เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

ตอนที่ 259 หัวหม่าเอ้อ

ตอนที่ 259 หัวหม่าเอ้อ

ตอนที่ 259 หัวหม่าเอ้อ


หวีซุ่นดูคำสั่งในมือของเขาอย่างระมัดระวัง  ท่าทางของเขาสงบเหมือนสายน้ำ

ผู้ใต้บังคับบัญชาของเขาไม่กล้าทำอะไรเนื่องจากท่านหวีซุ่นเป็นคนที่มีอำนาจที่แท้จริงในกลุ่มศักดินาชาวยุทธ เป็นผู้นำเดี่ยวในพื้นที่ ดินแดนของพวกเขาเป็นพื้นที่อุดมสมบูรณ์มากในกลุ่มดาวหมาป่า  ที่สำคัญพวกเขาอยู่ใกล้กลุ่มดาวกา  แม้ว่ากลุ่มดาวกาจะไม่ได้รุ่งเรืองแต่เส้นทางการค้าของพวกเขาอย่างน้อยก็ไม่ถูกจำกัด พวกเขาสามารถได้รับประโยชน์บางอย่างด้วยวิธีนี้ เนื่องจากพวกเขามักเดินทางไปทำการค้ากับกลุ่มดาวกาเป็นประจำเมื่อเทียบกับกลุ่มดาวหมาป่าซึ่งยุ่งเหยิง สถานที่ของพวกเขานับว่าสะดวกสบายที่สุด

ท่านหวีซุ่นเป็นผู้บัญชาการอันดับสองของกลุ่มศักดินาชาวยุทธ  ดังนั้นเขามีสิทธิ์ถือครองที่ดินที่สมบูรณ์

“เกี่ยวกับคำสั่งที่ข้าได้ส่งไปก่อนแล้วเรื่องยานขนส่งได้ส่งคนไปกี่คน?”

หวีซุ่นยังถือคำแนะนำไว้ในมือของเขาและถามทันที

บริวารของเขาประหลาดใจและตอบทันที  “เราส่งคนของเราให้ไปถ่วงเวลาพวกเขาไว้ตามคำสั่งของนายท่าน  แต่คนผู้นั้นโหดร้าย และคนของเราทั้งหมด...”

“เรายังมีนักสู้ฝีมือดีอยู่อีกกี่คน?”  หวีซุ่นถาม

“ราวๆ 40 คน” บริวารของเขานับ

“ส่งไปเพิ่มอีกสิบ”  หวีซุ่นโบกมือโดยไม่ลังเล

“ขอรับ!” บริวารของเขาตกใจ“ใครอยู่ในยานนั้น?”

“ไม่ว่ายังไงเราต้องถ่วงเวลาพวกมันให้ได้สามวัน” หวีซุ่นพูดเฉยเมย “ท่านสุ่ยเฉิงและหย่งชิวจะพามือดีอีกเจ็ดสิบคนมาถึงในอีกสามวัน”

คราวนี้บริวารของเขาถึงกับตกใจเป็นอย่างมาก  ท่านสุ่ยเฉิงและท่านหย่งชิวพวกเขาคือหัวหน้าลำดับที่สามและที่สี่ และทั้งคู่เป็นนักสู้ในทำเนียบสวรรค์วิถี!  ในกลุ่มศักดินาชาวยุทธใครก็ตามที่ได้รับยกย่องว่าเป็นมือดี มักจะเป็นนักสู้ระดับสวรรค์วิถี

นั่นเป็นความเคลื่อนไหวครั้งใหญ่!

“ขอรับ!”  เขาควบคุมใจที่กำลังสั่นและตอบรับ

“เจ้าไปได้” หวีซุ่นโบกมือ บริวารของเขารีบออกไปทันที

หวีซุ่นเหม่อมองไปไกล  หน้าของเขามีแววกังวลทันที

พี่ใหญ่ไปหาคานท์!

ด้วยความช่วยเหลือของคลื่นหมีดินเผา  พี่ใหญ่เหมือนกับเสือติดปีก พลังของเขาเพิ่มขึ้นเป็นสามเท่าหวีซุ่นรู้จักพี่ใหญ่ของเขาดี และหลังจากถูกคานท์ข่มมาหลายปี  ก็เหมือนมีปีศาจในใจเขา  ตอนนี้พลังของเขาเพิ่มขึ้นทำให้เขาไม่ลังเลที่จะตามหาตัวคานท์ในทันที

แต่หวีซุ่นมีความกังวลในใจเขา

ใครจะยอมให้คนอื่นใช้คลื่นหมีดินเผาเป็นรางวัลเอาชนะศัตรูของเขาเองเล่า

หวีซุ่นจู่ๆก็หัวเราะลั่น  บางทีพวกเขาอาจผ่านวันเวลาที่สงบสุขนานเกินไปและสูญเสียพลังใจที่จะต่อสู้แล้วกลายเป็นคนขี้ขลาด  ศัตรูมีนักสู้สวรรค์วิถีสามคนแต่ฝ่ายเขาก็มีนักสู้ในสวรรค์วิถี

นอกจากนี้ในมือของพวกเขา พวกเขามีร้อยคนเป็นยอดฝีมือระดับนักสู้สวรรค์วิถีและร้อยคนนี้ล้วนแต่คุกคามสามคนนี้ได้

พี่ใหญ่ไปพบกับคานท์ได้อย่างสบายใจก็เพราะกระบวนความคิดนี้นั่นเอง

พลังของตัวเขาเองก็ยังนับว่าสูงกว่าศัตรูแน่นอน

ถ้าพวกเขาทำได้สำเร็จ  อย่างนั้นกลุ่มศักดิดาชาวยุทธจะกลายเป็นกลุ่มที่แข็งแกร่งที่สุดในกลุ่มดาวหมาป่า

เมื่อคิดถึงเรื่องนั้นแล้วหวีซุ่นอดปลื้มใจมิได้

ถังเทียนลืมตางัวเงีย  หลับครั้งนี้ได้หลับจนพอใจเขารู้สึกสะดวกสบายและตื่นตัวมาก

เอ๋, เดี๋ยวก่อน....

ทันในนั้นถังเทียนมองดูรอบๆตัวของเขา และตระหนักได้ทันทีว่าเขาอยู่บนหลังของถังอี้  ถังอี้ก้าวได้ยาว ดังนั้นภาพที่เห็นจึงบินผ่านไปอย่างรวดเร็ว

“เจ้าตื่นจนได้”  อาเฮ่อกล่าว ร่างของเขาพกความมั่นใจที่ไม่อาจบรรยายได้ถูก  ขณะที่เขาเหินบิน เขาเป็นเหมือนนกกระเรียนใหญ่กำลังบินไปข้างหน้าอย่างรวดเร็ว

หลิงซิ่วนั่งอยู่บนฟลามิงโกล้อเลียน“เจ้าช่างทำให้หมูทั่วจักรวาลได้อายจริงๆ พวกมันหลับไม่ได้อย่างเจ้าแน่นอน สามวันเต็มๆ หึหึ นับถือ นับถือจริงๆ!”

“นั่น..ยะ.ยาน..”ถังเทียนรู้สึกสูญเสียอะไรไปอย่าง  “เอ๋ยานอยู่ที่ไหนแล้ว?”

“เราเปลี่ยนเส้นทาง”อาเฮ่อกล่าวอย่างใจเย็นขณะบิน “ยานเราเป็นเป้าหมายเด่นเกินไป ดังนั้นเราจึงเก็บไว้”

ยานเป็นสมบัติดวงดาว  ดังนั้นมันสามารถเก็บไว้ได้ และเพื่อความมั่นใจถังเทียนไม่ได้ทิ้งรอยประทับไว้บนยาน

ถังเทียนสับสน  “เปลี่ยนเส้นทาง?  จะไม่มีปัญหากับเส้นทางของติงตังเหรอ?”

“ไม่มีแต่อย่างใด”

คำพูดของอาเฮ่อทำให้ถังเทียนสับสนมากขึ้นอีก

“เรากำลังถูกสอดแนม”  อาเฮ่อกล่าวอย่างใจเย็น “นอกจากการโจมตีระลอกแรกที่เจ้าคลี่คลายไปได้ก่อนนั้น  เรายังถูกลอบโจมตีอีกห้าครั้ง”

“อา!” ถังเทียนถลึงตาทันทีและกล่าว“เราถูกลอบโจมตีเหรอ? ข้ายังไม่เข้าใจเลย? เอ่อ, ทำไมข้าจำไม่ได้เลย? นั่นก็แปลก!”

“บางทีเจ้าเหนื่อยเกินไป”  อาเฮ่อปลอบโยนอย่างอ่อนโยน

หลิงซิ่วอยู่ด้านข้างแค่นเสียงเขาหงุดหงิดมาก  “เจ้าหลับได้หลับดีนานถึงสามวัน  ขณะที่พวกเราเหนื่อยสายตัวแทบขาดแม้กระทั่งนักสู้ระดับสวรรค์วิถีก็ยังโผล่ออกมาเลย  พวกมันน่ารำคาญเหมือนแมลงวัน  เสียเวลาฝึกฝนที่มีค่าของข้า”

“นักสู้ระดับสวรรค์วิถี!”  ถังเทียนตะลึงอีกครั้ง  แม้พวกเขาสามารถรับมือนักสู้ระดับสวรรค์วิถีได้  แต่ก็ไม่ใช่เรื่องง่ายนัก  ปัญหาก็คือ นักสู้ระดับสวรรค์วิถีไม่ใช่คนอ่อนแอ  สีหน้าเขาหนักแน่นขึ้น  “มีอยู่กี่คน?”

“พวกมันมีห้าคน”เสียงของอาเฮ่อยังคงสงบเหมือนน้ำ “ข้าคาดว่าจะมีการลอบโจมตีข้างหน้าพวกห้าคนที่ลอบโจมตี เห็นได้ชัดว่าเป็นการร่วมมือทำงานโดยคนบางกลุ่ม ฝ่ายตรงข้ามต้องการจะถ่วงเวลาเราไม่ให้ก้าวไปข้างหน้า  ถ้าเป็นเช่นนั้น ฝ่ายตรงข้ามมีแนวโน้มว่าจะใช้เวลาที่มากพอเพื่อรวบรวมกำลังคน”

ห้านักสู้ระดับสวรรค์วิถี  นั่นพิสูจน์ได้ว่าฝ่ายตรงข้ามไม่ใช่กลุ่มพลังเล็กน้อย

นักสู้ระดับสวรรค์วิถีไม่ใช่คู่ต่อสู้ของถังเทียนและพวก  แต่เมื่อพวกเขามีจำนวนเพิ่มขึ้นแน่นอนจะเป็นการคุกคามพวกเขา มีหกคนคอยลอบโจมตีซ้ำๆ กัน นั่นย่อมไม่ธรรมดาแน่นอน

ข้อสันนิษฐานของอาเฮ่อเป็นไปได้

“เฮ้! ข้าไม่ได้บอกไว้ก่อนแล้วหรือ?ว่าแต่เสี่ยวเฮ่อ, สติปัญญาของเจ้ากำลังจะไล่ข้าทันแล้ว”

ท่าทางอาเฮ่อห่อเหี่ยวทันที

หลิงซิ่วกำลังนั่งอยู่บนฟลามิงโกถึงกับปล่อยก๊าก  “ฮ่าฮ่าฮ่าฮ่า!  อาเฮ่อ, อย่างนั้นปัญญาของเจ้าก็พอๆกับเจ้าบ้านี่ ยินดีด้วย  ยินดีด้วย!”

อาเฮ่อทำเป็นไม่สนใจทั้งสองคนทันที“ตามเส้นทางที่ติงตังบอก เราเลือกเส้นทางมุ่งไปทางตะวันออกแล้วตีวงอ้อม  เราจะผ่านเมืองม่อซีกันที่เราตั้งใจไปให้ถึงและมุ่งตรงไปยังจุดที่สองคือเมืองปี่ย่า”

“ข้าปล่อยให้เจ้าก็แล้วกัน”  ถังเทียนโบกมือ  เรื่องเหล่านี้ปล่อยให้คนฉลาดๆ ทำดีกว่า  เขาไม่สนใจทั้งนั้นตราบเท่าที่เขาไปถึงปลายทาง”

ทันใดนั้นความคิดของถังเทียนถูกรบกวน  “ใครบางคนกำลังตรงมาที่เรา”

เขาลงจากหลังของถังอี้

อาเฮ่อและหลิงซิ่วยังคงรู้สึกได้เช่นกัน  “ศัตรูตามมาทันหรือ?”  อาเฮ่อและหลิงซิ่วมองหน้ากัน ถ้าศัตรูสามารถตามรอยพวกเขามาได้ในระยะเวลาสั้นๆ  นั่นอันตรายมากแล้ว

คนกลุ่มหนึ่งปรากฏอยู่ในสายตาพวกเขา

สตรีนางหนึ่งอยู่ในชุดหนังเป็นผู้นำกลุ่มราวๆยี่สิบคน  สตรีนางนี้ดูมีเสน่ห์และน่ารักนัยน์ตานางสีฟ้า จมูกโด่งเป็นสันผมแดงและริมฝีปากหนา ดูมีเสน่ห์เร่าร้อนในมือของนางถือแส้หวดม้า

ดูเหมือนพวกเขาไม่คิดว่าจะมีคนอื่นนอกจากพวกเขาเช่นกันและพวกเขาสีหน้าเปลี่ยนทันที เช้ง!  พวกเขาชักดาบออกจากฝักทั้งหมด  เหมือนกับว่าพวกเขามองดูศัตรู

สตรีผมแดงจ้องมองฟลามิงโกของหลิงซิ่วและดวงตานางมีแววประหลาดใจ นางโบกมือห้ามคนของนางและกระตุ้นม้าของนางเดินเข้ามาและหัวเราะทักทาย“สวัสดีสุภาพบุรุษ,ทำไมพวกท่านถึงได้เข้ามาในพื้นที่ของเผ่าหมาป่าเพลิงของเราได้เล่า?”

เสียงของนางนุ่มนวลราวกับจะแทรกซึมเข้าไปในกระดูกของผู้คนได้

ถังเทียนมีสีหน้าระวังตัวมากเมื่อเห็นสตรีผมแดงข้างหน้าเขาเตือนใจให้เขานึกถึงเซรีนในอดีตและประสบการณ์ที่น่ากลัว เขายอมเผชิญหน้ากับอสูรดวงดาวดีกว่าอยู่ใกล้นาง เขาถอยออกมาหนึ่งก้าว

หลิงซิ่วก็ยังคงถอยออกมาเงียบๆเช่นกัน  สตรีคือสิ่งมีชีวิตที่น่ากลัวทุกคน  ปล่อยให้อาเฮ่อรับมือนางจะดีกว่า

สายตาของทุกคนมองมาที่อาเฮ่อพร้อมกัน

อาเฮ่อที่สงบเงียบอยู่เสมอมักสร้างความรู้สึกที่ดีและสตรีสองสามนางในเผ่าก็ยิ้มให้เขาแล้ว

อาเฮ่อคำนับสีหน้าของเขาซื่อสัตย์  “เรากำลังเดินทางไปเมืองปี่ย่า แต่หลงทางและรุกล้ำพื้นที่ของพวกท่านโดยมิได้ตั้งใจ  ข้าต้องขออภัยด้วย”

“ปี่ย่าเหรอ?” สตรีผมแดงหัวเราะ “พวกเจ้ากำลังไปผิดทิศทางแล้ว ถ้าเจ้ายังคงมุ่งหน้าไปตามทางนี้ เจ้าจะไม่มีทางไปถึงเมืองปี่ย่าได้

หา.. ถังเทียนและหลิงซิ่วมองมาที่อาเฮ่อทันที  เจ้าหมอนี่พาพวกเราไปผิดทางหรือนี่?

ความรู้สึกถึงสายตาที่ไม่เป็นมิตรจากด้านหลังของเขาทำให้อาเฮ่อสะดุ้ง  เขาพาพวกเขาไปผิดเส้นทางหรือนี่?

อาเฮ่อมีท่าทีกระวนกระวายทันทีและเขาโค้งให้สตรีผมแดง “ข้าขอถามแม่นาง โปรดแนะนำเส้นทางที่ถูกต้องให้พวกเราด้วย”

ท่าทางของอาเฮ่อสุภาพมากทำให้สตรีผมแดงยิ้ม  “บอกเส้นทางให้พวกเจ้าสิ้นสงสัยก็ได้  เรากำลังจะกลับไปเช่นกันทำไมพวกเจ้าถึงไม่เดินทางไปพร้อมกันเรา? เมื่อไปถึงเผ่าของเราเมืองปี่ย่าก็อยู่ไม่ไกลแล้ว”

อาเฮ่อยินดี  “ขอบคุณแม่นาง”

“ข้าชื่อหัวหม่าเอ้อ!”  สตรีผมแดงกล่าวอย่างมั่นใจ “พ่อหนุ่มรูปหล่อ,เจ้าชื่ออะไร?”

“ข้าชื่ออาเฮ่อ” อาเฮ่อยิ้มและตอบพลางชี้ไปที่ถังเทียนและหลิงซิ่ว  “คนเหล่านี้เป็นสหายของข้า  นี่คือถังเทียนและหลิงซิ่ว”

ถังเทียนกับหลิงซิ่วโบกมือให้หัวหม่าเอ้อทันที

ทุกคนคุ้นเคยกันอย่างรวดเร็ว  อาเฮ่อที่มีท่าทีเป็นมิตรและซื่อสัตย์เห็นได้ชัดว่าเป็นทางเลือกที่ดีที่จะแทรกซึมเข้าค่ายศัตรูได้ ถังเทียนและหลิงซิ่วได้ซึ้งกับคำว่าหนุ่มเจ้าสำราญในคราวนี้แหละ

“หัวหม่าเอ้อ พวกเจ้ามาจากไหนกัน?” อาเฮ่อสงสัย

คนกลุ่มนี้แข็งแรงคล่องแคล่วนอกจากจำนวนคนยี่สิบแล้ว มีเจ็ดคนที่เป็นนักสู้ระดับสวรรค์วิถี

“เราออกไปซื้ออาหารปันส่วนกัน”  หัวหม่าเอ้อถอนหายใจเล็กน้อย “ฤดูหนาวจะมาเยือนเราต้องเตรียมอาหารไว้แต่เนิ่นๆ ถ้าไม่อย่างนั้นเราจะไม่สามารถรอดผ่านฤดูหนาวไปได้

“พวกท่านขาดแคลนอาหารหรือ?”  อาเฮ่อประหลาดใจ

“เท่าที่เห็นเราบอกได้เลยว่าพวกเจ้าไม่ได้มาจากกลุ่มดาวหมาป่า” หัวหม่าเอ้อหัวเราะ  “ตราบใดที่พวกเจ้ามาจากกลุ่มดาวหมาป่าเจ้าจะรู้ว่าฤดูหนาวของกลุ่มดาวหมาป่าน่ากลัวเพียงไหน  และอาหารราคาแพงเพียงไหน  เพื่อให้ได้อาหารหนึ่งกระสอบบางคนถึงกับฆ่ากันยกหมู่บ้าน”

ถังเทียนกับพวกพ้องถึงกับผมลุกชัน

“หมู่ดาวหมาป่าไม่ผลิตอาหารหรือ?”  หลิงซิ่วอดถามไม่ได้

“ผู้คนชาวดาวหมาป่าถนัดในเรื่องต่อสู้  แต่ไม่ถนัดทำการเกษตร”หัวหม่าเอ้อถอนหายใจ “และพื้นที่ของเราก็ไม่อุดมสมบูรณ์ เผ่าของเราตั้งอยู่ในเขตทะเลทราย เป็นเขตโอเอซิสเล็กนิดเดียวเราจะผลิตอาหารได้มากแค่ไหนกัน?”

“อย่างนั้นพวกเจ้ารอดอยู่ได้อย่างไร?”  ถังเทียนถาม

“ทุกคนในกลุ่มดาวหมาป่าเกิดมาเป็นนักรบ  เนื่องจากสถานที่นี้ไม่สามารถผลิตอาหารได้ อย่างนั้นเราจะใช้ดาบกระบี่ของเราต่อสู้เพื่อชีวิตของเรา  ที่นี่ชีวิตไม่มีค่ามาก  เจ้าเคยได้ยินภาษิตนี้มาก่อนไหมชาวดาวหมาป่าเป็นอาหารสัตว์ปีกชั้นดี? เจ้ารู้ไหมว่าทำไม? เพราะชีวิตที่นี่ราคาถูกและมีมากมายไงเล่า หึหึ”

พูดถึงเรื่องนั้นหัวหม่าเอ้อมีแววเสียใจ

ถังเทียนและสหายได้แต่เงียบ  สถานการณ์นี้พวกเขารู้ว่าหมายถึงอะไร และรู้สึกอย่างไร

ทันใดนั้นถังเทียนสีหน้าเปลี่ยน “มีคนมุ่งหน้ามาทางนี้ และพวกเขามีหลายคนด้วย! เอ่,พวกเขามากันเร็วมาก”

หัวหม่าเอ๋อสีหน้าเปลี่ยน  ตาสีฟ้าฉายประกายเยือกเย็นขณะที่นางรั้งบังเหียนม้าระดับเอวนาง นางตะโกนออกมา “เตรียมตัวรับมือศัตรู!”

************************************

จบบทที่ ตอนที่ 259 หัวหม่าเอ้อ

คัดลอกลิงก์แล้ว