เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

ตอนที่ 772 การเปลี่ยนแปลงของสวี่เย่

ตอนที่ 772 การเปลี่ยนแปลงของสวี่เย่

ตอนที่ 772 การเปลี่ยนแปลงของสวี่เย่


สวี่เย่ตกตะลึงหน้าซีดขาว

เขาถูกถังเทียนทิ้งไว้ด้านข้างและมองดูกระบวนการในการสู้รบทั้งหมด ใจของเขาว้าวุ่นไปหมดหลังจากเห็นถังเทียนฟันออกไป  แรงฟันของถังเทียนแฝงไปด้วยความหวังทั้งปวง  เขาได้รับผลจากภาพข้างหน้าอย่างสิ้นเชิง ในใจของเขาท่านหน้ากากผีเป็นคนที่ทรงพลังแข็งแกร่งไปแล้ว  และคนอย่างนั้นควรจะรักชีวิตตัวเองแทนที่จะเดินเข้าสู่เส้นทางอันตราย

แต่ท่านหน้ากากผีกลับตรงกันข้ามตัดสินใจด้วยตนเอง  เขาไม่รู้ว่าทำไมเจ้านายเขาถึงปล่อยพลังฟันที่มุ่งมั่นขนาดนั้น  เขารู้สึกละอาย ทั้งยังได้รู้แจ้งบางส่วน

ตั้งแต่สมัยโบราณจวบจนปัจจุบัน ในการเผชิญหน้ากับกฎธรรมชาติมากมายไร้ขอบเขต  มนุษยชาติเป็นสิ่งเล็กน้อยเช่นกับฝุ่นธุลี  ถ้าพวกเขาไม่มีความกล้าหาญมุ่งมั่นเช่นนั้นและยังกลัวในเรื่องเล็กๆ น้อยๆ ต่อไป  เขาจะสอดส่องเรื่องลึกลับได้ยังไง?

เขาเป็นเหมือนรูปปั้นที่ติดอยู่ในจุดเดียว

แหวนมรณะในมือของเขาเปล่งรัศมีมรณะอย่างเงียบงัน และร่างของสวี่เย่ได้รับความเสียหายในอัตราที่มองเห็นได้  เหมือนกับต้นไม้เหี่ยวเฉา

หน้าของเขาซีดขาว  แต่ตาของเขาเป็นประกายเจิดจ้าประกายตาเจิดจ้ามากขึ้นทุกที

ในมุมอื่นของเมืองพายุในกลุ่มฝูงผู้คน มีบุรุษชราที่ดูธรรมดาคนหนึ่ง หน้าของเขาซีด และมีแววหวาดกลัวอยู่ในดวงตาเขา  ทุกคนที่ล้อมรอบตัวเขาไม่มีใครเดาออกเลยว่าเขาคือหลูเซิงเซียงผู้ลือชื่อและคือผู้ปกครองเมืองม้าบินที่แท้จริง

เขามองดูบุรุษหน้ากากผีผู้คล้ายกับเทพสงครามในอากาศ  และโดยไม่พูดอะไรสักคำ  เขาหายไปจากกลุ่มผู้คน

เขาไม่ใช่คู่ต่อสู้ของบุรุษหน้ากากผี

หลูเทียนเหวินตายเพราะบุรุษหน้ากากผีและทั้งสองฝ่ายไม่มีทางประนีประนอมกันได้อีกต่อไป มีหลายอย่างถ้ากลับกลายเป็นเรื่องผิดพลาด อย่างนั้นก็คงไม่มีทางประนีประนอมกันได้ถ้าเจ้าไม่ตาย ก็เป็นข้าสิ้น

ตระกูลหลูเผชิญหน้ากับอันตรายอย่างไม่เคยมีมาก่อนและการลังเลหรือชะงักแม้แต่ครู่เดียวอาจทำให้ตกอยู่ในหลุมลึกที่สุดเมื่อใดก็ได้

สายตาของถังเทียนกวาดมองไปทั่วพื้นที่เหมือนกับว่ามีพลังกดดันออกมาจากดวงตาเขาสะกดข่มทุกคน ทำให้พวกเขาสั่นด้วยความกลัว

ทันใดนั้นคนผู้หนึ่งบินออกจากเมืองอย่างกระตือรือร้นเหมือนกลุ่มควัน

แสงสีฟ้าพุ่งวาบอยู่ในท้องฟ้า

เหมือนกับธนูแสงสีน้ำเงินยิงตรงเข้าไปในร่างนั้น

คนที่กำลังหลบหนีชะงักทันทีปากของเขาอ้าค้าง  แต่ก่อนที่เขาจะกรีดร้องออกมาเขาสูญเสียการควบคุมร่างกระเด็นออกไป 200 เมตร จากนั้นทุกคนจึงเห็นได้ชัดว่าเป็นใคร โอวคุมหมดลมหายใจเฮือกสุดท้าย เขาตายแล้ว

แสงน้ำเงินเป็นเหมือนภาพลวงตาขณะที่มันกลับมาอยู่ที่ข้างตัวถังเทียน แต่มันดูมีเสน่ห์มากกว่าเดิม

หัวใจของทุกคนเย็นเฉียบไม่มีใครกล้าเคลื่อนไหวอีก

แม้แต่คนแข็งแกร่งอย่างโอวคุมกลายเป็นไม่มีอะไรเมื่ออยู่ต่อหน้าบุรุษหน้ากากผี  ไม่มีใครกล้าเคลื่อนไหวอีกต่อไป ฝูเจิ้งจือมองดูบุรุษหน้ากากผีที่ยังลอยตัวอยู่ในอากาศอย่างว่างเปล่าหัวใจของเขารู้สึกพ่ายแพ้อย่างสิ้นเชิง

‘เป็นแบบนั้นไปได้ยังไง?’

‘เขาแข็งแกร่งขนาดนั้นได้ยังไง?’

ฝูเจิ้งจือคิดถึงฉากตอนจบต่างๆนานา แต่ไม่มีฉากจบที่อยู่ต่อหน้าต่อตาเขานี้เลย  เขาคิดแผนมากมายนับไม่ถ้วน  แต่ไม่มีแผนใดเลยที่ใช้ได้อีกต่อไป

ในที่สุดเขาก็เข้าใจว่าเขาเป็นตัวตลกมากแค่ไหน  แผนการที่เขาวางไว้ทั้งหมดล้วนน่าขัน

‘ต่อหน้าบุรุษหน้ากากผี  ข้าเป็นแค่มดแมลงตัวหนึ่ง’ ถ้าฝูเจิ้งจือรู้ว่าบุรุษหน้ากากผีทรงพลังมากเพียงไหน  เขาคงไม่มีทางคิดเรื่องเหล่านั้นแน่นอน  ‘แต่,ทำไมพลังของบุรุษหน้ากากผีถึงได้แตกต่างจากที่รายงาน?’

ฝูเจิ้งจือนึกได้ทันที

‘การกระทำทั้งหมดนี้ ใช่แล้วเป็นอุบายทั้งนั้น นักสู้ผู้ทรงพลังขนาดนี้ที่ยืนอยู่ในจุดสูงสุดกำลังดึงข้าไปด้วยพร้อมกับแสดงละครตลอดเวลาเขาอาจสร้างแรงส่งขนาดใหญ่เช่นนั้นเพื่อตัวเขาเอง   ทำหน้าทำตาให้ดูอ่อนแอ แต่กลับเป็นยอดฝีมือ เนื่องจากคนแบบนั้นเป็นเหยื่อชั้นดีที่สุดในแดนบาป’

‘ถูกแล้วบุรุษหน้ากากผีทำตัวเป็นเหมือนเหยื่อชิ้นดีมาตลอด ดึงดูดนักล่านับไม่ถ้วน  แต่ในที่สุดเหยื่อนี้ก็เปิดเผยเขี้ยวเล็บที่แหลมคม’

‘นี่คือกับดักใหญ่สำหรับนักล่า’

‘บุรุษหน้ากากผีหลอกคนทั่วแดนบาปอุบายของเขาประสบความสำเร็จอย่างท่วมท้น เมื่อนักล่าทั้งหมดมารวมกัน ตอนนั้นพวกเขาจึงตระหนักว่า  พวกเขาต่างหากที่เป็นเหยื่อ เหมือนกับข้า’

‘เจ้าเล่ห์จริงๆคิดแผนแบบนั้นออกมาได้!’

ความกลัวไม่มีที่สุดผุดขึ้นมาในใจของฝูเจิ้งจือ  เขาเพียงแต่รู้สึกว่าเขาโง่มาก และประมาทเกินไปถึงกับท้าทายคนที่น่ากลัวเช่นนั้นได้

พลังที่สิบสุดยอดนักสู้ในทำเนียบแสดงออกก็เพียงพอทำให้ทุกคนสั่นสะท้านได้  นอกจากนี้แผนที่วางมาเป็นอย่างดีนั้นอีกเขาน่าเกรงขามจริงๆ

‘ใครยังจะท้าทายเขาได้เล่า?’

ใจของฝูเจิ้งจือคิดทันที  แต่ในเวลาอันรวดเร็ว ความคิดนั้นก็ถูกโยนทิ้งไป‘ไม่ควรเป็นข้า’ ขณะนั้นเขาต้องไตร่ตรองหาวิธีรักษาชีวิตของเขาไว้  โอวคุมถูกฆ่าขณะวิ่งหนีซึ่งพิสูจน์ได้ว่าบุรุษหน้ากากผีทรงพลังแค่ไหนทั้งยังเป็นการบอกฝูเจิ้งจือว่าการหนีไม่ใช่ความคิดที่ดีแน่

‘ข้าควรจะทำยังไงดี?’

ความคิดนับไม่ถ้วนแว่บผ่านเข้ามาในใจของเขา  หลังของฝูเจิ้งจือหลั่งเหงื่อเยียบเย็น เขารู้ว่าชีวิตของเขาและชะตาของตระกูลฝูฝากไว้กับความคิดเช่นนี้

ในวินาทีต่อมาฝูเจิ้งจือตัดสินใจ และในท่ามกลางความเงียบ เขาคุกเข่าลงกับพื้น

“เมืองพายุต้องการยอมแพ้!”

เซียวหานกวงจ้องมองฝูเจิ้งจือที่กำลังคุกเข่าอยู่กับพื้น‘ตาแก่ไร้ยางอาย’ เขาลอบด่าในใจ ปฏิกิริยาของฝูเจิ้งจือรวดเร็วมาก เนื่องจากเขายังไม่ได้เตรียมตัว แต่เขาต้องนับถือฝูเจิ้งจือที่สามารถก้มหัวและยอมรับเมื่อเห็นว่าสถานการณ์ไม่เป็นใจข้างเขาและทำการตัดสินใจเร็วเช่นนั้นและยอมเสียหน้าได้ ก็ต้องมีมาตรฐานบางอย่าง

‘เทียบกับตาแก่โง่แล้ว  ข้าก็ยังอ่อนประสบการณ์เกินไป’

เซียวหานกวงลอบถอนหายใจในใจ  แต่รู้ว่าเขาไม่มีทางออกอื่นเขาได้แต่คุกเข่าเช่นกัน  “เซียวหานกวงยินดียอมแพ้!”

เมื่อเห็นว่าบุรุษสองคนที่แข็งแกร่งที่สุดคุกเข่า คนอื่นทุกคนไม่มีความคิดอื่นพากันคุกเข่าและตะโกนพร้อมกัน “เรายอมแพ้!”

บุรุษหน้ากากผีลอยตัวอยู่ในท้องฟ้าอย่างภาคภูมิเหมือนกับราชันย์ชนะศึก

แต่ไม่มีใครรู้ว่าเขาดีใจมากในชั่วเวลาขณะนั้น  สายตาของเขามองห่างออกไปในขอบฟ้าแสนไกล  เขาลอบกำหมัด ‘การสู้รบเพิ่งเริ่มเท่านั้น’

ทันใดนั้นเขาอุทาน ‘เอ๊ะ’และหันไปดูนอกเมือง

รัศมีมรณะหนาแน่นอย่างนั้น!

มีรัศมีมรณะที่หนาแน่นมากที่ขยายตัวในระดับที่น่าทึ่ง

‘ที่นั่น...’ ถังเทียนรู้ทันทีว่านั่นคือ สวี่เย่!

เหมือนกับว่าประตูนรกเปิดออกทางตำแหน่งนั้น  คลื่นรัศมีมรณะทะลักออกมาเรื่อยๆ  รัศมีมรณะหนาแน่นขึ้นทุกทีขณะที่มันทะลักพลังออกมาอย่างบ้าคลั่ง

ถังเทียนต้องการวิ่งไปดู  แต่เขาหยุดทันที ตาของเขาหรี่แคบมองอย่างตกใจ

ปัง,ลำแสงดำทะลักยิงออกไปในท้องฟ้าตรงเข้าไปในเมฆ!

มันปลดปล่อยพลังคลื่นเป็นรัศมีวงกลมแผ่ออกเต็มไปด้วยรัศมีมรณะหนาแน่นกวาดไปทั่วเมืองพายุ  เมืองพายุที่เงียบอยู่แล้วพลันเงียบสนิทแม้แต่เข็มตกก็ยังได้ยิน ทุกคนตะลึง ปากพวกเขาอ้ากว้างเหมือนกับว่าพวกเขามองดูวันสิ้นโลก

หน้าพวกเขาไร้สีเลือดความสิ้นหวังเต็มอยู่ในดวงตา เมืองพายุกำลังจะถูกทำลายหรือ?

รัศมีมรณะบริสุทธิ์นำเอาความรู้สึกกลิ่นอายความตายมาให้  นอกจากพวกที่ฝึกกฎมรณะเท่านั้น  คนธรรมดาจะหลีกเลี่ยงรัศมีดังกล่าวโดยสัญชาตญาณ

ฝูเจิ้งจือที่คุกเข่าอยู่กำลังตกตะลึง  คลื่นรัศมีมรณะทำให้เขาคิดถึงสมบัติวิญญาณ

แหวนมรณะ!

สมบัติสูงสุดของกฎตาย!

หน้าของฝูเจิ้งจือเปลี่ยนไป พร้อมกันนั้นเซียวหานกวงก็คิดถึงแหวนมรณะด้วยเช่นกัน

นั่นคือ...ถังเทียนมองดูลำสองสีดำที่ดุร้ายซึ่งยิงขึ้นไปในท้องฟ้า  กฎมรณะกำลังพ่นรังสีหนาแน่นจนเกือบกลบทุกอย่าง  เขาก็อยู่ในอาการตกใจ ฉากภาพต่อหน้าเขาเตือนให้เขานึกถึงเหอซิน  และฉากภาพที่ประตูนรกถูกเปิด ‘หรือนั่นจะเป็นแหวนมรณะ?’  ถังเทียนกังวลทันที  ‘เป็นไปได้หรือว่าแหวนมรณะที่เราให้สวี่เย่กำลังจะกินเขา  เพราะเขาไม่สามารถควบคุมมันได้...’

‘แย่แล้ว!’

เขาเริ่มเสียใจเขาไม่เคยคิดว่าแหวนมรณะจะมีพลังมากมาย ในบรรดาของทั้งหมด เขาไม่ได้ตั้งความหวังไว้กับสมบัติวิญญาณของแดนบาปมากนัก  เทียบกับสมบัติดวงดาวและสมบัติวิญญาณแล้ว  สมบัติวิญญาณในแดนบาป นอกจากวัสดุที่ใช้ในการสร้างสิ่งของพวกนี้แล้ว  ไม่มีอะไรที่น่าจดจำเกี่ยวกับพวกมันเลย

แต่ที่ปรากฏอยู่ต่อหน้าเขาเป็นครั้งแรกที่ถังเทียนเห็นสมบัติวิญญาณในแดนบาป  เขาสงสัยว่าเหอซินสามารถปลดปล่อยวิชาสุดท้ายได้เขาต้องใช้พลังกับแหวนมรณะไปมาก

ถังเทียนมีแรงกระตุ้นเพื่อช่วยสวี่เย่ทันที

แต่ไม่ใช่เพียงแต่เขาอาจไม่สามารถช่วยสวี่เย่เท่านั้น  ถ้าเขาต้องเคลื่อนไหว มันอาจทำร้ายเขาแทน  สวี่เย่ก่อนนั้นได้รับบาดเจ็บหนักอยู่แล้ว  และความแข็งแรงของเขาถูกกัดกร่อนไปมากนั่นเหมือนกับแนวป้องกันที่ถูกทำให้เสียหายอย่างหนัก  จึงไม่มีทางหยุดรังสีมรณะหนาแน่นที่กำลังมาถึง

ร่างของสวี่เย่ถูกรังสีมรณะควบคุมไปแล้ว

ถ้าเป็นคนอื่น  พวกเขาคงกลายเป็นศพไปนานแล้วและคงถูกเพลิงดำกลืนกินและหายไป

แต่ถังเทียนรู้ว่าสวี่เย่ยังคงมีโอกาสสู้  โอกาสสู้ที่แทบจะเป็นศูนย์  เพราะสวี่เย่ฝึกมาทางกฎเป็นตาย  เขาต้องคว้าโอกาสรอดที่มีค่านี้ไว้ให้ได้

เป็นและตายโดยพื้นฐานก็คือแสงกับเงา  สองด้านที่แตกต่างอยู่ในเหรียญเดียวกันมักจะมีสัมพันธ์ต่อกันและกันเสมอ แต่ไม่สามารถอยู่รอดได้โดยปราศจากอีกฝ่าย

แม้ว่าคนที่ฝึกมาในกฎตาย  พวกเขาก็ไม่สามารถลบพลังชีวิตได้อย่างสมบูรณ์  พวกเขาเพียงใช้แต่วิธีการเฉพาะสะกดข่มพลังชีวิตและปล่อยให้รังสีมรณะโดดเด่นมากขึ้น

สวี่เย่ฝึกมาในกฎเป็นตาย และถ้าเขาสามารถหาพลังชีวิตในรัศมีมรณะไร้ที่สิ้นสุดได้  เขาจะมีโอกาสรอดผ่านไปได้  ตามทฤษฎีรัศมีมรณะจะต้องมีพลังชีวิตที่บริสุทธิ์ที่สุด เหมือนกับแสงที่เจิดจรัสที่สุดในเงามืดมิดที่สุด

ตราบใดที่เขาหาพลังชีวิตนี้พบสวี่เย่ที่ฝึกมาในทางกฎเป็นและตายก็จะเปลี่ยนรังสีมรณะหนาแน่นให้เป็นอาหารสำหรับสายใยพลังชีวิตได้และแข็งแกร่งขึ้นได้

เปลี่ยนแปลงระหว่างเป็นและตายเป็นเรื่องลึกซึ้งและเป็นนามธรรมมากมีแต่สวี่เย่จึงจะสามารถช่วยตนเองได้

ถังเทียนทำได้แต่เพียงกระตุ้นและกัดริมฝีปาก

‘สวี่เย่,  เจ้าต้องรอด!’

เขาไม่แม้แต่จะมองดูเชลยผู้คุกเข่าอยู่ต่อหน้าเขา  ขณะที่สายตาเขายังคงจับจ้องลำแสงสีดำที่น่ากลัว

คลื่นรังสีมรณะคลื่นแล้วคลื่นเล่าก่อตัวเป็นคลื่นสีดำมันเหมือนคลื่นทะเลขณะที่กวาดผ่านไปทั่วเมืองพายุ บุรุษหน้ากากผียังคงมั่นคงดุจภูผาอยู่ในท้องฟ้าไม่เคลื่อนไหวแม้คลื่นสีดำจะโถมเข้าใส่เขา เหมือนกับว่าไม่มีอะไรเกิดขึ้น

นี่ทำให้ผู้คนข้างล่างนับถือเขามากขึ้น

ตายคือกฎธรรมชาติที่น่ากลัวที่สุด และรัศมีมรณะหนาแน่นขนาดนั้นไม่สามารถป้องกันได้เป็นธรรมดาและชีวิตของทุกคนจะถูกกัดกร่อนอย่างต่อเนื่องเมื่ออยู่ต่อหน้ารังสีมรณะ

มีเพียงเซียวหานกวงที่เงยหน้าขึ้นดวงตาของเขาทอประกายวูบ เขารู้สึกได้อย่างชัดเจนว่ามีชั้นคลื่นเยือกเย็นอยู่รอบตัวบุรุษหน้ากากผี  และเมื่อรังสีมรณะหนาแน่นปะทะกับมันแต่ก็ไม่อาจสร้างความสั่นสะเทือนให้กับชั้นพลังที่สงบนั้นได้

‘เทพอสูรหกมุทราที่บุรุษหน้ากากผีฝึกเป็นเทพอสูรหกมุทราขนานแท้!’

ตาของถังเทียนฉายประกายเจิดจ้าทันที

จบบทที่ ตอนที่ 772 การเปลี่ยนแปลงของสวี่เย่

คัดลอกลิงก์แล้ว