- หน้าแรก
- บันทึกประจำวันของราชันย์เซียน
- บทที่ 89 ท่านมีลูกชายที่หน้าตาเหมือนท่านจริงๆ
บทที่ 89 ท่านมีลูกชายที่หน้าตาเหมือนท่านจริงๆ
บทที่ 89 ท่านมีลูกชายที่หน้าตาเหมือนท่านจริงๆ
บทที่ 89 ท่านมีลูกชายที่หน้าตาเหมือนท่านจริงๆ
หวังลิ่งคิดว่านี่ไม่ใช่เรื่องดีเท่าไหร่ ถ้าตัวจริงของเอ้อร์ฮาเป็นแค่หมาบ้านธรรมดาก็ว่าไปอย่าง แต่โดยเนื้อแท้แล้วเอ้อร์ฮาคือราชันย์ปีศาจ แม้พลังจะลดลงไปมาก แต่ก็ยังอันตรายอยู่ดี
หวังลิ่งสัมผัสได้อย่างชัดเจนว่า หลังจากเปิดเทอมมาสี่สัปดาห์ กลิ่นอายของเอ้อร์ฮาเข้มข้นขึ้นกว่าเดิมมาก พิสูจน์ให้เห็นว่าเอ้อร์ฮายังไม่ยอมทิ้งศักดิ์ศรีของราชันย์ปีศาจ และกำลังพยายามปรับตัวให้เข้ากับร่างใหม่ ทั้งยังพยายามบำเพ็ญเพียรใหม่อีกครั้ง
แม้ช่วงที่เขาไปร่วมงานแลกเปลี่ยนกระบี่วิญญาณ โรงเรียนมัธยมหกสิบจะสงบสุข เอ้อร์ฮาไม่ได้อาศัยช่วงที่หวังลิ่งไม่อยู่ก่อเรื่องวุ่นวาย แต่ละวันผ่านไปกับชีวิตใหม่หลังเกิดใหม่... คือการเรียนรู้ที่จะเป็นหมา ยอมให้นักเรียนหยิกแก้มเล่น และโดนเจ้านกแก้วเอ้อร์ตั้นกลั่นแกล้ง
ในมัธยมหกสิบ เอ้อร์ฮาป๊อปปูลาร์มาก หมาอาคิตะสีเขียวนี่มันเด่นสะดุดตาจริงๆ ไม่ใช่แค่ในห้อง ม.4/3 ชื่อเสียงของเอ้อร์ฮายังดังไปห้องอื่นด้วย ทุกวันจะมีนักเรียนห้องข้างๆ หรือแม้แต่รุ่นพี่แวะเอาของกินมาให้เอ้อร์ฮา ทั้งบิสกิตหมา กระดูกหมูอบซอส เนื้อวัว ฯลฯ
ช่วงนี้เอ้อร์ฮาเรียนรู้อะไรหลายอย่าง เช่น เห่าได้เหมือนหมามากขึ้น ท่าแทะกระดูกก็ดูเป็นมาตรฐานมากขึ้น... จากทุกๆ ด้าน เอ้อร์ฮากำลังพยายามสลัดคราบตัวตนเก่า และพยายามกลมกลืนไปกับชีวิตในรั้วโรงเรียนมัธยมหกสิบ มุ่งมั่นที่จะเป็น "เทพสุนัข" ผู้ยิ่งใหญ่หลังการเกิดใหม่
แต่การได้รับความไว้วางใจจากคนอื่น ไม่ได้หมายความว่าจะได้รับความไว้วางใจจากหวังลิ่ง ในสายตาหวังลิ่ง ในฐานะหมาผู้ซื่อสัตย์ เอ้อร์ฮายังขาดการอบรมสั่งสอนอยู่บ้าง ไม่ว่าใครจะรับเอ้อร์ฮากลับไปเลี้ยง หวังลิ่งก็ไม่ค่อยวางใจทั้งนั้น
การอภิปรายในห้องเรียนเป็นไปอย่างดุเดือด นอกจากสี่คนที่บอกว่าที่บ้านเลี้ยงหมาไม่ได้ อีกสิบเอ็ดคนที่เหลือในห้อง ม.4/3 ต่างแสดงความจำนงอยากเลี้ยงหมาอย่างแรงกล้า
ตามทฤษฎีของอาจารย์เอ้อร์ตั้น การเลี้ยงหมาต้องพึ่งมืออาชีพ แน่นอน หวังลิ่งไม่สงสัยในความเป็นมืออาชีพของพ่อหนุ่มมาโซคนนี้ ถ้าส่งเอ้อร์ฮาไปอยู่กับอาจารย์เอ้อร์ตั้น หวังลิ่งค่อนข้างวางใจ เพราะนกแก้วเอ้อร์ตั้นก็ไม่ใช่นกธรรมดา มันเป็นนกที่ฝึกสอนเจ้าของได้ด้วยซ้ำ หวังลิ่งกะว่าถ้าส่งเอ้อร์ฮาไปบ้านกัวหาว คงบันเทิงน่าดู...
เมื่อถึงเวลาตัดสินใจ อาจารย์พานเพิ่งรู้ตัวว่าประเมินอิทธิพลของเอ้อร์ฮาในใจนักเรียนต่ำเกินไป
เห็นการถกเถียงอันดุเดือดในห้อง อาจารย์พานกระแอม แล้วพูดว่า: "เอาอย่างนี้ ให้เอ้อร์ฮาเลือกเองดีกว่า"
ยังไงเอ้อร์ฮาก็ไม่ใช่หมาธรรมดา ตอนนี้แหละที่ค่าสติปัญญาจะได้เฉิดฉาย
ได้ยินอาจารย์พานพูด เอ้อร์ฮาลุกขึ้นยืนอย่างตื่นเต้น
อุดอู้อยู่ในโรงเรียนมาตั้งนาน ในที่สุดก็มีโอกาสออกไปเปิดหูเปิดตาแล้ว!
โลกกว้าง สาวๆ อกตู้ม และแมลงวันที่อ้วนพี... แมลงวันแถวมัธยมหกสิบตัวเล็กนิดเดียว เอ้อร์ฮาอยากลองไปชิมแมลงวันแถวอื่นมานานแล้ว!
แต่ไม่นาน ความตื่นเต้นบนหน้าเอ้อร์ฮาก็ถูกสายตาพิฆาตของหวังลิ่งราดรดจนมอดดับไป...
สายตาแบบนี้ เอ้อร์ฮาเคยเห็น
และแทบจะในทันที มันก็กระตุ้นความกลัวจากก้นบึ้งวิญญาณของเอ้อร์ฮา
สายตาพิฆาตในตำนานที่หวังลิ่งใช้ในวันปฐมนิเทศ...
สุดท้าย เอ้อร์ฮาเดินคอตกมาที่เท้าหวังลิ่ง หูตกลู่ หมอบลงอย่างว่าง่าย ไม่กล้าขัดขืนหรือหืออือแม้แต่นิดเดียว
โอ้ รู้จักเจียมตัวดีนี่...
หวังลิ่งพยักหน้าอย่างพอใจ
...
...
หลังเลิกเรียน หวังลิ่งหามุมเงียบๆ แล้วอุ้มเอ้อร์ฮาใช้วิชาเคลื่อนย้ายพริบตากลับไปที่วิลล่าตระกูลหวังย่านชานเมืองทันที
เอ้อร์ฮาตกใจแทบสิ้นสติ! บัดซบ!? นี่มันอะไร? เคลื่อนย้ายพริบตา? มหาเวทเคลื่อนย้ายพริบตาในสามพันมรรคาวิถี?
ในฐานะราชันย์ปีศาจผู้เกิดใหม่ แนวคิดพื้นฐานพวกนี้เอ้อร์ฮาพอรู้อยู่บ้าง ที่ว่าวิถีแห่งเต๋ามีสามพัน เส้นทางนับไม่ถ้วน ที่ว่าสามพันมรรคาวิถี ทุกเส้นทางล้วนนำไปสู่จุดหมายเดียวกันคือวิถีแห่งสวรรค์
ตำราโบราณกล่าวว่า สามพันมรรคาวิถี บรรลุหนึ่งวิถีต้องใช้เวลาร้อยปี ฝึกสำเร็จหนึ่งวิถีต้องใช้เวลาพันปี และจะเชี่ยวชาญถึงแก่นแท้ต้องใช้เวลาหมื่นปี
เด็กหนุ่มอายุสิบหก ถึงกับใช้วิชาในสามพันมรรคาวิถีได้... เอ้อร์ฮารู้สึกว่าบำเพ็ญเพียรพันปีในฐานะราชันย์ปีศาจ เสียของเปล่าๆ
ความสามารถของหวังลิ่ง ในฐานะผู้ประสบภัยโดยตรงเมื่อหกปีก่อน ใต้หล้านี้คงไม่มีใครรู้ซึ้งถึงความน่ากลัวของหวังลิ่งได้ดีไปกว่าเอ้อร์ฮา ตอนอายุสิบขวบ หมัดเดียวก็จัดการราชันย์ปีศาจพันปีผู้ยิ่งใหญ่ในประตูมิติได้อย่างราบคาบ และหวังลิ่งในอีกหกปีต่อมา ย่อมแข็งแกร่งกว่าเดิมแน่นอน
คิดถึงตรงนี้ เอ้อร์ฮาก็อดเศร้าใจไม่ได้ แม้ศักดิ์ศรีราชันย์ปีศาจจะบอกตัวเองซ้ำๆ ว่าต้องสู้ ต้องพยายาม บางทีอาจยังมีโอกาสพลิกสถานการณ์... แต่พอเผชิญหน้ากับหวังลิ่ง เอ้อร์ฮากลับรู้สึกหมดแรง
ที่น่ากลัวกว่านั้นคือ เอ้อร์ฮาพบว่าตอนถูกหวังลิ่งอุ้มในมือ ในหัวดันมีความคิดแวบเข้ามาว่า "ยอมๆ ไปเถอะ..."
เอ้อร์ฮาเอามือปิดหน้า รู้สึกว่าศักดิ์ศรีราชันย์ปีศาจของตน ป่นปี้ไม่มีชิ้นดีแล้ว
พอเปิดประตูบ้าน หวังลิ่งพบว่ามีชายแปลกหน้าสองคนมาที่บ้าน สวมสูท ใส่แว่นกันแดด ถือกระเป๋าหนัง หวังลิ่งชำเลืองมอง ใช้วิชาตาทิพย์ส่องดู พบว่าในกระเป๋าเต็มไปด้วยเงินสดปึกใหญ่ อย่างน้อยๆ ก็น่าจะมีเป็นล้าน
พ่อหวังยืนอยู่หน้าโถงทางเข้า ส่งแขกด้วยสีหน้าเรียบเฉย ไร้รอยยิ้ม: "เชิญกลับ ไม่ส่งนะ"
เห็นฉากนี้ หวังลิ่งรู้ทันทีว่าการเจรจาคงจบลงแล้ว
ชายชุดสูทสองคนมองหวังลิ่ง: "นี่คือ?"
"นี่ลูกชายข้า" พ่อหวังตอบ
"ท่านมีลูกชายที่หน้าตาเหมือนท่านจริงๆ!"
หวังลิ่ง: "......"
พ่อหวังได้ยิน มุมปากกระตุกยิกๆ: "......" บัดซบ ไม่เหมือนข้าแล้วจะไปเหมือนใครฟะ!
หวังลิ่งรู้ว่าชายชุดสูทพยายามตีซี้ และก็ตามคาด หนึ่งในชายชุดสูทยื่นมือมาหาหวังลิ่ง: "สวัสดีน้องชาย ข้ามาจากคฤหาสน์ซานสุ่ย (ภูผาธารา)"
คฤหาสน์ซานสุ่ย? หวังลิ่งนึกทบทวน แล้วจำได้ว่าชื่อนี้คุ้นๆ เหมือนเคยได้ยินในโฆษณาทีวีบ่อยๆ น่าจะเป็น... บริษัทขายเหล้า?
หวังลิ่งอุ้มเอ้อร์ฮาอยู่ มือไม่ว่าง ชายชุดสูทเห็นดังนั้นก็หดมือกลับอย่างเก้อเขิน แล้วพูดว่า: "คืออย่างนี้ ทางคฤหาสน์ซานสุ่ยของเราสนใจหน้ากากโบราณที่ท่านหวังซื้อไปเมื่อไม่นานมานี้ อยากจะขอซื้อต่อในราคาสูง วันนี้การเจรจาเสร็จสิ้นแล้ว เรามาด้วยความจริงใจเต็มเปี่ยม..." พูดถึงคำว่า "จริงใจ" ชายชุดสูทไม่ลืมตบกระเป๋าเงินเบาๆ: "หวังว่าท่านหวังและบุตรชายจะลองพิจารณาดู อีกสองวันเราจะมาเยี่ยมใหม่"
จากนั้น ทั้งสองก็ถอดถุงคลุมรองเท้า โค้งคำนับให้สองพ่อลูกตระกูลหวังอย่างนอบน้อม แล้วเดินออกจากวิลล่าไป
หวังลิ่งเหลือบมองรองเท้าหนังของทั้งคู่... แม่เจ้าโว้ย! แบรนด์หวังหนีหม่า! แค่รองเท้าคู่นั้นคู่เดียว ก็ซื้อบะหมี่อบแห้งให้เขากินได้เป็นสิบปีแล้วมั้ง!