- หน้าแรก
- ผมไม่ได้เปิดโปร แค่สกิลแม่นระดับจักรวาล
- บทที่ 34 - ความชั่วร้ายที่จำเป็น
บทที่ 34 - ความชั่วร้ายที่จำเป็น
บทที่ 34 - ความชั่วร้ายที่จำเป็น
บทที่ 34 - ความชั่วร้ายที่จำเป็น
ชุดบินของโม่ฉยง ถูกถอดพับเก็บใส่ถุงกระสอบ แล้วเอาไปซ่อนไว้ในป่าไร้ผู้คนบนเขา
เขาไม่ได้พกอุปกรณ์ชุดนี้ติดตัว จะใช้ก็ต่อเมื่อต้องเดินทางไกลเท่านั้น
จำตำแหน่งไว้ ขากลับค่อยมาเอา
บ่ายสองโมงวันนั้น ฉินยากับครอบครัวก็เดินทางมาถึงอำเภอนี้
โม่ฉยงได้รับโทรศัพท์จากฉินยา ก็ไปยืนรอที่ลานกว้างแห่งหนึ่ง ไม่ถึงสิบนาที รถโฟล์คสวาเกน เฟทอน สีดำคันหนึ่งก็มารับ
"พี่โม่!" ฉินยามุดออกมาจากรถ
โม่ฉยงเห็นในรถยังมีชายวัยกลางคนอีกสองคน ก็รู้ว่าเป็นพ่อของฉินยากับลุงรอง
เขากำลังจะเข้าไปทักทาย ชายวัยกลางคนที่นั่งข้างคนขับก็ลงมา จับมือเขาแล้วถามว่า "เธอคือโม่ฉยงใช่ไหม"
โม่ฉยงพยักหน้า ชายคนนั้นพูดด้วยความซาบซึ้ง "ขอบคุณมากนะ ถ้าไม่มีเธอ ก็ไม่รู้ว่าจะหาเหลียงเหลียงเจอเมื่อไหร่..."
"เหลียง... อืม เด็กช่วยออกมาแล้วเหรอครับ" โม่ฉยงรู้สึกว่าชื่อเล่นนี้ฟังดูทะแม่งๆ (เหลียงเหลียง พ้องเสียงกับ เย็นๆ หรือ ม่องเท่ง)
ลุงรองส่ายหน้า "ยัง แต่เราเจอทีมสืบสวนพิเศษแล้ว ยืนยันว่าเหลียงเหลียงปลอดภัย... และยืนยันมานานแล้วด้วย!"
พูดถึงตรงนี้ ลุงรองก็มีสีหน้าไม่พอใจ
โม่ฉยงงงเป็นไก่ตาแตก "หมายความว่าไงครับ? อะไรคือยืนยันมานานแล้ว?"
ตอนนั้นเองพ่อของฉินยาที่อยู่ในรถก็พูดขึ้น "ขึ้นรถก่อน คุยกันระหว่างทาง"
ฉินยาดึงโม่ฉยงขึ้นรถ ทั้งสองนั่งเบาะหลัง
รถมุ่งหน้าไปสถานีตำรวจอำเภอ ระหว่างทางโม่ฉยงฟังอยู่พักใหญ่ ถึงเข้าใจสถานการณ์
บ้านฉินยารู้จักผู้หลักผู้ใหญ่เยอะ เลยใช้เส้นสายติดต่อทีมสืบสวนพิเศษที่รับผิดชอบคดีนี้ได้โดยตรง
และได้รับรู้ความคืบหน้าของคดี
นายหน้าที่โม่ฉยงจับได้ ข้อมูลที่คายออกมา จริงๆ แล้วทีมสืบสวนรู้มาตั้งนานแล้ว มีแค่ส่วนน้อยที่เป็นข้อมูลใหม่
ทีมสืบสวนนี้ รวบรวมคดีจากทั่วสารทิศมาทำเป็นคดีใหญ่คดีเดียว
ข้อมูลที่พวกเขามี ลึกกว่าพวกปลาซิวปลาสร้อยในแก๊งรู้ซะอีก
ไอ้ 'ไดโนเสาร์' นั่น พวกเขาจับตามองมานานแล้ว แหล่งกบดานและสมาชิก ก็รู้ความเคลื่อนไหวหมดตั้งแต่ครึ่งปีก่อน
ในทางทฤษฎี พวกเขาสามารถลงมือตั้งแต่ครึ่งปีก่อน รวบตัวแก๊งไดโนเสาร์ และช่วยเด็กทุกคนในละแวกนี้ได้แล้ว
"ในเมื่อลงมือได้ ทำไมไม่ช่วยคน" โม่ฉยงตกใจ
"ไม่เพียงไม่ช่วยคน ยังไม่บอกพวกเราสักคำ" ลุงรองกล่าว
"คุณตามหาเหลียงเหลียงมาตลอด แถมยังแจ้งความ ทีมสืบสวนจับตาดูมาตั้งนาน น่าจะรู้ว่าหนึ่งในเด็กพวกนั้นคือฉินเหลียงไม่ใช่เหรอครับ" โม่ฉยงถาม
โม่ฉยงประหลาดใจ ในเมื่อรู้ละเอียดขนาดนั้น และรู้ว่าผู้ปกครองกำลังตามหา ทำไมไม่แจ้งผู้ปกครอง?
ลุงรองพูดต่อ "ถ้าไม่ใช่เพราะเธอมาบอก ฉันคงโดนปิดหูปิดตาไปจนวันตาย เหลียงเหลียง และเด็กคนอื่นๆ ไม่รู้ต้องรออีกนานแค่ไหนถึงจะได้รับความช่วยเหลือ..."
ได้ยินแบบนี้ โม่ฉยงถอนหายใจ
ฉินยาเองก็พูดด้วยความอัดอั้น "ตำรวจรู้ตั้งนานแล้วว่าน้องชายอยู่ที่ไหน แต่ไม่เคยบอกลุงรอง ปล่อยให้ลุงรองตามหาแทบพลิกแผ่นดิน..."
โม่ฉยงฟังแล้วรีบพูดว่า "ฉินยา เธอคิดตื้นไปแล้ว"
"คุณลุงครับ นี่ไม่น่าจะเป็นการปกป้องคนร้าย ไม่อย่างนั้นพวกเขาคงไม่สืบลึกขนาดนี้ และคงไม่บอกความคืบหน้าให้พวกคุณรู้ในตอนนี้"
ได้ยินคำนี้ ลุงรองหันกลับมามองโม่ฉยงด้วยสายตาชื่นชม
โม่ฉยงชะงัก พบว่าพ่อของฉินยาก็มองเขาผ่านกระจกมองหลัง
"แล้วเธอคิดว่าเป็นเพราะอะไร" พ่อฉินยาถาม
โม่ฉยงตอบ "พวกเขาคงอยากจะถอนรากถอนโคนมั้งครับ นี่ไม่ใช่แก๊งท้องถิ่น แต่กระจายตัวอยู่หลายที่ ถ้าจะจับให้หมด ต้องลงมือพร้อมกันทุกจุด สถานการณ์ทางฝั่งไดโนเสาร์รู้หมดแล้ว แต่ที่อื่นอาจจะยังไม่ชัดเจน อาจจะยังไม่ถึงเวลาเก็บกวาด?"
ฉินยาอึ้งไปนิดหนึ่ง พูดเสียงเบา "เป็นอย่างนั้นเหรอ..."
พ่อของเธอพูดว่า "เธอใจเย็นมากนะเนี่ย มองภาพรวมออกด้วย"
โม่ฉยงตอบ "นี่เป็นเหตุผลพื้นฐานครับ ดูเหมือนตำรวจไม่ทำอะไร แต่การสืบรู้ข้อมูลทั้งหมดที่นี่ได้ ก็ถือเป็นผลงานชิ้นใหญ่ เบื้องหลังต้องทุ่มเทมหาศาล ที่ไม่ช่วยคนย่อมมีเหตุผลที่ไม่ช่วย ข้อนี้ผมว่าพวกคุณลุงก็น่าจะคิดได้อยู่แล้ว"
"เอ่อ... หนูไม่ได้คิดเยอะขนาดนั้น..." ฉินยาตอบเสียงอ่อย
พ่อฉินยาถอนหายใจ "เหตุผลมันง่ายๆ แต่ไม่ใช่ทุกคนจะฉุกคิดได้ อายุแค่นี้ ไม่ไหลตามน้ำ รู้จักคิดวิเคราะห์เองได้ หายากนะ"
พูดพลางมองโม่ฉยงด้วยสายตาเปื้อนยิ้ม
โม่ฉยงลูบลูกกระเดือกแก้เก้อ ไม่พูดอะไร เขาดูออกแล้วว่าครอบครัวนี้กำลังประเมินเขาอยู่ ไม่รู้เพื่ออะไร...
พ่อฉินยาพูดต่อ "เสี่ยวยา เราอาจจะคิดถึงแค่ญาติพี่น้องเรา แต่ตำรวจทำแบบนั้นไม่ได้ พวกเขาต้องคิดถึงความปลอดภัยของเด็กทุกคน ก็เพราะผู้ปกครองจะห่วงแต่ลูกตัวเอง พอรู้ว่าลูกช่วยออกมาได้ ก็จะกดดันทีมสืบสวนทุกวิถีทาง เผลอๆ จะแอบไปช่วยลูกเองจนแหวกหญ้าให้งูตื่น พวกเขาเลยไม่แจ้งใคร ยอมปล่อยให้ผู้ปกครองตามหาอย่างสิ้นหวังต่อไป"
ฉินยาถาม "พ่อคะ จับพวกนี้มา แล้วสอบสวนหาที่อื่นต่อไม่ได้เหรอ? ต่อให้คนร้ายที่อื่นหนีไป ก็ออกหมายจับได้นี่นา การช่วยเด็กออกมาสำคัญกว่าไม่ใช่เหรอ?"
โม่ฉยงทำท่าจะพูดแต่ก็หยุด
พ่อฉินยาส่ายหน้า "คนพวกนี้เจ้าเล่ห์เพทุบาย โหดเหี้ยมอำมหิต จับปลาซิวปลาสร้อยตามท้องถิ่นไม่กี่คนน่ะได้ แต่ถ้าถล่มรังใหญ่ไปรังหนึ่ง แล้วไม่กำจัดให้สิ้นซาก พวกที่เหลือจะทำลายหลักฐาน ทิ้งรังแล้วหนีไปกบดาน"
"หือ?" ฉินยาดูเหมือนจะยังไม่เข้าใจ
โม่ฉยงอดไม่ได้ที่จะพูดเสริม "หนีหัวซุกหัวซุนโดยพาเด็กๆ ไปด้วยมากมาย มันคือการหาที่ตาย แถมถ้าเด็กพวกนี้ถูกช่วยออกมา ก็จะชี้ตัวคนร้ายได้..."
ฉินยาอ้าปากค้าง ในที่สุดก็เข้าใจสิ่งที่พ่อกับโม่ฉยงจะสื่อ
ความจริงแล้วคดีลักพาตัวเด็ก ถ้าโทษหนักอาจถึงประหารชีวิต อย่าประเมินต่ำไปว่าอาชญากรจะทำอะไรได้บ้างเพื่อเอาชีวิตรอด
"ต้องกวาดล้างให้ราบคาบในรวดเดียวด้วยปฏิบัติการสายฟ้าแลบ ตำรวจทุ่มเทสืบสวนทางลับมาสามปี ถ้าข้อมูลไม่ครบ ก็ไม่กล้าเสี่ยงลงมือ ถ้าใจร้อน แผนที่วางมาสามปีจะสูญเปล่า" พ่อฉินยากล่าว
โม่ฉยงถาม "จะลงมือเมื่อไหร่ครับ"
พ่อฉินยายิ้ม "เรื่องนี้ต้องขอบคุณเธอ ถึงเธอจะใช้ศาลเตี้ย แต่ข้อมูลเส้นทางและบุคคลที่รีดออกมาจากปากนายหน้าพวกนั้น ดูเหมือนธรรมดา แต่กลับเป็นจิ๊กซอว์ชิ้นสุดท้ายให้ทีมสืบสวน"
"เมื่อคืนตำรวจเริ่มวางกำลังแล้ว จะเก็บกวาดพร้อมกันทั่วประเทศ คืนนี้แหละจะถอนรากถอนโคนให้สิ้นซาก"
โม่ฉยงตอบ "ดีครับ"
...
ไปถึงสถานีตำรวจอำเภอ หัวหน้าทีมสืบสวนชื่อเฉินรออยู่ที่นั่น
เนื่องจากลงมือพร้อมกันทั่วประเทศ ศูนย์บัญชาการจะอยู่ที่ไหนก็ได้ เขาอยู่ที่ไหน ที่นั่นก็คือศูนย์บัญชาการ
เพื่อป้องกันไม่ให้ผู้ปกครองที่รู้เรื่องเพียงกลุ่มเดียวไปกระทบต่อปฏิบัติการ หัวหน้าเฉินเลยย้ายศูนย์บัญชาการมาที่นี่ซะเลย
"น้องฉินเจิ้ง น้องฉินจื้อ คืนนี้พวกคุณนอนที่นี่แหละ วางใจเถอะ เด็กจะไม่หายไปไหนแม้แต่คนเดียว"
หัวหน้าทีมเฉินอายุมากแล้ว แต่ยังดูห้าวหาญ
ลุงรองฉินจื้อพยักหน้า "ขอบคุณครับ"
"คุณต้องขอบคุณไอ้หนุ่มนี่..." หัวหน้าเฉินมองโม่ฉยง "เธอคือโม่ฉยงสินะ ถ้าเธอไม่ช่วยบีบคอมัน ข้อมูลจากปากนายหน้าพวกนั้น ไม่รู้ต้องง้างปากกันอีกกี่วันถึงจะได้มา"
โม่ฉยงฟังแล้วก็รู้ว่า เรื่องเดียวกัน ตำรวจพวกนี้ก็น่าจะทำเหมือนกัน
เห็นหัวหน้าเฉินเดินเข้าห้องบัญชาการ โม่ฉยงก้าวยาวๆ ตามไป หยุดที่หน้าประตู
"หือ?" หัวหน้าเฉินหันมามอง
โม่ฉยงถาม "ครึ่งปีมานี้ มีเด็กกี่คนที่..."
คำถามคมกริบที่ไม่มีปี่มีขลุ่ย ทำเอาหัวหน้าเฉินชะงัก ก่อนจะตอบเสียงขรึม "..."
โม่ฉยงถามต่อ "แล้วโอกาสสำเร็จคืนนี้มีกี่เปอร์เซ็นต์ครับ"
หัวหน้าเฉินสายตาคมกริบ ตอบอย่างหนักแน่น "ร้อยเปอร์เซ็นต์"
โม่ฉยงไม่ถามต่อ หัวหน้าเฉินยิ้ม สั่งให้คนพาพวกเขาไปนั่งพักที่ห้องข้างๆ
ตอนนี้คนบ้านสกุลฉิน รวมทั้งโม่ฉยง เป็นผู้รู้เหตุการณ์ ถ้าไม่มาก็แล้วไป แต่มาแล้วต้องอยู่ที่โรงพัก รอจนกว่าปฏิบัติการจะจบ
แม้โม่ฉยงจะไม่รู้แผนการตำรวจ แต่รู้ว่าในเมื่อตัดสินใจลงมือแล้ว ต้องสำเร็จแน่นอน คำว่าร้อยเปอร์เซ็นต์อาจจะมีโม้บ้าง แต่หัวหน้าเฉินและพวกต้องทำเต็มที่ที่สุดแล้วแน่ๆ
เพื่อปฏิบัติการครั้งนี้ ตำรวจสืบสวนมาสามปี วางแผนมาครึ่งปี
โดยเฉพาะครึ่งปีหลัง พวกเขารู้ข้อมูลคนร้ายเก้าในสิบส่วน แต่ต้องทนนิ่งไม่ลงมือ
ถ้าลงมือเร็วกว่านี้ อาจช่วยเด็กได้ส่วนใหญ่ แต่ต้องมีบางส่วนตาย และคนร้ายบางส่วนลอยนวล
ในทางกลับกัน การรอให้มั่นใจแล้วค่อยรวบตาข่าย จะช่วยชีวิตเด็กได้ทุกคน แต่ต้องมีเด็กบางคนต้องทนทุกข์ทรมานอย่างแสนสาหัสในช่วงเวลานี้
ตำรวจเลือกทางหลัง เพราะพวกเขาต้องการกำจัดองค์กรนี้ให้สิ้นซาก โดยมีเป้าหมายพื้นฐานคือการรักษาชีวิต
แต่สำหรับเด็กที่ไม่ควรต้องมารับกรรมเหล่านี้ พวกเขาต้องถูกตำรวจเมินเฉย จำยอมรับผลกรรม เพื่อแลกกับชีวิตของเด็กที่จะตายหากเลือกทางแรก
"ความเมตตาต่อคนทุกคน คือความโหดร้ายต่อคนกลุ่มเล็กๆ งั้นเหรอ..."
"ความชั่วร้ายที่จำเป็น?"
โม่ฉยงสะท้อนใจ ไม่รู้ว่านี่คือความเป็นจริงของโลกหรือเปล่า
ทุกอย่างต้องโทษพวกค้ามนุษย์
ดวงตาเขาไหววูบ ในสมองนึกย้อนไปถึงภาพถ่ายที่แปะเต็มฝาผนังตอนที่เขาชะโงกหน้าเข้าไปในห้องบัญชาการ
...
[จบแล้ว]