เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 34 - แก่นแท้ของยาจีน

บทที่ 34 - แก่นแท้ของยาจีน

บทที่ 34 - แก่นแท้ของยาจีน


บทที่ 34 - แก่นแท้ของยาจีน

ขณะที่ลวี่ชิ่งกงกำลังสงสัยว่าหวงจี๋เป็นคนของมหาวิทยาลัยพวกเขาหรือไม่ หวงจี๋ก็ได้เดินทางมาถึงโรงพยาบาลถงจี้แล้ว

วันนี้ผู้อำนวยการอยู่ออฟฟิศ จู่ๆ เสี่ยวฟางจากฝ่ายบุคคลก็เคาะประตูเข้ามาบอกว่า "ผอ.หงคะ เมื่อกี้ศาสตราจารย์ลวี่ชิ่งกงส่งอีเมลมาที่โรงพยาบาลเรา เป็นจดหมายแนะนำตัว แนะนำนักศึกษาปริญญาตรีของมหาวิทยาลัยเขามาสัมภาษณ์ที่เราค่ะ"

"เห็นว่าส่งเข้าเมลส่วนตัวของผอ.ด้วย"

ผู้อำนวยการหงร้องอ้อ แล้วเปิดเช็คอีเมลของตัวเอง ก็เจออีเมลที่ยังไม่ได้อ่านฉบับหนึ่งส่งมาเมื่อครึ่งชั่วโมงก่อน จากอีเมลส่วนตัวของศาสตราจารย์ลวี่ชิ่งกงจริงๆ

เนื้อหาในจดหมายแนะนำตัวนักศึกษาปริญญาตรีของมหาวิทยาลัยฟูตั้นคนหนึ่งสั้นๆ และแนบไฟล์วิทยานิพนธ์ด้านศัลยกรรมทรวงอกมาด้วย

ผู้อำนวยการหงไม่ได้เปิดอ่านวิทยานิพนธ์ แค่สังเกตเห็นคำลงท้ายในจดหมายแนะนำว่า 'ว่ากันตามจริง' 'พิจารณาจ้างตามความเหมาะสม' ก็เข้าใจทันที

"ให้ศาสตราจารย์ลวี่เขียนจดหมายแนะนำให้ แสดงว่าต้องมีเส้นสายพอตัว แต่ถ้าเป็นคนเก่งจริง เขาคงแนะนำเข้าโรงพยาบาลในเครือมหาวิทยาลัยตัวเองไปแล้ว จะแนะนำมาให้ฉันทำไม?"

"ดูท่าจะฝีมือธรรมดา คงเกรงใจใครสักคนเลยเขียนจดหมายแนะนำให้มั้ง"

ผู้อำนวยการหงประเมินลักษณะของจดหมายฉบับนี้ได้อย่างรวดเร็ว ไม่ได้โหลดวิทยานิพนธ์มาอ่าน หันไปสั่งเสี่ยวฟางว่า "โอเค ผมรู้แล้ว คุณติดต่อคนคนนี้ ให้เขามาสัมภาษณ์พรุ่งนี้บ่ายสอง ถ้าเขามาก็ให้เหล่าลู่สัมภาษณ์ไป"

"เอ่อ... ผอ.หงคะ เขามาถึงแล้วค่ะ..." เสี่ยวฟางบอก

ผู้อำนวยการหงชะงัก นึกในใจว่าคนคนนี้กระตือรือร้นดีจริง ศาสตราจารย์ลวี่เพิ่งส่งอีเมลให้เมื่อครึ่งชั่วโมงก่อน ตอนนี้เจ้าตัวดันมาถึงแล้ว

"อยู่ข้างนอกเหรอ?"

เสี่ยวฟางตอบ "ค่ะ เขาบอกว่าอาจารย์เขาส่งจดหมายแนะนำถึงผอ.โดยตรง หนูเลยให้เขารอที่ห้องรับรองก่อน แล้วรีบมาเช็คกับผอ.ว่าได้รับจดหมายไหม"

ผู้อำนวยการหงหัวเราะไม่ได้ร้องไห้ไม่ออก คิดในใจว่าศาสตราจารย์ลวี่เขียนจดหมายแนะนำให้ตามมารยาท ไม่น่าจะนับเป็นอาจารย์ได้ หมอนี่รู้จักตีขลุมดีเหมือนกัน

"ก็ได้ ในเมื่อมาแล้ว ก็ให้เขาเข้ามาที่ห้องผมเถอะ" ผู้อำนวยการหงยิ้ม

ไม่นาน เสี่ยวฟางก็พาชายหนุ่มคนหนึ่งเดินเข้ามา

นั่นคือหวงจี๋ เขาเดินยิ้มเข้ามาแล้วพูดว่า "สวัสดีครับผอ.หง ผมเป็นลูกศิษย์ของศาสตราจารย์ลวี่ชิ่งกง ชื่อฮวาซวีครับ"

ตามเนื้อหาในจดหมาย ฮวาซวีไม่นับเป็นลูกศิษย์ลวี่ชิ่งกง แต่ลวี่ชิ่งกงเคยสอนวิชาเลือกทั่วไป ถ้าจะตู่ว่าเป็นลูกศิษย์ก็พอได้อยู่

ผู้อำนวยการหงมองลูกไม้เล็กๆ ของ 'ฮวาซวี' ออก จึงยิ้มตอบ "อื้ม วิทยานิพนธ์ของคุณผมอ่านแล้ว ก็ถือว่าพอใช้ได้นะ"

เขาไม่ได้อ่านสักนิด อาศัยแค่การคาดเดาจากสำนวนในจดหมายแนะนำของลวี่ชิ่งกง และท่าทีรีบร้อนมาสัมภาษณ์ของ 'ฮวาซวี' เพื่อประเมินความสามารถ

และก็เป็นดังคาด หวงจี๋ทำหน้าตื่นตระหนก พูดว่า "ความจริง... ความจริงวิทยานิพนธ์ฉบับนั้นผมเขียนไม่ค่อยดี ผมยังมีอีกหลายประเด็น..."

ผู้อำนวยการหงไม่ได้อ่านวิทยานิพนธ์อยู่แล้ว เลยพูดว่า "งั้นเหรอ งั้นคุณลองเล่ามาซิ"

จากนั้น หวงจี๋ก็เริ่มอธิบายเนื้อหาในวิทยานิพนธ์ของเขาอย่างตะกุกตะกัก เขาเริ่มจากความสัมพันธ์ที่แยกกันไม่ขาดระหว่างระบบทางเดินหายใจกับระบบย่อยอาหาร โดยเสนอประเด็นอย่างเฉียบคมว่า โรคในระบบย่อยอาหาร สามารถก่อให้เกิดโรคทางเดินหายใจได้ทั้งทางตรงและทางอ้อม

ลำไส้ของมนุษย์ แทบจะเป็นสมองที่สอง มันมีเครือข่ายเส้นประสาทที่พัฒนามากที่สุดเป็นอันดับสองของร่างกายรองจากสมอง

การ 'เอาใจ' 'ปกป้อง' และ 'เปลี่ยนแปลง' เชื้อจุลินทรีย์ในลำไส้ สามารถส่ง 'คำสั่ง' ไปยังสมองและอวัยวะทุกส่วนได้โดยตรง

โรคอายุรกรรมเกือบทั้งหมด ล้วนส่งผลกระทบต่อระบบย่อยอาหาร และในทางกลับกันก็เช่นกัน

คนเรามีชีวิตอยู่ ก็เพื่อสมองและท้อง การคิดและการย่อย คือฟังก์ชันสำคัญอันดับหนึ่งและสองของร่างกาย

ความจริงแล้ว หลักเภสัชวิทยาพื้นฐานของยาจีนก็เป็นเช่นนี้ ยาจีนส่วนหนึ่งในยุคนี้ ถูกวิเคราะห์พบว่ามีส่วนประกอบทางเคมีเฉพาะเจาะจง ส่วนประกอบเหล่านี้ถูกดูดซึม รักษาโรคบางอย่าง และออกฤทธิ์เหมือนยาแผนปัจจุบัน

นี่คือส่วนที่ถูกไขปริศนาแล้ว สามารถอธิบายได้ด้วยวิทยาศาสตร์

แต่ยังมีสมุนไพรประหลาดอีกมากมาย ที่ไม่สามารถไขปริศนาได้ ราวกับเวทมนตร์

เพราะในตำรับยาไม่มีส่วนประกอบทางเคมีใดๆ ที่รักษาโรคนั้นได้ แต่กลับมีผลการรักษาที่ค่อยเป็นค่อยไป ไม่รู้ว่าทำไม

ความจริงเหตุผลนั้นเรียบง่ายมาก ยาจีนสำหรับรับประทานทั้งหมด ห้าสิบเปอร์เซ็นต์จะไปเปลี่ยนแปลงโครงสร้างกลุ่มจุลินทรีย์ในลำไส้ หรือกระตุ้นการทำงานของเชื้อบางชนิด สารเคมีที่กลุ่มจุลินทรีย์หลั่งออกมาจะถูกส่งไปทั่วร่างกาย หลักๆ คือส่งไปที่สมอง

ด้วยเหตุนี้ ลำไส้จึงสั่งการให้สมองสั่งการระบบภูมิคุ้มกัน หรือสั่งการอวัยวะอื่นให้ปรับสมดุลสรีรวิทยา จนสุดท้ายโรคนั้นก็หายไป

นี่เป็นกระบวนการธรรมชาติที่เชื่องช้า อาศัยจุลินทรีย์ในร่างกายเป็นหลัก

เพียงแต่กระบวนการภายในนี้ แพทย์แผนจีนเองก็ไม่รู้ ไม่ว่าจะเป็นตำราเปิ่นเฉ่ากังมู่ หรือเชียนจินฟาง ล้วนเป็นตำราที่รวบรวมจากประสบการณ์

เพราะไม่เข้าใจเรื่องแบคทีเรีย หลักเภสัชของยาจีนจึงอ้างอิงจากประสบการณ์ เสริมด้วยทฤษฎีพื้นฐานอย่าง 'ปรับสมดุลอินหยาง' 'พิษร้อนพิษเย็น'

ส่วนแพทย์แผนปัจจุบันก็ไม่เคยศึกษาวิจัยผลกระทบของยาจีนต่อระบบนิเวศจุลินทรีย์ในร่างกายมนุษย์อย่างจริงจัง จึงไม่เข้าใจว่าทำไมยาจีนถึงได้ผล

ความจริงแล้ว คนที่รักษาโรค คือแบคทีเรีย

จุลินทรีย์เหล่านั้น เพื่อปรับตัวให้เข้ากับการเปลี่ยนแปลงของสภาพแวดล้อมที่เกิดจากยาจีน จะทำการเปลี่ยนแปลงตัวเองอย่างรวดเร็ว เร็วสุดไม่กี่วัน ช้าสุดไม่กี่เดือน จากนั้นจึงส่งผลกระทบในระดับมหภาคต่อการทำงานทางสรีรวิทยาของร่างกายมนุษย์และการทำงานของอวัยวะ สุดท้ายทำให้ส่วนที่บกพร่องของร่างกายกลับมาแข็งแรงจากการปรับสมดุลตัวเอง

ในยาจีน ประกอบด้วยสารที่เปลี่ยนแปลงกลุ่มจุลินทรีย์ และให้สารอาหารที่สอดคล้องกัน เพียงเท่านั้น ที่เหลือคือแบคทีเรียกำลัง 'รักษา' ร่างกายมนุษย์ที่พวกมันอาศัยอยู่

นี่คือสิ่งที่หวงจี๋ค้นพบหลังจากการศึกษาแพทย์แผนจีน เขาอ่านตำราอย่างเดียวไม่เข้าใจหลักการรักษาของยาจีนเลย

จนกระทั่งต้มยาจีนกินเอง ถึงได้มองเห็นหลักการพื้นฐานจากข้อมูล

แบคทีเรียค่อยๆ ปรับปรุงร่างกายมนุษย์ ยกตัวอย่างที่ยังไม่สมบูรณ์นัก ก็เหมือนมนุษย์กำลังปกป้องโลก

หลังจากศึกษาซ้ำไปซ้ำมา แล้วกลับไปอ่านเปิ่นเฉ่ากังมู่ คำว่าปรับสมดุลอินหยาง ขับพิษบำรุงภายใน อะไรพวกนั้น

สุดท้ายเขาก็มองเห็นแปดคำที่ซ่อนอยู่ในระหว่างบรรทัด 'คัดเลือกตามธรรมชาติ ผู้ที่เหมาะสมที่สุดจึงจะอยู่รอด' (Natural Selection, Survival of the Fittest)!

ตำรับยาจีนพิสดารบางขนาน ถึงขั้นมีส่วนผสมของมูลสัตว์ ความจริงก็คือการนำเข้าสายพันธุ์เชื้อใหม่ ก่อให้เกิด 'การรุกรานทางนิเวศ' (Ecological Invasion) ในลำไส้มนุษย์! สุดท้ายก็เหลือไว้แต่สายพันธุ์ที่ยอดเยี่ยมกว่า

เทียบกับแพทย์แผนปัจจุบันที่ใช้สารเคมีทำลายเชื้อโรคอย่างรุนแรง ใช้อุปกรณ์ฟิสิกส์เปลี่ยนแปลงสรีระ ใช้มีดผ่าตัดเฉือนเนื้อเยื่อที่ป่วยออก เรียบง่าย รุนแรง เห็นผลทันตา

ยาจีนพึ่งพาจุลินทรีย์ที่อยู่ร่วมกับมนุษย์มาแต่โบราณกาล ให้ร่างกายรักษาตัวเองในรูปแบบที่เป็นธรรมชาติที่สุด แม้จะได้ผล แต่ก็เชื่องช้ามาก

แน่นอนว่า หวงจี๋ย่อมไม่พูดเรื่องพวกนี้กับผู้อำนวยการหง

เพราะเขาไม่สามารถพิสูจน์ได้ ข้อมูลมหาศาลนี้ได้มาจากการรับรู้

ดังนั้นสถานการณ์ตอนนี้คือ เขาแค่พูดจากเคสผู้ป่วยจริงอย่างง่ายๆ ว่าเขาสรุปข้อมูลทางคลินิกจำนวนมาก พบว่าโรคทางเดินหายใจ สามารถรักษาให้หายได้โดยการรักษาระบบย่อยอาหาร

และใช้ประเด็นนี้ อ้างอิงและอภิปรายรอบด้าน

ผู้อำนวยการหงตอนแรกฟังเขาพูดตะกุกตะกัก ก็ไม่ได้ใส่ใจ

คิดว่าจะฟังอีกสักพักแล้วขัดจังหวะ ส่งไปทำงานสักแผนกมั่วๆ

แต่ไม่นาน ผู้อำนวยการหงก็เผลอฟังจนเพลิน

อย่างแรกเขาพบว่าความรู้อายุรกรรมของหวงจี๋แน่นปึ้ก และกว้างขวาง

ชื่อเอนไซม์พิเศษบางตัวเขาไม่เคยได้ยิน ถึงกับอดถามไม่ได้

จากนั้นเขาก็พบว่า เนื้อหาที่หวงจี๋อธิบายนั้นลึกซึ้งมาก จนอดไม่ได้ที่จะแอบโหลดวิทยานิพนธ์ในอีเมลมาดู

ผู้อำนวยการหงฟังหวงจี๋พูดไป อ่านวิทยานิพนธ์ไป

ไม่นานก็พบว่า วิทยานิพนธ์ฉบับนี้เขียนได้ห่วยแตก!

เดิมทีเขียนเรื่องทางเดินหายใจ จู่ๆ ก็กระโดดไปเรื่องลำไส้ ถึงจะมีเคสตัวอย่างเยอะ แต่กระบวนการอนุมานมักจะข้ามขั้นตอนสำคัญไปดื้อๆ

ในมุมมองของวิทยานิพนธ์ นี่เป็นงานที่ล้มเหลวสุดๆ

แต่พอประกอบกับคำอธิบายของหวงจี๋ เขาถึงได้เข้าใจ

"ผมรู้แล้วว่าทำไมเขาถึงไม่ได้เรียนต่อโท เด็กคนนี้เขียนวิทยานิพนธ์แย่ พูดก็ไม่เก่ง แต่แนวคิดนี้ไม่มีปัญหา กระบวนการอนุมานก็ไม่มีปัญหา วิทยานิพนธ์ฉบับนี้ถ้าให้ผมไกด์เขาเขียน ดีพอจะเป็นวิทยานิพนธ์ปริญญาเอกได้เลย"

ผู้อำนวยการหงลุกจากเก้าอี้ เริ่มเดินมาถกเถียงกับหวงจี๋

เขาจงใจถามคำถามยากๆ หวงจี๋แม้จะพูดไม่เก่ง แต่ก็ตอบได้ตรงจุด แถมยังสามารถยกตัวอย่างเปรียบเทียบ และเสนอประเด็นที่ลึกซึ้งกว่าเบื้องหลังคำถามนั้นได้

ผ่านไปหลายครั้ง ผู้อำนวยการหงก็พบว่าตัวเองเจอช้างเผือกเข้าแล้ว

อดถามไม่ได้ว่า "เสี่ยวฮวา อยากเรียนต่อเอกไหม?"

จิตวิทยาการเจอของดีหลุด QC ใครๆ ก็มี ศาสตราจารย์ลวี่ชิ่งกงก่อนหน้านี้ก็รู้สึกว่าตัวเองเจอของดี นักศึกษาคนอื่นหอมหวนกว่า

ตอนนี้ผู้อำนวยการหงก็เหมือนกัน วิทยานิพนธ์ของหวงจี๋เขียนได้ห่วยแตก ส่วนหนึ่งเพราะเป็นครั้งแรกที่เขียน อีกส่วนหนึ่งคือตั้งใจ

การสัมภาษณ์แบบตะกุกตะกัก ก็ตั้งใจ เพราะหวงจี๋เชื่อว่า ผู้อำนวยการหงต้องฟังออกว่าความสามารถในการวิจัยของเขาไม่ได้มีแค่ระดับปริญญาตรีแน่

แบบนี้ หวงจี๋ก็จะมีเวลามากขึ้น ในการดูดซับความรู้จากบอสใหญ่อย่างผู้อำนวยการหง

การสัมภาษณ์ปกติ เวลามันสั้นเกินไป

ถ้าหวงจี๋แสดงออกว่าเก่งเวอร์ เพอร์เฟกต์สุดๆ ผู้อำนวยการหงก็จะสงสัยว่าคนแบบนี้ทำไมศาสตราจารย์ลวี่ถึงแนะนำมาที่นี่

แบบตอนนี้ กำลังพอดี

ผู้อำนวยการหงตอนนี้คิดว่าศาสตราจารย์ลวี่ตาไม่ถึง หาลูกศิษย์ดูแต่วิทยานิพนธ์จะมีประโยชน์อะไร?

ฮวาซวีที่อยู่ตรงหน้า เป็นแค่นักศึกษาปริญญาตรี แต่เขาดูออกว่า ลับหลังต้องทุ่มเทมหาศาล ความสามารถในการวิจัยไม่แพ้พวกปริญญาเอกบางคนด้วยซ้ำ

บุคลากรแบบนี้ แค่เพราะเขียนวิทยานิพนธ์ไม่ดี พูดจาติดอ่าง ก็เลยถูกประเมินต่ำไป

ความรู้สึกเหมือนเก็บตกของดีได้ ครอบงำจิตใจผู้อำนวยการหงทันที

หลังจากคุยกันเองเกือบสองชั่วโมงกว่า เขามั่นใจว่านี่คือวัตถุดิบชั้นดีสำหรับเรียนต่อเอก

"ผมเรียนจบแล้ว ตั้งใจจะทำงาน..." หวงจี๋พูดช้าๆ

"คุณทำงานไปด้วยเรียนไปด้วยก็ได้นี่ คุณไปสมัครสอบที่มหาวิทยาลัยถงจี้ของเราเลย เดี๋ยวผมจัดการให้" ผู้อำนวยการหงเสนอ

"จริงเหรอครับ?"

ผู้อำนวยการหงยิ้ม "แต่ผมไม่ได้คุมนักศึกษาแล้วนะ ผมจะจัดหาอาจารย์ที่ปรึกษาให้คุณ แต่ทำงานไปเรียนไปความกดดันสูงมาก ผมแนะนำให้คุณเอาวุฒิปริญญาเอกให้ได้ก่อน แล้วค่อยออกมา ถึงตอนนั้นคุณมาที่โรงพยาบาลเราโดยตรงเลย เดี๋ยวผมจัดตำแหน่งให้"

"ไปเรียนต่อเอกที่ถงจี้?" หวงจี๋ทวนคำ

"อื้ม ถ้าคุณตกลง ผมจะโทรศัพท์เดี๋ยวนี้ คุณไปหาลูกศิษย์เก่าผมได้เลย ตอนนี้เขาเป็นรองศาสตราจารย์อยู่" ผู้อำนวยการหงกล่าว

"ขอบพระคุณมากครับ" หวงจี๋ยิ้ม

ผู้อำนวยการหงทำงานรวดเร็วฉับไว โทรศัพท์กริ๊งเดียวสองสาย

"เรียบร้อย คุณไปมหาวิทยาลัยถงจี้หาหลินเทาได้เลย เขาอยู่ที่ห้องวิจัยระบบต่อมไร้ท่อและเมตาบอลิซึม"

หวงจี๋กล่าวอย่างจริงใจ "ขอบคุณจากใจจริงครับ ผอ.หง คุณเป็นคนที่น่านับถือมาก"

"ไม่เป็นไร คุณไปเถอะ ผมจะให้หลินเทาช่วยไกด์คุณ วันหลังเวลาเขียนขั้นตอนการอนุมานในวิทยานิพนธ์ให้ละเอียดที่สุด อย่าข้ามขั้นตอน" ผู้อำนวยการหงยิ้ม

"ครับ ลาก่อนครับ" หวงจี๋ยิ้มแล้วเดินออกจากห้องทำงานไป

[จบแล้ว]

จบบทที่ บทที่ 34 - แก่นแท้ของยาจีน

คัดลอกลิงก์แล้ว