เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

ตอนที่ 452 เมื่อถังอี้ออกมา

ตอนที่ 452 เมื่อถังอี้ออกมา

ตอนที่ 452 เมื่อถังอี้ออกมา


เบื้องหลังประตูบรอนซ์

ถังอี้กำลังสั่นไปทั้งตัว  สีหน้าของเขาบิดเบี้ยวเหยเก หมอกดำซึมเข้าไปในร่างของเขา แม้ว่าหอวิญญาณสามารถดึงจิตวิญญาณยุทธออกมาจากการ์ดวิญญาณได้ แต่ก็ไม่สามารถช่วยให้เขาดูดซับพลังนั้นได้  ทุกการดูดซับจิตวิญญาณยุทธเป็นเหมือนการต่อสู้ที่โหดร้ายและสิ้นหวัง

ศัตรูของเขาครั้งหนึ่งเคยมีลักษณะที่โดดเด่นเป็นอัจฉริยะรุ่งเรืองในยุคของเขา  และเป็นคนผู้หนึ่งได้สร้างชื่อในเวลานั้น

และตัวเขาไม่สำคัญอะไรเหมือนกับต้นหญ้า

ต้องถูกกำหนดมาแล้วว่าเป็นการต่อสู้ที่ไม่เป็นธรรมแม้ว่าจะเป็นแค่แก่นของจิตวิญญาณยุทธแต่ก็ยังแข็งแกร่งมากกว่าเขาถึงสองสามเท่า ระดับจิตวิญญาณยุทธของเขาอ่อนแอมาก ฐานแรกเริ่มของเขาอ่อนแอเกินไป และสำหรับเขา การต่อสู้ที่ไม่ยุติธรรมก็เหมือนกับเขาหลงตัวเองและขุดหลุมฝังตนเอง

เขารู้ว่าใต้เท้าปิงคัดค้านและรู้ว่าใต้เท้าปิงกังวลห่วงใย

แต่....เขาไม่ต้องการยอมแพ้...

ข้าจะทนดูได้อย่างไรขณะที่พวกท่านทิ้งข้าไว้เบื้องหลัง? ข้าจะทนดูได้อย่างไรขณะที่ข้ากลับช่วยเหลือได้น้อยลงทุกที? ข้าจะทนดูศัตรูแข็งแกร่งขึ้นได้อย่างไรและดาบของข้ากลับทื่อขึ้นทุกที

ชีวิตนี้ได้มาอย่างยากลำบากมากข้าจะไม่เห็นค่ามันได้อย่างไร!

ข้าได้รับมอบสุดยอดวิชาโดดเด่นมาแล้วข้าได้รับมอบความหยิ่งภูมิใจ ดาบฟันขาม้าของข้าลับไว้คมแล้ว และข้าจะท้อถอยได้ยังไง?ข้าจะหลบอยู่ได้อย่างไร? ทำไมข้าต้องกลัวการต่อสู้ครั้งนี้ด้วย?

หึ

และยังคงมีกองทัพหมาป่า

ข้าบอกพวกเขาไว้ก่อนแล้วว่าข้าจะพาเขาลุยไปข้างหน้า  ข้าบอกพวกเขาว่าข้าจะพาพวกเขาไปพบกับความสำเร็จข้าได้บอกไว้ว่าข้าจะปกป้องแนวหน้าพวกเขาไว้

วิญญาณน้อยๆดวงนี้ต้องการสู้เคียงข้างพวกเจ้าทุกคน!

เสียงคำรามเบาดังออกมาจากเบื้องหลังประตูบรอนซ์

******

ค่ายบรอนซ์เมืองสามวิญญาณ

ฮัวเฉินหวินกำลังเขียนรายงาน

“....ข้าต้องยอมรับว่าวิชาด้านจักรกลของที่นี่ก้าวล้ำเราไปมาก  แม้ว่าข้าจะไม่ได้พบกับอาจารย์เซรีนแต่มาตรฐานที่แสดงออกมาโดยอาวุธจักรกลวิญญาณที่สนามฝึกฝนอยู่ในระดับน่าทึ่ง แต่สิ่งหนึ่งที่ต้องระมัดระวังอย่างแท้จริงก็คือพวกเขาอบรมนักสู้สายจักรกลที่มีขนาดใหญ่  วิชาจักรกลค่อยๆกลายเป็นสัญลักษณ์ของเมืองสามวิญญาณ ที่ซึ่งนักสู้สายจักรกลทุกคนของกลุ่มดาวต่างๆในสวรรค์วิถีกำลังหลั่งไหลเข้ามา การร่วมฝึกฝนอบรมจำเป็นต้องจ่ายค่าธรรมเนียม แต่แน่นอนว่าทุนการศึกษาของผู้มีใจกว้างจะรับประกันอัจฉริยะว่าจะได้รับการฝึกฝนจนสำเร็จกลุ่มนักสู้จักรกลต่างๆ การจัดระบบและดูเหมือนพวกเขาเตรียมการเหมือนกับเป็นกองทัพการฝึกอบรมนักเรียนมีรูปแบบของกองทัพที่แข็งแกร่งและนี่ทำให้ข้าคิดถึงยุครุ่งเรืองของกองทัพกางเขนใต้”

เขาหยุดชั่วขณะจากนั้นเขียนต่อ

“ความสำเร็จของพวกเขามีการจัดการในระดับที่น่าชื่นชมมาก  เมื่ออยู่ในสนามฝึกฝน  ข้าพบกับนักสู้สายจักรกลผู้โดดเด่นเขายังอายุน้อยมาก ประมาณสิบสี่ปี และเป็นหนึ่งในผู้ได้รับทุนการศึกษาของฐาน  เขาคาดหวังอย่างเต็มที่จะได้เข้าร่วมกับกองทัพจักรกลไม่เพียงแต่เขาเท่านั้น สำหรับสหายของเขาก็เหมือนกันพวกเขาปรารถนาจะได้เข้าร่วมกับกองทัพจักรกล มีเหตุผลสำคัญอย่างหนึ่ง  เพราะเมื่อพวกเขาเข้าร่วมกองทัพจักรกลพวกเขาจะได้รับโอกาสให้ขับขี่อาวุธจักรกลวิญญาณรุ่นใหม่ล่าสุด  และนั่นสำหรับนักสู้สายจักรกลเป็นเรื่องที่น่าลุ่มหลงมาก  ผู้สร้างฐานบรอนซ์มีแผนการสร้างไว้สำเร็จแล้วเนื่องจากพวกเขาสร้างป้อมปราการทหารที่สมบูรณ์..”

หลังจากเสร็จสิ้นเขียนรายงาน เขารู้ว่านั่นจะเป็นระเบิดลูกใหญ่อย่างมิต้องสงสัย แต่ทุกอย่างที่เขาได้เห็นและได้ยินทำให้เขาเกิดแรงกระตุ้นจะบันทึกทุกอย่างออกมา

นอกจากที่ลับของฐานพื้นที่ส่วนใหญ่เขามีอิสระที่จะเดิน ฮัวเฉินหวินไม่ใช่คนโง่ เขารู้ว่าอีกฝ่ายกำลังแสดงพลังอวดเขา แต่เห็นได้ชัดว่านั่นเป็นการพูดอย่างมั่นใจ

สำหรับตระกูลอีวานฮัวเฉินหวินทำปากเหยียดหยาม

เขาใช้ความพยายามในเรื่องเกี่ยวกับเซรีนและได้พยายามสอบถามเรื่องทั้งหมดและยิ่งเกลียดตระกูลอีวานมากขึ้นอดีตของเซรีนไม่ใช่ความลับ เพียงแต่ทางครอบครัวปฏิเสธไม่ยอมรับเมื่อมารดาของนางอยู่ด้วยและหลังจากมารดาตายเพราะความเจ็บป่วย หลังจากได้ภรรยาใหม่ที่มีชื่อเสียงในปีที่สอง  พวกเขาก็ขับเซรีนออกจากตระกูล

ใครจะรู้ว่าเซรีนจะกลายเป็นปรมาจารย์วิศวกรจักรกลใหญ่ผู้มีชื่อเสียงดังนั้นอีวานจึงมาพบนาง เป็นเวลาหลายปีแล้ววิศวจักรกลส่วนใหญ่จะมีพรสวรรค์น้อย นอกจากนี้นางยังสร้างอาวุธจักรวิญญาณได้และเป็นคนที่จะนำวงการจักรกลโบราณกลับมาฟื้นฟูอีกครา?

ในปัจจุบันนี้วงการวิชาจักรกลศักดิ์ศรีของเซรีนเทียบเท่ากับปรมาจารย์ยุคโบราณแล้ว

และตระกูลอีวานต้องการจะชุบมือเปิบอย่างนั้นหรือ?  ถ้าเป็นเขา ก็คงจับแขวนเหมือนกัน...

ฮัวเฉินหวินเต็มไปด้วยความรังเกียจครอบครัวและตระกูลอย่างตระกูลอีวานเขารู้สึกว่าความตายของมารดาเซรีนน่าสงสัย เขาตัดสินใจละเลยเรื่องตระกูลอีวาน ในขณะที่เขารู้การทำงานในฐานบรอนซ์จะส่งผลต่อการเติบโตในอนาคตโดยตรง  แม้ว่าตระกูลอีวานจะมีอำนาจแต่ปัญหาแบบนั้นพันธมิตรคงไม่ถูกทอดทิ้งแน่

นอกจากนี้ยังมีการเชื่อมโยงที่คลุมเครือไม่ชัดเจนระหว่างเมืองสามวิญญาณและถังเทียนจากกลุ่มดาวหมีใหญ่ สงครามในกลุ่มดาวหมีใหญ่มีอาวุธจักรโผล่ออกมาซึ่งดูเหมือนตอนแรกจะมาจากเมืองสามวิญญาณเพราะมีแต่เมืองสามวิญญาณที่สามารถมีกำลังผลิตอาวุธจักรกลวิญญาณได้มากมาย

แม้ว่าตระกูลอีวานจะน่ากลัว  แต่ถังเทียนก็ไม่ใช่คนธรรมดาเช่นกัน

ถังเทียนผู้โผล่ออกมาอย่างไม่มีหัวนอนปลายเท้าปัจจุบันนี้เป็นพญาหมีผู้ทรงอิทธิพลอำนาจไปแล้ว ถังเทียนในปัจจุบันเป็นหัวข้อหลักที่กลุ่มดาวต่างๆในสวรรค์วิธียังคงศึกษาอย่างหนัก ไม่ว่าจะค้นคว้าจากมุมไหน มันจะนำเขาไปสู่ความรุนแรงอย่างแน่นอน

ในฐานะเจ้าปกครองกลุ่มดาวเขากล้าใช้วังวนกระบี่ทอนวิญญาณจริงๆคนๆ หนึ่งกล้าบำเพ็ญทุกข์กรกิริยากับตนเองจะชั่วร้ายง่ายๆ ได้ยังไง?กลุ่มดาวสองสามแห่งจากตำหนักระนาบกลางเริ่มกระสับกระส่ายกลัววิชาวังวนกระบี่ทอนวิญญาณ จึงไม่กล้าที่จะประมาท

ยังมีกระทั่งข่าวลือว่าเขาสังหารนักสู้ระดับเซียนคนหนึ่งแต่ไม่มีใครรู้ว่าจริงหรือเท็จ

แต่กลุ่มดาวหมีใหญ่ในปัจจุบันมีการผสานร่วมมือกับในสี่กลุ่มดาวเขาจึงเป็นผู้ทรงอิทธิพลอำนาจซึ่งมีศักยภาพ

เขาอดทนรอพวกเขาให้พูดคุยปรึกษาจนเสร็จสิ้น

มีร่างสองร่างปรากฏตัวที่เมืองสามวิญญาณ

“อวดดีเกินไปแล้ว!”คนที่พูดเป็นสตรีอายุราวๆ สามสิบปี นางดูเจนโลกและมีความสามารถ สายตาของนางเย็นชามาก“ตระกูลอีวานของเราต้องทนอัปยศอย่างนั้นตั้งแต่เมื่อใดกัน?”

“ใครจะรู้ว่าพวกหัวโบราณกำลังคิดอะไร? เฮ้อ..ก็แค่ช่างจักรกลใหญ่คนเดียว ทำไมต้องประชุมกองกำลังใหญ่ขนาดนั้น?”  บุรุษพูดอย่างไม่จริงจัง ผมของเขาสีเงินดาบใหญ่บนหลังของเขาดูสะดุดตา

ทั้งสองคนเป็นนักสู้จากตระกูลอีวานสตรีชื่อเชอลีย์ ส่วนบุรุษชื่อแอกเกอร์และอยู่ใกล้เมืองสามวิญญาณมากที่สุด  ดังนั้นพวกเขาจึงถูกส่งมา

“เบื้องบนต้องการให้เราเจรจา เดี๋ยวก่อนเราจะเจรจาแบบนี้ได้ยังไง?  แอกเกอร์โบกมือ”พวกเขามัดคนของเราไว้จริงๆ และก็เป็นท่านเกรย์ หึหึ หน้าท่านเกรย์ซีดเลยตอนนี้เขาจะระบายความโกรธกับเราไหม?”

เชอลีย์แค่นเสียง“เจรจา? เอาง่ายๆ เราจะทำลายฐานให้ราบและชิงตัวนังตัวแสบกลับมา ท่านเกรย์ก็จะหายโกรธเอง”

“เฮ้,พวกเขามีนักสู้ระดับทองชื่อว่าชี่กวงและอีกคนหนึ่งชื่อตวนมู่แข็งแกร่งมากเช่นกัน”แอ็กเกอร์ทำท่าและพูด

“กลุ่มดาวคนแบบงูแตกคอกับนักสู้ระดับทองแล้วพวกเขาจะทำอะไรได้?” เชอลีย์พูดอย่างเหยียดหยาม

แอกเกอร์พึมพำ“นั่นสินะ แค่เพราะเรื่องนี้ เราต้องมาซะไกลโข เจ้าคนเดียวก็คลี่คลายปัญหานี้ได้ทำให้ข้าเสียเวลาไล่จีบสาวเปล่าๆ..”

“หยุดพูดเหลวไหลได้แล้ว” เชอลีย์พูดอย่างเย็นชาก่อนที่จะหยุด

ทั้งสองคนมองดูประตูใหญ่ของฐานทัพบรอนซ์

********

หอวิญญาณค่ายหมายเลขเจ็ด

ปิงกำลังรออยู่ข้างนอกประตูรู้สึกถึงบางอย่างได้ทันทีและเขาลืมตาทันทีสีหน้าเต็มไปด้วยความคาดหวัง

ประตูบรอนซ์เปิดออกและร่างของผู้กล้าออกมาปรากฏตัวอยู่หน้าพวกเขา

“พันตรีถังอี้ขอรายงานตัวรับภารกิจขอรับ!”

เสียงแหลมต่ำของเขามีพลังเป็นปกติ  เหมือนกับว่ามีพลังแปลกๆ ทำให้หัวใจของเขาเต้นแรง

พึ่บพั่บ

เสียงของเกราะกระทบกันให้ความรู้สึกที่จริงจัง  ร่างกายทั้งหมดของเขามีเกราะคลุมทั้งหมด  ถังอี้ควงดาบฟันขาม้าในมือเดินออกมาเหมือนขุนพลผู้เหี้ยมหาญผู้ผ่านการรบมาร้อยศึก  ชุดเกราะที่สวมเป็นขนนกทั้งตัว ความมันวาวได้ซ่อนรอยแผลจากการรบของเขาไว้

ปิงตื่นเต้นมาก

ที่สำคัญคือมีรังสีฆ่าฟันอำมหิตอยู่รอบตัวถังอี้  กลิ่นอายฆ่าฟันนี้แผ่ออกมาในรูปของหมอกดำ  ม่านตาของเขาเต็มไปด้วยพลังและภายในหมอกดำมีพลังที่ลึกล้ำ  เขาไม่มีกลิ่นอายของขุนพลวิญญาณสักนิดและไม่มีใครสามารถบอกได้ว่าเขาเป็นขุนพลวิญญาณจริงๆ

ดาบฟันขาม้าของถังอี้ดูราบเรียบมากขึ้น สันดาบสีดำแข็งหนาและมีแต่คมดาบที่เรืองแสงสีขาวเหมือนหิมะ

การ์ดสุดยอดวิชาโดดเด่นสองใบ  ถังอี้ดูดซับการ์ดขุนพลวิญญาณถึงสองใบทำให้อารมณ์ของปิงตกวูบ  เขารู้ว่ามันไม่ใช่ง่ายๆสำหรับเขานั้นสมรรถนะของถังอี้ต่ำที่สุด ทุกย่างก้าวเขาต้องทำอย่างยากลำบากมาก การปะทะกันระหว่างวิญญาณไม่ได้อยู่ในวิถีทาง ใช้พลังใจและศรัทธาล้วนๆซึ่งส่งผลให้ ถ้าอ่อนแอลงเล็กน้อยก็จะทำให้พังทลาย

แต่การดูดซับการ์ดสุดยอดวิชาโดดเด่นต่อเนื่องกันสองใบเหลือเชื่อมากเกินไปแม้จะจบกระบวนการแล้ว ปิงก็ยังไม่อยากเชื่อ

เขามองดูถังอี้  ใจของเขาไม่อาจจะสงบลงได้

ไม่ว่าในอดีตเจ้าจะมีพลังเล็กน้อยขนาดไหนก็ตามแต่เจ้าผ่านมาได้เต็มไปด้วยเลือดและบาดแผลจนถึงจุดนี้ได้ จากวันนี้เป็นต้นไปเจ้าไม่ใช่ขุนพลธรรมดาอีกแล้ว

ปิงตบไหล่ของถังอี้และกล่าว“ดีมาก, ผู้พัน!”

“เอาละผู้พัน, ช่วยปกป้องฐานทัพไว้ด้วย  ใครก็ตามที่กล้ารุกรานเข้ามา  ฆ่าพวกมัน!”

“ขอรับ ใต้เท้า!”

เสียงแหลมต่ำตอบรับของเขาเต็มไปด้วยรังสีฆ่าฟัน ถังอี้สวมชุดเกราะทั้งตัวถือดาบฟันขาม้าที่มีคมดาบเรืองรองหมุนตัวเดินออกไป

ควั่บควั่บ

เกราะขนนกผ่านไปตามทางเดินผ่านเข้าห้องจิตวิญญาณยุทธและกลับเข้ามาที่ฐาน  ทุกคนที่อยู่เหนือพื้นที่ประหลาดใจและตกใจกันทุกคน  เนื่องจากพวกเขาสังเกตว่าดาบฟันขาม้าเต็มไปด้วยรังสีฆ่าฟัน

ถังอี้เชิดหน้าเดินถือดาบออกมาอย่างสง่าผ่าเผย  เขาเดินขึ้นบันไดและขึ้นไปจนถึงระดับพื้นดิน

ภายใต้แสงสว่างไสวเกราะขนนกยังคงกระทบกันเกิดเสียงวืดๆ ผ่านไปตาพื้นที่ฝึกฝนระดับต่างๆ  นักสู้จักรกลที่กำลังฝึกหยุดมองดูเขาทุกคน

“นั่นท่านถังอี้หรือเปล่า?” ใครบางคนถามสายตาของเขามองดูดาบฟันขาม้าของถังอี้

ถังอี้หยุดหยุดอยู่กับที่“ใช่แล้ว”

นักสู้จักรกลรอบๆค่อยมีสีหน้าผ่อนคลายและนักสู้ที่สงสัยถามขึ้น “ท่านถังอี้, ท่าน...”

“รับคำสั่งปกป้องฐาน”

ถังอี้ไม่หยุดเดินไปจนกระทั่งถึงหน้าประตูใหญ่

ประตูบรอนซ์สูงตระหง่านถึงหกสิบเมตรตั้งตระหง่าน ขุนพลวิญญาณในชุดเกราะผู้เหี้ยมหาญถือดาบในมือยืนคุ้มกันประตูตามลำพัง

อาวุธจักรกลวิญญาณทุกชุดที่กำลังฝึกอยู่ในสนามฝึกหยุดหมดทุกคน  ไม่มีแสงที่ประตูเมือง  แต่ร่างนั้นสูงใหญ่เป็นปกติดึงดูดสายตาของทุกคน

มีอยู่ประโยคหนึ่งผุดขึ้นมาในใจของทุกคนนเวลาเดียวกัน

หนึ่งคนสามารถต้านศัตรูหนึ่งหมื่น!

“หืมม?”

เบื้องหลังหมอกดำจางๆตาของถังอี้ที่ปิดอยู่พลันลืมตาขึ้น เขาตวาดลั่นทำให้ทั่วทั้งพื้นที่ได้ยินเสียงของเขา“เปิดประตู”

นายช่างจักรกลที่ควบคุมประตูดูเหมือนเพิ่งตื่นจากภวังค์และเปิดประตูอย่างงกๆเงิ่นๆ

แกรกๆๆๆๆ

ประตูบรอนซ์หนาหนักถูกเปิดช้าๆ

จบบทที่ ตอนที่ 452 เมื่อถังอี้ออกมา

คัดลอกลิงก์แล้ว