- หน้าแรก
- ไซอิ๋ว ศิษย์รักได้โปรดปล่อยอาจารย์ไปตายเถอะ
- บทที่ 24: เง็กเซียนฮ่องเต้ ข้าขอฟ้องร้องฝ่ายพุทธ!
บทที่ 24: เง็กเซียนฮ่องเต้ ข้าขอฟ้องร้องฝ่ายพุทธ!
บทที่ 24: เง็กเซียนฮ่องเต้ ข้าขอฟ้องร้องฝ่ายพุทธ!
บทที่ 24: เง็กเซียนฮ่องเต้ ข้าขอฟ้องร้องฝ่ายพุทธ!
ปีศาจหมีดำถึงกับบื้อใบ้ไปชั่วขณะ สิ่งที่มันเห็นอยู่ตรงหน้านี้คืออะไรกัน?
มหาเทพเหวินจง ผู้คุมทัณฑ์สวรรค์... เอ้อหลางเสิน หยางเจี่ยน... องค์ชายสามนาจา...
แล้วผู้อาวุโสสามท่านที่ยืนอยู่หน้าสุดนั่นล่ะ เหตุใดเพียงแค่มันเหลือบมอง ร่างกายก็สั่นสะท้านไปถึงขั้วหัวใจเช่นนี้? กลิ่นอายพลังระดับนี้ อย่างน้อยต้องเป็นระดับต้าหลัวจินเซียนใช่หรือไม่?
ทว่าสิ่งที่มันไม่ล่วงรู้ก็คือ ในฐานะ ‘มนุษยบรรพชน’ ผู้แบกรับชะตากรรมของเผ่าพันธุ์มนุษย์ทั้งหมด พวกเขาได้ตัดสังโยชน์สามศพและบรรลุถึงจุดยอดของระดับกึ่งเซียนมานานแสนนานแล้ว!
ซุนหงอคงกระโดดตัวลอยเข้าไปหาผู้อาวุโสทั้งสามพลางฉีกยิ้ม “ท่านมหาอริยปราชญ์ ข้าพานามเจ้าหมีดำมาแล้ว”
“อืม... มหาเทพ ท่านถอยไปก่อนเถิด”
สุยเหรินซื่อพยักหน้า ส่งสัญญาณให้ซุนหงอคงถอยออกไป... ซุนหงอคงไม่กล้าเอ่ยขัด เขาฉีกยิ้มแห้งๆ แล้วถอยไปยืนข้างองค์ชายสามนาจา... เขารู้สึกถึงกลิ่นอายที่คุ้นเคยและผูกพันอย่างยิ่งจากมนุษยบรรพชน ดังนั้นนอกจากจะไม่หวาดกลัวแล้ว เขายังว่าง่ายอย่างถึงที่สุด
ทางด้านมนุษยบรรพชนเองก็ล่วงรู้ถึงที่มาของซุนหงอคงดี พวกเขาเห็นวานรตนนี้เป็นดั่งพี่น้องร่วมเผ่าพันธุ์ ย่อมไม่มีทางเข้มงวดรุนแรงด้วยอยู่แล้ว
“เจ้าหมีดำ”
“ขะ... ข้าอยู่นี่แล้ว!”
ปีศาจหมีดำสะดุ้งสุดตัว รีบก้มลงกราบกรานอย่างขลาดเขลา...
แน่นอนว่ามันไม่มีทางเลือกอื่นนอกจากต้องขลาดเขลา... ด้วยขุมกำลังที่ชุมนุมอยู่บนหมู่เมฆในตอนนี้ ลำพังปีศาจหมีตัวหนึ่งจะกล้าตั้งคำถามได้อย่างไร?
“มหาเทพ ท่านมีสิ่งใดจะบัญชาข้า โปรดสั่งมาได้เลย!”
“ข้าจะถามเจ้าไม่กี่เรื่อง จงตอบตามความจริง! ชะตากรรมของเจ้าขึ้นอยู่กับสิ่งที่เจ้าได้กระทำลงไป”
“ข้อแรก เจ้าล่วงรู้เรื่องที่อารามกวนอิมดักปล้นฆ่าผู้เดินทางหรือไม่?”
“ข้า... ข้ารู้...” ปีศาจหมีดำเริ่มเข้าใจแล้วว่าเหตุใดตนจึงถูกเชิญตัวมาพบเหล่าผู้ยิ่งใหญ่เช่นนี้ มันรู้ซึ้งถึงการกระทำโฉดชั่วของอารามกวนอิมเป็นอย่างดี แต่ในฐานะปีศาจตนหนึ่ง มันจะไปหยุดยั้งมนุษย์ไม่ให้ทำชั่วได้อย่างไร?
“แต่ข้า... ข้าเป็นเพียงปีศาจ! ข้าคงไม่อาจห้ามมนุษย์ไม่ให้ทำชั่วได้ใช่หรือไม่? การติดต่อระหว่างข้ากับเจ้าอาวาสมีเพียงเรื่องของการบำเพ็ญเพียรเท่านั้น และในการปะทะส่วนใหญ่ ข้าก็เพียงแค่ชิงทรัพย์แต่ไม่เคยคิดเอาชีวิตคน! มหาเทพ ข้าเลื่อมใสในพุทธศาสนาและเชื่อในกฎแห่งกรรม ข้าไม่มีทางฆ่าแกงใครโดยง่าย ท่านต้องให้ความเป็นธรรมแก่ข้าด้วย!”
เหล่ามนุษยบรรพชนสบตากัน... ปีศาจหมีดำตนนี้ไม่มีรังสีการฆ่าฟันของมนุษย์ติดตัวมามากนักจริงๆ... หากเทียบกับเหล่าภิกษุเบื้องล่างแล้ว มันแทบจะเรียกได้ว่าเป็นผู้ทรงศีลเลยทีเดียว!
“อย่าพูดมากความ บาปของเจ้าจะหนักหนาเพียงใดมิใช่เจ้าเป็นผู้กำหนด! จงตอบคำถามต่อไปแต่โดยดี!”
มหาเทพเหวินจงแค่นเสียงคำรามด้วยความโกรธ เปรี้ยง! สายฟ้าฟาดลงที่ปลายเท้าของปีศาจหมีดำจนดินแตกระแหง...
กระแสไฟฟ้าที่กระจายตัวทำเอาปีศาจหมีดำชาไปทั้งร่าง... มันไม่กล้าดิ้นรนหรือถามซ้ำอีก... ในสถานการณ์เช่นนี้ แค่รักษาชีวิตไว้ได้ก็นับว่าบุญโขแล้ว ส่วนความเจ็บปวดน่ะหรือ จะมาเท่าไหร่ก็เชิญ!
ขอเพียงไม่ตาย มันก็ไม่สนสิ่งใดทั้งสิ้น!
“คำถามที่สอง” สุยเหรินซื่อเอ่ยด้วยใบหน้าเย็นชา “เจ้าเห็นการกระทำของอารามกวนอิมมามากน้อยเพียงใด?”
“เกือบทั้งหมด... ข้าเห็นมาโดยตลอด”
“ดีมาก จงถ่ายโอนความทรงจำทั้งหมดที่เจ้ามีเกี่ยวกับอารามแห่งนี้ลงในหินฉายเงาเสีย... อย่าได้ปิดบังแม้เพียงนิดเดียว!”
“น้อมรับบัญชา!”
ปีศาจหมีดำรับหินฉายเงามาจากมือของนาจาด้วยอาการสั่นเทิ้มยิ่งกว่าเดิม... ปรากฏว่าองค์ชายสามนาจาผู้นั้น เป็นเพียงแค่ ‘ผู้ช่วย’ ในกลุ่มคนเหล่านี้เท่านั้นเองหรือ...
เมื่อบันทึกความทรงจำเสร็จสิ้น สุยเหรินซื่อก็สะบัดมือฉายภาพขึ้นสู่กลางเวหา... ภาพเหตุการณ์ปรากฏชัด เจ้าอาวาสจินฉือนาเหล่าภิกษุใช้พระนามของพระโพธิสัตว์กวนอิมบังหน้าเพื่อก่อกรรมทำเข็ญ
พวกมันบ้างก็บีบบังคับให้ราษฎรขายบุตรธิดา บ้างก็เข้ายึดครองที่ดินและทรัพย์สินโดยมิชอบ ผู้ที่สัญจรผ่านไปมาถูกลากตัวไปยังที่ลับตาและสังหารทิ้งอย่างโหดเหี้ยม โครงกระดูกถูกทิ้งไว้กลางป่าช้าให้เน่าเปื่อยโดยไร้การฝัง... แม้แต่เจ้าที่เจ้าทางในแถบนั้นยังทนดูไม่ได้ ต้องคอยเก็บกวาดวิญญาณเหล่านั้นลงสู่ปรโลก...
ที่สำคัญที่สุด คือสิ่งที่พวกมันกระทำต่อหญิงสาวชาวบ้าน...
“อารามกวนอิม... สมควรถูกกวาดล้างให้สิ้นซาก!”
ชิงล่วนเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงเย็นเยียบ นางเป็นตัวแทนจากวังวาคำประกาศของนางย่อมมีน้ำหนักมหาศาล!
มนุษยบรรพชนแค่นเสียงเย็นชาพลางสะบัดแขนเสื้อ... เหล่าภิกษุโฉดแห่งอารามกวนอิมทั้งหมดถูกดูดหายเข้าไปในแขนเสื้อของเขาทันที
จากนั้น เขาจึงหันมามองปีศาจหมีดำ “ข้าจะให้โอกาสเจ้าไถ่บาป จงตามข้าขึ้นสู่สรวงสวรรค์เพื่อเป็นพยานชี้ตัวกวนอิม!”
“เอ่อ... เรื่องนี้...” สีหน้าของปีศาจหมีดำเปลี่ยนไปทันที นั่นคือกวนอิมมหาโพธิสัตว์แห่งฝ่ายพุทธเชียวนะ! ยอดฝีมือระดับกึ่งเซียนเชียวนะ!
ทว่า เมื่อต้องเผชิญหน้ากับเหล่าเทพเทวานับร้อยบนท้องฟ้า โดยเฉพาะผู้นำอย่างมนุษยบรรพชน ปีศาจหมีดำก็ต้องจำใจยอมสยบ... ไม่ใช่ว่ามันอยากจะกล่าวโทษพระโพธิสัตว์ที่มันเลื่อมใส แต่มันจำเป็นต้องเอาชีวิตรอดในสถานการณ์นี้ให้ได้!
มันรีบยืดอกและประกาศกร้าว “มหาเทพโปรดวางใจ ข้าเจ้าหมีเฒ่าก็ไม่ชอบขี้หน้าพวกพระในอารามนั่นมานานแล้ว! การชำระล้างแผ่นดินให้สะอาดเป็นหน้าที่ของปีศาจทุกตน! มหาเทพ ข้าจะไปกับท่านเพื่อชี้ตัวพวกคนบาปเหล่านั้นเอง!”
“อืม ดีมาก ตามข้ามาเถิด เมื่อเรื่องนี้จบลง การจะรับเจ้าเข้าสู่ถ้ำเมฆาอัคคีในฐานะเทพารักษ์ก็ใช่ว่าจะเป๋นไปไม่ได้!”
คำมั่นสัญญาของสุยเหรินซื่อทำเอาปีศาจหมีดำดีใจจนแทบเนื้อเต้น หากได้เข้าสู่ดินแดนศักดิ์สิทธิ์ของมนุษย์ มันจะไม่เหลียวแลพุทธศาสนาอีกเลย! การเลื่อมใสในพุทธศาสนา ถ้าพูดกันตามตรงก็แค่ต้องการหาที่พึ่งพิงใหญ่ๆ เท่านั้นเอง!
แต่ฝ่ายพุทธจะมาเทียบกับเผ่าพันธุ์มนุษย์ได้อย่างไร? นี่คือตัวเอกตลอดกาลของฟ้าดิน! แม้แต่เทพธิดาหนี่วาหรือเล่าจื๊อ ต่างก็บรรลุเป็นเซียนได้เพราะพึ่งพาบารมีของเผ่าพันธุ์มนุษย์ทั้งนั้น!
“เจ้าหมีดำขอบพระคุณมหาเทพที่ประทานโอกาส!”
“ไปกันเถอะ อย่าให้เสียเวลา! ซุนหงอคง เจ้าก็ตามมาด้วย...”
“ซุนหงอคงน้อมรับคำบัญชา!”
และแล้ว ขบวนเทพผู้ยิ่งใหญ่ที่ยกมาอย่างอลังการ ก็ยกทัพกลับสู่สรวงสวรรค์อย่างยิ่งใหญ่เช่นกัน
ทางด้านอาราม เมื่อถึงเวลานัดหมาย เฉินเสวียนจ้างเดินออกจากห้องสมาธิพร้อมไม้เท้าขักขระในมือ เตรียมพร้อมจะเปิดฉากสังหารหมู่... ทว่าเขากลับพบว่าในอารามทั้งหลัง ไม่มีพระเหลืออยู่เลยแม้แต่รูปเดียว?
มารดามันเถอะ ใครมันมาแย่งคิลข้าไปวะ! ข้ากะจะอาละวาดให้ฝ่ายพุทธต้องสะเทือนเสียหน่อย!
เฉินเสวียนจ้างเดินกลับเข้าห้องด้วยอาการฟึัดฟัดแล้วทิ้งตัวลงนอน... เรื่องนี้ไม่ต้องเดาก็รู้ ต้องเป็นฝีมือของซุนหงอคงแน่ๆ! รอเจ้าลิงนั่นกลับมาเขาก็คงจะได้รู้ความจริงเอง!
ณ ตำหนักหลิงเซียวบนสรวงสวรรค์ เง็กเซียนฮ่องเต้จ้องมองเหล่าเทพเทวาที่มาชุมนุมกันเต็มวิมานด้วยอาการตาเขม่น... นี่... นี่มันคือการก่อกบฏหรืออย่างไร?
หรือว่าเผ่าพันธุ์มนุษย์จะรู้สึกว่าใช้ชีวิตลำบากเกินไป เลยจะลากเหล่าเทพที่เป็นมนุษย์มาช่วยกันโค่นเขาลงจากบัลลังก์? มิเช่นนั้น เหตุใดมนุษยบรรพชนที่ไม่เคยปรากฏตัวเลยนับตั้งแต่สงครามจัวลู่ ถึงได้มาปรากฏตัวที่นี่ในตอนนี้?
คนเหล่านี้คือรากฐานที่แท้จริงของมนุษย์! บารมีของพวกเขาในหมู่มนุษย์นั้นยิ่งใหญ่เสียยิ่งกว่าตรีราชันเสียอีก!
“มนุษยบรรพชน... เหตุใดท่านจึงมาที่นี่?”
เง็กเซียนฮ่องเต้เอ่ยถามด้วยความระแวดระวัง โดยเฉพาะเมื่อเห็นเหล่าเทพมากมายที่ยืนคุมเชิงอยู่ด้านหลัง เขาก็ยิ่งรู้สึกปวดเศียรเวียนเกล้า
เอ้อหลางเสิน หยางเจี่ยน เฝ้ามองเหตุการณ์นี้อย่างเงียบๆ และเริ่มรู้สึกว่า ความสัมพันธ์ของเขากับเผ่าพันธุ์มนุษย์ดูจะแน่นแฟ้นขึ้นมาทันตาเห็น?
อย่างไรเสีย เขาก็เป็นลูกครึ่งเทพครึ่งมนุษย์ มีเลือดมนุษย์อยู่ในกายครึ่งหนึ่ง! อีกทั้งบิดาก็เป็นมนุษย์ นามสกุลหยาง หากเขาจะบอกว่าตนเองเป็นมนุษย์ ก็คงไม่มีใครกล้าคัดค้านใช่หรือไม่?
“เง็กเซียนฮ่องเต้ ข้ามีเรื่องจะฟ้องร้องฝ่ายพุทธ!”
เง็กเซียนฮ่องเต้กะพริบตาปริบๆ ฟ้องร้องฝ่ายพุทธงั้นหรือ? แปลว่าไม่เกี่ยวกับเขาสินะ?
ทันใดนั้น เง็กเซียนฮ่องเต้ก็ยืดอกขึ้นทันที สีหน้ากลับมาเคร่งขรึมและทรงอำนาจอีกครั้ง!
“มีข้อหาใดบ้าง?”
“ข้อแรก ข้าขอประณามเหล่าภิกษุอารามกวนอิมที่ใช้พระนามของพระโพธิสัตว์บังหน้าเพื่อทำชั่ว เข่นฆ่าราษฎรมนุษย์ดั่งผักปลา ข้อสอง ข้าขอประณามฝ่ายพุทธที่หย่อนยานในการปกครอง ปล่อยให้คนโฉดแอบอ้างชื่อเสียง และข้อสาม ข้าขอประณามคำสอนของฝ่ายพุทธที่ทำให้เหล่าภิกษุหลงลืมเผ่าพันธุ์และบรรพชน ไปสมคบคิดกับพวกปีศาจจนไร้ซึ่งจิตสำนึกแห่งความเป็นมนุษย์!”
สิ้นคำกล่าวหาทั้งสามข้อ ทั่วทั้งตำหนักหลิงเซียวพลันตกอยู่ในความเงียบงัดทันที...