เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 60 - ผลพวงจากการแก้น้ำท่วม

บทที่ 60 - ผลพวงจากการแก้น้ำท่วม

บทที่ 60 - ผลพวงจากการแก้น้ำท่วม


บทที่ 60 - ผลพวงจากการแก้น้ำท่วม

หวงจี๋เข้านอนตอนเที่ยงคืน ตื่นเก้าโมงเช้าของวันรุ่งขึ้น

ช่วยไม่ได้ เขาจำเป็นต้องนอนนานกว่าคนอื่น เพราะสมองของเขาเหนื่อยล้าเกินไป...

ในขณะหลับสนิท เขาฝัน

ในฝัน เขาเหมือนเห็นช้างตัวหนึ่งกำลังเหยียบย่ำไร่นา กัดกินพืชผล

ชาวนาในพื้นที่ไม่พอใจอย่างมาก จึงขุดหลุมพรางไว้ใกล้ๆ ไร่นา หลอกล่อให้ช้างตกลงไปติดกับ

บทสรุปนั้นชัดเจน ช้างตัวนั้นถูกชาวนาฆ่าตาย

และนี่คือช้างตัวสุดท้ายของมณฑลเหอหนาน หลังจากนั้นเป็นต้นมา ช้างในที่ราบภาคกลาง (จงหยวน) ก็สูญพันธุ์

หวงจี๋ตื่นขึ้นมา รำมวย 《เน่ยจิง》 หนึ่งรอบ ตั้งแต่ชุดที่หนึ่งถึงชุดที่สี่จนครบถ้วน

จากนั้นก็แปรงฟันล้างหน้า เดินออกมาที่โถงห้องนั่งเล่น

เห็นหลินลี่นอนหลับอยู่บนพรม ไม่ต้องถามหวงจี๋ก็รู้ว่าเมื่อคืนหมอนี่โต้รุ่ง ฝึกยันเช้าค่อยนอน

ไม่ได้มีความก้าวหน้าอะไรมากมาย ก็แค่ทำสำเร็จเพิ่มอีกสองครั้งเท่านั้น แต่เพราะการอดนอนครั้งนี้ ทำให้อายุขัยลดไปยี่สิบชั่วโมง...

หวงจี๋ส่ายหน้า ไม่ปลุกเขา ออกไปซื้ออาหารเช้าเอง

กลับมานั่งบนโซฟา กินโจ๊ก กินไข่ต้ม แล้วอ่านหนังสือต่อ

"ถึงขั้นฝันเห็นช้างจงหยวน ใช่แล้ว นั่นคือบันทึกประวัติศาสตร์ท่อนสุดท้ายที่ผมอ่านก่อนนอน"

ในอดีต มณฑลเหอหนานมีช้างเยอะมาก ถึงขั้นพูดได้ว่าเดินกันเกลื่อน...

เอกสารที่หวงจี๋อ่านก่อนนอน เป็นบันทึกสมัยต้นราชวงศ์ซ่งเหนือ เกี่ยวกับการล่าสังหารช้างของชาวนา

นั่น... ก็คือครั้งสุดท้ายในประวัติศาสตร์มณฑลเหอหนานที่มีช้างป่าปรากฏตัว

หลังจากนั้นนับพันปี ทางเหนือก็ไม่มีช้างป่าอีกเลย

"ทำไมช้างจงหยวนถึงสูญพันธุ์?" หวงจี๋พลิกดูหนังสือประวัติศาสตร์ อดไม่ได้ที่จะอยากอนุมานคำตอบของคำถามนี้

ไม่ต้องสงสัยเลย ต้องเป็นมนุษย์ที่ทำให้สูญพันธุ์แน่ แต่หวงจี๋อยากจะอนุมานกระบวนการทางประวัติศาสตร์ที่ละเอียดกว่านั้น

หากเขาทำสำเร็จ ข้อมูลสถานะอดีตก็จะถูกปลดล็อก เขาจะสามารถย้อนรอยอดีต มองทะลุกระบวนการพัฒนาทางประวัติศาสตร์ของสรรพสิ่ง และย้อนตรรกะเหตุการณ์ในอดีตได้

"แม้ช้างตัวสุดท้ายจะเพิ่งตายไปตอนต้นราชวงศ์ซ่งเหนือ แต่จริงๆ แล้วตั้งแต่สมัยราชวงศ์ฮั่น ทางเหนือก็แทบไม่มีช้างป่าแล้ว"

"โจโฉชั่งช้างอันโด่งดัง ก็เป็นช้างที่ซุนกวนทางใต้หามาจากแถบสองกวาง (กวางตุ้ง-กวางสี) มาถวายให้ ชัดเจนว่าในตอนนั้น ต่อให้ทางเหนือยังมีช้าง ก็คงอยู่ในภาวะใกล้สูญพันธุ์อย่างยิ่ง เหลือรอดอยู่แค่ในป่าลึกของเหอหนานเท่านั้น"

"คัมภีร์หลวี่ซื่อชุนชิวบันทึกว่า 'ชาวซางฝึกช้าง สร้างความเดือดร้อนแก่ตงอี๋ โจวกงจึงนำทัพขับไล่ จนไปถึงเจียงหนาน' ในสงครามระหว่างซางกับโจว มีการพัฒนาหน่วยทหารช้างขึ้นมาแล้ว แสดงว่าตอนนั้นช้างจงหยวนยังมีอยู่มาก"

"แต่ชาวซางล่าช้างป่าจำนวนมาก ขุดพบงาช้างและผลิตภัณฑ์จากงาช้างจำนวนมหาศาลในซากปรักหักพังอินซวีที่อันหยาง มีการซื้อขายก็ย่อมมีการฆ่า ช้างป่าถูกล่าอย่างหนักในสมัยราชวงศ์ซาง จากนั้นก็ถูกโจวกงขับไล่ลงใต้ไปอีกมาก ดังนั้นเหอหนานนอกจากในป่าลึกแล้ว ก็แทบไม่มีช้างเหลืออยู่ ใกล้สูญพันธุ์เต็มที หลังจากนั้นพอเจอก็ฆ่า จะไม่สูญพันธุ์ได้อย่างไร?"

หวงจี๋มั่นใจว่าการอนุมานของตัวเองไม่มีปัญหา ช้างจงหยวนสูญพันธุ์เพราะการล่าล้างผลาญของมนุษย์นั่นแหละ

ต้นเหตุทั้งหมดอยู่ที่ชาวซางชอบงาช้าง ทำให้ช้างจงหยวนที่เคยมีอยู่ทั่วเหอหนาน เหลืออยู่แค่หยิบมือเดียว

ทว่า หวงจี๋พบว่าข้อมูลสถานะอดีตยังไม่ถูกปลดล็อก

นี่หมายความว่า เขาใช้แนวคิดผิด หรือไม่ก็การอนุมานผิดไปคนละทิศคนละทาง

"ไม่ถูกงั้นเหรอ?"

หวงจี๋เอียงคอ ช้างจงหยวนไม่ได้สูญพันธุ์เพราะการล่าของมนุษย์งั้นเหรอ?

คิดยังไงก็ต้องเป็นแบบนี้สิ... ก่อนหน้านั้นยังมีตำนานพระเจ้าซุ่นฝึกช้าง "ซุ่นไถนาที่เขาลิซาน มีช้างมาช่วยไถนา มีนกมาช่วยดายหญ้า"

หรือว่าในยุคที่ช้างยังช่วยไถนาได้ ก็เริ่มมีการล่าอย่างบ้าคลั่งแล้ว?

หวงจี๋ครุ่นคิด พยายามอนุมานกระบวนการทางประวัติศาสตร์ที่ช้างจงหยวนถูกล่าอย่างหนักจนใกล้สูญพันธุ์ตั้งแต่ยุคโบราณ

ทว่า... ก็ยังไม่ถูก!

หวงจี๋ขมวดคิ้ว เขาจะเปลี่ยนไปอนุมานเรื่องที่ง่ายกว่านี้ก็ได้ แต่เขาก็ยังเลือกที่จะอนุมานเรื่องนี้ต่อ

เขาไม่เชื่อหรอกว่า เรื่องช้างสูญพันธุ์แค่นี้ จะอนุมานยากขนาดนั้นเชียวหรือ?

จากนั้น จนถึงบ่ายโมง เขาก็ยังอนุมานคำตอบที่ถูกต้องไม่ได้

"ตกลงช้างสูญพันธุ์ได้ยังไงกันแน่?" หวงจี๋หลับตาครุ่นคิดอย่างหนัก

อย่าว่าแต่คำตอบที่ถูกต้องเลย จริงๆ แล้วขอแค่ใช้แนวคิดที่ถูกต้อง กระบวนการถูกต้องเป็นส่วนใหญ่ ผลลัพธ์โดยรวมถูกต้อง ก็สามารถปลดล็อกได้แล้ว

นี่คือประสบการณ์จากตอนปลดล็อกข้อมูลสถานะอนาคต แต่เขาลองผลลัพธ์สารพัดแบบแล้ว ก็ยังปลดล็อกไม่ได้สักที

หมายความว่า การอนุมานของเขามีปัญหาตั้งแต่รากฐาน

"ลูกพี่?" หลินลี่บิดขี้เกียจตื่นขึ้นมา ดูเหมือนจะโดนหวงจี๋ทำเสียงดังรบกวน

"นายว่า ช้างที่เหอหนานสูญพันธุ์ได้ยังไง?" หวงจี๋ถามลอยๆ

หลินลี่งง "หา? เหอหนานเคยมีช้างด้วยเหรอครับ? ช้างไม่ได้อยู่ที่แอฟริกากับเอเชียตะวันออกเฉียงใต้เหรอ?"

"...ช่างเถอะ ออกไปกินข้าวกัน" หวงจี๋ตัดบท

หวงจี๋ต้องคิดเรื่องการรักษาโรคแล้ว พอกินมื้อเที่ยงเสร็จ เขาพาหลินลี่เดินหาอะไรบางอย่างบนถนน ไม่นานเขาก็เจอข้อมูลที่ต้องการ

มันคือเสาไฟฟ้าต้นหนึ่ง บนนั้นแปะใบปลิวโฆษณาเต็มไปหมด

ทั้งพวก ในที่สุดก็มีทางรักษา, เศรษฐีขอลูก, ประกาศตามหาสุนัข มีครบทุกอย่าง

หวงจี๋ชี้ไปที่โคนเสาไฟฟ้า สติ๊กเกอร์โฆษณา 'รับทำวุฒิการศึกษาและใบประกอบวิชาชีพทุกชนิด' ขนาดเท่านามบัตรที่ดูไม่สะดุดตาเอาซะเลย แล้วพูดว่า "นายติดต่อคนนี้ ให้ช่วยทำวุฒิการศึกษากับใบประกอบโรคศิลป์ให้ผมหน่อย"

หลินลี่พยักหน้า แล้วชี้ไปที่โฆษณารับทำวุฒิปลอมอีกเจ้าที่แปะอยู่ระดับสายตา เด่นสะดุดตาเป็นพิเศษ "ทำไมไม่ติดต่อเจ้านี้ล่ะครับ?"

"ดูสิ เขาแนะนำรายละเอียดดีกว่า แถมใบปลิวก็ใหญ่กว่าเจ้าอื่น แปะในตำแหน่งที่เห็นชัดด้วย ดูปุ๊บก็รู้ว่าเป็นมืออาชีพแถวหน้าของวงการทำของปลอม..."

ได้ยินแบบนี้ หวงจี๋ก็หัวเราะไม่ได้ร้องไห้ไม่ออก

หลินลี่คิดว่าโฆษณาพวกนี้ ยิ่งแปะใหญ่ ยิ่งแปะเด่น ก็ยิ่งเก่ง

แต่นี่ชัดเจนว่าเป็นกับดักทางความคิดแบบหนึ่ง ลองตรองดูดีๆ มันไม่มีเหตุผลเลยสักนิด

"ไม่ถูกเหรอครับ?" หลินลี่เห็นหวงจี๋หัวเราะ ก็อดถามไม่ได้

หวงจี๋ยิ้ม "คนแปะโฆษณานี้ตั้งใจจริงนั่นแหละ แย่งชิงทำเลทอง ใช้กระดาษใหญ่กว่าคนอื่น เผลอๆ อาจจะมาเดินตรวจทุกวัน ถ้าเห็นโดนเจ้าอื่นแปะทับหรือโดนดึงออก ก็จะแปะใหม่ทันที ดังนั้นไม่ว่าเราจะมาตอนไหน มันก็น่าจะอยู่ในตำแหน่งที่ดีที่สุดเสมอ"

"แต่นั่นพิสูจน์ได้แค่ว่า เทคนิคการแปะโฆษณาของเขาดีกว่าคนอื่น รู้จักโปรโมท แต่มันเกี่ยวอะไรกับความสามารถในการทำของปลอมของเขา? ยิ่งไม่ต้องพูดถึงว่าเป็นมืออาชีพแถวหน้าเลย"

"ผมกลับรู้สึกว่าเจ้านี้... ไม่ได้เรื่อง!"

หลินลี่เกาหัว ไม่เข้าใจ

หวงจี๋อธิบาย "พูดง่ายๆ นะ คนที่แปะโฆษณาทำของผิดกฎหมายได้โจ่งแจ้งขนาดนี้ น่าจะโดนจับไปแล้ว..."

"เอ่อ..." หลินลี่ชะงัก แล้วก็เข้าใจทันที

โฆษณาดีขนาดนี้ ไม้ใหญ่ย่อมต้องลม อาจจะมีช่วงหนึ่งที่ลูกค้าเยอะกว่าคนอื่น แต่ยังไงมันก็เป็นเรื่องผิดกฎหมาย ย่อมอยู่ได้ไม่นาน

ทำตัวเด่นขนาดนี้ ต่อให้ตอนนี้ยังไม่โดนจับ ก็คงอีกไม่นาน

เทียบกันแล้ว พวกที่แปะโฆษณาเล็กๆ ในที่ที่ไม่สะดุดตา ต่างหากคือพวกเก๋าเกมที่อยู่ในวงการมานาน เป็นเสือเฒ่าแห่งวงการทำบัตร

ต่อให้ต้องรอนานกว่าจะมีลูกค้าสักคน ก็ไม่เป็นไร ชนะกันที่ความมั่นคง และกินยาวจากลูกค้าเก่า หรือลูกค้าบอกต่อ

จุดประสงค์ของการแปะโฆษณา ก็แค่อยากหาลูกค้าคนแรกให้ได้เท่านั้น

คนที่ทำแบบนี้ ย่อมต้องมั่นใจในฝีมือตัวเองมากๆ ไม่งั้นจะหากินได้ยังไง?

ในทางกลับกัน คนที่ทุ่มเทกับการโปรโมท อาจเป็นการสะท้อนว่าไม่มั่นใจในฝีมือก็ได้

หวงจี๋พูดต่อ "แปะใหญ่ไปจะมีประโยชน์อะไร? เผลอๆ ฝีมือดีไปจะมีประโยชน์อะไร? ทำของปลอมเนียนแค่ไหน ตำรวจจะไม่จับเหรอ? ธุรกิจดี ไม้ใหญ่ย่อมต้องลม ตายเร็วกว่าเดิม น้ำซึมบ่อทรายต่างหากคือวิถีแห่งราชัน"

พูดถึงตรงนี้ จู่ๆ เขาก็ชะงักไปเอง

หลินลี่ยังพยักหน้าหงึกๆ อยู่ข้างๆ แต่โดนหวงจี๋ตบไหล่ดังป้าบ

"ใช่แล้ว... ตัวใหญ่ พลังเยอะ ลูกเล่นแพรวพราว ไม่ใช่ความสำเร็จของเผ่าพันธุ์ การมีชีวิตอยู่รอดได้ยาวนานต่างหากคือความสำเร็จที่แท้จริง อยากจะอยู่นานๆ ก็ต้องปรับตัวเข้ากับสิ่งแวดล้อม" หวงจี๋พูดขึ้น เขาคิดออกแล้วว่าปัญหาอยู่ที่ไหน

หลินลี่กระพริบตาปริบๆ "หา? ทำวุฒิปลอมโยงไปถึงทฤษฎีวิวัฒนาการได้ด้วยเหรอ?"

"ไม่มีผู้ชนะหรือผู้แพ้ มีแต่ผู้ที่เหมาะสมที่สุดจึงจะอยู่รอด (Survival of the Fittest)" หวงจี๋แก้ไข "ความสำเร็จของสปีชีส์หนึ่ง ไม่ได้อยู่ที่ว่ามันแข็งแกร่งหรือไม่ นายสู้ผมไม่ได้ แต่ผมจะบอกว่านายเป็นมนุษย์ด้อยคุณภาพได้เหรอ?"

"กลับกัน สปีชีส์ที่ยึดครองนิเวศระดับสูง ยิ่งสูญพันธุ์ง่าย เพราะพวกมันปรับตัวเข้ากับสิ่งแวดล้อมได้ยาก!"

"ไดโนเสาร์แข็งแกร่งพอ พวกมันยึดครองระบบนิเวศระดับกลางและบน ส่วนบรรพบุรุษสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมในตอนนั้นอ่อนแอมาก อยู่ก้นห่วงโซ่อาหาร แต่พอเกิดหายนะครั้งเดียว ไดโนเสาร์สูญพันธุ์เกลี้ยง บรรพบุรุษสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมที่อ่อนแอกลับสืบทอดเผ่าพันธุ์มาได้ นายว่าใครเหนือกว่าใครด้อยกว่า?"

หลินลี่เกาหัว "ครับ... ผมจำไว้แล้ว ลูกพี่ แต่พี่บอกเรื่องนี้กับผมทำไม?"

"ไม่มีอะไร..." หวงจี๋ยิ้มบางๆ เริ่มอนุมานการสูญพันธุ์ของช้างจงหยวนใหม่

ต้นราชวงศ์ซ่งเหนือ ตอนนั้นภูเขาถูกบุกรุก พืนที่ป่าถูกตัดโค่น ช้างป่าไม่มีที่หากิน และไม่มีที่ซ่อนตัว จึงต้องบุกรุกที่อยู่อาศัยของมนุษย์เพื่อกินพืชผล

ไปแหย่มนุษย์ ผลลัพธ์ไม่ต้องสงสัย ตาย

นี่คือสาเหตุการตายของช้างตัวสุดท้าย ไม่ใช่เพราะมนุษย์ชอบฆ่า แต่เป็นเพราะสิ่งแวดล้อมบีบคั้น

ชาวซางชอบฆ่าจริง ล่าช้างป่าจำนวนมากเพื่องาช้าง แต่พวกเขาล่ามาหลายร้อยปีก็ยังฆ่าไม่หมด แสดงว่าพวกเขาก็มีการเพาะเลี้ยง หรือล่าอย่างมีกฎเกณฑ์มีการควบคุม

เหอหนานเป็นหนึ่งในพื้นที่ที่เหมาะแก่การทำเกษตรที่สุดในตอนนั้น โจวกงไม่ได้เลือกฆ่าช้างศึกของศัตรู แต่ขับไล่พวกมันลงใต้ เหตุที่ขับไล่ ก็เพื่อป้องกันไม่ให้ช้างเหยียบย่ำไร่นา เพราะตอนนั้นเหอหนานถูกบุกเบิกพื้นที่ไปมากแล้ว ไม่พอเลี้ยงช้างป่าจำนวนมากขนาดนั้น

"การเปลี่ยนแปลงของสิ่งแวดล้อมอาจจะเกิดจากมนุษย์ แต่การนิยามไปเลยว่าเป็นเพราะมนุษย์ แล้วใช้สิ่งนี้เป็นสมมติฐานตั้งต้น เพื่อประกอบเบาะแสในเอกสาร ย่อมไม่สอดคล้องกับทัศนคติในการค้นคว้าประวัติศาสตร์แน่นอน"

"การสูญพันธุ์ของช้างจงหยวน เป็นเพราะการหายไปของถิ่นที่อยู่ และถิ่นที่อยู่ที่หายไปส่วนใหญ่เกิดจากมนุษย์ แต่เป็นเพราะการพัฒนาเกษตรกรรม"

"ไม่สิ เกษตรกรรมก็เป็นแค่กระบวนการในภายหลัง สิ่งที่ทำให้ฝูงช้างต้องอพยพและล้มตายเป็นจำนวนมากก่อนหน้านั้นคือ... แม่น้ำเหลือง!"

ทั้งที่หวงจี๋เป็นผู้เชี่ยวชาญระดับท็อปในสาขาชีววิทยา แต่ตอนอนุมานการสูญพันธุ์ของสปีชีส์หนึ่ง กลับไม่ได้พิจารณาอิทธิพลของสิ่งแวดล้อมที่มีต่อสปีชีส์อย่างรอบด้าน

เป็นเพราะเขาเพิ่งเรียนรู้วิธีการวิจัยของนักประวัติศาสตร์ เลยอยากจะหาเบาะแสจากเอกสารท่าเดียว

หารู้ไม่ว่า ลำพังแค่เอกสารมันจะมีประโยชน์อะไร การอนุมานกระบวนการทางประวัติศาสตร์ของสิ่งหนึ่ง จำเป็นต้องพิจารณาจากทุกด้าน ยิ่งใช้ความรู้หลากหลายสาขา ผลลัพธ์ก็จะยิ่งใกล้เคียงความจริง

นักประวัติศาสตร์เพียวๆ ไม่มีทางทำงานโบราณคดีได้ นักโบราณคดีระดับท็อปทุกคนล้วนเป็นนักชีววิทยาและนักธรณีวิทยา... หรือแม้แต่นักมานุษยวิทยาด้วย

เมื่อหวงจี๋เข้าใจจุดนี้ ข้อมูลสถานะอดีต ก็ถูกเปิดใช้งาน

"พื้นคอนกรีต?" หวงจี๋หันขวับ เดินเข้าไปในสวนสาธารณะข้างๆ

ในสวนสาธารณะ เขามองพื้นดินใต้เท้า ตรงจุดที่เขายืนอยู่ เวลาเหมือนกำลังไหลย้อนกลับ เขากำลังย้อนรอยอดีตของมัน!

"ซี้ด..." หวงจี๋รู้สึกสมองรับภาระหนักอึ้ง รีบปิดกั้นข้อมูลส่วนใหญ่ทันที

เขาไม่เอาอะไรทั้งนั้น รับแค่ข้อมูลทางธรณีวิทยา แบบนี้ความกดดันลดฮวบ

หนึ่งร้อยปี... สองร้อยปี... หนึ่งพันปี... สองพันปี... สองพันห้าร้อยปี... ที่นี่คือเมืองหลวงของรัฐหาน

"อึก! โอ๊ย! ขนาดรับแค่ข้อมูลธรณีวิทยา สองพันห้าร้อยปีก็ไม่ไหวแล้วเหรอ? สองพันห้าร้อยปีมันจะมีการเปลี่ยนแปลงทางธรณีวิทยาบ้าบออะไรกัน!"

หวงจี๋ปิดกั้นมัน แล้วความกดดันก็หายไป

"หือ?" หวงจี๋พบอย่างรวดเร็วว่า เขายังคงย้อนรอยต่อไปได้ เพียงแต่เนื้อหาถูกปิดกั้นไว้

ตอนจำลองอนาคต เหตุผลที่ย้อนรอยไปไกลๆ ยาก เพราะเวลากำลังไหลไป ทุกอย่างเปลี่ยนไปทุกวินาที ดังนั้นหวงจี๋จึงต้องรับแรงกระแทกทุกวินาที ระยะเวลาเปิดใช้งานจำลองอนาคตจึงสั้นมาก ไม่งั้นเขาจะหน้ามืด

แต่ข้อมูลสถานะอดีต ไม่เปลี่ยน!

ประวัติศาสตร์ก็คือประวัติศาสตร์ ตอนนี้ต่อให้โลกแตก ประวัติศาสตร์ก็ยังเป็นแบบนั้น ข้อมูลที่ไม่เปลี่ยนแปลง วันนี้รับรู้แบบนี้ พรุ่งนี้รับรู้ก็ยังเป็นแบบนั้น!

ดังนั้นเขาไม่ต้องรีบเลย ประวัติศาสตร์ไม่เปลี่ยนอยู่แล้ว เขาปิดกั้นข้อมูลแล้วย้อนกลับไปสักกี่พันปี แล้วค่อยปลดล็อก ก็ไม่มีแรงกดดันอะไรเลย

อย่าว่าแต่ไม่กี่พันปี ต่อให้ย้อนไปหลายพันล้านปีก็ได้ ระยะเวลาในการย้อนกลับไม่มีที่สิ้นสุด ขอแค่อย่ารับข้อมูลต่อเนื่องเป็นเวลานานก็พอ

ประวัติศาสตร์ตั้งอยู่ตรงนั้น เขาเท่ากับแค่ไปค้นดู ไม่ใช่การอนุมาน นี่มันต่างจากสถานะอนาคต

สิ่งเดียวที่จำกัดเขา ก็คือปริมาณข้อมูล เขาทำได้แค่ดูโครงร่างคร่าวๆ ถ้ารู้รายละเอียดลึกๆ มากเกินไปในเวลาสั้นๆ ก็จะหน้ามืด

หวงจี๋หลับตา ไม่นานก็สัมผัสได้ ย้อนไปสี่พันปีก่อน ที่นี่คือนครบาดาล!

สถานที่ที่เขาอยู่ รัศมีประสาทสัมผัสทั้งห้าที่แผ่ออกไป มีแต่น้ำท่วม! คลื่นยักษ์กลืนกินที่นี่จนมิด!

"ดูแต่ธรณีวิทยาดูไม่ออก งั้นเปิดรับเพิ่มอีกหน่อย..." หวงจี๋คลายการปิดกั้น ทันใดนั้นก็รู้สึกปวดหัวจี๊ด

แต่แลกกับการที่เขารู้ว่าน้ำท่วมครั้งนั้นเกิดจากอะไร...

สามพันเก้าร้อยห้าสิบปีก่อน ต้นน้ำแม่น้ำเหลืองเกิดแผ่นดินไหว เกิดเขื่อนกักน้ำตามธรรมชาติ ครึ่งปีต่อมาเขื่อนแตกกะทันหัน น้ำท่วมทะลักลงสู่พื้นที่ตอนกลางและปลายน้ำ

หวงจี๋ควบคุมการรับรู้อย่างละเอียด เพื่อให้ตัวเองรับแรงกดดันไหว เขาเลือกค้นหาข้อมูลอย่างมีเป้าหมาย อะไรที่ยังไม่อยากรู้ ก็ปิดกั้นไปก่อน อยากรู้อะไร ค่อยเปิดข้อมูลส่วนนั้น

ทำแบบนี้ซ้ำๆ เขาก็ค่อยๆ เข้าใจสาเหตุที่แท้จริงของการสูญพันธุ์ของช้างจงหยวน

น้ำท่วมครั้งนั้นมาๆ หายๆ ต่อเนื่องเป็นวงรอบยาวนานถึงสี่สิบสองปี ถึงขั้นทำลายอาณาจักรโบราณไปหลายแห่ง

ประชาชนในลุ่มแม่น้ำตอนกลางและปลายน้ำเดือดร้อนแสนสาหัส อารยธรรมเสียหายหนัก ใต้เท้าผืนดินที่เขายืนอยู่นี้ ก็มีเมืองโบราณเมืองหนึ่งที่ถูกโคลนแม่น้ำเหลืองฝังกลบไปทั้งเมือง

แม่น้ำเหลืองไหลผ่านซินเจิ้งตรงนี้ จินตนาการได้เลยว่าทั้งมณฑลเหอหนานมีแม่น้ำลำคลองหนาแน่น ฤดูฝนน้ำต้องท่วมแน่นอน

"ทางน้ำเก่าถูกซัดหายไป น้ำท่วมมาๆ หายๆ ลดแล้วก็มา มาแล้วก็ลด... ผู้คนโหยหาการจัดการมัน"

"จึงผ่านเวลามาสี่สิบสองปี ผ่านไปสามรุ่น สุดท้ายมาถึงมือของต้าอวี่ (พระเจ้าอวี่) ผู้คนถึงจัดการมันได้สำเร็จ"

ผู้คนในแถบนี้เพื่อความอยู่รอดของตัวเอง จึงขุดเจาะภูเขาเปิดทางน้ำ ขุดลอกคลอง ระบายน้ำท่วม ปรับตัวเข้ากับภัยพิบัติ

มนุษย์เป็นสปีชีส์ที่รู้จักปรับเปลี่ยนธรรมชาติเชิงรุก ภูมิปัญญานี้ก็เป็นส่วนหนึ่งในการปรับตัวของมนุษย์ พวกเขาปรับตัวได้แล้ว แต่สัตว์ที่เดิมอาศัยอยู่ในลุ่มแม่น้ำเหลืองส่วนหนึ่งกลับต้องสูญพันธุ์

การเปลี่ยนแปลงของระบบนิเวศอย่างกะทันหัน จะทำให้สปีชีส์ที่ปรับตัวไม่ได้ส่วนหนึ่งสูญพันธุ์ ยิ่งสปีชีส์ที่อยู่ระดับสูงในห่วงโซ่อาหาร ก็ยิ่งปรับตัวกับการเปลี่ยนแปลงฉับพลันของสิ่งแวดล้อมภายนอกได้ยาก

ช้างจงหยวน พวกมันเคยอยู่บนจุดสูงสุดของห่วงโซ่อาหาร ถ้าไม่นับมนุษย์ พวกมันไม่มีศัตรูตามธรรมชาติ

น้ำท่วมส่งผลกระทบต่อมนุษย์อย่างใหญ่หลวง ต่อช้างก็เช่นกัน ทำให้ช้างป่าล้มตายเป็นจำนวนมาก

แต่นี่ไม่ได้ทำให้พวกมันสูญพันธุ์ สิ่งที่ทำให้ช้างป่าเข้าสู่ภาวะวิกฤตใกล้สูญพันธุ์อย่างแท้จริง คือการแก้ปัญหาน้ำท่วมของต้าอวี่!

ต้าอวี่ขุดลอกทางน้ำ และเปลี่ยนทางเดินแม่น้ำเหลืองส่งไปทางเหนือ... ทำให้พื้นที่ส่วนใหญ่ของมณฑลเหอหนานอยู่ทางทิศใต้ของแม่น้ำ (เหอหนาน = ใต้แม่น้ำ)

นี่ยังไม่ใช่ประเด็นสำคัญ สำคัญคือเขาผ่าภูเขาเบี่ยงทางน้ำ ขุดคลองสาขาจำนวนมหาศาลด้วยแรงมนุษย์ ทำลายถิ่นที่อยู่ของสัตว์จำนวนมาก...

ภัยธรรมชาติ ภัยมนุษย์ โจมตีช้างป่าหลายระลอกต่อเนื่องตลอดสี่สิบสองปี สิ่งแวดล้อมเปลี่ยนแปลงซับซ้อน

ช้างป่าผ่านการล้างบางครั้งใหญ่มาสองรอบ เดิมทียังอุตส่าห์รอดมาได้คล้ายแมลงสาบ แต่กลับต้องมาเจอกับการโจมตีเรื้อรังระลอกที่สาม... การพัฒนาเกษตรกรรม...

การแก้ปัญหาน้ำท่วมของต้าอวี่ ไม่ต้องสงสัยเลยว่าช่วยเรื่องเกษตรกรรมอย่างมหาศาล ริมคลองขุด มนุษย์สร้างชุมชนใหม่ ให้คลองสาขาผันน้ำเข้าที่นา โครงการชลประทานนี้ทำให้เกษตรกรรมก้าวกระโดด

แต่มันไม่เป็นผลดีต่อช้างป่า กลับมอบความสิ้นหวังให้พวกมัน เพราะพวกมันสูญเสียแหล่งน้ำขนาดใหญ่ และช้างต้องดื่มน้ำปริมาณมากทุกวัน

มนุษย์ไม่มีทางยอมให้พวกมันเข้าใกล้แม่น้ำที่ใช้ระบายน้ำเข้านา เข้าใกล้ระบบชลประทานที่พวกเขาทุ่มเทแรงกายแรงใจสร้างมาถึงสามรุ่นคน...

ด้วยเหตุนี้ การแก้ปัญหาน้ำท่วมของต้าอวี่ ต้าอวี่แบ่งเขตการปกครองเป็นเก้าโจว กำหนดให้ทางใต้ของแม่น้ำเป็น 'ยวี่โจว' (เหอหนาน) และบนที่ราบอุดมสมบูรณ์ของยวี่โจวที่เคยมีช้างวิ่งพล่าน ก็ไม่มีร่องรอยของช้างป่าอีกเลย นอกจากพวกที่อพยพหนีไป ก็เหลือเพียงส่วนน้อยนิดที่หลบซ่อนหายใจรวยรินอยู่ในป่าเขา จนกระทั่งสูญพันธุ์

หวงจี๋นึกไม่ถึงเลยว่า "ต้าอวี่ ที่แท้ก็เป็นคุณ..."

"นี่แหละคือธรรมชาติ การช่วยเผ่าพันธุ์เดียวกัน ก็จำต้องทำลายสปีชีส์อื่น มีคนหัวเราะย่อมต้องมีคนร้องไห้"

[จบแล้ว]

จบบทที่ บทที่ 60 - ผลพวงจากการแก้น้ำท่วม

คัดลอกลิงก์แล้ว