เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 41 - ยาต้านไวรัสที่สมบูรณ์แบบ

บทที่ 41 - ยาต้านไวรัสที่สมบูรณ์แบบ

บทที่ 41 - ยาต้านไวรัสที่สมบูรณ์แบบ


บทที่ 41 - ยาต้านไวรัสที่สมบูรณ์แบบ

ศาสตราจารย์ลวี่ถอนหายใจเฮือกใหญ่ขณะนั่งอยู่ในห้องทำงาน เขายังคงครุ่นคิดถึง 'ฮวาซวี' บุคคลลึกลับผู้นั้น

ก่อนหน้านี้ชายคนนั้นยังเทียวไปเทียวมาตามสถาบันวิจัยต่างๆ แต่พอพวกเขารู้ตัวว่าถูกหลอก หมอนั่นก็หายเข้ากลีบเมฆไปเลย

"ทำไมมันถึงประจวบเหมาะขนาดนี้? เดิมทีฉันกะว่าจะให้ศาสตราจารย์หลินแกล้งทำเป็นไม่รู้เรื่อง รอให้เขาโผล่มาที่ห้องแล็บคราวหน้า แต่กลายเป็นว่าเขาไม่มาอีกเลย เบอร์โทรที่ให้ไว้ก็ติดต่อไม่ได้..."

ศาสตราจารย์ลวี่บ่นพึมพำด้วยความกลัดกลุ้ม ไม่เข้าใจว่าฮวาซวีรู้ตัวล่วงหน้าได้อย่างไร

"หรือว่าจะมีหนอนบ่อนไส้ในกลุ่มพวกเรา?"

ศาสตราจารย์ลวี่เปิดอีเมลไล่ดูรายชื่อผู้ติดต่อที่เขารู้จักด้วยสายตาหวาดระแวง

ทุกคนต่างก็เป็นบุคลากรทางการแพทย์ เขาไม่อยากจะสงสัยเพื่อนร่วมอาชีพ แต่จะมีใครถูกหลอกได้พร้อมเพรียงกันขนาดนี้เชียวหรือ? นักต้มตุ๋นที่ไหนจะเก่งกาจปานนั้น?

ไม่แน่ว่าบางคนในกลุ่มอาจจะแกล้งทำเป็นถูกหลอก แต่ความจริงแล้วคอยให้ท้ายและช่วยฮวาซวีปกปิดความลับ!

ถ้าคิดแบบนี้ก็พอจะอธิบายได้ว่าทำไมฮวาซวีถึงทำอะไรได้ลื่นไหลนัก เพราะมีคนคอยส่งข่าว มีคนคอยสร้างตัวตนปลอมให้ พอเรื่องแดงขึ้นมาก็อ้างว่า 'ฉันก็โดนหลอกเหมือนกัน จริงๆ แล้วไม่มีเรื่องนี้หรอก'

บางทีฮวาซวีอาจจะเป็นศิษย์ลับๆ ของศาสตราจารย์ท่านใดท่านหนึ่ง แต่มีเหตุจำเป็นบางอย่างที่เปิดเผยตัวตนจริงไม่ได้!

ยิ่งคิดศาสตราจารย์ลวี่ก็ยิ่งรู้สึกว่าเป็นไปได้ เขาจึงเริ่มวิเคราะห์ว่าใครน่าสงสัยที่สุด

ทันใดนั้น เสียงแจ้งเตือนก็ดังขึ้น ติ๊ง! มีอีเมลฉบับใหม่เข้ามาพอดี

"หืม?"

ศาสตราจารย์ลวี่เปิดดู พบว่าเป็นอีเมลจากคนแปลกหน้าที่แนบไฟล์งานวิจัยมาฉบับหนึ่ง

"ไวรัสสายพันธุ์ใหม่ H1N1? นี่มันไวรัสระดับ 5 ที่องค์การอนามัยโลกเพิ่งประกาศเตือนเมื่อไม่กี่วันก่อนไม่ใช่เหรอ?"

ศาสตราจารย์ลวี่ประหลาดใจ เขาเพิ่งทราบข่าวเรื่อง H1N1 ได้ไม่นาน ได้ยินว่ามันแพร่ระบาดข้ามประเทศจนถูกจัดให้อยู่ในระดับ 5

จนถึงตอนนี้ แต่ละประเทศยังไม่มีงานวิจัยที่ก้าวหน้านัก นักวิชาการในประเทศส่วนใหญ่ยังต้องศึกษาข้อมูลพื้นฐานกันอยู่เลย

แม้แต่วิธีตรวจสอบเชื้อแบบง่ายๆ ก็ยังคิดค้นไม่สำเร็จ ไม่ต้องพูดถึงวิธีรักษาเลย

แต่หัวข้อของงานวิจัยฉบับนี้ กลับระบุว่ามี 'วิธีแก้ปัญหา'?

"คงจะเป็นพวกมาตรการป้องกันอย่างการล้างมือบ่อยๆ หรือสวมหน้ากากอนามัยกระมัง"

ศาสตราจารย์ลวี่ไล่อ่านเนื้อหาในอีเมล ปรากฏว่ามันอธิบายคุณสมบัติของไวรัส อาการของผู้ป่วย วิธีการแพร่เชื้อ และวิธีป้องกันไว้อย่างละเอียดยิบ

แถมยังคาดการณ์ล่วงหน้าด้วยการจัดให้มันเป็นไวรัสระดับ 6 โดยระบุว่าหากไม่มียาต้านไวรัสเฉพาะทาง มันจะกลายเป็นโรคระบาดครั้งใหญ่ทั่วโลกอย่างแน่นอน

"อืม ก็จริง ผู้เชี่ยวชาญของ WHO ก็ประเมินไว้แบบนั้น"

ศาสตราจารย์ลวี่เคยอ่านประกาศของ WHO มาบ้าง ซึ่งก็ทำนายแนวโน้มไว้ในทิศทางเดียวกัน

แต่งานวิจัยฉบับนี้กลับให้ข้อมูลที่ละเอียดกว่าของ WHO เสียอีก รายละเอียดปลีกย่อยหลายอย่างราวกับผ่านการทดสอบทางคลินิกมาแล้วนับครั้งไม่ถ้วน

"ใครในประเทศเราเป็นคนวิจัยเนี่ย? นี่น่าจะเป็นงานวิจัยชิ้นแรกของจีนเกี่ยวกับ H1N1 เลยมั้ง"

"แล้วส่งมาให้ฉันทำไม? ควรจะส่งไปที่กองบรรณาธิการวารสารวิชาการใหญ่ๆ สิ..."

ศาสตราจารย์ลวี่คิดพลางเลื่อนดูไปจนถึงท้ายบทความ จนสะดุดตากับข้อความว่า: "สูตรสังเคราะห์ยาต้านไวรัสอยู่ในไฟล์แนบ 1"

"หะ... หา?"

"อะไรนะ? ยาต้านไวรัส?"

ศาสตราจารย์ลวี่แทบไม่เชื่อสายตาตัวเอง นึกว่าอ่านผิดไป มิน่าล่ะถึงไม่ส่งไปตามสำนักพิมพ์วารสาร สงสัยจะเป็นงานมโนของใครสักคนแน่ๆ

ไวรัสเพิ่งระบาดได้ไม่เท่าไหร่ จะมียาต้านออกมาได้ยังไง? มีผลการทดลองทางคลินิกหรือยัง?

แต่ด้วยความอยากรู้อยากเห็น ศาสตราจารย์ลวี่จึงกดดาวน์โหลดไฟล์แนบมาดู

"ไม่เลว... มีสูตรน้ำยาตรวจเชื้อด้วย แถมสูตรสังเคราะห์ยายังละเอียดมาก"

"แต่เดี๋ยวนะ ยาต้านไวรัส... ทำไมส่วนผสมมันเรียบง่ายขนาดนี้?"

"นี่ไม่ได้มั่วนิ่มใช่ไหม? ยาต้านไวรัสมันจะโผล่มาเร็วปานสายฟ้าแลบแบบนี้ได้ยังไง?"

ตอนแรกศาสตราจารย์ลวี่ไม่เชื่อเลยสักนิด แต่พออ่านจบเขากลับรู้สึกว่ามันมีเหตุผลอย่างน่าประหลาด

โดยเฉพาะน้ำยาตรวจเชื้อ ด้วยประสบการณ์ของเขา มองปราดเดียวก็รู้ว่ามันน่าจะใช้ได้จริง

ส่วนยาต้านไวรัสนั้นยังกึ่งเชื่อกึ่งไม่เชื่อ แต่ในเมื่อสูตรสังเคราะห์มันง่ายแสนง่าย จะลองทำดูก็ไม่เสียหาย

ดังนั้นเขาจึงรีบกลับไปที่มหาวิทยาลัย ให้ลูกศิษย์ปริญญาโทสองคนช่วยปรุงน้ำยาตรวจเชื้อขึ้นมา

ส่วนการทดลองยาต้านไวรัสนั้นยุ่งยากกว่า ต้องมีการขออนุมัติและต้องมีผู้ป่วยจริง

น้ำยาตรวจเชื้อถูกผลิตออกมาอย่างรวดเร็ว ตรงจุดนี้แสดงให้เห็นถึงความเก่งกาจของผู้เขียนงานวิจัย ที่เลือกใช้วัสดุที่หาได้ง่ายมาก

แต่จะได้ผลจริงหรือไม่ ต้องทดสอบดู

ศาสตราจารย์ลวี่นำน้ำยากลับไปที่โรงพยาบาล เริ่มคัดกรองผู้ป่วยที่มีอาการไข้หวัดใหญ่

จากนั้นก็นำตัวอย่างเลือดไปทดสอบ

ศาสตราจารย์ลวี่วุ่นอยู่กับเรื่องนี้ทั้งวัน จนกระทั่งสี่โมงเย็น ผลการตรวจสอบก็ออกมา

"ในจำนวน 24 คน มี 1 คนที่มีผลเป็นบวก เราเก็บตัวอย่างไวรัสจากเขาไปเทียบรหัสพันธุกรรมกับฐานข้อมูลสากลแล้ว ยืนยันว่าเป็น H1N1 จริงๆ ครับ"

"ใช้ได้จริงด้วย!"

ศาสตราจารย์ลวี่ตื่นเต้นมาก รีบคว้าผลตรวจมุ่งหน้าไปยังสถาบันวิจัยยาแห่งเซี่ยงไฮ้ทันที

ในเซี่ยงไฮ้ตอนนี้มีเพียงสถาบันแห่งนี้เท่านั้นที่ตั้งโครงการวิจัยเพื่อพิชิต H1N1 อย่างเป็นทางการ

"งานวิจัยชิ้นนี้ต้องรีบตีพิมพ์ให้เร็วที่สุด!" ศาสตราจารย์ลวี่กลัวว่าถ้าส่งเมลกลับไปอีกฝ่ายอาจจะไม่เห็นทันเวลา เลยตัดสินใจแบกงานวิจัยไปที่สถาบันด้วยตัวเอง

แต่พอไปถึง เขากลับพบว่ามีศาสตราจารย์จากมหาวิทยาลัยอื่นๆ อยู่กันให้พรึ่บ

ผู้อำนวยการหงหัวเราะร่า "ดูสิ! มาอีกคนแล้ว!"

"..." ศาสตราจารย์ลวี่ทำหน้างง ไม่เข้าใจสถานการณ์

"คุณเป็นศาสตราจารย์คนที่หกแล้วที่ถืองานวิจัยฉบับนี้มา" ผู้อำนวยการหงเฉลย

พอได้ฟังคำอธิบาย ศาสตราจารย์ลวี่ถึงได้รู้ว่าอีเมลฉบับเดียวกันนี้ถูกส่งหว่านไปให้ศาสตราจารย์จำนวนมาก บางคนไม่ได้เชี่ยวชาญด้านไวรัสวิทยาหรือเภสัชวิทยาด้วยซ้ำ แต่ก็ได้รับเหมือนกัน

ไม่เพียงแค่นั้น นี่คืองานวิจัยฉบับแรกของจีนที่วิเคราะห์ H1N1 อย่างทะลุปรุโปร่ง

แค่เป็นฉบับแรกก็สำคัญมากแล้ว แต่นี่ยังแก้ปัญหาเรื่องการตรวจเชื้อได้เบ็ดเสร็จ ไม่ต้องสงสัยเลยว่ามันต้องถูกส่งไปตีพิมพ์ในเวทีโลก เพื่อให้ผู้เชี่ยวชาญนานาชาติได้ศึกษา

"งั้นก็รีบส่งตีพิมพ์สิครับ?" ศาสตราจารย์ลวี่ถาม

"ไม่ต้องแล้ว ทางปักกิ่งส่งไปแล้ว... ศาสตราจารย์กงที่ปักกิ่งทดลองเสร็จเป็นคนแรก แล้วส่งตรงไปที่องค์การอนามัยโลกเรียบร้อย" ผู้อำนวยการหงกล่าว

"ไม่ใช่แค่นั้น ทางฝั่งเซี่ยงไฮ้กับกวางโจวเองก็ทยอยส่งงานวิจัยตัวเดียวกันตามไปติดๆ ทาง WHO ถึงกับงงว่าทำไมต้องส่งงานวิจัยซ้ำกันตั้งสามรอบ?"

ศาสตราจารย์ลวี่พูดไม่ออก ไม่คิดว่าอีเมลฉบับนี้จะถูกส่งให้คนเยอะขนาดนี้

แต่ก็ดีเหมือนกัน คงกลัวว่าจะมีใครพลาดไม่เปิดอ่าน เลยส่งแบบเหวี่ยงแหไปเลย

แต่ทว่า... สถาบันหรือบุคคลที่สามารถสร้างผลงานระดับนี้ได้ในเวลาอันสั้น ทำไมถึงไม่ส่งในนามตัวเอง? ทำไมไม่เปิดเผยชื่อ?

แต่กลับใช้นามแฝงว่า... เมสไซยาห์?

"เมสไซยาห์นี่คือใคร?"

"ใครจะไปรู้ล่ะ? ดูเหมือนชื่อฝรั่ง แต่เนื้อหาเป็นภาษาจีน ไม่รู้ทำไมต้องใช้นามแฝง"

ระหว่างที่คุยกัน ศาสตราจารย์จู ผู้เชี่ยวชาญอีกท่านก็เดินเข้ามา

"เอาล่ะสิ มาอีกคน! เหล่าจู คุณก็มาเรอะ!"

พอถามไถ่กัน ก็ชัดเจนว่าเป็นงานวิจัยฉบับเดียวกันเป๊ะ

เหล่าจูถามขึ้นว่า "พวกคุณลองยาต้านไวรัสหรือยัง?"

ผู้อำนวยการหงตอบ "กำลังทดสอบอยู่ ผมรอผลอยู่เนี่ย"

"ยานั่นไม่ได้ผลหรอก ผมลองที่มหาวิทยาลัยแล้ว มันฆ่าไวรัสไม่ได้เลย!" เหล่าจูฟันธง

"เฮ้อ... ของปลอมจริงๆ สินะ" ศาสตราจารย์บางท่านแสดงสีหน้าผิดหวัง

ผู้อำนวยการหงขมวดคิ้ว "ไม่สิ ยานั่นมันทำงานโดยการปรับเปลี่ยนโครงสร้างจุลินทรีย์ในลำไส้ ให้แบคทีเรียหลั่งเอนไซม์ชนิดใหม่เพื่อช่วยระบบภูมิคุ้มกันระบุเป้าหมาย H1N1 ต่างหาก"

"นั่นหมายความว่าเป้าหมายของยาคือแบคทีเรีย ต้องให้ยาเข้าสู่ระบบทางเดินอาหาร ถ้าการทดลองของคุณคือเอายาไปฆ่าไวรัสตรงๆ มันก็ต้องไม่ได้ผลอยู่แล้ว"

ศาสตราจารย์ลวี่แย้งขึ้นว่า "แต่มันจะเวิร์กเหรอครับ? การสร้างยาต้านไวรัสที่ช่วยให้ระบบภูมิคุ้มกันจับไวรัสได้โดยตรงไม่ดีกว่าเหรอ? แนวคิดของคนคนนี้แปลกประหลาดมาก ชัดเจนว่าจะรักษาไวรัส แต่ดันไปทำยาให้แบคทีเรียกิน..."

"ถ้าเอนไซม์ที่เขาว่ามามันดีจริง เราก็สังเคราะห์เอนไซม์นั้นออกมาเลยสิ ไม่ใช่ยาต้านไวรัสหรือไง?"

"ผมไม่เข้าใจตรรกะของเขาเลย... จะต้องให้แบคทีเรียหลั่งออกมาทำไม?"

ทันใดนั้น ผู้อำนวยการหงก็ตัวสั่นสะท้าน เหมือนนึกอะไรขึ้นได้ เขาจมอยู่ในภวังค์ครู่หนึ่ง

ก่อนจะพูดขึ้นว่า "แนวคิดนี้... คล้ายกับฮวาซวี..."

"อะไรนะ? ฮวาซวี?" ศาสตราจารย์ลวี่ตาโต

ผู้อำนวยการหงรีบเปิดคอมพิวเตอร์ ล็อกอินเข้าอีเมล แล้วดึงไฟล์งานวิจัยที่ฮวาซวีเคยส่งให้เขาออกมา

"ดูนี่ นี่คืองานวิจัยที่ฮวาซวีเขียนตอนมาหลอกผม"

"เขียนอะไรเนี่ย? มั่วซั่วไปหมด" ศาสตราจารย์ลวี่ดูอยู่พักหนึ่งก็ขมวดคิ้ว

ผู้อำนวยการหงอธิบาย "มันดูยุ่งเหยิงก็จริง แต่ข้อมูลถูกต้องหมด แค่ละเว้นขั้นตอนการอนุมานไปเยอะ ต้องมีคำอธิบายประกอบถึงจะเข้าใจ ตอนนั้นฮวาซวีอธิบายให้ผมฟังเรื่องการใช้ยาปรับเปลี่ยนจุลินทรีย์ในลำไส้ เพื่อปรับปรุงระบบภูมิคุ้มกันและรักษาโรคต่างๆ"

ทุกคนมุงดูอยู่พักใหญ่ ประกอบกับคำอธิบายของผู้อำนวยการหง ก็เริ่มจะเข้าใจขึ้นมาบ้าง

"ทฤษฎีไม่เลว และมีความเป็นไปได้ ในแง่ของโภชนบำบัดเพื่อสุขภาพถือว่ามีประโยชน์มาก... แต่ถ้าจะเอามารักษาโรค ขอโทษทีเถอะ มันไม่ขี่ช้างจับตั๊กแตนไปหน่อยเหรอ?" เหล่าจูหัวเราะ

ศาสตราจารย์ลวี่เสริม "ใช่ครับ ไม่ว่าเขาจะใช้แบคทีเรียผลิตสารประกอบอะไรมาช่วยระบบภูมิคุ้มกัน เราก็แค่เอาสารประกอบนั้นมาวิเคราะห์แล้วสังเคราะห์เทียมขึ้นมา ประสิทธิภาพการรักษามันไม่ตรงจุดกว่าเหรอ?"

ผู้อำนวยการหงพยักหน้า "ผมก็คิดแบบนั้น ตอนนั้นเขาเป็นแค่ 'นักศึกษาปริญญาตรี' ผมฟังแล้วก็แค่ทึ่งในความรู้กว้างขวางของเขาเลยจำได้แม่น"

"พอคุณพูดขึ้นมา ผมถึงนึกได้ว่าแนวคิดของผู้เขียนงานวิจัยสองฉบับนี้... มันเหมือนกันเปี๊ยบ"

ในตอนนั้นเอง สถาบันวิจัยยาแห่งเซี่ยงไฮ้ก็ส่งผลการทดลองออกมา

ทุกคนถูกเชิญเข้าไปในห้องประชุม รองผู้อำนวยการแจ้งข่าวด้วยความตื่นเต้นสุดขีดว่า "ยาต้านไวรัสได้ผลครับ แถมประสิทธิภาพสูงมากด้วย!"

"ภายในเวลาแค่ 4 ชั่วโมง ระบบภูมิคุ้มกันของผู้ป่วยก็สร้างอิมมูโนโกลบูลินที่ตรงรุ่นออกมา แล้วระบุเป้าหมาย H1N1 ได้อย่างแม่นยำเพื่อกำจัดทิ้ง!"

ทุกคนอ้าปากค้าง นี่มันยาต้านไวรัสที่สมบูรณ์แบบ!

4 ชั่วโมงสร้างแอนติบอดีได้? H1N1 ยังไม่ทันจะได้เริ่มแสดงอาการเลยด้วยซ้ำ!

ในวงการระบาดวิทยา นี่คือการแก้เกมระดับเทพ

4 ชั่วโมงหมายความว่ายังไง? เปรียบเหมือนข้าศึกกลุ่มหนึ่งลอบเข้าเมืองมา เพิ่งจะซ่อนตัวอยู่ในบ้านชาวบ้าน กำลังซุ่มรอวางแผนก่อการ!

ยังไม่ทันจะได้ก้าวขาออกจากประตู กองกำลังป้องกันเมืองก็บุกมาประชิดหน้าบ้าน เอารูปถ่ายพวกมันมายื่นแล้วตะโกนว่า "พวกแกถูกล้อมไว้หมดแล้ว!"

ระบบภูมิคุ้มกันไปเก่งมาจากไหน? ไวรัสยังไม่ได้ก่อเรื่อง แอนติบอดีก็โผล่มาแล้ว!

ยาต้านไวรัสมีหลายประเภท และประเภทที่อยู่ตรงหน้านี้คือแบบที่ดีที่สุด คือการช่วยให้ระบบภูมิคุ้มกันสร้างแอนติบอดีโดยตรง

ปกติแล้วเราต้องพึ่งวัคซีน นั่นคือหมอจะฉีดข้าศึกที่หน้าตาเหมือนกันแต่อ่อนแอจนทำอะไรไม่ได้เข้าสู่ร่างกาย ให้พวกมันไปก่อกวนพร้อมกับถือโทรโข่งป่าวประกาศว่า 'ฉันคือไวรัส!'

กองกำลังภูมิคุ้มกันก็จะรีบมากำจัดพวกมัน แล้วจดจำข้อมูลสร้างแอนติบอดีขึ้นมา

หลังจากนั้นพอไวรัสตัวจริงมาบุก ระบบภูมิคุ้มกันก็จะจัดการได้

"แต่ยาตัวนี้ชัดเจนว่าไม่ใช่วัคซีน แล้วก็ไม่ใช่ยาที่ช่วยระบุเป้าหมายไวรัส แต่เป็นยาสำหรับแบคทีเรีย" ศาสตราจารย์จูท้วง

ผู้อำนวยการหงกล่าว "มันคือเอนไซม์ตัวนั้น! เมสไซยาห์ใช้ยาตัวนี้กระตุ้นให้แบคทีเรียหลั่งเอนไซม์ชนิดใหม่ แล้วเอนไซม์นั้นก็ไปกระตุ้นให้ระบบภูมิคุ้มกันสร้างแอนติบอดี"

นี่ก็เหมือนกับ H1N1 ซ่อนตัวอยู่ในบ้าน ไม่ได้คิดจะลงมือวันนี้

แต่เจ้าถิ่นในเมืองอย่างแบคทีเรีย ดันถูกยาต้านไวรัสเล่นงานเข้าให้ และยานี้ก็เลียนแบบพฤติกรรมของ H1N1 มาเล่นงานมัน

ปฏิกิริยาเคมีที่เกิดขึ้น ถ้าให้เปรียบเป็นคนก็คงประมาณว่า 'วันนี้ข้า H1N1 จะกระทืบแกให้ตาย! จะล้างบางเมืองนี้ซะ!'

แบคทีเรียเลยตระหนักว่า มีศัตรูแบบนี้อยู่ในเมือง

'นี่มันถิ่นข้าเว้ย!'

แบคทีเรียเลยรีบส่งข่าวกรองของศัตรูไปแจ้งกองกำลังภูมิคุ้มกัน

ฝ่ายภูมิคุ้มกันวิเคราะห์หน้าตาศัตรูจากข่าวกรองนั้น แล้วยกพลออกปฏิบัติการทันที!

คำเปรียบเปรยนี้อาจจะไม่ถูกต้องตามหลักวิชาการเป๊ะๆ แต่มันคือกระบวนการประมาณนี้

หลังจากอ่านรายงานจบ ทุกคนยิ่งคิดก็ยิ่งตกตะลึง

"ยาตัวนี้ไม่ใช่วัคซีน แต่ทำหน้าที่ได้เหมือนวัคซีนทางอ้อม ส่วนประกอบของยาก็ดูธรรมดาจนน่าตกใจ แถมยังทำร้ายแบคทีเรียด้วย แต่ภายใต้การทำร้ายนั้น กลับ 'บังเอิญ' ทำให้แบคทีเรียหลั่งเอนไซม์ชนิดนั้นออกมา แล้วเอนไซม์นั้นก็ดันไปมีผลต่อระบบภูมิคุ้มกันพอดีเป๊ะ ทำให้เกิดแอนติบอดีล่วงหน้า ไวรัสยังซุ่มอยู่ก็โดนเก็บเรียบ"

ศาสตราจารย์ลวี่เดาะลิ้นด้วยความทึ่ง "ยานี้ดูยังไงก็เหมือนฟลุค... เหมือนบังเอิญเดาถูกชัดๆ!"

"งั้นต่อไป เราแค่สังเคราะห์เอนไซม์ตัวนั้น แล้วผสมกับส่วนประกอบที่เหมาะสมทำเป็นยา ก็จะรักษา H1N1 ได้แล้วใช่ไหม?"

รองผู้อำนวยการลุกขึ้น ส่ายหน้าอย่างแรง "ไม่... ไม่ใช่เรื่องบังเอิญ!"

"และที่สำคัญ การสังเคราะห์เอนไซม์ตัวนั้น ไม่สามารถสร้างยาต้านไวรัสตัวใหม่ได้"

"ทำไมล่ะ? มีผลข้างเคียงเหรอ?" ทุกคนถาม

รองผู้อำนวยการตอบ "ยาตามสูตรในงานวิจัยมีผลข้างเคียงจริง แต่น้อยมาก อาจจะมีแค่บางคนที่แพ้ยา"

"ประเด็นสำคัญมันอยู่ที่ว่า เอนไซม์ที่แบคทีเรียในร่างกายผู้ป่วยแต่ละคนหลั่งออกมา... มันไม่เหมือนกัน!"

ทุกคนชะงักกึก ก่อนจะร้องเสียงหลง "คุณว่าอะไรนะ? คุณจะบอกว่าทุกคนกินยาตัวเดียวกัน แต่สร้างเอนไซม์ออกมาต่างกันงั้นเหรอ?"

[จบแล้ว]

จบบทที่ บทที่ 41 - ยาต้านไวรัสที่สมบูรณ์แบบ

คัดลอกลิงก์แล้ว