- หน้าแรก
- มหาศึกดวงดาว กำเนิดอารยธรรมตำนานเทพบรรพกาล
- บทที่ 306 พระแม่ผิงซิน: น้องหญิงหนี่วา เจ้าหลุดพ้นแล้วรึ?!
บทที่ 306 พระแม่ผิงซิน: น้องหญิงหนี่วา เจ้าหลุดพ้นแล้วรึ?!
บทที่ 306 พระแม่ผิงซิน: น้องหญิงหนี่วา เจ้าหลุดพ้นแล้วรึ?!
บทที่ 306 พระแม่ผิงซิน: น้องหญิงหนี่วา เจ้าหลุดพ้นแล้วรึ?!
ภายในห้วงสวรรค์
ฝูซีซึ่งกำลังบำเพ็ญเพียรในที่สันโดษ มุมปากของเขายกขึ้นเล็กน้อย เผยรอยยิ้มอันลึกลับ:
“จะหาเรื่องใครก็หาไปเถิด ดันไปหาเรื่องเจ้าอสูรกินเหล็กที่กำลังจะหลุดพ้นตัวนั้น อยากตายก็บอกมาตรงๆ เหตุใดต้องไปยุ่งกับเผ่าอูด้วยเล่า!”
“ในตอนนี้ อย่าว่าแต่พวกเจ้าชั้นปลายแถวเลย แม้แต่บรรพชนพิสดารอย่างหงจวินก็ยังไม่กล้าต่อกรกับมันง่ายๆ!”
“อีกไม่นาน มิติความฝันของมันจะครอบคลุมไปทั่วทั้งมิติ ถึงตอนนั้นพวกเจ้าได้เจ็บตัวแน่!”
กล่าวถึงตรงนี้ ฝูซีพลันลืมตาขึ้น เขามองไปยังที่ตั้งของเผ่าอูด้วยใจที่หวาดหวั่น มิติความฝันของเจ้าหมีใหญ่จะครอบคลุมทั่วทั้งหงฮวง พวกเขาจะถูกมองว่าเป็นไผ่ แล้วโดนเจ้าหมีใหญ่กัดกินไปด้วยรึไม่?
ไม่หรอกมั้ง!
แม้ปากของฝูซีจะบอกว่าเป็นไปไม่ได้ แต่ความหวาดหวั่นในใจกลับยิ่งทวีความรุนแรงขึ้น ครั้งก่อนตอนที่เผชิญหน้ากับหมื่นเผ่าพันธุ์ในสงครามพิชิตสวรรค์ เขาก็ไม่เคยหวาดกลัวเลยแม้แต่น้อย
แต่บัดนี้เมื่อต้องเผชิญหน้ากับมิติความฝันของเจ้าอสูรกินเหล็กหมีใหญ่ เขากลับรู้สึกหวาดหวั่นขึ้นมาจริงๆ
เพราะมิติความฝันของเจ้าหมีใหญ่นั้นพิสดารเกินไป ไม่ว่าใครที่ถูกครอบคลุมเข้าไป ก็จะกลายเป็นไผ่ที่รอให้มันเชือดเฉือน ไม่ว่าจะขัดขืนอย่างไร ก็มิอาจหนีพ้นจากการถูกกัดกินของเจ้าหมีใหญ่ได้
แม้เขาจะไม่กลัวความเป็นความตาย แต่การถูกดึงเข้าไปในมิติความฝัน กลายเป็นไผ่ให้ถูกกัดกินนั้นเป็นประสบการณ์ที่ไม่น่าอภิรมย์เลยแม้แต่น้อย
ตราบใดที่เป็นคนปกติ ก็คงไม่มีใครอยากลิ้มลองรสชาติเช่นนี้
“ท่านพี่~”
ในขณะนั้นเอง เสียงของหนี่วาก็ดังขึ้น
ฝูซีเงยหน้าขึ้นมอง ร่างของหนี่วาปรากฏขึ้นเบื้องหน้าเขาตั้งแต่เมื่อใดก็ไม่อาจทราบได้
“น้องหญิง”
แววตาของฝูซีฉายแววประหลาดใจแวบหนึ่ง แต่ก็หายไปอย่างรวดเร็ว สิ่งที่มาแทนที่คือความยินดี
เขาพลันสัมผัสได้ถึงกลิ่นอายแห่งการหลุดพ้นจากร่างของหนี่วา: “น้องหญิง เจ้าก็ใกล้จะหลุดพ้นแล้วสินะ?”
หนี่วาพยักหน้าเบาๆ พลางเอ่ยว่า: “ใกล้จะหลุดพ้นแล้วจริงๆ เจ้าค่ะ แต่หากเทียบกับเจ้าอสูรกินเหล็กจอมขี้เกียจของเผ่าอูที่เอาแต่กินกับนอนแล้ว ก็นับว่าช้ากว่ามันเพียงเล็กน้อยเท่านั้น!”
“หืม?”
ฝูซีชะงักไป
เขาได้ยินความเจ็บใจ ความขุ่นเคือง และความหงุดหงิดจากน้ำเสียงของหนี่วา ราวกับว่านางถูกคนที่ตนดูแคลนมาตลอดแซงหน้าไป
“เอ่อ...”
ฝูซีผู้ปราดเปรื่อง ไหนเลยจะไม่รู้สาเหตุ แต่เขาก็ไม่ได้พูดออกมา หนึ่งคือเพื่อรักษาน้ำใจของน้องสาว สองคือเขารู้สึกว่าไม่จำเป็น
โลกใบนี้ไม่เคยขาดแคลนผู้มีพรสวรรค์อันน่าทึ่ง แม้ภายนอกเจ้าอสูรกินเหล็กจะดูเหมือนเอาแต่กินกับนอนทั้งวัน แต่ไม่มีผู้ใดสังเกตว่ามันถือกำเนิดมาจากต้นกำเนิดแห่งหยินหยาง พรสวรรค์และคุณสมบัติของมันเหนือกว่าเทพอสูรแต่กำเนิดส่วนใหญ่
ประกอบกับจิตใจของอสูรกินเหล็กนั้นเรียบง่าย แม้จะไม่บำเพ็ญเพียร ระดับพลังของมันก็จะเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว
การที่หนี่วาต้องตามหลังอสูรกินเหล็กในเรื่องการหลุดพ้นนั้น แม้จะอยู่เหนือความคาดหมาย แต่ก็สมเหตุสมผล
เพราะท้ายที่สุดแล้ว ไม่ใช่ว่ามีคุณสมบัติดีแล้วจะหลุดพ้นได้อย่างแน่นอน
หากเป็นเช่นนั้น ในหงฮวงคงมีผู้คนหลุดพ้นไปนับไม่ถ้วนแล้ว
ส่วนสภาพจิตใจของหนี่วา เขาผู้เป็นพี่ชายย่อมเข้าใจดี
การถูกคนทึ่มที่ดูไม่เอาไหนแซงหน้าไป ไม่ว่าใครก็คงยากจะยอมรับได้!
ทว่า การที่อสูรกินเหล็กสามารถหลุดพ้นได้ด้วยการกินและนอน ทำให้ฝูซีค่อนข้างคิดไม่ตก
หากการหลุดพ้นมันง่ายดายเพียงนี้ สรรพชีวิตในหงฮวงก็ไม่ต้องบำเพ็ญเพียรกันแล้ว!
ทุกวันกินอิ่มแล้วก็นอน รอคอยการหลุดพ้นไปเรื่อยๆ จะไม่ดีงามไปกว่าหรือ!
แต่ความจริงเป็นเช่นนั้นหรือ?
ย่อมไม่ใช่!
เจ้าอสูรกินเหล็กหมีใหญ่สามารถนอนจนหลุดพ้นได้ แต่หากเป็นผู้อื่นย่อมทำไม่ได้อย่างแน่นอน
เพราะวาสนาของแต่ละชีวิตนั้นแตกต่างกัน เหมือนกับการหลุดพ้น หนทางที่ผู้อื่นเดินจนสำเร็จ เมื่อถึงคราวของเจ้า ก็อาจจะเดินไปไม่ถึงปลายทาง
ดังนั้น เขาจึงไม่ได้หมกมุ่นกับปัญหาการหลุดพ้นของเจ้าอสูรกินเหล็กหมีใหญ่มากนัก เพื่อป้องกันมิให้จิตใจเกิดช่องโหว่ เปิดโอกาสให้เหล่าตัวตนพิสดารแทรกแซงเข้ามาได้
“สรรพชีวิตล้วนมีวาสนาของตน เจ้าหมีใหญ่สามารถก้าวเข้าสู่การหลุดพ้นได้ในความฝัน นั่นเป็นวาสนาของมัน เฉกเช่นเดียวกับที่จักรพรรดินีอาภรณ์ขาวหลุดพ้นด้วยมหาเต๋าแห่งเหตุและผล หากเปลี่ยนเป็นผู้อื่น เกรงว่าจะไม่มีโอกาสหลุดพ้น!”
แม้ฝูซีจะเข้าใจหนี่วา แต่ในฐานะพี่ชาย เมื่อเห็นน้องสาวมีท่าทีหดหู่ ก็จำต้องชี้แนะ: “อีกอย่าง”
“คนที่ควรจะหดหู่ที่สุดไม่ควรเป็นเจ้า แต่ควรจะเป็นชือโหยวต่างหาก!”
“เจ้าว่าจริงหรือไม่?”
“...”
มุมปากของหนี่วากระตุกเล็กน้อย
นางพบว่าพี่ชายของตนเอง บางครั้งก็ร้ายกาจไม่เบา
เพื่อที่จะปลอบใจตนเอง ถึงกับลากคน “ไม่เกี่ยวข้อง” ลงน้ำไปด้วย ช่าง...
หนี่วาไม่รู้จะสรรหาคำใดมาบรรยายแล้ว
แต่คำพูดของฝูซี นางก็รู้สึกว่ามีเหตุผล
ชือโหยว...ในฐานะนายของเจ้าอสูรกินเหล็กหมีใหญ่ หนึ่งในกำลังหลักของสงครามพิชิตสวรรค์ในอดีต และหนึ่งในอัจฉริยะแห่งโลกหงฮวงในปัจจุบัน
ทั้งพรสวรรค์และความสามารถล้วนไม่เป็นสองรองใคร
หากรู้ว่าเจ้าอสูรกินเหล็กหมีใหญ่กำลังจะหลุดพ้น คงจะหดหู่ใจอย่างยิ่งเป็นแน่!
เมื่อคิดถึงตรงนี้ อารมณ์ของหนี่วาก็ดีขึ้นไม่น้อย
“ท่านพี่กล่าวได้มีเหตุผล!” หนี่วายิ้มอย่างมีเลศนัยแล้วกล่าวว่า: “ข้าคิดว่าควรจะช่วยให้ชือโหยวปลุกความทรงจำในอดีตชาติให้เร็วที่สุด มิฉะนั้นหากเจ้าอสูรกินเหล็กหลุดพ้นไปก่อน เขาอาจจะไม่ได้พบหน้าเจ้าหมีใหญ่อีก!”
พูดจบ
นางก็ไม่รอให้ฝูซีเอ่ยปาก ร่างทะยานขึ้นฟ้า มุ่งหน้าไปยังที่ตั้งของเผ่าอู
พร้อมกันนั้น ยังทิ้งคำพูดไว้ให้ฝูซีอีกหนึ่งประโยค: “ท่านพี่ ข้ากับพระแม่ผิงซินมีความสัมพันธ์อันดีต่อกัน ข้าต้องไปเยี่ยมเยือนดูการบำเพ็ญเพียรหลังกลับชาติมาเกิดของนางเสียหน่อย!”
จากนั้น ร่างของนางก็หายไปอย่างไร้ร่องรอย
มุมปากของฝูซีกระตุกไม่หยุด: “สตรีเอ๋ย! ช่างเจ้าคิดเจ้าแค้นเสียจริง!”
แม้หนี่วาจะเป็นน้องสาวของเขา แต่สิ่งที่หนี่วาจะทำกลับทำให้เขาพูดไม่ออกไปบ้าง
ตัวตนระดับครึ่งก้าวสู่การหลุดพ้นที่สูงส่ง ถึงกับอิจฉาเจ้าหมีใหญ่ แล้วคิดจะไปหยอกล้อชือโหยวและพระแม่ผิงซิน
หากบอกว่าการกระทำนี้ไม่มีความนึกสนุกส่วนตัวเจือปนอยู่ เขาย่อมไม่เชื่อเด็ดขาด
จากนั้น เขาก็ถอนหายใจแผ่วเบา หลับตาลง ไม่คิดเรื่องของหนี่วาอีกต่อไป
“ฟู่!”
ในไม่ช้า
ร่างของหนี่วาก็ปรากฏขึ้น ณ ที่ตั้งของเผ่าอูในหงฮวง
เนื่องจากระดับพลังของนางมาถึงขั้นครึ่งก้าวสู่การหลุดพ้น ข้อจำกัดของวิถีสวรรค์แห่งหงฮวงที่มีต่อนางจึงแทบจะเป็นศูนย์
มิเช่นนั้น นางคงไม่กล้าบุ่มบ่ามเข้ามาในโลกหงฮวงที่วิถีสวรรค์ยังคงบกพร่องอยู่เช่นนี้
“เอ๊ะ? ยังไม่มีใครปลุกความทรงจำเลยรึ!”
“ดีเลย ให้ข้าช่วยพวกเจ้าปลุกมันขึ้นมาเอง!”
หนี่วายิ้มหวาน
นางยกมือขวาขึ้น โบกเบาๆ ไปทางสิบสองบรรพชนอูและชือโหยวที่กำลังบำเพ็ญเพียรในที่ตั้งของเผ่าอู กระแสพลังอันลึกล้ำสิบกว่าสายพุ่งไปยังที่ตั้งของเผ่าอู ห่อหุ้มสิบสองบรรพชนอูและชือโหยวไว้ภายใน
ชั่วพริบตา
ความทรงจำในอดีตชาติที่ซ่อนอยู่ของพวกเขาก็ถูกปลุกให้ตื่นขึ้น
“หืม? ข้าคือสิบสองบรรพชนอูตี้เจียง!”
“ท่านพี่...”
“หลังจากกลับชาติมาเกิด ความทรงจำกลับถูกผนึกไว้เนิ่นนานถึงเพียงนี้!”
“เอ๊ะ? หนี่วา?”
“เป็นเจ้าที่ช่วยพวกเราปลุกความทรงจำในอดีตชาติรึ?”
“...”
สิบสองบรรพชนอูและจอมทัพชือโหยวค่อยๆ ตื่นขึ้นมาทีละคน ในตอนแรกยังคงงุนงงอยู่บ้าง แต่เมื่อเวลาผ่านไป พวกเขาก็ค่อยๆ ย่อยข้อมูลในสมอง และเข้าใจในที่สุดว่าเกิดอะไรขึ้น
ด้วยเหตุนี้ จึงได้แต่ถอนหายใจออกมา
คาดไม่ถึงว่าการกลับชาติมาเกิดในครั้งนั้น ความทรงจำในอดีตชาติจะถูกบดบังไปเนิ่นนานถึงเพียงนี้ ช่างน่าทอดถอนใจเสียจริง
ทว่า พวกเขาก็รู้ดีว่าการที่สามารถปลุกความทรงจำในอดีตชาติขึ้นมาได้ในตอนนี้เป็นฝีมือของหนี่วา
มิฉะนั้น หากต้องการอาศัยพลังของตนเองเพื่อปลุกความทรงจำ คงต้องใช้เวลาอีกช่วงหนึ่ง
“เป็นข้าเอง”
เมื่อเผชิญหน้ากับคำถามของสิบสองบรรพชนอูและจอมทัพชือโหยว หนี่วาไม่ได้ปิดบังแม้แต่น้อย ยอมรับโดยตรงว่าเป็นนางที่ลงมือ
สิบสองบรรพชนอูและจอมทัพชือโหยมองหน้ากัน จากนั้นจึงเอ่ยว่า: “สหายเต๋าหนี่วา หลายปีที่พวกเรากลับชาติมาเกิด หงจวินและเหล่าตัวตนพิสดารถูกกำจัดสิ้นแล้วรึยัง?”
เรื่องที่พวกเขาสนใจมีไม่มากนัก สรรพชีวิตพิสดารถือเป็นหนึ่งในนั้น
หนี่วาได้ยินดังนั้น ใบหน้าที่สูงศักดิ์ของนางก็เผยรอยยิ้มจางๆ ออกมา พลางกล่าวว่า: “บรรพชนพิสดารอย่างหงจวินยังมิได้ถูกกำจัดไปในตอนนี้
บัดนี้ พวกมันเพียงถูกกฎแห่งวิถีสวรรค์ผนึกไว้ในมิติพิเศษของห้วงสวรรค์ ส่วนสรรพชีวิตพิสดารที่เหลืออยู่ ก็ไม่สามารถสร้างความวุ่นวายอะไรได้อีกแล้ว!
อีกอย่าง สหายเต๋าทุกท่านก็ได้ตื่นขึ้นมาแล้ว แม้ว่าพวกมันจะหลุดพ้นจากผนึกของวิถีสวรรค์ได้ ก็ไม่มีปัญญาบุกรุกหงฮวงแล้ว!”
สิบสองบรรพชนอูและจอมทัพชือโหยวได้ฟังดังนั้น มุมปากก็อดไม่ได้ที่จะกระตุก: “...”
พวกเขาไม่ใช่คนโง่
จากคำพูดและท่าทีของหนี่วา สามารถมองออกได้ว่าการปลุกความทรงจำในอดีตชาติของพวกตนนั้น หาใช่เพื่อต่อต้านการรุกรานของบรรพชนพิสดารอย่างหงจวินไม่
จะต้องเป็นเรื่องอื่นอย่างแน่นอน
เพียงแต่ไม่ได้พูดออกมาตรงๆ เท่านั้น!
พระแม่ผิงซินเป็นผู้ที่มีความสัมพันธ์ดีที่สุดกับหนี่วาในบรรดาคนทั้งหมด แม้ว่าเพราะเหตุผลของการกลับชาติมาเกิด จะไม่ได้ติดต่อกันมาหลายหมื่นปีแล้วก็ตาม
แต่สำหรับผู้บำเพ็ญเพียรแล้ว กาลเวลาก็เป็นเพียงชั่วพริบตา มิตรภาพระหว่างทั้งสองย่อมไม่จืดจางลงเพราะเวลาเพียงไม่กี่หมื่นปี
“หนี่วา เจ้าก้าวไปถึงขอบเขตนั้นแล้วใช่หรือไม่?”
พระแม่ผิงซินจ้องมองหนี่วาอยู่เป็นนาน ในที่สุดก็มองเห็นเค้าลางบางอย่าง
การหลุดพ้น
แม้หนี่วาจะสามารถปิดบังกลิ่นอายของตนเองได้ แต่ก็ยังมีกลิ่นอายจางๆ เล็ดลอดออกมา เหมือนกับกลิ่นอายของฟางหานและตู๋กูไป้เทียนก่อนที่จะหลุดพ้นไม่มีผิด
ดังนั้น นางจึงมั่นใจว่าหนี่วาก้าวไปถึงขอบเขตนั้นแล้ว
หนี่วายิ้มเล็กน้อยแล้วกล่าวว่า: “อืม! ก้าวไปถึงขอบเขตนั้นได้แบบเฉียดฉิว แต่ยังต้องใช้เวลาอีกช่วงหนึ่งถึงจะหลุดพ้นได้อย่างแท้จริง
แต่ว่า...”
กล่าวถึงตรงนี้ บนใบหน้าของหนี่วาก็พลันปรากฏรอยยิ้มเจ้าเล่ห์ขึ้นมา พลางกล่าวว่า: “พวกท่านยังจำร่างอวตารที่เกิดจากต้นกำเนิดของจักรพรรดินีอาภรณ์ขาวในศึกพิชิตสวรรค์ได้หรือไม่?”
“นางหลุดพ้นไปแล้ว”
“เมื่อไม่นานมานี้เอง!”
“บำเพ็ญมหาเต๋าแห่งเหตุและผล!”
“ว่ากระไรนะ?”
ข่าวนี้นับว่าสะเทือนเลื่อนลั่นอย่างยิ่ง
ทำเอาสิบสองบรรพชนอูและชือโหยวถึงกับตกตะลึงจนแทบหงายหลัง
จักรพรรดินีอาภรณ์ขาว
พวกเขาย่อมจำได้
ในศึกพิชิตสวรรค์คราก่อน หากมิใช่เพราะจักรพรรดินีอาภรณ์ขาวปรากฏตัวขึ้นในยามคับขัน สกัดกั้นตี้จวิ้นที่หมายจะหลบหนีไว้ ชัยชนะในศึกครั้งนั้นคงไม่ตกเป็นของพวกเขา
ในตอนนั้น ไม่มีผู้ใดรู้ถึงตัวตนของจักรพรรดินีอาภรณ์ขาว คิดเพียงว่านางเป็นยอดฝีมือที่ซ่อนเร้นอยู่ในโลกหล้า
แต่เมื่อสงครามดำเนินไป และการปรากฏตัวของจักรพรรดินีอาภรณ์ขาว พวกเขาจึงได้รู้ถึงตัวตนที่แท้จริงของนาง
นางเป็นเพียงร่างอวตารต้นกำเนิดของจักรพรรดินีอาภรณ์ขาวเท่านั้น
หลังศึกพิชิตสวรรค์
จักรพรรดินีอาภรณ์ขาวระลึกถึงคุณความดีของนาง จึงได้จงใจตัดขาดความสัมพันธ์ระหว่างทั้งสอง ให้นางกลายเป็นตัวตนที่เป็นอิสระ ไม่ถูกผูกมัดอีกต่อไป
ทว่า ในตอนนั้นนางได้รับบาดเจ็บสาหัสอย่างยิ่ง จำต้องเลือกที่จะกลับชาติมาเกิด
หลังจากนั้น ก็ไม่เคยได้ยินเรื่องราวของนางอีกเลย
บัดนี้หนี่วากลับบอกว่าจักรพรรดินีอาภรณ์ขาวหลุดพ้นแล้ว ทำให้พวกเขาทุกคนต่างแสดงสีหน้าไม่อยากจะเชื่อ
ไม่ใช่ว่าจักรพรรดินีอาภรณ์ขาวไม่สามารถหลุดพ้นได้ แต่ข่าวนี้น่าตกใจเกินไป!
“สหายเต๋าหนี่วา เจ้าพอจะเล่ารายละเอียดกระบวนการหลุดพ้นของจักรพรรดินีอาภรณ์ขาวให้ฟังได้หรือไม่?”
“พวกเราไม่ใช่ไม่เชื่อ แต่ข่าวนี้น่าตกใจเกินไป!”
“ใช่แล้ว! เพิ่งจะผ่านไปนานเท่าใดกัน นางหลุดพ้นได้อย่างไร?”
“เจ้าบอกว่านางเดินบนเส้นทางมหาเต๋าแห่งเหตุและผล หรือว่านางอาศัยต้นกำเนิดของจักรพรรดินีอาภรณ์ขาวที่หลุดพ้นไปแล้ว?”
“การที่จักรพรรดินีอาภรณ์ขาวสามารถหลุดพ้นได้ พวกเราไม่รู้สึกแปลกใจ พรสวรรค์และความสามารถของนางไม่มีผู้ใดเทียบเทียมได้ แต่การที่ร่างอวตารต้นกำเนิดหลุดพ้นได้นั้น ทำให้พวกเรายากที่จะเชื่อจริงๆ!”
“เรื่องนี้เกิดขึ้นเมื่อใด?!”
“...”
หนี่วายิ้มเบาๆ พลางกล่าวว่า: “ย่อมเป็นความจริง! หากไม่เชื่อ พวกท่านลองดูภาพการหลุดพ้นของนาง...” พูดจบ นางก็โบกมือขวา เผยให้เห็นกระบวนการทั้งหมดของการหลุดพ้นของจักรพรรดินีอาภรณ์ขาวในอดีต ให้สิบสองบรรพชนอูและจอมทัพชือโหยวได้ชม
ระดับพลังของนางในตอนนี้คือครึ่งก้าวสู่การหลุดพ้น สามารถส่องสะท้อนภาพในอดีตกาลได้อย่างง่ายดาย
ดังนั้น การฉายภาพเหตุการณ์ของจักรพรรดินีอาภรณ์ขาวจึงมิได้ทำให้นางรู้สึกยากลำบากแต่อย่างใด