เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

ตอนที่ 250 เรียกว่าอาวุธจักรกลวิญญาณ

ตอนที่ 250 เรียกว่าอาวุธจักรกลวิญญาณ

ตอนที่ 250 เรียกว่าอาวุธจักรกลวิญญาณ


“ทำไมเจ้าถึงใช้วัสดุที่น่าเกลียดอย่างนั้น?”  น้ำเสียงของม่อเหล่งเต็มไปด้วยความไม่พอใจแววโกรธปรากฏอยู่ในดวงตาของเขา สำหรับเขาแล้วการออกแบบที่โดดเด่นอย่างนี้จะใช้วัสดุที่น่าเกลียดอย่างนั้นได้ยังไง?

เซรีนอธิบาย“เมื่อพิจารณาถึงต้นทุนการผลิต ต้นทุนการผลิตของหิมะสายฟ้าอยู่ที่ 4.5ล้านเหรียญดาว และวัสดุส่วนใหญ่เราใช้ทองดำ มันมีมูลค่า 2.5 ล้านกับวัสดุอื่นๆ ที่มีมูลค่าประมาณ 2 ล้าน”

เพื่อปกป้องความลับของทองอีกาไว้เซรีนจึงเปลี่ยนแปลงชื่อและเรียกว่าทองดำ ทำให้หลายๆ คนคาดเดาได้ยาก

“2 ล้านเหรียญดาว?”  ม่อเหล่งลูบเคราและทำตาโตทันที“เจ้าใช้เงินเพียงสองล้านเหรียญดาวสร้างตัวถังอาวุธจักรกลนี่นะ!”

ม่อเว่ยเทียนสนใจเรื่อง‘ทองดำ’ ที่เซรีนใช้ทันที  “ทองดำคืออะไร?”

“คือโลหะที่สามารถใช้แทนหยกวิญญาณได้”  เซรีนเตรียมคำตอบไว้พร้อมอยู่แล้ว

“หยกวิญญาณ!”  ม่อเหล่งถูกคำพูดของเซรีนดึงดูดความสนใจทันทีนัยน์ตาของเขาเป็นประกายสดใส “อาวุธจักรกลนี่มีจิตวิญญาณพลังยุทธด้วยหรือ?”

“สายตาท่านดีจริงๆ!”  เซรีนยกย่องม่อเหล่งไปหนึ่งประโยคนางรู้วิธีคุยอย่างถูกคอกับปรมาจารย์ม่อเหล่งจึงคุยอย่างตรงไปตรงมาด้วยความมั่นใจ “ข้ามักคิดอยู่เสมอว่าจะสร้างอาวุธจักรกลที่แข็งแกร่งอย่างแท้จริงได้อย่างไร อาวุธจักรกลในรุ่นปัจจุบันนี้เมื่อเทียบกับยุครุ่งเรืองของสามกองทัพมหาอำนาจ  ถือว่าตกต่ำมายาวนาน อาวุธจักรกลในปัจจุบันของเราเมื่อเทียบกับอาวุธจักรกลในรุ่นยุคกองทัพดาวกางเขนใต้ยังห่างไกลกันมาก  เป็นเพราะอะไร?”

คำพูดเหล่านี้แทงใจดำของม่อเหล่ง  เขาได้รับยกย่องว่าเป็นปรมาจารย์วิศวจักรกลและรู้ดีถึงภาวะตกต่ำของอาวุธจักรกลซึ่งเป็นการตกต่ำทั้งวงการ  วิศวกรจักรกลทุกคนต่างกู่ร้องตะโกนว่าพวกเขาจะฟื้นฟูวิชาจักรกล แต่จนกระทั่งบัดนี้พวกเขายังไม่เห็นวี่แววฟื้นฟูของอาวุธจักรกล

นอกจากอาวุธพลังสายเลือดที่น่าเกลียด

“เพราะยุคสมัยต่างกัน ในยุคสามกองทัพมหาอำนาจระบบวิทยายุทธยังคลุมเครือไม่ชัดเจน ความเข้าใจจิตวิญญาณพลังยุทธยังมีอยู่เพียงผิวเผินจึงต้องยืมพลังของเครื่องจักรกลนั่นเป็นการเพิ่มพลังให้คนได้หลายเท่า แต่ปัจจุบันนี้การเติบโตของระบบวิทยายุทธอยู่ในระดับสูงการศึกษาค้นคว้าจิตวิญญาณพลังยุทธมีเพิ่มขึ้นทุกวัน  ทุกคนฝึกหัดและฝึกฝนก็ยิ่งมีความสามารถมากขึ้นมีความก้าวหน้ามากขึ้นและดื่มด่ำลึกในเรื่องพลังอำนาจแล้ววิศวกรจักรกลอย่างพวกเราเล่า?  เราเอาแต่จะรักษาของเก่าๆนึกถึงแต่อดีตอันรุ่งเรืองซึ่งไม่มีส่วนเกี่ยวข้องอะไรกับเรามีแต่ปัจจุบันและอนาคตเท่านั้น ที่เราเปลี่ยนแปลงได้”

ไฟแห่งความคลั่งไคล้ลุกไหม้อยู่ในดวงตาของเซรีนเหมือนเพลิงกำลังสั่นระริก

“ดังนั้นเพื่อยุคสมัยของเราอาวุธจักรกลที่เราต้องการควรจะเป็นแบบไหน?   ทุกคนจะพูดกันว่ามันควรจะแข็งแกร่ง แต่อาวุธจักรกลแบบไหนจึงจะนับว่าแข็งแกร่ง?ความเข้าใจของข้าก็คือ อาวุธจักรกลที่มีปัญญาพอคือเครื่องมือที่ฉลาดจะได้รับการต้อนรับยิ่งขึ้นในฐานะเครื่องมือที่แข็งแกร่ง”

“อาวุธจักรกลไม่ใช่เครื่องมือ!”  ม่อเหล่งโต้แย้งอย่างไม่พอใจ

เซรีนไม่ต้องการถกเถียงเรื่องนั้นกับม่อเหล่งจึงถามตามตรง “ทำไมน่ะหรือ? เพราะวิชาต่อสู้ในยุคปัจจุบันแข็งแกร่งมาก ด้วยวิทยายุทธรูปแบบต่างๆทั้งหมด นั้นสามารถตอบสนองความต้องการของคนได้ ถ้าพลังยังไม่พอ ก็ยังมีสมบัติดวงดาวอีก ดังนั้นอาวุธจักรกลของเราจะมีความสำเร็จอะไรได้?  ความเข้าใจของข้าก็คือช่วย  ช่วยฝึกหัดและฝึกฝน ช่วยต่อสู้  เราสามารถเพิ่มพลังโดยปลดปล่อยปราณแท้เราสามารถให้นักสู้ใช้วิทยายุทธที่พวกเขาไม่เคยเรียนรู้มาก่อน แต่ทั้งหมดนี้จำเป็นต้องได้อาวุธจักรกลที่มีความฉลาดเพียงพอที่คล่องแคล่วเพียงพอ ถ้าไม่อย่างนั้นในยุคนี้ที่วิทยายุทธเฟื่องฟู  อาวุธจักรกลก็ไม่มีที่ว่างให้ยืนหยัด”

เปาะแปะๆๆๆ!

ม่อเว่ยเทียนอดไม่ได้ที่จะปรบมือชื่นชม“หลังจากผ่านมาหลายปี นั่นคือปาฐกถาที่ลึกซึ้งที่สุดเท่าที่ข้าเคยได้ยิน  และด้วยอรรถสาระนั้นเจ้าสมควรได้รับยกย่องว่าเป็นปรมาจารย์คนหนึ่งแล้ว”

เซรีนไม่มีการถ่อมตัวแต่อย่างใด  นางเชิดหน้าที่งดงามอ่อนวัยด้วยท่าทีภูมิใจ“ข้าเป็นปรมาจารย์คนหนึ่งอยู่แล้ว”

ม่อเว่ยเทียนและม่อเหล่งสั่นสะท้าน

ความหมายในคำพูดเหล่านั้นทำให้ทั้งสองต้องไตร่ตรอง

ม่อเว่ยเทียนกระพริบตาแต่หัวเราะ “ดูเหมือนว่าพวกเจ้าสองคนมาที่นี่อย่างเตรียมการไว้  ข้าคิดว่าเหตุที่พวกเจ้ามาที่นี่คงไม่ได้มาพูดปาฐกถากระมัง”

เซรีนตอบอย่างไม่ปิดบัง  “ถูกแล้ว ข้ามาที่นี่เพื่อขายทองดำให้ตระกูลม่อ”

ม่อเว่ยเทียนผงะเขาไม่คิดเลยว่าพวกเขาสองคนจะมาที่นี่เพื่อขายทองดำ  เขาพึมพำ “คำบรรยายของแม่นางเซรีนเป็นสิ่งที่น่าอัศจรรย์  หิมะสายฟ้าก็แข็งแกร่งมาก  แต่ตระกูลม่อของเราไม่รู้เคล็ดการสร้างนี้...”

เซรีนกล่าวต่ออย่างไม่เห็นแก่ตัว  “แน่นอนเราเตรียมแบบพิมพ์เขียวหิมะสายฟ้ามาขายให้ตระกูลม่อด้วยเช่นกัน”

ทั้งม่อเว่ยเทียนและม่อเหล่งถึงกับสั่น  ขณะที่ทั้งสองมองหน้ากันเอง ม่อเว่ยเทียนเข้าใจภาษาสายตาของม่อเหล่งทันทีว่า อย่าลังเล เหมาให้หมด”

แต่ม่อเว่ยเทียนเป็นนักธุรกิจตัวยงเขาไม่แสดงอารมณ์แต่อย่างใด “แน่นอนว่าเราย่อมต้องการพิมพ์เขียวหิมะสายฟ้า...”

เซรีนตัดบทคำพูดของม่อเทียนทันที  “ในมือของเรามีทองดำมูลค่าห้าพันล้านและสำหรับแบบของหิมะสายฟ้า เราจะไม่หยุดอยู่แค่ตระกูลของท่านเรายังวางแผนขายให้ตระกูลจาง, เผ่าบรอนซ์ เมืองหมอกเหล็กแห่งกลุ่มดาวเตาหลอมด้วย และยังมีตระกูลอื่นอีก”

ม่อเว่ยเทียนตาเหลือก  ตระกูลจางคือตระกูลของจางจื่อม่อและตระกูลอื่นๆมีชื่อเสียงอำนาจทางด้านวิชาจักรกล

“เรามาที่ตระกูลม่อก่อนเพราะเรามีความจริงใจต่อท่านถ้าท่านเพิ่มต้นทุนการผลิตหิมะสายฟ้าเป็นหกล้านเหรียญดาว  อย่างนั้นพลังรบของหิมะสายฟ้าก็จะเพิ่มขึ้นอย่างมากมาย แบบพิมพ์เขียวของหิมะสายฟ้าออกแบบไว้อย่างสมบูรณ์เพื่อให้นักสู้ระดับหกใช้งานได้ด้วยทองดำที่เรามีอยู่ ท่านสามารถสร้างหิมะสายฟ้าได้ถึงหนึ่งพันชุด”

หิมะสายฟ้าหนึ่งพันชุดจำนวนขนาดนั้นทำให้ม่อเว่ยเทียนและม่อเหล่งสูดลมหายใจหนาวเหน็บ

ม่อเว่ยเทียนยืนยันและกล่าวโดยไม่ลังเลทันที  “ทองดำมูลค่าห้าพันล้านเหรียญดาว  เราต้องการทั้งหมด”

ถังเทียนกับเซรีนมองหน้ากันทั้งสองดีใจแทบบ้า

“สำหรับแบบพิมพ์เขียวหิมะสายฟ้า ข้าขอที่ราคา200 ล้าน!”  ม่อเว่ยเทียนกล่าวเด็ดขาด

เซรีนตะลึง นางต้องการเพียงสิบล้านเหรียญดาวสำหรับพิมพ์เขียวหิมะสายฟ้า  แม้ว่าแผนของนางจะโดดเด่นแต่เส้นทางจิตวิญญาณพลังยุทธยังคงเป็นเรื่องที่ใหม่มาก  แต่ตราบใดที่อาวุธจักรกลของนางเข้าสู้ตลาด  จะมีการลอกเลียนแบบปรากฏขึ้นอย่างรวดเร็ว  สำหรับปรมาจารย์วิศวกรจักรกล เคล็ดขั้นต่ำเหล่านั้นก็แค่เป็นคู่แข่งเล็กน้อยเท่านั้น

“แต่ข้ามีข้อขอร้องเรื่องหนึ่ง!”  ม่อเว่ยเทียนพูดขึ้นตามตรง  “ข้าต้องการเวลาหนึ่งปี!  ภายในหนึ่งปีเจ้าจะต้องไม่ขายของนี้ไม่ว่าในแง่มุมใดให้กับกลุ่มพลังอื่น”

เซรีนและถังเทียนตระหนักได้ทันทีม่อเว่ยเทียนกำลังคิดจะฮุบทุกอย่างในช่วงเวลาหนึ่ง

อย่าดูแคลนช่วงระยะเวลาหนึ่งปี ม่อเหล่งผู้เป็นปรมาจารย์วิศวจักรกลในตระกูลม่อ  ถ้าเขามีวิชาจักรกลของเซรีนอยู่แล้ว  พวกเขาสามารถปล่อยอาวุธจักรกลชนิดใหม่ในนามยี่ห้อของตนเองได้  200 ล้านซื้อเวลาหนึ่งปี แม้แต่เซรีนเองนางก็ต้องยอมรับนับถือความละเอียดถี่ถ้วนของม่อเว่ยเทียน

“ตกลง!” เซรีนเห็นด้วย

5.2 พันล้านเหรียญ!

สำหรับถังเทียนและเซรีนนั่นคือจำนวนเงินมหาศาลเพียงพอใช้ซื้อดาวห่างไกลได้ ถังเทียนกับเซรีนพูดไม่ออกเกี่ยวกับเงินทุนที่เข้มแข็งของตระกูลม่อ 5.2พันล้านเหรียญดาว จำนวนเงินมหาศาลที่จ่ายได้อย่างไม่กระพริบตา

ตามข้อตกลงนี้ไม่ว่าจะเป็นถังเทียนและเซรีนหรือม่อเว่ยเทียนและม่อเหล่งต่างก็ยิ้มอย่างมีความสุขด้วยกันทุกฝ่าย ม่อเว่ยเทียนสามารถบอกได้ว่าเซรีนและถังเทียนไม่มีแผนจะขายในปริมาณมากเมื่อทั้งสองคนยื่นข้อเสนอขายทองดำ ม่อเหล่งเดินวนดูหิมะสายฟ้าเขาก็ลุ่มหลงหิมะสายฟ้าทันที ตอนนี้พอได้รู้ว่าหิมะสายฟ้ามีจิตวิญญาณพลังยุทธ  เขาสามารถมองเห็นคุณค่าได้ทันที  ในใจเขา เขาอดประหลาดใจไม่ได้เซรีนเองยังสงบใจเย็นทั้งที่นางเป็นระดับปรมาจารย์  เขาไม่เชื่อในตอนแรก  แต่ตอนนี้ เขาไม่สงสัยต่อไปแล้ว

“พวกเจ้าไม่ได้ตั้งใจจะทำธุรกิจในการสร้างอาวุธจักรกลบ้างหรือ?”  ม่อเว่ยเทียนเหลือบมองเซรีน  ถ้าพวกเขาต้องการทำธุรกิจผลิตอาวุธจักรกลขายพวกเขาคงไม่ขายทองดำแน่นอน

เซรีนส่ายศีรษะ  “เราไม่สนใจจะทำธุรกิจอะไร”

ม่อเว่ยเทียนไม่ถามอะไรต่อ  ปรมาจารย์วิศวจักรกลจำนวนมากมีนิสัยชอบค้นคว้าพัฒนา และไม่สนใจในเรื่องโลกธุรกิจ

เขาตัดสินใจเปลี่ยนหัวข้อสนทนา“อาวุธจักรกลรูปแบบใหม่นี้ต่างจากอาวุธจักรกลรูปแบบเก่าอย่างสิ้นเชิงทำไมถึงไม่ตั้งชื่อใหม่เล่า?”

เซรีนคิดอยู่ชั่วขณะและกล่าว“ทำไมเราไม่เรียกว่า อาวุธจักรกลวิญญาณเล่า”

“อาวุธจักรกลวิญญาณ.. อาวุธจักรกลวิญญาณ...”ม่อเหล่งทวนชื่อ แล้วผงกศีรษะเห็นด้วย “นั่นเป็นชื่อที่เหมาะดี”

ม่อเว่ยเทียนปรบมือ“ดีแล้ว!  อาวุธจักรกลวิญญาณ!  นั่นเป็นชื่อที่ดี!”

ทันใดนั้นมีเสียงดังขึ้นที่นอกประตู ทำให้ทุกคนสีหน้าเปลี่ยน

ถังเทียนมาปรากฏตัวข้างเซรีนและผลักนางไปอยู่ด้านหลังของเขาเพื่อปกป้องนาง

แอ๊ดดดด

ประตูโกดังเปิดออก  ในท่ามกลางแสงจัดที่ฉายเข้ามา ร่างๆ หนึ่งค่อยๆเดินมาหาพวกเขา

สีหน้าของม่อเว่ยเทียนดูไม่ดี  ผู้คุ้มกันที่อยู่ข้างนอกถูกจ้างมาด้วยราคาแพงแต่ในช่วงเวลาสั้นๆ พวกเขาถูกคนๆ เดียวที่ไม่รู้ระดับพลังเอาชนะได้

แต่เมื่อเห็นลักษณะคนที่เข้ามาถังเทียนตกใจ

คนผู้นี้ตลอดทั้งตัวมีหญ้าปกคลุมทั้งตัวหนาแน่นเผยให้เห็นแต่ดวงตาอำมหิตเท่านั้น

“หุ่นไล่กา มู่จื้อ!”

ม่อเว่ยเทียนตกใจ  หน้าของเขาแตกตื่น สีหน้าขาวซีดทันที

“ประมุขตระกูลม่อสายตาดี”  เสียงแหลมเล็กดังออกมาจากในหญ้า  หญ้าหนาแน่นปกคลุมตัวเขาหมดจนดูเหมือนกับผม

“สบายใจได้ ข้าจะไม่ฆ่าท่านหรอก”

นัยน์ตาเขียวของหุ่นไล่กามองดูถังเทียนและเซรีนและพูดตามปกติ“ข้าต้องการฆ่าสองคนนั้น”

ม่อเว่ยเทียนตะลึง  แต่เขาฉลาดและคาดเดาได้ทันที  “เจ้ามาจากกลุ่มอาวุธสายเลือดหรือ?”

“รู้มากเกินไปก็ไม่ดีนะ ประมุขตระกูล”  หุ่นไล่กาเตือนเขาช้าๆ

“นี่คือเมืองม่อเฉิง!  เจ้ากล้าดียังไงมาฆ่าอาคันตุกะของข้าต่อหน้าข้า!  วิเศษนี่คือวิธีทำงานของกลุ่มอาวุธสายเลือดหรือ?” ม่อเว่ยเทียนเสียงเข้ม

“ถูกแล้วนี่คือวิธีทำงานของกลุ่มอาวุธพลังสายเลือด” หุ่นไล่กาไม่ได้รำคาญขณะที่หญ้าหนากระพือตามสายลม

สีหน้าของม่อเว่ยเทียนเปลี่ยนหุ่นไล่กาจงใจปล่อยเขา นี่คือการเชือดไก่ให้ลิงดู

“เขาดูแปลกมาก!”

ขณะที่ม่อเว่ยเทียนกำลังเค้นสมองคิดหาวิธีปกป้องคนทั้งสองถังเทียนพูดออกมาโดยไม่คิดทำให้เขาตะลึง เจ้าบ้านี่ในเวลาอย่างนี้ ยังกล้ายั่วศัตรูอีกหรือ...

“หุ่นไล่กามู่จื้อ ทำเนียบสวรรค์วิถี 9856หรือว่า 9853 กันแน่?  ถังเทียนลูบหน้าผากหน้าของเขายังดูสับสน

“หืม?” หุ่นไล่กาตะลึง เท้าที่ก้าวหยุดอยู่กับที่

คู่ต่อสู้รู้จักเขา

หุ่นไล่กาเงยหน้ามองดูถังเทียนที่ยังดูมีหน้างุนงงแต่ไม่มีวี่แววกลัวเลย

ม่านตาของเขาขยายตัวทันใด

ในทันใดนั้นเอง  ถังเทียนหัวเราะลั่น  จนเห็นฟันขาวและพูดโดยไม่ต้องคิด

“หลังจากเอาชนะเจ้าได้  อันดับของข้าอาจเพิ่มขึ้นก็ได้

*********************

จบบทที่ ตอนที่ 250 เรียกว่าอาวุธจักรกลวิญญาณ

คัดลอกลิงก์แล้ว