- หน้าแรก
- ผมไม่ได้เปิดโปร แค่สกิลแม่นระดับจักรวาล
- บทที่ 26 - ศรมีชีวิต
บทที่ 26 - ศรมีชีวิต
บทที่ 26 - ศรมีชีวิต
บทที่ 26 - ศรมีชีวิต
โม่ฉยงจัดการจ้าวหมิงจวินจนจนมุมด้วยตัวคนเดียว จะโดนอาฆาตก็เป็นเรื่องปกติ
โดนอาชญากรจำหน้าได้และแค้นฝังหุ่นขนาดนี้ คนขวัญอ่อนอาจจะสติแตก แต่โม่ฉยงใจนิ่งสนิท
เพราะเขารู้ดีว่า จ้าวหมิงจวินต้องโดนโทษประหารชีวิตแน่นอน
เขาเช็กมาแล้ว เพื่อนร่วมแก๊งที่เคยร่วมก่อคดีกับจ้าวหมิงจวินก่อนหน้านี้ โดนประหารชีวิตกันไปหมดแล้ว
จ้าวหมิงจวินโทษหนักกว่า ไม่มีทางได้ออกมาเห็นเดือนเห็นตะวันอีก
เรื่องราวจบลงด้วยดี ตำรวจพอทราบเรื่องราวก็ชื่นชมโม่ฉยงยกใหญ่
"เก่งมากพ่อหนุ่ม ไปฝึกวิชามาจากไหนเนี่ย?" ตำรวจอาวุโสนายหนึ่งเอ่ยปากชม
"ไม่ได้ฝึกจริงจังหรอกครับ แค่ใจดีสู้เสือ มันก็ทำอะไรเราไม่ได้แล้ว" โม่ฉยงยิ้มตอบ
ตำรวจอาวุโสพยักหน้า "ถูกต้อง อาชญากรก็คนเหมือนกัน ถ้ากล้าสู้ ประชาชนก็จับโจรได้"
ตำรวจย่อมดีใจอยู่แล้ว จ้าวหมิงจวินพัวพันคดีใหญ่หลายคดี เป็นถึงระดับ A ในประกาศจับ การได้ตัวมาโดยที่พวกเขาแทบไม่ต้องทำอะไรนอกจากขับรถมารับ ถือเป็นผลงานชิ้นโบแดง
สำหรับสถานการณ์ของโม่ฉยง พวกเขาเข้าใจว่าโม่ฉยงโดนจ้าวหมิงจวินเอามีดขู่ แล้วฮึดสู้ด้วยความกล้าหาญ จนสยบคนร้ายได้ในที่สุด
แต่ยังมีข้อสงสัยอยู่นิดหน่อย ว่าโม่ฉยงมาทำอะไรที่นี่ โดยเฉพาะเมื่อรู้ว่าเขาเรียนอยู่ที่มหาวิทยาลัยเยียนต้า
"ไม่ใช่คนเหวยฟางสินะ มาทำอะไรที่บ้านหลังนี้ล่ะ?" ตำรวจถาม
โม่ฉยงยิ้ม "เอ่อ... ผมมาหาเพื่อนทางเน็ตครับ"
"เพื่อนทางเน็ต?" ตำรวจชะงัก
ทันใดนั้น ชายหนุ่มนิ้วขาดก็ร้องอ๋อ "อ๋อ! อ๋อ! เสี่ยวซินคนนั้นใช่ไหม?"
โม่ฉยงยิ้มรับ "ใช่ครับ ผมรู้จักเสี่ยวซินทางเน็ต เธอบอกว่าอยู่ที่นี่ แล้วจู่ๆ ก็หายเงียบไป ผมเลยลองมาตามหาดู ไม่นึกว่าที่อยู่จะผิด..."
ชายหนุ่มทำท่าบรรลุธรรม "ว่าแล้วเชียว! นายมาถามหาเสี่ยวซินอะไรที่บ้านฉัน ที่แท้ก็แบบนี้นี่เอง... ฉันก็นึกว่าเสี่ยวซินเป็นฉายาเก่าของเมียฉันซะอีก..."
"หือ?" ทั้งโม่ฉยงและตำรวจหันไปมองชายหนุ่ม
แฟนสาวรีบตาเขียวใส่ "พูดบ้าอะไรของเธอฮะ?"
ชายหนุ่มรีบกระแอมไอแก้เก้อ แล้วเงียบปากไป
หารู้ไม่ว่า ปฏิกิริยานี้อยู่ในแผนของโม่ฉยงอยู่แล้ว
โม่ฉยงแสดงตัวแต่แรกว่ามาตามหาเสี่ยวซิน และเข้าใจว่าที่นี่คือบ้านเสี่ยวซิน
คู่รักคู่นี้งงเป็นไก่ตาแตก แต่โม่ฉยงก็ไม่เคยอธิบายให้กระจ่าง
ก็เพื่อรอเวลานี้แหละ ให้พวกเขาเติมคำในช่องว่างกันเอาเอง
และแล้ว พอปมในใจคลี่คลาย ชายหนุ่มก็รับลูกต่ออย่างเป็นธรรมชาติ ยอมรับคำตอบนี้โดยดุษณี
พอเรื่องราวมันลงล็อก ตำรวจก็ไม่มีทางสงสัยคำพูดของโม่ฉยง
อย่าว่าแต่มีคู่รักช่วยสร้างบรรยากาศสนับสนุน ต่อให้ชายหนุ่มไม่รับมุก ตำรวจก็คงไม่ไปตามสืบหรอกว่าโม่ฉยงพูดจริงหรือเปล่า
จะไปหาเหาใส่หัวทำไม เขาไม่ใช่คนร้าย จะมีเพื่อนทางเน็ตจริงไหม ตำรวจก็ยุ่งไม่ได้
คดีของจ้าวหมิงจวินก็ชัดเจน ไม่มีอะไรน่าสงสัย
ในฐานะผู้ร้ายหลบหนี จ้าวหมิงจวินจะถูกส่งตัวกลับไปเมืองทางใต้ที่ก่อเหตุ ตำรวจทางฝั่งเหวยฟางแทบจะไม่ได้แตะสำนวนคดี ไม่มีความจำเป็นต้องใส่ใจรายละเอียดลึกซึ้ง
มีแค่ตำรวจอาวุโสที่เปรยขึ้นมาว่า "มาหาเพื่อนทางเน็ตนี่ไว้ใจไม่ได้เลยนะ ดูสิ ขนาดที่อยู่ยังปลอมเลย"
โม่ฉยงยิ้ม "นั่นสิครับ บางคนดูปกติ แต่ใครจะไปรู้ว่าเนื้อแท้เป็นคนยังไง?"
...
โม่ฉยงตามตำรวจไปที่โรงพัก ลงบันทึกประจำวันนิดหน่อยก็ออกมา
เงินรางวัลต้องรออนุมัติสักพัก แล้วจะโอนเรื่องไปที่สถานีตำรวจเมืองเติงโจว อีกสองวันโม่ฉยงค่อยไปรับเงินที่นั่นได้เลย
"ห้าหมื่นหยวนถือว่าเข้ากระเป๋าแล้ว แต่ไอ้งานล่าค่าหัวนี่พักไว้ก่อนดีกว่า"
"ดูทรงแล้ว เพราะผมตัวอยู่ที่เติงโจว เงินรางวัลจากการจับคนร้ายทั่วประเทศ สุดท้ายก็จะถูกส่งไปที่เติงโจว แล้วให้ผมไปรับ"
"ขืนทำบ่อยๆ เดี๋ยวไปสถานีตำรวจเหมือนไปกดตังค์ที่ธนาคาร ตำรวจคงได้ประสาทกินกันพอดี"
โม่ฉยงหัวเราะ เพื่อเงินแค่นี้ไม่คุ้มเสี่ยง
เขาหาร้านอาหารนั่งกินข้าว พลางหยิบโทรศัพท์ขึ้นมา
เนื่องจากมีโอกาสที่จีพีเอสจะไปถึงเป้าหมายแล้วโดนคนทำลายทิ้ง
ดังนั้นโม่ฉยงต้องคอยเช็กแผนที่และจดบันทึกตำแหน่งของจีพีเอสแต่ละตัวเป็นระยะ เพื่อกันไม่ให้เกิดกรณีที่จีพีเอสถึงเป้าหมายแล้วขาดการติดต่อ แต่เขาดันเข้าใจผิดว่ามันพังกลางทาง
"หยุดหมดแล้วแฮะ..."
โม่ฉยงยิงจีพีเอสออกไปทั้งหมดสามสิบสองตัว นอกจากหนึ่งตัวที่หายไป อีกสามสิบเอ็ดตัวก็ขาดการติดต่อไปสิบเจ็ดตัว
สุดท้าย จีพีเอสที่เข้าเป้าและยัง "มีชีวิต" อยู่ เหลือแค่สิบสี่ตัว
หักสี่ตัวที่จัดการไปแล้ว ก็เหลือสิบตัว ซึ่งล้วนเป็นของเด็กหาย
ในจำนวนนี้มีสองรายที่ฐานะทางบ้านร่ำรวย ซึ่งเขาตั้งใจจะเก็บค่าตอบแทน
"จัดการพวกที่ไม่คิดจะเก็บเงินก่อนละกัน"
โม่ฉยงเปลี่ยนซิมการ์ดอีกครั้ง เปิดดูข้อมูลสำรองในมือถือ แล้วเริ่มโทรหาพ่อแม่ทีละคน
ง่วนอยู่ครึ่งชั่วโมง แจ้งเบาะแสที่อยู่ของเด็กสี่คนให้กับผู้ปกครอง
"อืม... ที่เหลืออีกหกคนดันไปอยู่ที่ 'เหอเฝย' หมดเลย..."
บนแผนที่ ในเมืองเหอเฝยมีจุดสัญญาณจีพีเอสรวมตัวกันอยู่หกจุด หนึ่งจุดอยู่ในตัวเมือง อีกห้าจุดกระจุกรวมกันอยู่ในอำเภอแห่งหนึ่ง
พอเทียบรหัสดู ก็พบว่าห้าจุดในอำเภอนั้น เป็นของเด็กหายทั้งหมด รวมถึงเด็กสองคนจากครอบครัวเศรษฐีที่เขาจะเก็บเงินด้วย
ส่วนจุดในตัวเมือง คือจีพีเอสที่เล็งเป้าไปที่ล็อกเก็ตของฉินเหลียง
โม่ฉยงฉุกคิดขึ้นมาทันทีว่านี่หมายความว่ายังไง
"เด็กห้าคนนี้ ยังไม่ถูกขายไปงั้นเหรอ... ไม่งั้นคงไม่มารวมตัวกันขนาดนี้"
"เด็กห้าคนอยู่ด้วยกัน หรือว่านี่จะเป็นรังของแก๊งค้ามนุษย์?"
ตามหลักแล้ว บ่ายนี้เขาสามารถกลับเติงโจวได้เลย
แต่โม่ฉยงตัดสินใจซื้อตั๋วเครื่องบินไปมณฑลอานฮุย กะจะบึ่งไปเหอเฝยคืนนี้เลย
การไปครั้งนี้ไม่ใช่แค่จะไปเก็บเงินด้วยตัวเอง แต่เพื่อไปสืบเรื่องที่อยู่ของฉินเหลียงด้วย
การที่จีพีเอสชนล็อกเก็ต ไม่ได้แปลว่าจะเจอฉินเหลียง จะให้สรุปไปเลยว่าฉินเหลียงอยู่ที่นั่นที่นี่ในเหอเฝยก็คงไม่ได้
เขาต้องไปยืนยันกับตาตัวเอง
ไหนๆ ก็ต้องไปเหอเฝยอยู่แล้ว ถือโอกาสไปตามหาเด็กห้าคนนั้น แล้วเก็บเงินจากผู้ปกครองสองรายด้วยเลย
ถ้าที่นั่นเป็นรังของแก๊งค้ามนุษย์จริงๆ ไม่แน่ว่าฉินเหลียงอาจจะถูกพวกมันอุ้มไปก็ได้
ล็อกเก็ตอยู่ที่ตัวเมือง บางทีพวกมันอาจจะเอาไปขาย ไม่ได้ปล่อยให้ติดตัวฉินเหลียงไว้
ถ้าเป็นแบบนั้น อยากรู้ว่าฉินเหลียงไปไหน ก็ต้องไปถามจากแก๊งค้ามนุษย์พวกนี้แหละ
"อืม... การตามล่าจ้าวหมิงจวินครั้งนี้เผยให้เห็นปัญหาข้อหนึ่ง ถ้าเป้าหมายกำลังหนี หรือจุดที่จีพีเอสไปชนไม่ใช่ที่อยู่ถาวร ในกรณีที่เป้าหมายเคลื่อนที่เร็ว ประสิทธิภาพการติดตามของฉันจะต่ำเตี้ยเรี่ยดินทันที"
ครั้งนี้โชคดีที่มั่นใจว่าจ้าวหมิงจวินไม่กล้านั่งรถไฟ แต่สำหรับแก๊งค้ามนุษย์ แหล่งกบดานที่มีเด็กร้อยพ่อพันแม่มารวมกัน มันต้องเป็นแค่จุดพักของแน่ๆ
องค์กรแบบนี้ ต้องมีเครือข่ายการขนส่งที่กว้างขวาง
ความคล่องตัวของพวกมัน ต้องสูงกว่าจ้าวหมิงจวินเยอะ ถ้าเกิดเหตุการณ์ต้องไล่ล่า จะให้มานั่งใช้ "ยันต์ติดตาม" แล้วปั่นจักรยานไล่ตาม?
"ต้องมี 'ลูกศร' ที่เคลื่อนที่เข้าหาเป้าหมายได้อย่างรวดเร็ว แถมยังพุ่งชนเป้าหมายได้หลายครั้งโดยไม่ผิดสังเกต หรือซ่อนจีพีเอสได้"
"อืม... สัตว์?"
พอพูดถึงลูกศรที่ไม่น่าสงสัย แวบแรกโม่ฉยงนึกถึงสัตว์ ถ้าสัตว์วิ่งชนคน คนทั่วไปคงไม่สงสัยว่าสัตว์ตัวนั้นมีลับลมคมในอะไร
ประสาทสิ โดนหมูวิ่งชน ใครจะไปสงสัยว่าหมูมีแผนการร้าย?
หรืออย่างตัวต่อ โดนตัวต่อต่อย คงไม่มีใครทำหน้าตื่นตระหนก แล้วรำพึงว่า: ทำไมตัวต่อถึงพุ่งมาชนฉัน? หรือมีใครส่งมา? เรื่องนี้ต้องมีเงื่อนงำ เบื้องหลังต้องมีความลับระดับโลกซ่อนอยู่แน่ๆ
โม่ฉยงหัวเราะ เว้นแต่มันจะหลุดโลกเกินไป ไม่อย่างนั้นไม่มีใครระแวงสัตว์หรอก
ขว้างลูกบอลฟองน้ำ ขว้างก้อนหิน ขว้างท่อนไม้ ครั้งเดียวยังพอทน สองครั้งเริ่มมีพิรุธ
เพราะของไม่มีชีวิตพุ่งชนเป้าหมาย ย่อมถูกมองว่าเป็นการกระทำของคน
นี่เป็นสาเหตุที่เขาไม่ใช้จีพีเอสระบุตำแหน่งจ้าวหมิงจวินซ้ำสอง
แต่สิ่งมีชีวิตมันต่างออกไป ยิ่งถ้าเป็นสัตว์ที่บินได้อยู่แล้ว อยากจะให้ชนใครก็ชนได้
ถ้าจะโทษก็ต้องโทษสัตว์สิ ใครจะไปคิดว่ามันถูกยิงออกมา?
อย่างเช่นตัวต่อ พอชนเป้าหมาย เส้นทางจบลง ถ้ามันยังไม่ตาย มันก็บินหนีไปได้อย่างอิสระ
โดนตัวต่อชนครั้งแรก นึกว่าบังเอิญ ครั้งที่สอง นึกว่าซวย ครั้งที่สาม คงสงสัยว่าตัวกูหอมเกินไปหรือเปล่า...
ยกเว้นแต่จะเกิดเรื่องชวนสงสัย เช่น ชนกระจกแตก หรือชนประตูพัง
แต่นั่นไม่ใช่ปัญหาที่ตัวสัตว์ เปลี่ยนเป็นอะไรมันก็แปลกทั้งนั้นแหละ
นี่จึงเป็นเหตุผลที่โม่ฉยงใช้การตามคนหายเพื่อหาทุนก้อนแรกเท่านั้น ไม่คิดจะยึดเป็นอาชีพยาวๆ
ความสามารถเข้าเป้าแน่นอน ควรเอาไปใช้ล่าสมบัติมากกว่าล่าคน ควรใช้ในทะเลกว้างมากกว่าบนบกที่เต็มไปด้วยตึกรามบ้านช่อง
แน่นอนว่าเหตุการณ์ทะลุกำแพงแบบเหลือเชื่อคงเกิดขึ้นได้ยาก เพราะต่อให้เป็นเด็กที่ถูกลักพาตัว ก็คงไม่ถึงกับโดนขังในห้องทึบ
แต่การใช้หาคน มันก็ยังไม่เหมาะอยู่ดี มีความเสี่ยงเรื่องความปลอดภัย
"จัดการเรื่องนี้เสร็จ เงินทุนของฉันก็น่าจะพอแล้ว..."
"ก่อนหน้านั้น ลองใช้ 'ศรมีชีวิต' แก้ขัดไปก่อน"
ข้อดีที่สุดของศรมีชีวิต คือไม่มีใครว่างพอมานั่งตรวจดูว่าบนตัวสัตว์มีจีพีเอสติดอยู่ไหม แถมยังบินว่อนบนฟ้าได้อย่างเปิดเผย
ดังนั้นศรมีชีวิตต้องตัวใหญ่กว่าจีพีเอส ตัดพวกแมลงทิ้งไปได้เลย
ต่อมาต้องเป็นสัตว์ที่คนส่วนใหญ่ไม่จับมากิน ตัดนกหลายชนิดทิ้งไป
"งั้นก็เหลือสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมที่บินได้... ค้างคาว?"
คิดถึงตรงนี้ โม่ฉยงก็พูดไม่ออก
ค้างคาวใช้คลื่นเสียงสะท้อนในการนำทาง ถ้าโดนรบกวน การบินชนตึกหรือชนคนก็เป็นเรื่องปกติ
มองในมุมนี้ มันเหมาะจะเป็นศรมีชีวิตมาก
"ซื้อมาลองสักสองสามตัว ถือว่าเป็นกระสุนชนิดใหม่ น่าจะได้ใช้ประโยชน์"
...
[จบแล้ว]