- หน้าแรก
- บันทึกประจำวันของราชันย์เซียน
- บทที่ 105 ข้าว่ายังพอเยียวยาได้...
บทที่ 105 ข้าว่ายังพอเยียวยาได้...
บทที่ 105 ข้าว่ายังพอเยียวยาได้...
บทที่ 105 ข้าว่ายังพอเยียวยาได้...
ครึ่งชั่วโมงต่อมา แม่หวังเก็บจานชามบนโต๊ะเรียบร้อย เหลือไว้แค่กับข้าวที่หวังลิ่งชอบใส่กล่องไว้ในครัว ปู่คุยกับพ่อหวังและเหลยโหมวเหรินต่ออีกสักพัก ทั้งสองก็แยกย้ายขึ้นห้อง พ่อหวังต้องไปปั่นต้นฉบับ ส่วนปู่อายุมากแล้ว ทนง่วงไม่ไหว โดยเฉพาะหลังกินอิ่ม มักจะรู้สึกเพลียๆ
ตั้งแต่เกษียณ ปู่แทบไม่ได้เจอผู้บำเพ็ญเพียรเลย ปู่เลยสนใจคนกลุ่มนี้เป็นพิเศษ มักได้ยินว่าการบรรลุเต๋าของผู้บำเพ็ญเพียร บางทีขาดแค่วาสนานิดเดียว การเลื่อนขั้นบางครั้งขาดแค่ความเข้าใจในเจตจำนงเพียงน้อยนิด... แต่ปู่นึกไม่ถึงเลยว่า บรอกโคลีผัดกับซุปมะเขือเทศไข่ฝีมือตัวเอง จะมีผลแบบเดียวกัน!
ก่อนไป ปู่เห็นเหลยโหมวเหรินทำหน้าเครียดคิดไม่ตก เลยตบไหล่เบาๆ สามที ปู่ผ่านโลกมาเยอะ สมัยเป็นหัวหน้าเชฟเคยได้ยินเรื่องราวการฝึกวิชาของผู้บำเพ็ญเพียรมามาก ในนั้นมีหลายเรื่องที่เล่าว่าผู้บำเพ็ญเพียรพยายามทำความเข้าใจเจตจำนง บรรลุวิถีสวรรค์ แต่พลาดท่าธาตุไฟเข้าแทรกจนสูญเสียพลังยุทธ์...
ปู่ตบไหล่ติวเหลยเจินจวินสามที เจตนาแค่อยากเตือนสติเหลยโหมวเหรินว่าอย่าคิดมากไป เดี๋ยวจะธาตุไฟเข้าแทรก...
ผลคือ เหลยโหมวเหรินเหมือนโดนไฟช็อต ลุกพรวดขึ้นยืนอีกรอบ: "ขอบพระคุณผู้อาวุโสที่ชี้แนะ! ผู้น้อยจะมาขอคำชี้แนะจากผู้อาวุโสตอนยามสามแน่นอนขอรับ!"
ปู่หวัง: "......"
เอ้อร์ฮา: "......" ชี้แนะบ้านป้าเจ้าสิ! เขาไม่ใช่ปรมาจารย์ผูถีนะโว้ย! (อาจารย์ของซุนหงอคง)
ตอนหวังลิ่งกลับถึงบ้าน ก็เห็นชายชุดขาวกอดอก ก้มหน้า จ้องมองบรอกโคลีหนึ่งดอกกับซุปมะเขือเทศไข่เย็นชืดหนึ่งชามด้วยสีหน้าเคร่งขรึม
เอ้อร์ฮาบอกหวังลิ่งว่า ชายคนนี้อยู่ในท่านี้นานเป็นชั่วโมงแล้ว...
พ่อหวังกับปู่ขึ้นไปข้างบนหมดแล้ว เหลือแม่หวังนั่งเป็นเพื่อนเหลยโหมวเหรินคนเดียว ตลอดเวลาที่ผ่านมา เหลยโหมวเหรินเอาแต่จ้องบรอกโคลีกับซุปมะเขือเทศไข่ ไม่พูดไม่จา ทำเอาแม่หวังอึดอัดไปทั้งตัว
พอเห็นหวังลิ่งกลับมา แม่หวังเหมือนคว้าฟางเส้นสุดท้ายได้: "ลิ่งลิ่ง เสี่ยวเหลยเป็นโรคซึมเศร้ารึเปล่าลูก?"
หวังลิ่งมองชายหนุ่มแล้วเงียบกริบ: "......"
ชัดเจน... นี่มันโรคประสาทกำเริบชัดๆ!
จากนั้น หวังลิ่งไม่พูดพร่ำทำเพลง คว้าคอเสื้อเหลยโหมวเหริน ลากขึ้นชั้นบนทันที
แม่หวังเห็นติวเหลยเจินจวินโดนลากขึ้นไป นึกแอบถอนหายใจโล่งอก เริ่มเก็บกวาดซากอารยธรรมบนโต๊ะ
ตอนติวเหลยเจินจวินโดนหวังลิ่งลากขึ้นบันได เขาเห็นตำตาว่าแม่หวังเทซุปมะเขือเทศไข่ลงอ่างล้างจาน พลันกรีดร้องโหยหวน: "ไม่! ซุปมะเขือเทศไข่ของข้า! ข้าตายตาไม่หลับแน่ๆ!"
"พี่ชายลิ่ง! ข้าว่าซุปมะเขือเทศไข่ของข้ายังพอเยียวยาได้... ขอแค่ตอนนี้พี่ไปกับข้า ดักสกัดที่บ่อบำบัดน้ำเสียก่อนมันจะไหลลงทะเลน้ำแข็ง ต้องทันแน่นอน!"
หวังลิ่ง: "......"
"ก็ได้พี่ชายลิ่ง... ข้ารู้ว่ามันอาจจะเวอร์ไปหน่อย แต่อย่างน้อย ขอพี่ช่วยเก็บดอกบรอกโคลีที่ผู้อาวุโสคีบให้ข้าไว้เถอะ... ข้าจะเอาไปสตัฟฟ์เก็บไว้บูชา!"
หวังลิ่ง: "......"
...
...
แม้จะไม่ได้เจอกันนาน แต่หวังลิ่งรู้สึกว่าสันดานของชายคนนี้ยังเหมือนเดิมไม่เปลี่ยน คำเดียวสั้นๆ คือ "บ้า"
ในห้องนอน หวังลิ่งหยิบกล่องสี่เหลี่ยมหอมกลิ่นไม้จันทน์ออกมาจากใต้เตียง กล่องนี้หวังลิ่งเอาไว้เก็บยันต์ผนึกเก่าๆ บวกกับแผ่นที่เพิ่งเปลี่ยนเมื่อไม่นานมานี้ รวมเป็นห้าแผ่นพอดี
แม้พลังผนึกจะลดลงมากสำหรับหวังลิ่ง แต่ฤทธิ์เดชของยันต์ยังคงอยู่ หวังลิ่งเก็บหน้ากากผีหินไว้รวมกับยันต์พวกนี้ เพื่อกดพลังคำสาปของหน้ากาก
"นี่คือหน้ากากผีหินสินะ?" ตอนหวังลิ่งประคองหน้ากากผีหินออกมาจากกล่อง ชายชุดขาวข้างๆ ก็ทำหน้าตื่นเต้น
หน้ากากผีหินในตำนานดูเก่าคร่ำครึยิ่งกว่าที่จินตนาการ ดวงตาลึกลับ ตะขอที่ดูน่าสยดสยอง และสีสันซีดจางที่บ่งบอกความเก่าแก่... ถ้าไม่เห็นกับตา ดูแค่รูปในเน็ต ชายชุดขาวคงมองไม่เห็นรายละเอียดเยอะขนาดนี้
ติวเหลยเจินจวินจ้องหน้ากากอยู่นาน จู่ๆ ก็ตระหนักถึงเรื่องน่ากลัวบางอย่าง แล้วหันขวับมามองหวังลิ่ง: "พี่ชายลิ่งลองใส่ดูหรือยังขอรับ..."
หวังลิ่งพยักหน้าตามจริง แล้วส่งกระแสจิตบอกว่าใส่แล้วไม่รู้สึกอะไรมาก เลยถอดออก
"...พี่ชายลิ่งบอกว่า ถอดออกแล้ว?!"
ชายชุดขาวนึกถึงสมมติฐานหนึ่งได้ ก็สูดหายใจเฮือกใหญ่: "...ดูจากหน้ากากผีหินอันนี้ บวกกับข้อมูลที่ข้าสืบมาหลายปี ยืนยันได้เลยว่าของจริง แต่เมื่อกี้ข้าสังเกตเห็นปัญหาอย่างหนึ่ง ข้ารู้สึกว่าตะขอสองข้างของหน้ากากผีหินมันเบี้ยวๆ... ทีแรกนึกว่าของปลอมหรือตำหนิจากการผลิต แต่จากที่พี่ชายลิ่งเล่ามา..."
หมายความว่าไง?
หวังลิ่งมองชายหนุ่มอย่างงงๆ
"พูดง่ายๆ คือ ตอนที่พี่ชายลิ่งลองใส่คราวที่แล้ว หน้ากากผีหินเกิดปฏิกิริยายึดร่างแล้ว และตามบันทึก กระบวนการยึดร่างของหน้ากากผีหินคือการเอาตะขอเจาะเข้าไปในผิวหน้า..."
"......"
"แต่เห็นได้ชัดว่า หน้ากากผีหินทำไม่สำเร็จ..."
"......"
พูดถึงตรงนี้ ติวเหลยเจินจวินอดถอนหายใจไม่ได้: "ความหนาของหนังหน้าพี่ชายลิ่ง... ช่างทำให้ผู้น้อย เลื่อมใสจนมิอาจเทียบติดจริงๆ!"
"......" มารดามันเถอะ!
"ยังไงซะ เก็บหน้ากากผีหินไว้กับพี่ชายลิ่งก็เป็นภาระเปล่าๆ ยกให้ข้าดีไหม? ข้ารับรองว่าจะจัดการหน้ากากนี้ให้สิ้นซาก" ติวเหลยเจินจวินตบอกรับประกัน
ฟังชายหนุ่มพูด หวังลิ่งครุ่นคิดครู่หนึ่ง เทียบกับองค์กรไม่น่าไว้วางใจอย่างคฤหาสน์ซานสุ่ย หวังลิ่งย่อมเลือกเชื่อใจพี่น้องที่มีวาสนาเซียนต่อกันถึง 70% คนนี้มากกว่า แต่ยุคนี้ทุกอย่างต้องมีการแลกเปลี่ยน... หวังลิ่งรู้สึกว่าตัวเองจะเสียเปรียบไม่ได้
เงียบไปพักใหญ่ ชายชุดขาวก็ได้รับกระแสจิตจากหวังลิ่ง ทำหน้าประหลาดใจ: "ห๊ะ? ประชุม? พี่ชายลิ่งหมายความว่า แค่ข้าไปประชุมแทนพี่ครั้งเดียว ก็จะยกหน้ากากให้ข้า?"
หวังลิ่งพยักหน้าอย่างจริงจัง
"พี่ชายลิ่งเกรงใจเกินไปแล้ว... เรื่องเล็กน้อยแค่นี้ ต่อให้ไม่เอาหน้ากากผีหินมาแลก แค่พี่ชายลิ่งเอ่ยปาก ข้าก็ต้องไปแน่นอน! ว่าแต่... พี่ชายลิ่งยังไม่ได้บอกเลยว่าประชุมอะไร?"
หวังลิ่งยิ้มมุมปาก แล้วยัดใบแจ้งการประชุมผู้ปกครองของโรงเรียนมัธยมที่หกสิบใส่มือชายหนุ่ม
ติวเหลยเจินจวิน: "......"