงขั้นนี้แล้ว ทหารเลวธรรมดาไม่อาจหยุดยั้งยอดขุนพลผู้นี้ได้อีกต่อไป!
"หือ?" อาจจะสังเกตเห็นว่าเซี่ยงชิงกับหลัวเชาพุ่งเข้ามาพร้อมกัน เฉินมั่วจึงหยุดม้า มองดูทั้งสองด้วยสายตาเรียบเฉย
สิบก้าว ห้าก้าว หนึ่งก้าว...
เซี่ยงชิงกับหลัวเชามาถึงหน้าเฉินมั่วพร้อมกัน ทั้งสองขมวดคิ้ว หอกยาวในมือราวกับมังกรเงินทะยานจากน้ำ กลายเป็นเงาหอกนับไม่ถ้วนครอบคลุมร่างเฉินมั่ว
แต่วินาทีถัดมา ทุกคนต้องตกตะลึง...
"เป็นไปได้ยังไง?!" หลี่โซ่วเบิกตากว้าง ร้องออกมาอย่างไม่อยากเชื่อ "รับ... รับได้งั้นหรือ?"
เมื่อมองตามสายตาไป ก็เห็นเฉินมั่วใช้สองมือจับหอกของเซี่ยงชิงและหลัวเชาเอาไว้ได้คนละข้าง ท่ามกลางเงาหอกนับไม่ถ้วนนั้น
"..." เซี่ยงชิงชะงัก พยายามกระชากกลับ แต่รู้สึกว่าหอกที่ถูกเฉินมั่วจับไว้นั้นแน่นราวกับรากไม้ที่ฝังลึกในหิน ไม่ขยับเขยื้อนแม้แต่น้อย
เขาไม่เชื่อจึงสูดหายใจลึก ออกแรงดึงสุดชีวิต แต่ถึงกระนั้นหอกยาวก็ยังนิ่งสนิท
ในขณะเดียวกัน หลัวเชาก็ขมวดคิ้วพยายามดึงหอกเช่นกัน ใบหน้าที่มักจะไร้อารมณ์เริ่มฉายแววตื่นตระหนก
ระ... แรงแขนเยอะชะมัด!
เซี่ยอานกลืนน้ำลายเอือก แรงของเซี่ยงชิงเขารู้ดี ส่วนหลัวเชาแม้ไม่เคยเห็นกับตา แต่ตามคำบอกเล่าของเหลียงชิวอู่ก็มีแรงไม่น้อย แต่เฉินมั่วคนนี้ กลับมีแรงแขนเหนือกว่าทั้งสองคนอย่างเทียบไม่ติด
ทันใดนั้น หลัวเชาก็ขมวดคิ้ว มือขวาหมุนด้ามหอก หอกในมือของเขาหักกลางกลายเป็นหอกสั้นสองท่อนทันที หลัวเชากลับมือจับหอกสั้น เอียงตัวแทงเข้าใส่หน้าอกเฉินมั่ว
"ไอ้หนูบังอาจ!" เฉินมั่วด่าพึมพำ มือขวากระชากวูบ ท่ามกลางสายตาเหลือเชื่อของเซี่ยอาน เซี่ยงชิงถูกกระชากเหวี่ยงไปชนหลัวเชา ไม่เพียงกระแทกหอกในมือหลัวเชาหลุดกระเด็น แต่ยังชนร่างหลัวเชาตกม้าไปด้วย
ยังไม่ทันที่เซี่ยงชิงจะตั้งตัว เฉินมั่วก็กระชากหอกในมืออีกครั้ง ดึงเซี่ยงชิงเข้ามาตรงหน้า มือซ้ายคว้าเกราะหน้าอกเซี่ยงชิง มือขวากำหมัดแนบเข้าที่ท้องน้อยของเซี่ยงชิง...
"ฮู่เผ้า (หมัดปืนใหญ่พยัคฆ์)!"
นี่มัน...
เมื่อเห็นท่าทางที่คุ้นเคย เซี่ยอานตกใจ ตะโกนลั่น "พี่สาม ระวัง!"
แต่เขาก็ช้าไปก้าวหนึ่ง เกราะหน้าอกและท้องของเซี่ยงชิงยุบลงไปทันที จากนั้นร่างทั้งร่างก็ปลิวถอยหลังไปกว่าสิบวา ตกลงพื้นเสียงดังสนั่น กระอักเลือดออกมาคำโต ไม่ว่าจะดิ้นรนอย่างไรก็ลุกไม่ขึ้น
หลัวเชาที่ตกพื้นเห็นดังนั้น แววตาฉายประกายโกรธเกรี้ยว เตะเข้าใส่เฉินมั่ว แต่กลับถูกอีกฝ่ายคว้าข้อเท้าขวาไว้ได้ แล้วเหวี่ยงออกไปไกลกว่ายี่สิบวา ตกใส่กลุ่มทหารโจว ชนทหารล้มระเนระนาดไปแถบหนึ่ง
สองรองแม่ทัพแห่งค่ายเทพยุทธ์ทัพบูรพา กลับไม่มีทางสู้ต่อหน้าเฉินมั่วเลยหรือนี่?!
ชั่วขณะนั้น รอบด้านเงียบกริบ ทหารโจวนับไม่ถ้วนกลืนน้ำลาย มองดูเฉินมั่วควบม้าดำ ย่างสามขุมเข้ามาหาเซี่ยอาน
เบื้องหน้าเซี่ยอาน เลี่ยวลี่หัวหน้าองครักษ์กำอาวุธในมือแน่น เหงื่อกาฬไหลพรากเต็มหน้าผาก
"คุ้มกันท่านแม่ทัพใหญ่ ท่านเซี่ยและท่านกุนซือ!"
สิ้นเสียงสั่ง เหล่าองครักษ์กรูกันเข้าไปหาเฉินมั่ว แต่ทว่าต่อหน้ายอดขุนพลไร้เทียมทานเช่นนี้ บทบาทของทหารธรรมดาช่างน้อยนิดเหลือเกิน...
"ยิง! ยิงสิ!" เลี่ยวลี่ตะโกนลั่น หวังจะหยุดยั้งอีกฝ่าย แต่เฉินมั่วเพียงแค่ใช้หอกของหลัวเชาที่ยึดมา ปัดป้องลูกธนูเหล่านั้นทิ้งอย่างง่ายดาย
ในที่สุด เฉินมั่วก็มาถึงระยะหนึ่งวาหน้าเซี่ยอาน เงื้อหอกขึ้น...
"จบสิ้นกันที เจ้าหนูสกปรก!"
แต่ทันใดนั้น เฉินมั่วก็เปลี่ยนสีหน้า กระโดดลงจากหลังม้าอย่างกะทันหัน พร้อมกันนั้นหอกยาวสีแดงเพลิงเล่มหนึ่งก็พุ่งแหวกอากาศมา ทะลวงม้าดำตัวนั้นจนมิดด้าม ปักลึกลงไปในดิน ด้ามหอกสั่นระริกไม่หยุด
ที่น่าเหลือเชื่อคือ มีเสียง 'ฉ่า' ดังขึ้น หิมะบนพื้นละลายกลายเป็นน้ำอย่างรวดเร็ว
สิ่งนี้พิสูจน์ได้ว่า หอกเล่มนี้เสียดสีกับอากาศระหว่างพุ่งมาจนเกิดความร้อนมหาศาลที่น่าเหลือเชื่อ...
"..."
เฉินมั่วใช้มือข้างหนึ่งยันพื้นทรงตัว ลุกขึ้นยืน ปรายตามองม้าดำที่ยังคงกระตุกเกร็ง แล้วเงยหน้ามองไปยังเนินเขาไกลๆ
บนเนินเขานั้น มีขุนพลผู้หนึ่งสวมเกราะสีแดงเพลิงทั้งตัว นั่งอยู่บนยอดอาชาสีแดง 'ม้าเซ็กเธาว์' จ้องมองลงมาที่เขาด้วยสายตาเย็นชา
ดูจากมือขวาของขุนพลผู้นั้นที่ยังไม่ลดลง ก็เดาได้ว่าหอกเล่มนั้นเป็นฝีมือของคนผู้นี้ แต่ว่า...
ระยะทางครึ่งลี้เชียวนะ...
กะด้วยสายตาจากตำแหน่งของขุนพลผู้นั้นมาถึงเซี่ยอาน หอกเล่มนั้นพุ่งมาไกลถึงครึ่งลี้ แม้แต่ลูกธนูก็ยังยิงไม่ถึงระยะนี้ นับประสาอะไรกับหอกหนักหลายสิบชั่ง?
ในกองทัพต้าโจวยังมียอดขุนพลระดับนี้อยู่อีกหรือ?
แม้แต่เฉินมั่วก็ยังอดขมวดคิ้วไม่ได้
ทันใดนั้น ด้านหลังขุนพลบนเนินเขาก็ปรากฏทหารม้านับไม่ถ้วน ธงสีแดงฉานถูกชูขึ้น บนธงปักลวดลายพยัคฆ์ติดปีกท่ามกลางเปลวเพลิงโชติช่วง
ฉับพลัน ขุนพลผู้นั้นกระตุกบังเหียน ควบม้าเซ็กเธาว์กระโจนลงจากเนินเขาอย่างรวดเร็วราวกับวิ่งบนพื้นราบ และเบื้องหลังเขา ทหารม้าเกราะแดงจำนวนมหาศาลก็หลั่งไหลลงมาจากเนินเขาไม่ขาดสาย
"ทัพ... บูรพา?" นายกองทัพโจวนายหนึ่งมองดูธงผืนนั้นตาค้าง ก่อนที่ใบหน้าจะปรากฏความดีใจอย่างปิดไม่มิด ตะโกนลั่น "พี่น้องทั้งหลาย ทัพบูรพา! ค่ายเทพยุทธ์แห่งทัพบูรพามาช่วยพวกเราแล้ว!"
ประโยคนี้แพร่กระจายไปทั่วกองทัพโจวในพริบตา ทำให้ทหารโจวนับแสนมีขวัญกำลังใจฮึกเหิมขึ้นมาทันที
ทัพบูรพา... ค่ายเทพยุทธ์?
ถ้าอย่างนั้น ขุนพลผู้นั้นก็คือ...
ท่ามกลางสีหน้าพิกลของเซี่ยอาน ขุนพลบนหลังม้าเซ็กเธาว์ก็มาถึงข้างกายเซี่ยอานในพริบตา นางกระชากบังเหียน ม้าเซ็กเธาว์ยกขาหน้าขึ้นสูง กระทืบเท้ากลางอากาศสองสามครั้ง ก่อนจะย่ำลงพื้นอย่างหนักหน่วง พ่นลมหายใจฟูดฟาด
เมื่อเห็นเกราะแบบสตรีที่ไม่เหมือนใคร และกลิ่นอายเปลวเพลิงที่เหมือนกับเฉินมั่วแทบจะพิมพ์เดียวกัน ทหารโจวรอบด้านมีหรือจะเดาตัวตนของขุนพลผู้นี้ไม่ออก?
นั่นคือหนึ่งในขุนพลผู้มีพลังรบสูงสุดแห่งต้าโจว แม่ทัพใหญ่ค่ายเทพยุทธ์ทัพบูรพา 'พยัคฆ์สาวเพลิงอัคคี' เหลียงชิวอู่!
"อู่... อู่?" เซี่ยอานลองเรียกชื่อนางเบาๆ ด้วยรอยยิ้มแหยๆ
"ถอยไป อาน!"
"หา? อ้อๆๆ..." เซี่ยอานพยักหน้าหงึกหงัก รีบเรียกให้ทุกคนถอยหลัง เปิดทางให้เหลียงชิวอู่ มองดูนางควบม้าเซ็กเธาว์เข้าไปหาเฉินมั่วอย่างช้าๆ นางมองลงมาจากที่สูง จ้องมองเขาด้วยสายตาเย็นชา
ในขณะเดียวกัน ทหารม้าค่ายเทพยุทธ์ห้าพันนายที่เหลียงชิวอู่นำมาด้วยก็เข้าสู่สนามรบ ทหารม้าบูรพาเหล่านี้มือซ้ายถือหอก มือขวาถือดาบ ทะลวงผ่าสนามรบ ตีทหารกบฏนับหมื่นที่กำลังฮึกเหิมจนแตกพ่ายยับเยิน
ยากจะจินตนาการว่าทหารกบฏที่เมื่อครู่ยังบ้าเลือด กลับไม่มีทางสู้ทหารม้าบูรพาเหล่านี้ได้เลยแม้แต่น้อย ต้องถอยร่นไม่เป็นขบวน
พลังรบที่น่าเหลือเชื่อนี้ ทำให้ทหารโจวโดยรอบต่างเดาะลิ้นด้วยความทึ่ง
สมกับเป็นทหารม้าที่แกร่งที่สุดในต้าโจว!
เซี่ยอานรำพึงในใจ แล้วเงยหน้ามองเฉินมั่วกับเหลียงชิวอู่ที่อยู่ไม่ไกล มองดูกลิ่นอายคล้ายเปลวเพลิงที่แทบจะเหมือนกันเปี๊ยบของทั้งคู่
"เหมือนกันจริงๆ..."
ไม่รู้ว่าเฉินมั่วได้ยินเสียงพึมพำของเซี่ยอานหรือไม่ เขาจ้องมองกลิ่นอายเปลวเพลิงรอบกายเหลียงชิวอู่ด้วยความตกตะลึง แล้วก้มมองตัวเอง ขมวดคิ้วถามขึ้น "แม่นาง ท่านคือใคร? เหตุใดจึงใช้วิชา 'ปราณเพลิง' ที่มีเฉพาะตัวของข้าได้?"
"..." เหลียงชิวอู่กำดาบ 'เขี้ยวหมาป่า' (หลางจ่าน) แน่น มองลงมาจากหลังม้าด้วยสายตาเย็นเยียบ ความโกรธในแววตายิ่งทวีความรุนแรงขึ้นเรื่อยๆ ทันใดนั้น นางก็ค่อยๆ เผยอริมฝีปาก เอ่ยถ้อยคำที่เย็นยะเยือกออกมา
"ข้าขอถามเจ้าในฐานะผู้นำตระกูลเหลียงชิวรุ่นที่สิบสอง... เจ้ามาทำอะไรที่นี่ เหลียงชิวฮ่าว!"
"..."
เซี่ยอานและหลี่โซ่วสบตากัน ไม่อาจเก็บความตกตะลึงในใจไว้ได้
อย่าบอกนะว่า? หมอนี่ คือคนของตระกูลเหลียงชิวจริงๆ?
[จบแล้ว]