- หน้าแรก
- มหาศึกดวงดาว กำเนิดอารยธรรมตำนานเทพบรรพกาล
- บทที่ 281 ไป้เทียนดับสูญ ตรัสรู้หลุดพ้น เปิดทางวิถีใหม่
บทที่ 281 ไป้เทียนดับสูญ ตรัสรู้หลุดพ้น เปิดทางวิถีใหม่
บทที่ 281 ไป้เทียนดับสูญ ตรัสรู้หลุดพ้น เปิดทางวิถีใหม่
บทที่ 281 ไป้เทียนดับสูญ ตรัสรู้หลุดพ้น เปิดทางวิถีใหม่
“ดินแดนต้องสาปทมิฬแล้วอย่างไร วันนี้ข้าจะเหยียบย่ำมันให้แหลกลาญ และสังหารเจ้า บรรพชนพิสดารผู้นี้!”
ประมุขภูตไร้เทียมทานขับเคลื่อนบัลลังก์กระดูกขาว ในมือถือกระบองกระดูกขาวยาว พุ่งทะยานขึ้นสู่ดินแดนต้องสาปทมิฬ โจมตีเข้าใส่หลัวโหวที่อยู่บนโลงศพทมิฬอย่างดุดัน
เขาคือหนึ่งในยอดอัจฉริยะที่แข็งแกร่งที่สุดของเผ่าพันธุ์มนุษย์ในสงครามพิชิตสวรรค์ครั้งอดีต ผ่านการเวียนว่ายตายเกิดนับครั้งไม่ถ้วน หลอมรวมกฎแห่งยมโลกของตนจนถึงขีดสุด
เพียงกระบวนท่าเดียวก็แผ่บารมีเทพอันยิ่งใหญ่ออกมา
“บรรพชนพิสดารแล้วจะทำไม?”
“วันนี้ข้าราชันย์อสูรจะใช้ดาบอสูรในมือ ทะลวงร่างของพวกเจ้า เหล่าสรรพชีวิตแห่งความมืด!”
ราชันย์อสูรก็เป็นหนึ่งในอัจฉริยะแห่งสงครามพิชิตสวรรค์ในอดีตเช่นกัน เขาคือผู้สืบทอดวิถีแห่งการสังหารของอสูร ผ่านการเวียนว่ายตายเกิดในสังสารวัฏหกวิถีขนาดใหญ่นับครั้งไม่ถ้วน
กฎแห่งการสังหารของเขาก็บรรลุถึงขีดสุดแล้ว
บัดนี้เมื่อระเบิดพลังเต็มที่ ปราณสังหารอันน่าสะพรึงกลัวก็ถาโถมไปทั่วทั้งห้วงมิติ
ในพริบตาเดียว มันก็ทลายดินแดนต้องสาปทมิฬไปเป็นบริเวณกว้าง ทำเอาหลัวโหวบนโลงศพทมิฬโกรธเกรี้ยวจนแทบคลั่ง
“ฆ่า!”
ประมุขเต๋าเสวียนหวง, เฉินเหล่าหมัว และเหล่าผู้แข็งแกร่งคนอื่นๆ ก็ไม่ยอมน้อยหน้า ทะยานร่างขึ้นฟ้าเช่นกัน
ปลดปล่อยการโจมตีที่แข็งแกร่งที่สุดของตนออกมา
รุมกระหน่ำหลัวโหวบนดินแดนต้องสาปทมิฬ ตั้งใจจะสังหารเขาให้สิ้นซาก
ครืนนน!
ชั่วพริบตา
กลิ่นอายอันกว้างใหญ่ไพศาลไร้ขอบเขตได้ถาโถมออกมา ปกคลุมทั่วทั้งดินแดนต้องสาปทมิฬ ทะเลแห่งภพ และโลกโกลาหล
แรงสั่นสะเทือนอันน่าสะพรึงกลัวนั้น แม้แต่หงฮวงที่อยู่ห่างไกลออกไปก็ยังสัมผัสได้
“นี่มันอะไรกัน?”
“ในโลกโกลาหลเกิดมหาสงครามที่เกินจะจินตนาการขึ้นรึ?”
“เป็นท่านหงจวินและคนอื่นๆ ปะทะเข้ากับหลัวโหวและสรรพชีวิตพิสดารตนอื่น ๆ งั้นรึ?”
“น่ากลัวเกินไปแล้ว! เพียงแค่สัมผัสได้ถึงแรงกระเพื่อมก็รับรู้ได้ถึงความดุเดือดของการต่อสู้!”
“ภาวนาให้ท่านหงจวินและคนอื่นๆ ได้รับชัยชนะ! มิฉะนั้น หงฮวงจะตกอยู่ในอันตราย!”
แตกต่างจากการวิพากษ์วิจารณ์ของผู้แข็งแกร่งในหงฮวง เหล่าผู้แข็งแกร่งในทะเลแห่งภพที่นำโดยหงจวินซึ่งกำลังค้นหาหลัวโหวและเผ่าพันธุ์พิสดารอยู่ ก็สัมผัสได้ถึงการปะทะอันดุเดือด ณ พื้นที่ชายขอบเช่นกัน พวกเขาต่างพากันมองไปยังทิศทางนั้น
“มีคนกำลังขัดขวางหลัวโหวและเผ่าพันธุ์พิสดารอยู่... เป็นใครกัน? เหตุใดจึงมีกลิ่นอายแห่งสังสารวัฏอันทรงพลัง หรือว่าจะเป็นพวกเขา?”
“ตู้กูไป้เทียนและเหล่าอัจฉริยะเผ่าพันธุ์มนุษย์คนอื่น ๆ กำลังต่อสู้กับหลัวโหวและเหล่าสรรพชีวิตพิสดาร! แถมยังสู้กันได้อย่างสูสี!”
“ไป! นี่คือโอกาสที่ดีที่สุดที่จะทำลายล้างหลัวโหวและเผ่าพันธุ์พิสดาร จะปล่อยให้มันหนีไปไม่ได้เป็นอันขาด!”
“ฆ่า!”
เพียงแค่แลกเปลี่ยนความคิดเห็นกันชั่วครู่ หงจวินและเหล่าผู้แข็งแกร่งก็เข้าใจสถานการณ์ที่เกิดขึ้น
แต่ละคนล้วนมีสีหน้าตื่นเต้นและเปี่ยมด้วยจิตสังหาร ต่างพุ่งทะยานไปยังชายขอบของทะเลแห่งภพ ตั้งใจจะร่วมมือกับตู้กูไป้เทียนและคนอื่น ๆ เพื่อกำจัดหลัวโหวและเหล่าสรรพชีวิตพิสดารให้สิ้นซาก
นี่คือโอกาสทองที่หาได้ยาก จะพลาดไปไม่ได้เป็นอันขาด
หากพลาดไปแล้ว ก็ไม่รู้ว่าจะต้องรอไปอีกนานเท่าใด
ยังไม่กล่าวถึงเหล่าผู้แข็งแกร่งอย่างหงจวินที่กำลังตื่นเต้น การต่อสู้บนดินแดนต้องสาปทมิฬได้เข้าสู่ช่วงที่ดุเดือดที่สุดแล้ว
ตู้กูไป้เทียนผู้แข็งแกร่งที่สุดได้เข้าปะทะกับหลัวโหวและเหล่าสรรพชีวิตพิสดารแล้ว แรงกระเพื่อมของพลังงานอันน่าสะพรึงกลัวได้ทำลายดินแดนต้องสาปทมิฬที่ปกคลุมด้วยภัยพิบัติและความอัปมงคลในพริบตา ทำให้สรรพชีวิตพิสดารนับไม่ถ้วนต้องตายอย่างอนาถ
บนที่ราบสูงดินแดนต้องสาปทมิฬ
หลัวโหวจ้องมองตู้กูไป้เทียนและคนอื่น ๆ ที่กำลังสัประยุทธ์กับทงเทียนและเหล่าสรรพชีวิตพิสดาร สีหน้าของเขาเย็นชาจนถึงขั้วกระดูก
“กล้าดีมาเหยียบย่ำดินแดนต้องสาปทมิฬ วันนี้พวกเจ้าทุกคนต้องมาแล้วไม่ได้กลับ!”
พูดจบ
หลัวโหวก็ยื่นฝ่ามือสีดำที่เหี่ยวแห้งและผุพังออกไป โม่หินวันสิ้นโลกที่กำอยู่ในมือหมุนอย่างรวดเร็ว รวบรวมพลังแห่งภัยพิบัติและความอัปมงคลอันไร้ที่สิ้นสุด สั่นสะเทือนไปทั่วทั้งดินแดนต้องสาปทมิฬ
“ตูม!”
เสียงดังสนั่นก้องกังวาน
ห้วงมิติเบื้องหน้าหลัวโหว พลันถูกลำแสงสีดำดุจหมึกบนโม่หินวันสิ้นโลกทลายลง
สมบัติล้ำค่ารูปวงแหวนแปดด้านปรากฏออกมาจากลำแสงสีดำนั้น
มันคือสมบัติล้ำค่าที่เขาเคยใช้พลังแห่งภัยพิบัติและความอัปมงคลกัดกร่อนก่อนหน้านี้
บัดนี้ที่นำมันออกมาใช้ เห็นได้ชัดว่าเขาต้องการปลดปล่อยพลังที่แข็งแกร่งที่สุดของสมบัติล้ำค่าชิ้นนี้ เพื่อทำลายล้างตู้กูไป้เทียนและคนอื่น ๆ ที่บุกรุกเข้ามา
เขาสัมผัสได้ถึงกลิ่นอายของผู้แข็งแกร่งแห่งทะเลแห่งภพที่กำลังรีบรุดมาแล้ว หากไม่รีบจัดการตู้กูไป้เทียนและเหล่าผู้แข็งแกร่งที่ขวางทางไม่ให้พวกเขาเข้าสู่โลกโกลาหล เมื่อเหล่าผู้แข็งแกร่งแห่งทะเลแห่งภพมาถึง การจะจากไปก็จะยากขึ้นมาก!
ดังนั้น เขาจึงนำสมบัติล้ำค่าที่ยังหลอมรวมไม่สมบูรณ์ชิ้นนี้ออกมา ก็เพื่อที่จะจัดการตู้กูไป้เทียนและคนอื่น ๆ ให้ได้อย่างรวดเร็ว
จากนั้นก็รีบออกจากทะเลแห่งภพ มุ่งหน้าสู่โลกโกลาหลอันกว้างใหญ่ไพศาลไร้ขอบเขต
ถึงตอนนั้น ต่อให้หงจวินและคนอื่น ๆ ต้องการตามหาพวกเขาก็จะยากยิ่งกว่าปีนป่ายขึ้นสวรรค์เสียอีก
“ดับสูญไปซะ!”
“พวกเจ้าเหล่าผู้ทรยศที่ไม่เคารพข้า บรรพชนพิสดารผู้นี้!”
“วันนี้ ข้าไม่เพียงแต่จะสังหารพวกเจ้า แต่ยังจะขยี้สังสารวัฏหกวิถีขนาดใหญ่ของพวกเจ้าให้แหลกสลาย ตัดขาดพลังแห่งการหลุดพ้นของพวกเจ้าให้สิ้นซาก!”
พูดจบ
เขาก็ใช้พลังพิสดารอัปมงคลบนโม่หินวันสิ้นโลกกระตุ้นสมบัติล้ำค้ารูปวงแหวนแปดด้าน บารมีเทพอันน่าสะพรึงกลัวได้ปั่นป่วนลมเมฆไปทั่วทั้งดินแดนต้องสาปทมิฬ
กลิ่นอายแห่งภัยพิบัติและความอัปมงคลอันกว้างใหญ่ไพศาลไร้ขอบเขตพัดโหมกระหน่ำ
มันเชื่อมต่อกับบารมีเทพที่แผ่ออกมาจากสมบัติล้ำค่า
ก่อเกิดเป็นอักขระค่ายกลพิสดาร ปกคลุมไปทั่วทั้งดินแดนต้องสาปทมิฬ!
วินาทีต่อมา
ฟิ้ว!
ค่ายกลแปดเหลี่ยมที่ส่องประกายแสงสีดำปรากฏขึ้นจากดินแดนต้องสาปทมิฬ กลิ่นอายพิสดารปกคลุมทั่วทั้งค่ายกล แบ่งแยกดินแดนต้องสาปทมิฬออกจากทะเลแห่งภพโดยสิ้นเชิง ก่อเกิดเป็นโลกที่ปิดตายโดยสมบูรณ์
แรงกดดันอันน่าสะพรึงกลัวทำให้ตู้กูไป้เทียนและคนอื่น ๆ ล้วนสีหน้าเปลี่ยนไป
“ค่ายกลนี้น่าสะพรึงกลัวยิ่งนัก มันปิดกั้นที่นี่กับโลกภายนอกโดยสิ้นเชิง พวกเราไม่สามารถนำมหาเต๋ามาจุติได้เลย!”
เฉินเหล่าหมัวมองดูค่ายกลพิสดารรอบกาย ใบหน้าหล่อเหลาเผยแววเคร่งขรึม ไม่ได้มีท่าทีไม่แยแสเหมือนเมื่อครู่อีกต่อไป
ความเป็นมารของเขานั้นแข็งแกร่ง ทำอะไรก็บ้าคลั่ง แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าเขาไม่มีสมอง
ในทางกลับกัน ในฐานะหนึ่งในอัจฉริยะเผ่าพันธุ์มนุษย์ที่สามารถร่วมมือกับตู้กูไป้เทียนและคนอื่น ๆ ในการอนุมานสังสารวัฏหกวิถีขนาดใหญ่ได้ ก็เพียงพอที่จะพิสูจน์ได้ว่าพรสวรรค์และความสามารถของเขาไม่ด้อยไปกว่าผู้ใด
บัดนี้เขาชี้ให้เห็นลักษณะพิเศษของค่ายกล ไม่ใช่เพราะกลัวค่ายกลของหลัวโหว แต่เป็นการเตือนตู้กูไป้เทียนและคนอื่น ๆ ให้ระวังสถานการณ์นี้ เพื่อหลีกเลี่ยงการเสียเปรียบอย่างหนักในการประลองกับหลัวโหว!
“ข้าเพิ่งจะสัมผัสได้ถึงกลิ่นอายของหงจวินและคนอื่น ๆ การที่หลัวโหวทำเช่นนี้ เห็นได้ชัดว่ามันกำลังทุ่มสุดตัว! พวกเราจะปล่อยให้มันหนีออกจากทะเลแห่งภพไปไม่ได้เป็นอันขาด!”
ตู้กูไป้เทียนพยักหน้าอย่างเย็นชา แล้วจึงบอกสาเหตุที่หลัวโหระเบิดพลังเต็มที่ออกมา เป็นการเตือนทุกคนว่า “การตัดสินชี้ขาดกำลังจะมาถึงแล้ว”!
จอมมารสวรรค์มีเจตจำนงแห่งการต่อสู้สูงส่ง ใบหน้าเต็มไปด้วยรอยยิ้มเย็นชา
“ในเมื่อมันต้องการตัดสินชี้ขาด พวกเราก็จะอยู่เป็นเพื่อนมันเอง!”
เฉินจ้านก็พยักหน้าตาม แล้วกล่าวว่า
“ถูกต้อง พวกเรามีสังสารวัฏหกวิถีขนาดใหญ่อยู่ แม้จะสิ้นชีพก็จะกลับมาได้อย่างรวดเร็ว ไม่ต้องกังวลอะไรทั้งสิ้น!”
ประมุขภูตก็พยักหน้าเช่นกัน แล้วกล่าวว่า “ในเมื่อเป็นเช่นนี้ ก็ให้เศษเสี้ยววิญญาณของพวกเราแต่ละคนกลับสู่ร่างหลักเถิด!
หากต้องการตัดสินชี้ขาดกับหลัวโหว ก็ต้องใช้พลังต่อสู้ที่แข็งแกร่งที่สุด เพื่อเป็นการปิดฉากเส้นทางสู่การหลุดพ้นของพวกเราอย่างสมบูรณ์แบบ!”
“สมควรเป็นเช่นนั้น!”
ประมุขเต๋าเสวียนหวงและราชันย์อสูรก็กล่าวเสริม เห็นได้ชัดว่าเห็นด้วยกับคำพูดของประมุขภูต
“ดี!”
จอมมาร, ตู้กูไป้เทียน, ประมุขภูต และเฉินจ้านทั้งสี่คนก็ไม่มีความเห็นต่าง พวกเขาสบตากัน แล้วกล่าวว่า
“เริ่มกันเถอะ!”
จากนั้น จอมมาร, ตู้กูไป้เทียน, ประมุขภูต, เฉินจ้าน, เฉินเหล่าหมัว, ราชันย์อสูร และประมุขเต๋าเสวียนหวงทั้งเจ็ดคนก็ยืนตามตำแหน่งต่างๆ บนร่างกายของแต่ละคนปรากฏเศษเสี้ยววิญญาณที่แตกต่างกันหกสาย พุ่งไปยังร่างกายของคนอื่น ๆ ตามลำดับ
นี่คือเคล็ดวิชาบำรุงวิญญาณที่พวกเขาบรรลุได้จากการเวียนว่ายตายเกิดนับครั้งไม่ถ้วนในสังสารวัฏหกวิถีขนาดใหญ่ เป็นการใช้ดวงวิญญาณของผู้อื่นเพื่อกระตุ้นดวงวิญญาณของร่างหลักให้แข็งแกร่งขึ้น เพื่อบรรลุถึงขอบเขตที่จิตวิญญาณสามารถหลุดพ้นได้!
ตูม! ตูม! ตูม~
เมื่อเศษเสี้ยววิญญาณของทั้งเจ็ดคนกลับสู่ร่างตามลำดับ ความผันผวนอันกว้างใหญ่ไพศาลก็ระเบิดออกมาจากร่างกายของพวกเขา สั่นสะเทือนค่ายกลแปดเหลี่ยมพิสดารที่หลัวโหวก่อขึ้นจนสั่นไหว
ไม่ต้องสงสัยเลย
เมื่อเศษเสี้ยววิญญาณของตู้กูไป้เทียนและคนอื่น ๆ กลับสู่ร่างในตอนนี้ ความแข็งแกร่งของพวกเขาทั้งเจ็ดคนก็ได้บรรลุถึงขอบเขตครึ่งก้าวสู่มหาเต๋าแล้ว
ในโลกโกลาหล เรียกได้ว่าเป็นราชันย์ในหมู่จุดสูงสุดของระดับโกลาหล!
นี่คือขอบเขตที่แข็งแกร่งที่สุดที่สรรพชีวิตสามารถบรรลุได้ก่อนที่จะหลุดพ้น
“ฆ่า!”
ทั้งเจ็ดคนสบตากัน พุ่งเข้าหาพร้อมนำสังสารวัฏหกวิถีขนาดใหญ่ออกมา
พุ่งชนกำแพงค่ายกล
มุ่งหน้าไปยังหลัวโหวที่อยู่นอกค่ายกล
ครืนนน!
ภายใต้การโจมตีอันบ้าคลั่ง
กำแพงค่ายกลพลันหม่นแสงลง ราวกับจะแตกสลายได้ทุกเมื่อ ทำให้หลัวโหวที่อยู่นอกค่ายกลตกตะลึงอย่างยิ่ง
ค่ายกลชุดนี้สร้างขึ้นจากโม่หินวันสิ้นโลก, ดินแดนต้องสาปทมิฬ และสมบัติล้ำค้ารูปวงแหวนแปดด้าน มันแข็งแกร่งเกินกว่าจะจินตนาการได้
แต่ภายใต้การพุ่งชนของสังสารวัฏหกวิถีขนาดใหญ่ของตู้กูไป้เทียนและคนอื่น ๆ มันกลับมีท่าทีว่าจะพังทลาย
หากเป็นเช่นนี้ต่อไป ไม่นานนัก
ค่ายกลก็จะแตกสลาย
ถึงตอนนั้น
สถานการณ์ของเขาก็จะตกอยู่ในอันตราย!
“ไม่ได้!”
“จะปล่อยให้พวกมันออกมาไม่ได้!”
หลัวโหวจ้องมองค่ายกลที่ใกล้จะแตกสลายอย่างบ้าคลั่ง สลับกับมองโม่หินวันสิ้นโลกและสมบัติล้ำค้ารูปวงแหวนแปดด้านในมือ ใบหน้าที่เหี่ยวแห้งและเกรียมดำเผยจิตสังหารอันบ้าคลั่ง
“ในเมื่อพวกเจ้าต้องการทำลายค่ายกล เช่นนั้นข้าก็จะสนองให้!”
พูดจบ ก็หัวเราะอย่างบ้าคลั่ง ทำให้ตู้กูไป้เทียนและคนอื่น ๆ เข้าใจว่าหลัวโหวเสียสติไปแล้ว มิฉะนั้นในเวลานี้จะหัวเราะออกมาได้อย่างไร
แต่วินาทีต่อมา พวกเขาก็รู้ว่าหลัวโหวหัวเราะทำไม
เขากลับสังเวยสรรพชีวิตแห่งความมืดทั้งหมดยกเว้นทงเทียน, หมิงเหอ และหยวนสื่อ! หมอกโลหิตสีดำอันกว้างใหญ่ไพศาลไร้ขอบเขตกลายเป็นพลังพิสดารอันเข้มข้น ทั้งหมดถูกเขาใช้โม่หินวันสิ้นโลกและสมบัติล้ำค้ารูปวงแหวนแปดด้านอัดฉีดเข้าไปในค่ายกลแปดเหลี่ยม
ตูม!
ค่ายกลแปดเหลี่ยมภายใต้การเสริมพลังของพลังพิสดารอันไร้ที่สิ้นสุด แข็งแกร่งขึ้นหลายเท่าตัว อักขระค่ายกลพิสดารและรากฐานค่ายกลทั้งหมดได้รับการเสริมความแข็งแกร่งอย่างเป็นรูปธรรม แม้แต่กำแพงค่ายกลที่แตกร้าวก็ถูกซ่อมแซมกลับมาดังเดิม
หากเป็นเพียงเท่านี้ ตู้กูไป้เทียนและคนอื่น ๆ ก็คงไม่สีหน้าเปลี่ยนไป อย่างมากก็แค่ใช้สังสารวัฏหกวิถีขนาดใหญ่พุ่งชนต่อไปอีกสักพัก ก็ย่อมมีเวลาที่มันจะแตกออก
แต่หลัวโหวที่บ้าคลั่งจนเสียสติไปแล้ว กลับเลือกที่จะใช้โม่หินวันสิ้นโลกและสมบัติล้ำค้ารูปวงแหวนแปดด้านกระตุ้นให้อักขระค่ายกลพังทลาย สั่นสะเทือนรากฐานค่ายกล ดูแล้วก็คือต้องการระเบิดค่ายกลเพื่อฝังพวกเขาทั้งหมดไว้ที่นี่
“พวกเจ้าจงตายไปซะ!”
หลัวโหวเห็นว่าตู้กูไป้เทียนและคนอื่น ๆ ค้นพบเจตนาของเขาแล้ว ก็เร่งกระบวนการระเบิดตัวเองให้เร็วขึ้นโดยตรง ตั้งใจจะสังหารพวกเขาทั้งหมด!
“อยากจะระเบิดค่ายกลรึ? อย่าได้คิด!”
เฉินเหล่าหมัวใช้ร่างธรรมฟ้าดิน ทั้งร่างขยายใหญ่ขึ้นอย่างผิดธรรมชาติ ปากอันใหญ่โตมหึมานั้นอ้าออกอย่างแรง ดูดกลืนพลังพิสดารในค่ายกลอย่างบ้าคลั่ง เพื่อชะลอความเร็วในการทำลายรากฐานค่ายกล
“แปดกระบวนท่าพลิกผัน!”
ตู้กูไป้เทียนเผาไหม้ต้นกำเนิดแห่งเต๋า ระเบิดเปลวเพลิงร้อนแรงออกมา เหวี่ยงกระบี่ศึกตู๋กูอย่างบ้าคลั่ง ใช้แปดกระบวนท่าพลิกผัน โจมตีกำแพงค่ายกล
“บรรพกาลผันผ่าน!”
เฉินจ้านตะโกนลั่น ใช้พลังวิเศษที่แข็งแกร่งที่สุด โจมตีกำแพงค่ายกล
“ฝ่ามือเทียนมารใหญ่!”
“ขุมนรกอเวจี!”
“อสูรไร้ปรานี!”
“เสวียนหวงพลิกฟ้า!”
จอมมาร, ประมุขภูต, เสวียนหวง และอสูรทั้งหมดต่างใช้กระบวนท่าที่แข็งแกร่งที่สุดของตน โจมตีอักขระค่ายกลและกำแพงค่ายกลแปดเหลี่ยม เพื่อทำลายรากฐานของค่ายกล ขัดขวางไม่ให้หลัวโหวระเบิดมันได้สำเร็จ
“ฮึ่ม! คิดจะต่อต้านตอนนี้ มันสายไปแล้ว!”
หลัวโหวคำรามอย่างโหดเหี้ยมไร้ความปรานี
“ระเบิด!”
พูดจบ สองมือกดลง กระตุ้นพลังพิสดารในโม่หินวันสิ้นโลกและสมบัติล้ำค้ารูปวงแหวนแปดด้าน ระเบิดค่ายกลแปดเหลี่ยมโดยตรง
ครืน!
ครืนนน~
เสียงดังสนั่นดังขึ้นต่อเนื่อง
พลังงานอันบ้าคลั่งที่ทำลายล้างทุกสิ่งระเบิดออกอย่างสมบูรณ์ภายในค่ายกล ราวกับลาวาที่ร้อนระอุพวยพุ่งออกมาจากภูเขาไฟ ปกคลุมตู้กูไป้เทียนและคนอื่น ๆ ทั้งหมด!
พลังพิสดาร, กฎเกณฑ์แห่งความโกลาหล, กฎแห่งการทำลายล้าง และพลังอันบ้าคลั่งอื่น ๆ พวยพุ่งออกมาพร้อมกัน ทำลายล้างโล่พลังงานรอบกายของตู้กูไป้เทียนและคนอื่น ๆ อย่างบ้าคลั่ง ตั้งใจจะสังหารพวกเขาทั้งหมดให้สิ้นซาก
“เหลือแต่เสี่ยวไป้แล้ว!”
ตู้กูไป้เทียนและคนอื่น ๆ สบตากันแล้วยิ้ม ต่างก็คลายการป้องกันรอบกาย ปล่อยให้พลังงานบ้าคลั่งแหลกสลายร่างเนื้อ ราวกับยอมแพ้ที่จะต่อต้านโดยสิ้นเชิง
สุดท้าย เมื่อทุกสิ่งสงบลง
ตู้กูไป้เทียนและคนอื่น ๆ ก็หายไปโดยสิ้นเชิงบนดินแดนต้องสาปทมิฬที่พังทลายย่อยยับ เหลือเพียงอาวุธที่เสียหายกระจัดกระจายอยู่ พิสูจน์ว่าพวกเขาเคยมาที่นี่
“ฮ่าๆๆ~”
หลัวโหวหัวเราะอย่างบ้าคลั่ง “คิดจะสู้กับข้า พวกเจ้ายังอ่อนหัดนัก”
คำพูดยังไม่ทันจบ พรวด! เขาก็กระอักเลือดสีดำออกมาคำหนึ่ง ทั้งร่างอ่อนระทวยลงบนโลงศพสีดำ
การฝืนกระตุ้นให้ค่ายกลระเบิดตัวเอง ทำให้เขาได้รับผลสะท้อนกลับอย่างรุนแรงเช่นกัน
หากไม่มีโม่หินวันสิ้นโลกและสมบัติล้ำค้ารูปวงแหวนแปดด้าน รวมถึงสมบัติล้ำค่าอื่น ๆ ช่วยลดทอนพลังสะท้อนกลับไปแปดส่วน เขาคงจะดับสูญไปบนดินแดนต้องสาปทมิฬเช่นเดียวกับตู้กูไป้เทียนและคนอื่น ๆ
ถึงกระนั้น เขาก็อ่อนแอลงอย่างมาก
สรรพชีวิตพิสดารเกือบทั้งหมดดับสูญ ดินแดนต้องสาปทมิฬประสบกับการทำลายล้างที่ไม่อาจจินตนาการได้
เขาผู้เป็นบรรพชนพิสดารก็ได้รับผลกระทบอย่างใหญ่หลวงเช่นกัน พลังต่อสู้สิบส่วนหายไปแปดส่วน เหลือเพียงสองส่วนค้ำจุนร่างกายที่เหี่ยวแห้งและผุพังของเขาไว้
อย่างไรก็ตาม ชัยชนะสุดท้ายก็ยังคงเป็นของเขา
ไม่ว่าจะต้องแลกมาด้วยราคาที่ยิ่งใหญ่เพียงใด ก็ถือว่าคุ้มค่า
“หลัวโหว อย่าเพิ่งดีใจไป!”
ในตอนนั้นเอง
เสียงหัวเราะเย็นชาเย้ยหยันดังขึ้นจากสังสารวัฏหกวิถี ทำให้หลัวโหวตกใจจนรีบลุกขึ้นจากโลงศพสีดำ ดวงตาสีเลือดจ้องเขม็งไปยังสังสารวัฏหกวิถีที่ยังคงหมุนอยู่ ตวาดเสียงดังว่า
“เจ้าเป็นใคร? ออกมา! อย่ามัวหลบ ๆ ซ่อน ๆ!”
“ฮึ่มๆ!”
เสียงเย็นชานั้นดังขึ้นอีกครั้ง ความเย้ยหยันยังคงเต็มเปี่ยม
“ตามที่เจ้าปรารถนา!”
สิ้นเสียง
สังสารวัฏหกวิถีก็สั่นสะเทือน
วินาทีต่อมา มันก็หลอมรวมเข้าด้วยกัน สุดท้ายกลายเป็นร่างสูงใหญ่ที่ลอยอยู่บนท้องฟ้า
เป็นเฉินหนานที่เคยรวบรวมเจตจำนงของสรรพชีวิตเพื่อจุติกลับชาติมาเกิดในอดีต หรือก็คือตู้กูเสี่ยวไป้ ลูกชายของตู้กูไป้เทียนในปัจจุบันนั่นเอง
“เป็นเจ้า! ตู้กูเสี่ยวไป้?!”
ในดวงตาสีเลือดของหลัวโหวเผยแววประหลาดใจอย่างไม่เคยมีมาก่อน
ตอนแรกเขายังสงสัยอยู่ว่า เหตุใดการวิวัฒน์สังสารวัฏหกวิถีจึงไม่มีร่างของตู้กูเสี่ยวไป้
ด้วยพรสวรรค์และความสามารถของเขา ไม่ควรจะขาดหายไป
บัดนี้เมื่อเห็นสังสารวัฏหกวิถีหลอมรวมกลายเป็นตู้กูเสี่ยวไป้ ในที่สุดเขาก็เข้าใจว่าเหตุใดจึงไม่เห็นร่างของตู้กูเสี่ยวไป้
ที่แท้เขาใช้ร่างกายของตนเองเป็นรากฐานในการวิวัฒน์สังสารวัฏหกวิถี เพื่อให้ตู้กูไป้เทียนและคนอื่น ๆ ได้เวียนว่ายตายเกิดอย่างต่อเนื่อง เพื่อร่วมกันอนุมานวิถีแห่งการหลุดพ้น
บัดนี้ดูแล้ว เส้นทางนี้ถูกพวกเขาเดินจนสำเร็จแล้ว
“ถูกต้อง เป็นข้า!”
ใบหน้าของตู้กูเสี่ยวไป้แม้จะเย็นชาและเจือแววเย้ยหยัน แต่ก็ไม่ได้ลงมือกับหลัวโหวและบรรพชนพิสดารคนอื่น ๆ
กลับกัน เขาเหวี่ยงดวงจิตของตู้กูไป้เทียนทั้งเจ็ดขึ้นสู่ห้วงมิติ แล้วตะโกนลั่นว่า
“ขีดสุดของชีวิต คือความตาย!”
“ขีดสุดของความตาย คือชีวิต!”
“สหายเต๋าทุกท่าน ยามนี้ไม่ตรัสรู้ จะรอถึงเมื่อใด?!”
สิ้นเสียง
จิตวิญญาณที่แท้จริงของตู้กูไป้เทียนทั้งเจ็ดคนก็สั่นสะเทือนอย่างแรง ความเข้าใจอันลึกซึ้งผุดขึ้นในใจ
จากนั้น พวกเขาก็พากันมองไปยังตู้กูเสี่ยวไป้ ใบหน้าล้วนเผยรอยยิ้มที่เปี่ยมด้วยปัญญา
“หกวิถีจุติ สังสารวัฏหมื่นปี!”
“กลับสู่ความเรียบง่าย เสี่ยวไป้จุติ!”
“หนึ่งกายเจ็ดหน้า หลุดพ้นสู่ภายนอก!”
“พวกเรา ตรัสรู้แล้ว!”
“สหายเต๋าทุกท่าน!”
“เข้าสู่เต๋าเถิด!”
เสียงของตู้กูเสี่ยวไป้ดังขึ้นตามมา จากนั้นก็โบกมือขวา หลุมดำสีดำดุจหมึกหกหลุมปรากฏออกมา
มันคือสังสารวัฏหกวิถีขนาดใหญ่ที่ตู้กูไป้เทียนและคนอื่น ๆ วิวัฒน์ขึ้นมานั่นเอง
“เข้าสู่เต๋า!”
ตู้กูไป้เทียนก้าวออกไปหนึ่งก้าว
จิตวิญญาณที่แท้จริงของเขาได้หายเข้าไปในสังสารวัฏหกวิถี พลังสังสารวัฏอันเข้มข้นสร้างร่างให้เขาใหม่อย่างรวดเร็ว
จากนั้น ร่างต้นแบบของสังสารวัฏหกวิถีก็หลอมรวมเข้ากับร่างกายของเขา
“พวกเราก็ไปเถอะ!”
จอมมารสวรรค์และคนอื่น ๆ หัวเราะฮ่าๆ แล้วก้าวเดินเข้าไปในสังสารวัฏหกวิถี
เช่นเดียวกับตู้กูไป้เทียน พวกเขาถูกพลังสังสารวัฏสร้างร่างขึ้นมาใหม่
จากนั้นในร่างกายของแต่ละคนก็หลอมรวมสังสารวัฏหกวิถีเข้าไปหนึ่งอัน
ราวกับว่าสังสารวัฏหกวิถีขนาดใหญ่ไม่ได้วิวัฒน์ออกมาเพียงหนึ่งเดียว แต่ร่างกายของทุกคนล้วนเป็นสังสารวัฏหกวิถี
จากนั้น ตู้กูไป้เทียนและคนอื่น ๆ ทั้งหมดก็กลายเป็นลำแสงหลอมรวมเข้ากับร่างกายของตู้กูเสี่ยวไป้
ตูม!
กลิ่นอายอันกว้างใหญ่ไพศาลไร้ขอบเขต หากแต่ว่างเปล่าและเลื่อนลอยได้แผ่พุ่งออกมา
มันปกคลุมทั่วทั้งดินแดนต้องสาปทมิฬ ห่อหุ้มหลัวโหวและคนอื่น ๆ ทั้งหมดไว้ภายใน!
“ไร้ซึ่งความโกลาหลและไร้ซึ่งการพลิกผัน ไร้ซึ่งการเริ่มต้นและไร้ซึ่งการสิ้นสุด!”
ในมือของตู้กูเสี่ยวไป้ปรากฏกระบี่ศึกที่คล้ายกับ “ตู๋กู” ขึ้นเล่มหนึ่ง ไม่เห็นว่าเขาจะทำอะไร เพียงแค่โบกมันไปทางหลัวโหวอย่างแผ่วเบา
ฟิ้ว!
แสงกระบี่ธรรมดาสายหนึ่งพุ่งออกมา
มันเคลื่อนที่ไปยังหลัวโหวบนโลงศพสีดำอย่างเชื่องช้า
มองไม่เห็นความผันผวนของพลังงานใด ๆ เลย
แต่เมื่อหลัวโหวเห็นมัน กลับราวกับได้เห็นอสูรร้ายหงฮวง ทำให้ใบหน้าของเขาเปลี่ยนไปอย่างมาก
กระบี่เล่มนี้...
เขาสัมผัสได้ถึงกลิ่นอายแห่งการหลุดพ้น
แสงกระบี่ดูธรรมดา แต่กลับสร้างแรงกดดันให้เขาอย่างไม่สิ้นสุด
ราวกับว่าในแสงกระบี่สายนี้แฝงไว้ด้วยเจตจำนงของโลกหงฮวง ทะเลแห่งภพ และโลกโกลาหลรวมกัน
ไม่ว่าเขาจะปลุกพลังพิสดารอย่างไร ก็ไม่ใช่คู่ต่อสู้ของมัน
แม้จะยังไม่ลงมือ แต่เขาก็ได้เห็นฉากจบหลังจากลงมือแล้ว
ความรู้สึกนี้ เขาเคยประสบมาแล้วเมื่อหลายหมื่นปีก่อน!
ตอนนั้น ฟางหานหลุดพ้น เขาเลือกที่จะต่อสู้ด้วย
ผลลัพธ์คือ...
รับไม่ได้แม้แต่กระบวนท่าเดียว
ถูกฟางหานบดขยี้อย่างง่ายดาย
หากฟางหานไม่มีจิตสังหารเขา ตอนนี้เขาคงจะตายไปหลายหมื่นปีแล้ว
บัดนี้ความรู้สึกนี้ปรากฏขึ้นอีกครั้ง ทำให้จิตใจไร้เทียมทานของเขาที่เพิ่งถูกพลังพิสดารซ่อมแซมกลับมาแตกสลายอีกครั้ง
“บัดซบ!”
“พวกมันกลับตรัสรู้หลุดพ้นพร้อมกัน!”
“ข้าไม่เชื่อ!”
หลัวโหวโกรธเกรี้ยวอย่างบ้าคลั่ง “ข้าคือบรรพชนพิสดารที่อยู่ตรงข้ามกับสามพันมหาเต๋า แม้แต่ผู้รอบรู้ทุกสิ่งทุกอย่างในขอบเขตแห่งการหลุดพ้นก็ไม่ใช่คู่ต่อสู้ของข้า!”
“วันนี้ ข้าจะสังหารพวกเจ้า!”
“ให้สรรพชีวิตในโลกโกลาหลทั้งหมดได้ประจักษ์ถึงชื่อเสียงของบรรพชนพิสดารของข้า!”
ท่ามกลางเสียงคำรามของเขา
หลัวโหวเลือกที่จะสังเวยขาทั้งสองข้างอีกครั้ง เปลี่ยนมันให้กลายเป็นพลังพิสดารไร้ขอบเขต เพื่อกระตุ้นโม่หินวันสิ้นโลกและสมบัติล้ำค้ารูปวงแหวนแปดด้าน ปลุกอักขระค่ายกลบนดินแดนต้องสาปทมิฬ ตั้งใจจะทำลายล้างการโจมตีของตู้กูเสี่ยวไป้ พร้อมทั้งสังหารตู้กูเสี่ยวไป้ไปด้วย
แต่ทว่า เมื่อเผชิญหน้ากับตู้กูเสี่ยวไป้ที่ตรัสรู้หลุดพ้นแล้ว การโจมตีของเขาก็ดูเปราะบางอย่างยิ่ง
แม้จะสังเวยขาทั้งสองข้างของตนเอง ระเบิดพลังโม่หินวันสิ้นโลกและสมบัติล้ำค้ารูปวงแหวนแปดด้านเต็มที่ ก็ไม่สามารถสั่นคลอนร่างกายของตู้กูเสี่ยวไป้ได้แม้แต่น้อย
“แช้ง~”
วินาทีต่อมา
กระบี่ศึกฟันลงบนโม่หินวันสิ้นโลก เจตจำนงแห่งการหลุดพ้นระเบิดออกอย่างสมบูรณ์ ซัดกระเด็นโม่หินวันสิ้นโลกในพริบตา เกือบจะฟันมันออกเป็นสองท่อน
จากนั้น
วงแหวนแปดด้านก็ถูกฟันกระเด็นไปเช่นกัน
“หลัวโหว!”
“รับกระบวนท่าของข้า!”
วินาทีต่อมา
รูปลักษณ์ของตู้กูเสี่ยวไป้ก็เปลี่ยนไปอย่างรวดเร็ว กลายเป็นรูปลักษณ์ของเฉินจ้าน
แม้พวกเขาจะเป็นหนึ่งกายเจ็ดหน้า แต่ร่างกายของตู้กูเสี่ยวไป้ก็กลายเป็นสังสารวัฏ เช่นเดียวกันก็สามารถสลับกับเฉินจ้านและคนอื่น ๆ ได้
“หมื่นบรรพกาลล้วนว่างเปล่า!”
ชั่วขณะที่เฉินจ้านเข้าควบคุมร่างกาย เขาก็ฟันดาบยาวในมือออกไป
ฟิ้ว!
แสงกระบี่เจิดจ้าสายหนึ่งพุ่งออกมา
เมื่อเทียบกับ “ไร้ซึ่งความโกลาหลและไร้ซึ่งการพลิกผัน ไร้ซึ่งการเริ่มต้นและไร้ซึ่งการสิ้นสุด” ของตู้กูเสี่ยวไป้แล้ว แสงกระบี่สายนี้กลับแผ่ซ่านไปด้วยพลังพิสดารอย่าง “เต๋าว่างเปล่า”, “วิญญาณว่างเปล่า”, “พลังวิเศษว่างเปล่า”, “จิตใจว่างเปล่า” และอื่น ๆ
ยังไม่ทันได้สัมผัสหลัวโหว ก็ทำให้ขนทั่วร่างของเขาลุกชัน เกิดความหวาดกลัวขึ้นมาโดยสัญชาตญาณ
“เฮ้อ!”
“เส้นทางแห่งการหลุดพ้นไม่อาจเดินไปได้!”
“ยอมตกสู่ความพิสดาร ก็ยังคงไม่สามารถไร้เทียมทานได้!”
“มีชีวิตอยู่ต่อไปจะมีประโยชน์อันใด สู้ตายเสียดีกว่า!”
หลัวโหวรู้ว่าไม่ว่าตนเองจะต่อต้านอย่างไร ก็ไม่สามารถรับมือกับกระบวนท่าพิสดารของเฉินจ้านนี้ได้
สุดท้าย ในใจก็เกิดความคิดที่จะตาย
เขายืนนิ่งงันมองดูการโจมตีของเฉินจ้าน ไม่มีความคิดที่จะต่อต้านแม้แต่น้อย
แต่วินาทีต่อมา
ในดวงตาสีเลือดของเขาก็เผยสีหน้าโกรธเกรี้ยว
“บัดซบ!”
“กล้าใช้เล่ห์เหลี่ยมต่ำช้ากับข้าบรรพชนพิสดารผู้นี้รึ!”
“วันนี้ ต้องสังหารเจ้าให้ได้!”
หลัวโหวในที่สุดก็หลุดพ้นจากพันธนาการของ “จิตใจว่างเปล่า” อันพิสดารนั้นได้ในขณะที่แสงกระบี่ของเฉินจ้านใกล้จะถึงตัว และฟื้นคืนสติกลับมา
“ไสหัวไป!”
พลันเขาเหยียดมือขวาออก ปรากฏทวนยาวสีดำสนิทดุจหมึกขึ้นในมือ แทงสวนไปยังแสงกระบี่ที่พุ่งเข้ามา
แช้ง!
วินาทีต่อมา
ปลายทวนกับแสงกระบี่ปะทะกัน
เกิดเสียงใส ๆ ดังขึ้น
จากนั้น ทวนยาวในมือของหลัวโหวก็แตกสลายเป็นเสี่ยง ๆ กลายเป็นปราณพิสดารเต็มท้องฟ้า แต่ก็ไม่สามารถหยุดยั้งแสงกระบี่ที่พุ่งเข้ามาได้
แต่หลัวโหวฉวยโอกาสเพียงเสี้ยววินาทีที่ทวนยาวแตกสลาย กลายเป็นกลุ่มปราณพิสดาร หนีออกจากการล็อกเป้าหมายของแสงกระบี่!
ตูม!
แสงกระบี่ที่ไร้เป้าหมายพุ่งเข้าสู่ดินแดนต้องสาปทมิฬ ทลายพื้นที่ไปหนึ่งในหกส่วนในพริบตา ซ้ำเติมให้ดินแดนต้องสาปทมิฬที่อยู่ในสภาพพังทลายอยู่แล้วยิ่งย่ำแย่ลงไปอีก
“หลัวโหว เจ้าไม่ใช่ว่าไร้เทียมทานรึ?”
“เหตุใดต้องหลบ!”
เฉินจ้านจ้องมองหลัวโหวที่อยู่ในสภาพทุลักทุเลอย่างเย็นชา ใบหน้าหล่อเหลาเจือแววเย้ยหยัน
“ฮึ่ม!”
หลัวโหวถึงกับจนคำพูด
“ฮึ่ม!”
ใบหน้าของเฉินจ้านเปลี่ยนไปอีกครั้ง ปรากฏเป็นรูปลักษณ์ของจอมมารสวรรค์
เขามองดูหลัวโหวที่เงียบขรึม ก็เย้ยหยันอย่างเย็นชา
“คนทรยศต่อกฎเกณฑ์ของตนเอง จะมีจิตใจไร้เทียมทานได้อย่างไร!”
หลัวโหวแค่นเสียงเย็นชา ไม่พูดอะไร
“หลัวโหว!”
“เจ้าทรยศต่อวิถีมาร ข้าในฐานะจอมมาร วันนี้จะสะสางสำนัก สังหารเจ้าคนขี้ขลาด!”
จอมมารสวรรค์เหวี่ยงกระบี่ศึกในมือ สั่นสะเทือนมหาเต๋าแห่งมารให้จุติ กลายเป็นดินแดนมารอันกว้างใหญ่ไพศาลไร้ขอบเขต ห่อหุ้มหลัวโหวไว้ภายใน!
สรรพชีวิตแห่งวิถีมารนับไม่ถ้วนเมื่อเห็นร่างของหลัวโหว ต่างก็คำรามด่าทอ
“หลัวโหว เจ้าคนทรยศ! กลับทรยศพวกเรา ตกสู่ความพิสดาร ไม่คู่ควรที่จะเป็นบรรพชนแห่งวิถีมาร!”
“หลัวโหว เจ้ามันคนขี้ขลาด! คนขี้ขลาดตาขาว! แม้จะตกสู่ความพิสดาร ก็ยังคงเปลี่ยนนิสัยขี้ขลาดไม่ได้!”
“หลัวโหว เจ้าคนเลว!”
“หลัวโหว เจ้าทรยศต่อวิถีมาร สมควรตายเพื่อชดใช้!”
“หลัวโหว เจ้า...”
เสียงด่าทอคำรามอันไร้ที่สิ้นสุด ปกคลุมทั่วทั้งดินแดนมาร ราวกับเสียงมารพิสดารที่ทำลายเยื่อแก้วหูของหลัวโหว ทำให้จิตใจของเขาว้าวุ่นสับสน ทุกข์ทรมานอย่างยิ่ง
“อ๊า!”
“น่ารำคาญ!”
“หุบปากให้หมด!”
ปราณพิสดารบนร่างของหลัวโหวระเบิดออกมาอย่างบ้าคลั่ง ราวกับอุทกภัยที่ถาโถมไปทั่วทุกทิศทาง สั่นสะเทือนพื้นที่ดินแดนมารจนบิดเบี้ยวผิดรูป
สุดท้าย
“ตูม”
เสียงดังสนั่นดังขึ้น
ดินแดนมารแตกสลาย!
สรรพชีวิตแห่งดินแดนมารนับไม่ถ้วนหายไป
จอมมารสวรรค์หายไป
และผู้ที่ปรากฏกายขึ้นแทนคือประมุขภูตไร้เทียมทาน
“หลัวโหว จิตใจของเจ้าสับสนวุ่นวายแล้ว!”
“ถูกอสูรฟ้าต่างแดนที่ตนเองเคยสร้างขึ้นรุกราน!”
“เจี๋ยเจี๋ยเจี๋ย!”
“ถ้าข้าเป็นเจ้า จะหาเต้าหู้มาโขกหัวตายไปเสีย!”
ประมุขภูตแสยะยิ้ม เสียงเย้ยหยันหลุดออกมาจากปาก
พร้อมกันนั้น เพลิงขุมนรกอเวจีอันไร้ขอบเขตก็พวยพุ่งออกมา ห่อหุ้มร่างของหลัวโหวในพริบตา เผาไหม้แก่นวิญญาณพิสดารของเขา