- หน้าแรก
- ผมไม่ได้เปิดโปร แค่สกิลแม่นระดับจักรวาล
- บทที่ 28 - เป่าจนตัวลอย
บทที่ 28 - เป่าจนตัวลอย
บทที่ 28 - เป่าจนตัวลอย
บทที่ 28 - เป่าจนตัวลอย
เมื่อถึงเหอเฝย เขาตรงดิ่งไปหาที่ตั้งของล็อกเก็ตอายุยืนเป็นอันดับแรก
ยังไงมันก็อยู่ในตัวเมือง แถมยังเป็นร้านรับซื้อของเก่า
โม่ฉยงเดินหาอยู่รอบหนึ่ง พอเข้าระยะใกล้ก็ใช้กระดาษระบุตำแหน่ง แป๊บเดียวก็เจอล็อกเก็ตอันนั้น
"ว่าแล้วเชียว... ของพวกนี้ถูกปลดออกจากตัวเด็กไปนานแล้ว"
ล็อกเก็ตปะปนอยู่ในกองของจิปาถะ มีข้าวของเครื่องใช้เด็กมากมาย รวมไปถึงเสื้อผ้า ฝุ่นจับหนาเตอะ ดูท่าจะถูกทิ้งไว้นานแล้ว
ของเก่าระดับของสะสมในสายตาของฉินหยา ตอนนี้กลายเป็นขยะกองอยู่ในมุมอับ
ข้างๆ กัน โม่ฉยงยังเจอจีพีเอสที่ตัวเองยิงมา เลยเก็บกลับมาด้วย
"ที่นี่ ต้องเป็นหนึ่งในจุดพักของแก๊งนั้นแน่ๆ"
โม่ฉยงจำไว้ในใจ แล้วรีบเดินทางข้ามคืนไปยังอำเภอใกล้เคียง
จนกระทั่งกลางดึก เขาตามเก็บจีพีเอสอีกห้าตัวในอำเภอนั้นได้ครบ
จีพีเอสทั้งห้าตัวกองรวมกันอยู่ตรงระเบียงชั้นสองของบริษัทท่องเที่ยวแห่งหนึ่ง
"นี่พ่อหนุ่ม ตกลงจะมาพักหรือมาหาใครกันแน่" หญิงร่างท้วมเดินตามโม่ฉยงขึ้นมา มองเขาด้วยสายตาจับผิด
ก็โม่ฉยงเล่นเดินดุ่มๆ ขึ้นบันไดมาเลยนี่นา
"มาพักสิครับ แต่ก็ต้องขอดูก่อน ที่นี่สกปรกไปหน่อยนะ" โม่ฉยงยิ้มกลบเกลื่อน
จะบอกว่าบริษัทท่องเที่ยวนี้มีความเกี่ยวข้องกับแก๊งค้ามนุษย์ ก็คงใช่แน่นอน
แก๊งลักพาตัวคงไม่สุ่มสี่สุ่มห้าหาที่พักที่ไม่รู้จักกันหรอก
แต่โม่ฉยงไม่ได้ซักไซ้ ทำท่ารังเกียจที่พักแล้วเดินออกมาเลย
โม่ฉยงเดินทางมาจากเหวยฟาง ใช้เวลาแค่สี่ชั่วโมง จีพีเอสไม่มีใครแตะต้อง แต่คนกลับไม่อยู่แล้ว
ชัดเจนว่าเด็กๆ ถูกย้ายตัวไปตามปกติ หรืออาจจะเริ่มขนส่งไปที่อื่น เหอเฝยคงเป็นแค่สถานีหนึ่งในเส้นทางเท่านั้น
"ตำแหน่งเมื่อสี่ชั่วโมงก่อนอยู่ที่ระเบียงนี้ ตอนนี้คนไม่อยู่แล้ว... แสดงว่าตอนนั้นพวกมันกำลังพาเด็กออกไป"
โม่ฉยงขมวดคิ้ว เวลาสี่ชั่วโมง เพียงพอจะให้พวกมันไปได้ไกลโข
ไปถึงไหนแล้ว โม่ฉยงต้องใช้จีพีเอสตาม
ถ้าโยนกระดาษสุ่มๆ เขาตามกระดาษทันแน่ แต่พระเจ้าถึงจะรู้ว่าเมื่อไหร่จะตามคนทัน
หมายความว่า เขาต้องใช้ศรมีชีวิต
แต่ดึกดื่นป่านนี้ จะเที่ยงคืนแล้ว จะไปหาซื้อค้างคาวที่ไหน
ต่อให้ซื้อค้างคาวได้ ตามไปทัน แต่ถ้าอีกฝ่ายหยุดๆ เดินๆ แล้วขนส่งเด็กต่อล่ะ
เขาต้องใช้เวลาในการไล่ตาม กว่าจะไปถึง คนก็ไปแล้ว ต้องตามต่ออีกงั้นเหรอ ดีไม่ดีอาจจะไปทันกันจริงๆ ก็ตอนถึงปลายทางโน่น
ถ้าถึงตอนนั้นเด็กห้าคนถูกแยกย้ายไปคนละทิศละทาง ก็ยิ่งยุ่งยากเข้าไปใหญ่
"ชิ... จริงๆ แล้วศรมีชีวิตที่ดีที่สุดไม่ใช่ค้างคาวหรอก"
"แต่เป็นตัวฉันเองนี่แหละ..."
โม่ฉยงยิ้มมุมปาก ถ้าเขาพุ่งเข้าหาเป้าหมายด้วยความเร็วสูงเอง เขาสามารถหยุดตัวเองเมื่อไหร่ก็ได้
ในเมื่อเขายิงตัวเองไม่ได้ ก็ต้องใช้วิธีเกาะพาหนะ ขอแค่เขาผลักพาหนะออกเพื่อรีเซ็ตจุดตก ก็สามารถยกเลิกการพุ่งเข้าใส่จุดตกเดิมได้ทันที
ถ้าพูดถึงความคล่องตัวและการควบคุม ไม่มีศรมีชีวิตไหนสมบูรณ์แบบไปกว่าตัวเขาเองอีกแล้ว
ข้อเสียอย่างเดียวคือ คนเป็นๆ บินอยู่บนฟ้า มันดูผิดปกติยิ่งกว่าสัตว์ซะอีก
ในทะเลยังดำน้ำได้ บนบกจะทำยังไง มุดดินเหรอ
แต่ถ้าเป็นกลางคืน ก็บินไปดื้อๆ นี่แหละ
เขาใส่ชุดดำทั้งชุด บินให้สูงหน่อย และไม่อยู่ในเมืองที่ไฟสว่างจ้า ก็คงไม่มีใครเห็น
...
ที่มุมหนึ่งของตัวอำเภอ เขาเจออพาร์ตเมนต์แห่งหนึ่ง
วิ่งขึ้นไปชั้นบนสุด พบว่าประตูออกดาดฟ้าล็อกอยู่
แต่ไม่เป็นไร เขาปีนหน้าต่างตรงทางเดินมองออกไปข้างนอก ล็อกเป้าก้อนเมฆก้อนหนึ่งบนฟ้า
เขาโยนไม้ท่อนหนึ่งออกไปนอกหน้าต่าง แล้วเกาะไม้นั้นกระโดดตามออกไป
แต่เขาไม่ได้ตกลงไป ร่างกายลอยขึ้นไปพร้อมกับไม้ท่อนนั้น มุ่งหน้าสู่ก้อนเมฆ
พอพ้นความสูงของดาดฟ้า เขาเล็งจุดตกบนดาดฟ้า แล้วโยนปากกาออกไปพร้อมรีบคว้าไว้
ในขณะเดียวกัน เขาปล่อยมือจากท่อนไม้ ตัวเขาก็ถูกปากกาพาไปที่ดาดฟ้า
ตุบ เขาปล่อยปากกา แล้วลงจอดบนดาดฟ้า ส่วนท่อนไม้ที่ถูกรีเซ็ตจุดตก ก็ร่วงลงมาอยู่ที่นี่ก่อนแล้ว
"ฟู่ว... เสียวเหมือนกันแฮะ"
คนเราต่างก็กลัวความสูง อยู่ที่ว่ากลัวจนเป็นโรค หรือแค่กลัวตาย
เมื่อกี้โม่ฉยงกะจะใช้แค่ท่อนไม้ แต่ทำไปทำมาก็ตัดสินใจใช้ปากกาอีกมือเพื่อความชัวร์
"ที่นี่ทำเลดี โล่งกว้าง รอบๆ ไม่มีตึกสูงอื่น"
โม่ฉยงลองกระโดดตึกเล่นบนดาดฟ้าอีกหลายรอบ ก็บินกลับมาได้อย่างสบายๆ ยืนยันแล้วว่าเขาไม่ได้เป็นโรคกลัวความสูง
จากนั้นเขาปลดเป้สะพายหลังออกมา ดันมันไปข้างหน้าเบาๆ
ถึงจะโยนเสื้อผ้าสักชิ้นก็บินได้ แต่มันไม่สะดวก
เขาต้องการพาหนะที่รูปร่างมั่นคง และสะดวกต่อการรีเซ็ตจุดตกได้ตลอดเวลา
เป้สะพายหลังนี่แหละเหมาะมาก นั่งก็ได้ ห้อยก็ได้ นอนคว่ำก็ได้ นอนหงายก็ได้
ล็อกสายสะพายให้ดี รัดเข็มขัดเอวให้แน่น ก็สามารถล็อกตัวโม่ฉยงติดกับเป้ได้อย่างมั่นคง
และเมื่อจำเป็นต้องแยกตัวจากเป้ ก็ทำได้ง่ายดาย
เป้นี้เขาซื้อต่อมาจากเด็กมัธยมต้นที่ออกมาเตร็ดเตร่ตอนกลางคืน จ่ายไปสามร้อยหยวน เด็กนั่นก็ดีใจเทหนังสือทิ้ง ยกเป้ให้ทันที แถมยังกลับบ้านไปเอาถุงผ้าใบหนาๆ มาแถมให้อีกหลายใบ
ตอนนี้ เป้ใบนั้นกำลังลอยไปข้างหน้าช้าๆ ด้วยความเร็วสิบเซนติเมตรต่อวินาที
โม่ฉยงเดินตามเป้ไป สวมสายสะพาย รัดเข็มขัดเอว ให้เป้อยู่ด้านหน้า
กอดเป้ไว้แน่น โม่ฉยงหดขา เท้าลอยจากพื้น ร่างกายแขวนลอยไปกับเป้
บินก็บินอยู่หรอก แต่ความเร็วแค่นี้ โม่ฉยงปั่นจักรยานยังเร็วกว่า
"ต่อไปคือการเร่งความเร็วด้วยอากาศ..."
เรื่องที่กังวลบนเครื่องบิน เป็นทั้งวิกฤตและโอกาส
สำหรับห้องปิดตาย มันอันตรายจริง แต่ถ้าเป็นโครงสร้างกึ่งปิดแบบบอลลูนลมร้อน มันคือเครื่องเร่งความเร็วชั้นดี
โม่ฉยงเกาะเป้ หยิบถุงผ้าใบออกมา พันมือจับให้แน่น จ่อปากเข้าไป แล้วเป่าลมสุดแรง
"ฟู่!"
ถุงผ้าใบพองลมพุ่งพรวดไปข้างหน้า
มือโม่ฉยงเจ็บแปลบ เกือบจับไม่อยู่
ความเร็วลมหายใจคนเราปกติแค่สิบเมตรต่อวินาที โม่ฉยงเลยไม่เคยสร้างเรื่องใหญ่โตจากการหายใจปกติ
แต่ถ้าเป่าสุดแรง ความเร็วต้นอาจเทียบเท่าพายุไต้ฝุ่นระดับสิบสองถึงสิบสาม
ประมาณสามสิบสองถึงสี่สิบเมตรต่อวินาที
แน่นอน คำว่าไต้ฝุ่นเป็นแค่การเปรียบเปรย ลมที่เป่าออกมาปกติความเร็วจะลดลงอย่างรวดเร็วเพราะแรงต้าน
แต่ศรลมของโม่ฉยงไม่ใช่แบบนั้น มันจะรักษาระดับความเร็วปากทางไว้ และพุ่งชนเป้าหมายโดยไม่ลดความเร็ว
นี่คือแรงขับเคลื่อนที่คงที่และต่อเนื่อง
เนื่องจากเส้นทางเดียวกัน เป้พาโม่ฉยงบิน ถุงผ้าใบพาโม่ฉยงเร่งความเร็ว
ตอนนี้เขากำลังบินไล่ตามเด็กๆ ด้วยความเร็วประมาณสามสิบห้าเมตรต่อวินาที หรือ 126 กิโลเมตรต่อชั่วโมง
ความเร็วระดับนี้ เร็วกว่ารถบนทางด่วนซะอีก
แต่ในทางกลับกัน โม่ฉยงก็ต้องรับรสชาติของการโดนพายุอัดหน้า ตาแทบจะลืมไม่ขึ้น
"แต่ไม่เวียนหัวแฮะ... บินเองไม่เป็นไรจริงๆ ด้วย..."
"ครั้งนี้แก้ขัดไปก่อน ถ้าได้เงินงวดนี้ กลับบ้านไปต้องหาอุปกรณ์ดีๆ หน่อย"
"เป้หนึ่งใบกับถุงผ้าหนึ่งถุง มันอนาถาเกินไป"
โม่ฉยงหน้าบิดเบี้ยวเกาะอยู่บนเป้ เสียงลมหวีดหวิวข้างหูดังสนั่น
ร่างกายแหวกอากาศ อากาศที่ถูกแหวกออกก็ถูกควบคุมให้พุ่งเข้าถุงผ้าใบ เพื่อรักษาระดับการเร่งความเร็วไว้ตลอด
ยิ่งไปกว่านั้น ถ้าควบคุมให้ละเอียดหน่อย เขาสามารถทำให้อากาศที่ร่างกายแหวกออก ก่อตัวเป็นกระแสลมกระแทกขา หน้าท้อง และหน้าอกของตัวเอง
สร้างแรงยกตัวจากด้านล่าง
ทำให้เขาไม่ต้องทิ้งน้ำหนักตัวทั้งหมดลงบนเป้ แต่มีแรงลอยตัวอ่อนๆ พยุงร่างกายส่วนอื่นไว้ เหมือนมีลมหอบเขาไว้ตลอดเวลา
แต่เพราะเขาบินเองไม่ได้ เว้นแต่จะซื้อชุดวิงสูท ถ้าพึ่งแค่แรงยกอากาศอย่างเดียว อย่างมากก็แค่ช่วยให้ตกช้าลง ไม่มีเป้เขาก็ลอยไม่ได้อยู่ดี
"ฟิ้ว!"
โม่ฉยงบินฝ่าความมืดอยู่เหนือทางด่วน ไล่กวดไปเรื่อยๆ
เนื่องจากเขาไล่ตามด้วยตัวเอง เขาจึงไม่รู้ว่ารถคันไหนเป็นเป้าหมาย แต่ไม่เป็นไร จากข้อมูลที่รู้ แก๊งนี้ส่งคนทีละสถานี ไม่ได้ยิงยาวรวดเดียวจบ
ไม่อย่างนั้นนั่งรถสิบชั่วโมง ผู้ใหญ่ทนได้ เด็กก็ทนไม่ไหว
พวกที่ออกเดินทางตอนกลางคืน พอใกล้เช้าต้องหยุดพัก แล้วพักค้างแรมในเมืองหรืออำเภอสักแห่งหนึ่งวัน
"เอ๊ะ" บินไปได้สักชั่วโมง โม่ฉยงพบว่าตัวเองเริ่มมองไม่เห็นถนน เริ่มเบนออกจากทางด่วน ข้ามเขาลูกแล้วลูกเล่า
"ใกล้ถึงแล้วเหรอ? ไม่สิ พวกนั้นน่าจะถึงแล้ว พวกมันออกจากทางด่วน วิ่งทางขวาง เส้นทางของฉันเลยเบนออกไปเรื่อยๆ"
บินไปบินมา โม่ฉยงหรี่ตามองเห็นต้นไม้ใหญ่บนเขาข้างหน้าขวางทางอยู่
ถ้าบินต่อไปแบบนี้ เขาชนต้นไม้แน่
"เดี๋ยว... ไม่คิดจะอ้อมหน่อยเหรอ!"
โม่ฉยงตกใจ รีบปล่อยมือข้างหนึ่งจากถุงผ้า ปล่อยศรลมทิ้งไป
แล้วเป่าลมไปทางเฉียงบน ใช้ปากบังคับทิศทาง
หลังจากอ้อมต้นไม้ไปได้อย่างหวุดหวิด โม่ฉยงรีบไต่ระดับความสูงขึ้นไปหลายร้อยเมตร แล้วค่อยรีเซ็ตศรลมใหม่
"ความสูงระดับนี้น่าจะโอเค"
โดนลมหนาวเป่าอยู่นาน โม่ฉยงเริ่มรู้สึกตัวเย็นเฉียบ
แต่อีกฝ่ายหยุดแล้ว ตอนนี้เขามุ่งหน้าเข้าหาเป้าหมายโดยตรง อดทนหน่อยต้องตามทันแน่
กัดฟันบินต่ออีกเกือบสี่ชั่วโมง โม่ฉยงรู้สึกว่าน่าจะใกล้ถึงแล้ว และตรงหน้าก็มีเมืองเล็กๆ อยู่
"ที่นี่ที่ไหน..."
โม่ฉยงรีบรีเซ็ตความเร็ว เกาะเป้ลอยตุ๊บป่องด้วยความเร็วไม่กี่เมตรต่อวินาที
หยิบมือถือมาเช็กพิกัด พบว่าอยู่ที่อำเภอหนึ่งในมณฑลเจียงซี
โม่ฉยงพูดไม่ออก "เวร... ข้ามมณฑลอีกแล้ว บินมาตั้งห้าร้อยกว่ากิโล"
ใกล้จะเข้าเมือง โม่ฉยงค่อยๆ ร่อนลงหาที่ลงจอด
"เกือบหนาวตาย... ขากลับไม่เอาแล้วนะ ได้เงินเมื่อไหร่ต้องหาอุปกรณ์ครบเซ็ต"
โม่ฉยงถูแขนไปมา จุดบุหรี่สูบ แล้วตามควันบุหรี่ไปหาพิกัดเป้าหมาย
เขาเหนื่อยล้า ไม่ได้หลับได้นอน อดไม่ได้ที่จะสูบบุหรี่เข้าไปลึกๆ
ถ้าเป็นเมื่อก่อน สูบเข้าปอดคงสำลักตาย แต่คราวนี้กลับทำได้โดยบังเอิญ รู้สึกตาสว่างขึ้นมาหน่อย
เขาเดินทางรอนแรมจากเติงโจว ทั้งรถไฟ เครื่องบิน... จนถึงบินเอง
พอเห็นควันบุหรี่ลอยเข้าไปในโรงแรมเก่าๆ แห่งหนึ่ง ก็อดทอดถอนใจไม่ได้ กว่าจะหาเงินได้แต่ละบาท เลือดตาแทบกระเด็น
เขาคาบบุหรี่ไว้ในปาก ตบประตูเหล็กม้วนที่ปิดอยู่เสียงดังสนั่น
"ใครวะ! ปิดแล้ว!" เสียงตะโกนลงมาจากข้างบน
โม่ฉยงไม่สน เตะประตูต่อ
คนข้างบนรีบวิ่งลงมา เปิดประตูมองโม่ฉยงแวบหนึ่ง กำลังจะไล่
แต่โม่ฉยงพ่นควันใส่หน้าเต็มๆ ควันมุดเข้าจมูกคนนั้นทันที
"แค่กๆๆ..." คนนั้นสำลักไปสองสามที ก็รู้สึกว่าโม่ฉยงเบียดตัวแทรกเข้ามาแล้ว
"เปิดห้อง จะพัก" โม่ฉยงบอก
คนนั้นรีบวิ่งตามมาดึงเขาไว้ที่ห้องโถง "หยุดนะ ยังไม่เปิดร้าน"
"ฟ้าจะสว่างอยู่แล้ว ยังไม่เปิดอีก?" โม่ฉยงคาบบุหรี่เดินดุ่มๆ คนนั้นตัวผอมแห้ง แรงน้อย ดึงโม่ฉยงไม่อยู่เลยสักนิด
โดนลากไปสองสามก้าว เห็นว่าจะขึ้นบันไดแล้ว คนนั้นเลยจำยอม "เออๆๆ เปิดให้ก็ได้"
โม่ฉยงเดินตามไปที่เคาน์เตอร์ กวาดตามองผังห้องพัก
คนนั้นพูดว่า "204 ละกัน เช้าตรู่อย่าเสียงดัง มีแขกพักอยู่"
โม่ฉยงส่ายหน้า "ไม่ชอบเลข 4 เอา 205"
"205 ไม่ได้ มีคนอยู่แล้ว" คนนั้นสีหน้าเปลี่ยนทันที
โม่ฉยงสูบบุหรี่แล้วบอกว่า "ไม่เป็นไร เดี๋ยวฉันไปคุยกับเขา รับรองเขายอมแลกห้องกับฉันแน่"
พูดจบก็ทำท่าจะเดินขึ้นข้างบนอีก
คนนั้นรีบดึงไว้ "อย่าๆ 206 เป็นไง?"
"ไม่เอา ไม่ชอบเลข 6" โม่ฉยงเรื่องมาก
คนนั้นจมูกแทบบิด ถลึงตาใส่ "มึงมาหาเรื่องใช่มั้ย!"
ได้ยินคำนี้ โม่ฉยงหยุดเดิน ชำเลืองมอง
คนนั้นนึกว่าโม่ฉยงจะหยุด ที่ไหนได้ หยุดไปวิเดียว โม่ฉยงก็ระเบิดอารมณ์
"โครม!"
โม่ฉยงเตะเคาน์เตอร์หนักหลายสิบกิโลกระเด็น แล้วปาบุหรี่ลงพื้น
"อารมณ์เสียโว้ย หาว่ากูหาเรื่อง? อยากมีเรื่องใช่มั้ย?" บทจะระเบิดก็มาแบบไม่มีปี่มีขลุ่ย ทำเอาคนนั้นตกใจถอยหลังไปสามก้าว
คนนั้นกลัวโม่ฉยงจริงๆ ไม่เคยเจอใครหยาบแบบนี้! ไร้เหตุผลสิ้นดี
"มึง... มึง... มึงกล้าแตะกูอีกที กูแจ้งตำรวจแน่!" คนนั้นขู่
โม่ฉยงขำ หยิบมือถือมากด 110 ให้ดูเลย
คนนั้นหน้าเปลี่ยนสี รีบพุ่งมาแย่งมือถือ พร้อมตะโกนลั่น "ลงมาเร็ว! มีคนมาป่วน!"
ดูเหมือนข้างบนจะมีคนคอยฟังอยู่ตลอด พอได้ยินเสียงเรียก ก็มีเสียงฝีเท้าคนหลายคนวิ่งตึงตังลงมา
โม่ฉยงยิ้มเย็น แบบนี้แหละที่ต้องการ
เขาไล่กวดมาทั้งคืน หนาวจนหน้าตายด้าน กำลังอยากยืดเส้นยืดสายอยู่พอดี
...
[จบแล้ว]