- หน้าแรก
- บันทึกประจำวันของราชันย์เซียน
- บทที่ 61 เจตนารมณ์ของลูกพี่
บทที่ 61 เจตนารมณ์ของลูกพี่
บทที่ 61 เจตนารมณ์ของลูกพี่
บทที่ 61 เจตนารมณ์ของลูกพี่
แมวตัวหนึ่ง... มีแรงกดดันมหาศาลขนาดนี้เชียวหรือ?
สายตาของสาวน้อยฉายแววตื่นตะลึงและหวาดกลัว นางขยับตัวไม่ได้เลย! ลิ้นชาจนพูดไม่ออก... ในสภาพแบบนี้ แม้แต่ศิลาแห่งความว่างเปล่าก็ใช้ไม่ได้!
วินาทีนี้ สาวน้อยนึกเสียใจที่ไม่ได้เชื่อฟังพี่สาว นางน่าจะรีบชิ่งไปตั้งแต่แรก!
หวังลิ่งรู้สึกว่าสาวน้อยเข้าใจผิดไปใหญ่โต เพราะเขาไม่ได้จงใจปล่อยแรงกดดันใส่นางสักหน่อย
เหตุผลง่ายมาก การปล่อยแรงกดดันคือการโจมตีวงกว้าง ในสภาพที่คุมพลังไม่ได้แบบนี้ ขืนปล่อยมั่วซั่ว ไม่ใช่แค่สาวน้อยจะกลายเป็นกองเลือด แม้แต่พี่ชายปัญญาอ่อนของเขาและกองทัพแมวข้างนอก ก็คงโดนลูกหลงจนกลายเป็นเถ้าถ่านไปด้วย...
ดังนั้น ที่สาวน้อยขยับไม่ได้... จริงๆ แล้วเป็นผลจากการสะท้อนกลับของกายาเหล็กไหล ซึ่งเป็นสกิลติดตัวที่ทำงานอัตโนมัติ ผลของมันคือสะท้อนแรงกดดันที่พุ่งเข้ามากลับไปหาเจ้าของแบบคูณสอง หลักการเดียวกับการสะท้อนการโจมตีกายภาพ ตัวอย่างที่ชัดเจนคือคุณชายสวีอิ่งแห่งแก๊งซังไอ่ที่โดนสะท้อนกลับจนกลายเป็นผุยผง
เห็นสาวน้อยโกรธจัดแต่ทำอะไรไม่ได้ หวังหมิงอดขำไม่ได้จริงๆ
ในขณะเดียวกัน หวังลิ่งก็รู้ว่าหวังหมิงดูออกแล้วว่าเขาเป็นใคร แม้หวังลิ่งจะคิดว่าความสัมพันธ์ของเขากับหวังหมิงไม่ค่อยดีนัก แต่ต้องยอมรับว่า ในเรื่องแปลกๆ บางอย่าง พวกเขามีความเข้าขากันอย่างน่าประหลาด
ตั้งแต่วินาทีที่กำแพงถูกระเบิด หวังหมิงก็รู้ทันทีว่าเป็นฝีมือหวังลิ่ง
เขาก้มดูนาฬิกา เหลือเวลาไม่ถึงสิบนาทีก่อนยันต์เก่าจะหมดอายุ...
หวังหมิงหยิบยันต์ออกมาจากอกเสื้อ แล้วแปะลงบนแขนหวังลิ่งอย่างระมัดระวัง เหมือนปิดพลาสเตอร์ยา
ในที่สุด ผนึกก็ได้รับการเสริมพลัง!
หวังลิ่งลองกำอุ้งเท้าแมว... อืม... ยันต์รุ่นใหม่นี่เจ๋งกว่ารุ่นเก่าเยอะ
เขารู้สึกได้ชัดเจนว่าพลังถูกจำกัดลงไปมาก สามเดือนแรกหลังเปลี่ยนยันต์ คือช่วงที่ผนึกแน่นหนาที่สุด ตลอดสามเดือนต่อจากนี้ หวังลิ่งไม่ต้องกังวลว่าจะเผลอบีบตะเกียบหักตอนกินข้าว แถมยังเต้นกายบริหารได้อย่างสบายใจเฉิบ
สำหรับหวังลิ่ง นี่คือข่าวดีที่ดียิ่งกว่าได้กินบะหมี่อบแห้งกินดิบซะอีก
"ยันต์รุ่นนี้ใช้เวลาสกัดวัตถุดิบเกือบสามปี ผสมวัสดุใหม่เข้าไปด้วย... อายุการใช้งานห้าปี น่าจะพอให้เจ้าใช้ไปได้สักพัก" หวังหมิงไม่ได้พูดออกมา แต่คิดในใจ หวังลิ่งได้ยินชัดเจนผ่านวิชาทิพยโสต เพราะมีคนนอกอยู่ด้วย เรื่องยันต์เป็นความลับ จะให้ใครรู้ไม่ได้เด็ดขาด
ในแง่หนึ่ง หวังหมิงคิดว่าระดับพลังที่เพิ่มขึ้นเรื่อยๆ อย่างไร้การควบคุมของหวังลิ่ง เป็นความลับระดับชาติที่ควรค่าแก่การปกป้องยิ่งกว่าสมองอันชาญฉลาดของเขาเสียอีก
แต่เรื่องนี้ หวังหมิงเก็บไว้เป็นความลับส่วนตัว เขาเคยสัญญากับพ่อแม่สกุลหวังว่าจะไม่บอกใคร แม้แต่พ่อแม่ของหวังหมิงเองก็ไม่รู้เรื่องนี้
ถ้าความลับนี้รั่วไหลออกไป สิ่งที่จะตามมาอาจเป็นสงครามที่ไม่มีวันจบสิ้น
และหวังลิ่ง อาจถูกรัฐบาลมองเป็นอาวุธสงคราม...
ดังนั้น หวังหมิงจึงใส่ใจเรื่องของหวังลิ่งมาก นอกจากจะช่วยวิจัยยันต์ผนึกที่ทรงประสิทธิภาพยิ่งขึ้นแล้ว ยังช่วยปิดบังความลับอย่างมิดชิด
หวังลิ่งคิดว่า อย่างน้อยในเรื่องนี้ เขากับหวังหมิงก็มีความเห็นตรงกัน
ความปรารถนาของหวังลิ่งคือสันติภาพของโลก
และเจตนารมณ์ของลูกพี่อย่างหวังหมิง ก็เป็นเช่นนั้นเหมือนกัน...
หวังหมิงมองสาวน้อยที่ขยับไม่ได้ แล้วหันมาถามหวังลิ่งในใจ: "จะเอายังไงกับยัยนี่ดี?"
หวังลิ่งเลิกคิ้ว จะเอายังไงได้ล่ะ?
—— ก็ต้องส่งให้รัฐบาลสิ!
ตั้งแต่ต้นหวังลิ่งไม่ได้คิดจะลงมือฆ่า การกำจัดนักฆ่ากระจอกๆ คนหนึ่งไม่มีประโยชน์อะไรกับเขาเลย แต่ถ้าส่งให้กรมตำรวจผู้บำเพ็ญเพียร อาจช่วยขยายผลกวาดล้างรังใหญ่ของเงาพรายได้
กำจัดนักฆ่าหนึ่งคน ยังมีนักฆ่าอีกเป็นพันเป็นหมื่น การช่วยตำรวจทลายองค์กรอาชญากรรมข้ามชาติถึงรากถึงโคน... นี่สิคือวิถีแห่งพลเมืองดีที่ยึดมั่นในค่านิยมหลักของผู้บำเพ็ญเพียร
แน่นอน หวังลิ่งไม่คิดจะเอาความดีความชอบใส่ตัว
เรื่องวุ่นวายตอนจบนี้ ต้องให้สมองที่ฉลาดที่สุดในประเทศอย่างหวังหมิงเป็นคนเคลียร์
หวังหมิงก้มลงค้นตัวสาวน้อย หยิบศิลาแห่งความว่างเปล่าที่ถูกขโมยไปกลับคืนมา แล้วชี้ไปที่สาวน้อยที่เหมือนโดนสกัดจุด: "ทำให้ยัยนี่สลบไปก่อนเถอะ"
หวังลิ่งคิดอยู่ครู่หนึ่ง สุดท้ายก็ทำตาม
นี่เป็นครั้งแรกที่หวังลิ่งรู้สึกเหมือนสองพี่น้องกำลังสมรู้ร่วมคิดทำเรื่องชั่วร้ายยังไงชอบกล
...
...
หน้าโรงยิม กองทัพแมวสลายตัวไปหมดแล้ว เหลือแค่เจิ้งทั่น ต้าเปียว และหลวงจีน
ข้างๆ เจิ้งหลิวอิ่งถูกเจิ้งทั่นและพรรคพวกมัดมือมัดเท้าจนเหมือนบ๊ะจ่าง...
เจิ้งทั่นกุมอุ้งเท้าแมวสีขาวของหวังลิ่งแน่น น้ำตาคลอเบ้า: "ได้ร่วมรบกับเหมียวเซียนเหรินครั้งนี้ นับเป็นเกียรติอย่างยิ่ง! เหมียวเซียนเหรินวางใจได้ รูโหว่นั่น หน่วยช่างของกองพลเราจะซ่อมให้เสร็จภายในคืนนี้!"
หวังลิ่ง: "......" นึกถึงแมวใส่ชุดกาวน์ในฐานทัพเจิ้งทั่น... บวกกับหน่วยช่างพวกนี้ หวังลิ่งคิดว่าอีกสองสามปี พวกมันคงสร้างขีปนาวุธได้เป็นแน่!
หวังลิ่งไม่พูดอะไร เก็บความตกใจไว้ในใจ โบกมือลาพวกเจิ้งทั่น
พวกเจิ้งทั่นมองส่งหวังลิ่ง โบกอุ้งเท้าหยอยๆ จนหวังลิ่งลับสายตาไป ถึงได้แยกย้ายกันไปอย่างอาลัยอาวรณ์...
ได้ร่วมรบกับเหมียวเซียนเหริน เกียรติยศนี้ เจิ้งทั่นคิดว่าต้องจารึกไว้ในพงศาวดารแมว!
ครั้งนี้ ถ้าไม่มีเจิ้งทั่นช่วย ผลลัพธ์คงยากจะคาดเดา
และทันทีที่หวังลิ่งพ้นสายตาเจิ้งทั่นไปไม่กี่ก้าว เขาก็สัมผัสได้ถึงกลิ่นอายคุ้นเคยที่กำลังใกล้เข้ามา
กลิ่นอายของตาแก่โบราณ...
หวังลิ่งส่งจิตสัมผัสออกไป ก็พบว่าไม่ไกลนัก ตาแก่โบราณกำลังเดินจูงมือผู้อำนวยการเซี่ยมาทางนี้
หวังหมิงชะงักเมื่อเห็นคนมา แต่ก็รีบปรับสีหน้า ยิ้มต้อนรับทันที: "โอ๊ะ! สวัสดีครับอาจารย์ทั้งสอง!"
หวังหมิงรู้ว่า... ถึงเวลาโชว์สกิลการแสดงแล้ว
ผู้อำนวยการเซี่ยชะงัก ดึกป่านนี้ทำไมยังมีผู้ปกครองอยู่ในโรงเรียน? นางแปลกใจมาก เพราะเพื่อความเรียบร้อยของงานแลกเปลี่ยนกระบี่วิญญาณ นางสั่งห้ามอาจารย์ประจำชั้นทุกคนกักตัวนักเรียนในวันนี้ เพื่อป้องกันคนร้ายแฝงตัวเข้ามาในคราบผู้ปกครอง
ดังนั้น การปรากฏตัวของหวังหมิงทำให้ตาแก่โบราณและผู้อำนวยการเซี่ยตื่นตัวทันที
นี่ยังไม่ใช่เรื่องแปลกที่สุด ที่แปลกที่สุดคือข้างๆ มีสาวน้อยถูกมัดเป็นบ๊ะจ่างนอนสลบอยู่ นี่มันคอสเพลย์หรือชิบาริกันแน่?
(ชิบาริ Shibari คือศิลปะการใช้เชือกของญี่ปุ่นเพื่อจับกุม)
"ท่านคือ?"
"ข้าเป็นพี่ชายของหวังลิ่ง ชื่อหวังเสี่ยวเอ้อร์ ข้ามาหาน้องชาย" หวังหมิงยื่นบัตรประชาชนให้
"อ๋อ~~ พี่ชายหวังลิ่ง!"
ตาแก่โบราณดูบัตรประชาชน ยืนยันตัวตนหวังหมิงแล้วหันไปบอกผู้อำนวยการเซี่ย: "อืม หวังลิ่งเป็นนักเรียนของข้าเอง เขามางานแลกเปลี่ยนครั้งนี้ด้วย"
"อ้อ อย่างนี้นี่เอง..." ได้ยินคำอธิบายของตาแก่โบราณ ผู้อำนวยการเซี่ยถึงวางใจลงบ้าง: "ดึกป่านนี้ ท่านมาทำอะไรที่นี่?"
"เดิมทีข้ากะจะมาหาหวังลิ่ง แต่ยังไม่ทันเจอ ก็ดันไปจ๊ะเอ๋กับนักฆ่าผ้าคาดทองของเงาพรายที่มาดูลาดเลาซะก่อน ข้าเลยถือโอกาสจัดการซะ ก็เลยเสียเวลาไปหน่อยน่ะ" หวังหมิงชี้ไปที่ "บ๊ะจ่าง" บนพื้น
"นักฆ่าผ้าคาดทองของเงาพราย..."
ผู้อำนวยการเซี่ยตกใจ! นักฆ่าลอบเข้าโรงเรียนเงียบๆ แบบนี้ เรื่องใหญ่แล้ว!
"ท่านมีหลักฐานอะไรยืนยันว่านี่คือนักฆ่าเงาพราย?" ผู้อำนวยการเซี่ยยังสงสัยในตัวตนของสาวน้อย ตาแก่โบราณเองก็ลังเล ไม่มีเหตุผลที่จะเชื่อคำพูดคนแปลกหน้าร้อยเปอร์เซ็นต์
"ถ้าอาจารย์ทั้งสองไม่เชื่อ ลองดูผ้าคาดที่แขนแม่นางคนนี้ดูสิ" เมื่อกี้ตอนเจิ้งทั่นมัด หวังหมิงสั่งให้เว้นช่วงแขนไว้หน่อย
วัสดุของผ้าคาดนักฆ่าเงาพรายมีความพิเศษ และนี่คือหลักฐานยืนยันตัวตนชั้นดี
ตาแก่โบราณพลิกดูผ้าคาดที่แขนสาวน้อย ใจหายวาบ!
...นักฆ่าผ้าคาดทองของเงาพรายจริงๆ ด้วย!
สำหรับของที่มาจากวงการนักฆ่า ตาแก่โบราณมีความไวเป็นพิเศษ
และจากขนาดหน้าอกมหึมาของสาวน้อยที่แม้จะถูกมัดเป็นบ๊ะจ่างก็ยังปิดไม่มิด ตาแก่โบราณเริ่มสงสัย... หรือว่านักฆ่าคนนี้ จะเป็นเจ้าสำนักเงาพรายในตำนาน!?