- หน้าแรก
- ลูกเต็มบ้าน ไม่ขอเป็นฮูหยินโหว
- บทที่ 12 หย่ากันเถอะ
บทที่ 12 หย่ากันเถอะ
บทที่ 12 หย่ากันเถอะ
บทที่ 12 หย่ากันเถอะ
ทันทีที่หลานชิงซีเดินกลับมาถึงหน้าห้องและเตรียมจะปิดประตู อวี้จวินซูก็ไล่ตามมาทัน เขาใช้เท้าขัดประตูไว้ ก่อนจะรีบเอ่ย "ชิงซี ฟังข้าอธิบายก่อน!"
หลานชิงซีจ้องมองเขาด้วยดวงตาแดงก่ำ "แต่งงานกันได้เพียงเดือนเดียวก็รับอนุเข้าบ้าน เรื่องพรรค์นี้หาได้ยากยิ่ง ไม่เพียงแต่ในเมืองหลวง แม้แต่ตามชนบทบ้านนอกคอกนาก็ยังแทบไม่มีให้เห็น"
"วันนี้คุณชายพร่ำบอกว่ารักข้าลึกซึ้ง แต่ยามนี้ข้ากลับตาสว่างแล้วว่าความรักอันลึกซึ้งที่ว่านั้นคืออะไร"
"ตอนนี้ข้ายอมเชื่อคำพูดของท่านเสนาบดีซ่งเสียยังจะดีกว่า ข้าเป็นเพียงบันไดให้คุณชายไต่เต้า และเป็นคุณชายเองที่ยกข้าใส่พานถวายเขา!"
หางคิ้วของอวี้จวินซูกระตุกวูบ เขาเพิ่งตระหนักได้ว่าซ่งหลินยวนได้คายความจริงทั้งหมดให้หลานชิงซีฟังแล้ว
เขาปฏิเสธออกไปตามสัญชาตญาณ "เรื่องมันไม่ได้เป็นเช่นนั้น!"
"หากไม่ใช่เช่นนั้น แล้วมันจะเป็นเช่นไรไปได้?" เสียงของหลานชิงซีแหลมสูงขึ้นอีกหลายระดับ "คนก็พาเข้าบ้านมาแล้ว คุณชายยังจะกล้าโกหกหน้าตายอีกหรือ?"
อวี้จวินซูรีบปั้นเรื่องโกหกหน้าตาย "นางเป็นญาติห่างๆ ของข้า พ่อแม่นางเสียชีวิตจนไร้ที่พึ่งพิง ข้าจึงรับนางมาพักอาศัยที่จวนชั่วคราว ไม่ได้คิดจะรับเป็นอนุแต่อย่างใด"
หลานชิงซียิ้มเยาะ "ถ้าเป็นเช่นนั้น จำเป็นต้องจัดให้นางพักที่เรือนชิวหลาน ซึ่งเป็นเรือนที่ดีที่สุดรองจากเรือนใหญ่ด้วยหรือ?"
"เมื่อครู่ข้าเห็นเต็มสองตาว่าคุณชายประคองนางแนบชิดเพียงใด คุณชายเองก็อ่านตำรามามาก ย่อมรู้ดีว่าชายหญิงไม่ควรใกล้ชิดกันเกินงาม"
"ข้าไม่เชื่อคำพูดคุณชายอีกต่อไปแล้ว ตอนนี้... เราหย่ากันเถอะ!"
สิ้นเสียงนางก็กระแทกประตูปิดอย่างแรง จนหนีบเท้าของอวี้จวินซูเข้าเต็มรัก เขาชักเท้ากลับด้วยความเจ็บปวด นางจึงฉวยโอกาสนั้นปิดประตูลั่นดาลทันที
อวี้จวินซูทั้งเจ็บทั้งแค้น เส้นเลือดที่ขมับปูดโปนเต้นตุบๆ
เขารู้ดีว่าการที่จ้าวเยียนเอ๋อร์เข้ามาในจวน ทำให้หลานชิงซีที่เขาเพิ่งจะกล่อมจนสงบลงได้กลับมาหวาดระแวงอีกครั้ง วันนี้ช่างไม่ใช่ฤกษ์งามยามดีในการรับจ้าวเยียนเอ๋อร์เข้ามาจริงๆ
ทว่า... คนของจวนอ๋องเฉินเริ่มออกตามหาตัวจ้าวเยียนเอ๋อร์แล้ว หากเขาไม่รีบรับนางเข้ามาซ่อนตัวในจวนโหว ก็เกรงว่าจะไม่ทันการณ์
อวี้จวินซูรู้ดีว่าเขาจะถอยตอนนี้ไม่ได้ จึงเคาะประตูเรียก "ชิงซี เยียนเอ๋อร์เป็นญาติผู้น้องของข้าจริงๆ"
"ที่ข้าต้องปกป้องนาง ก็เพราะท่านพ่อกับท่านแม่ขัดแย้งกัน ญาติพี่น้องฝั่งท่านแม่เลยพลอยโดนหางเลขไปด้วย"
"ข้าแค่สงสารนาง เลยให้ที่พักพิง ไม่ได้มีเจตนาอื่นใดแอบแฝงเลย"
หลังจากลงกลอนประตูแน่นหนา หลานชิงซีก็ทรุดตัวลงนั่งพักที่โต๊ะ เอนหลังพิงพนักอย่างอ่อนแรง
เมื่อคืนนางไม่ได้นอนเลยสักงีบ วันนี้ยังต้องมาอาละวาดแถมแกล้งจะฆ่าตัวตายอีก เหนื่อยจะแย่อยู่แล้ว
ลี่ชิวเห็นเจ้านายนั่งลงก็รีบปรี่เข้ามานวดไหล่ให้ หลานชิงซีหาวหวอด พลางนั่งดูการแสดงงิ้วฉากใหญ่ของอวี้จวินซู
ไม่ว่าอวี้จวินซูจะพล่ามอะไรอยู่ข้างนอก นางก็คร้านจะต่อปากต่อคำด้วย เพราะการพูดคุยกับเขามันเปลืองแรงเปล่าๆ
อวี้จวินซูสรรหาข้ออ้างร้อยแปดพันเก้ามาแก้ตัว พรรณนาถึงความรักที่มีต่อหลานชิงซีเสียเลิศเลอ สูงส่งเทียมฟ้า ลึกซึ้งปานมหาสมุทร
แววตาของหลานชิงซีเต็มไปด้วยความสมเพชและขบขัน บุรุษผู้นี้ช่างเชี่ยวชาญการหลอกลวงสตรีเสียจริง
หากนางไม่รู้ธาตุแท้ของเขามาก่อน คงหลงเชื่อคารมคมคายเหล่านี้ไปแล้ว
นางใช้มือข้างหนึ่งเท้าคาง หวนนึกถึงชีวิตคู่ในชาติปางก่อน พลางหาวอีกรอบ ก่อนจะลุกเดินกลับไปนอนต่อในห้อง
อวี้จวินซูพยายามพูดจาหว่านล้อมสารพัด แต่ก็ไร้เสียงตอบรับจากคนข้างใน เขาจึงเอ่ยทิ้งท้าย "ชิงซี ข้ารักเจ้ามากจริงๆ"
"ข้าพูดไปหมดทุกอย่างแล้ว ข้าจะไม่มีวันหย่ากับเจ้าเด็ดขาด เจ้าสงบสติอารมณ์ก่อนเถิด เดี๋ยวข้าจะมาหาใหม่"
ตอนที่เขาพูดประโยคเหล่านี้ หลานชิงซีได้เข้าเฝ้าพระอินทร์ไปเรียบร้อยแล้ว
นางตื่นขึ้นมาอีกทีก็เป็นเวลาเย็นย่ำ พ่อบ้านห้องครัวยกสำรับอาหารมาให้ด้วยตัวเอง "คุณชายสั่งกำชับให้ทำของโปรดของฮูหยินมาให้ขอรับ"
หลานชิงซีกวาดตามองอาหารบนโต๊ะ... ปลากะพงนึ่ง กุ้งอบวุ้นเส้น ลูกชิ้นแห้ว และซุปปลาเงินใส่ยอดใบบัว
อาหารเหล่านี้ล้วนเป็นอาหารพื้นเมืองบ้านเกิดของนาง และเป็นของโปรดของนางทั้งสิ้น
หากเป็นชาติก่อน นางคงดีใจจนเนื้อเต้นที่เห็นอาหารเหล่านี้ แต่ตอนนี้... นางกลับรู้สึกถึงความย้อนแย้งที่น่าขัน
ชาติก่อนนางพยายามเอาใจเขาแทบตาย แต่เขาไม่เคยสั่งให้ห้องครัวทำของโปรดนางแม้แต่จานเดียว
มิหนำซ้ำ เพราะฮูหยินเจิ้งแพ้กุ้ง จวนโหวจึงไม่เคยซื้อกุ้งเข้าบ้านเลย
ดูเหมือนว่าอาหารมื้อนี้คงเป็นอวี้จวินซูสั่งการเป็นพิเศษจริงๆ
สรุปว่า... ยิ่งนางก่อเรื่องวุ่นวาย นางกลับยิ่งได้ผลประโยชน์งั้นหรือ?
หลานชิงซีเริ่มรู้สึกหิว อาหารไม่ใช่ความผิด และนางก็จะไม่ยอมปล่อยให้ท้องหิว นางนั่งลงเตรียมลงมือรับประทาน
พ่อบ้านรีบสอพลอ "คุณชายดีต่อฮูหยินเหลือเกินขอรับ ข้าน้อยไม่เคยเห็นสุภาพบุรุษท่านใดเอาใจใส่ภรรยามากขนาดนี้มาก่อน"
หลานชิงซีรู้ดีว่าตอนนี้อวี้จวินซูยังหย่ากับนางไม่ได้ นางจึงต้องวางตัวให้ดีเพื่อความสุขสบายในจวนโหวต่อไป
นางต้องจับจุดเขาให้แม่นยำ การรักษาท่าทีห่างเหินแต่ยังพอเข้าถึงได้ คือกลยุทธ์ที่เหมาะสมที่สุดในตอนนี้
นางเอ่ยเสียงเบา "คุณชายช่างมีน้ำใจ"
พ่อบ้านเห็นท่าทีของนางดูอ่อนลง ก็วางใจรีบกลับไปรายงานอวี้จวินซู
ลี่ชิวกระซิบ "คุณหนู อย่าไปหลงกลเขานะเจ้าคะ พอคุณชายออกไป เขาก็ตรงดิ่งไปหาจ้าวเยียนเอ๋อร์ทันที"
"ป่านนี้คงขลุกอยู่กับแม่นั่นแล้ว"
หลานชิงซีเอ่ยเสียงเรียบ "ข้ารู้... เขาจะอยู่ที่ไหนไม่สำคัญ สำคัญที่ว่าตอนนี้เราได้กินของดีๆ ต่างหาก"
หลังจากแต่งเข้าจวนโหว แม้จะไม่ถึงกับถูกทารุณกรรม แต่ชีวิตความเป็นอยู่ก็ไม่ได้สุขสบายนัก
บ่าวไพร่ในจวนจัดอะไรมาให้กิน นางก็ต้องกินอย่างนั้น นางเพิ่งแต่งเข้ามา ยังไม่มีอำนาจดูแลบ้านเรือน แม้จะไม่อดอยากปากแห้ง แต่โอกาสจะได้กินของอร่อยถูกปากก็น้อยเต็มที
ลี่ชิวเข้าใจความหมายของเจ้านายทันที จึงยิ้มร่า "คุณหนูพูดถูกเจ้าค่ะ!"
หลังจากออกจากเรือนของหลานชิงซี พ่อบ้านก็รีบไปรายงานอวี้จวินซู
อวี้จวินซูเพิ่งจะปลอบจ้าวเยียนเอ๋อร์จนสงบ พอได้ยินพ่อบ้านรายงานว่าหลานชิงซีหายโกรธแล้ว เขาก็โล่งอกไปเปราะหนึ่ง
วันนี้เขาเหนื่อยล้าเต็มที กำลังจะกลับห้องไปพักผ่อน แม่นมจางก็โผล่หน้ามาอีก "คุณชาย ฮูหยินไม่สบายอีกแล้วเจ้าค่ะ"
อวี้จวินซู "..."
ด้วยความผูกพันอันลึกซึ้งระหว่างแม่ลูก เขาจำต้องลากสังขารไปปรนนิบัติฮูหยินเจิ้งอีกครั้ง
เขาคิดว่าเรื่องวุ่นวายคงจบลงเท่านี้ แต่แล้วเย็นวันถัดมา ดาบสิบสามก็โผล่มาที่จวนโหว แจ้งว่าซ่งหลินยวนต้องการพบหลานชิงซี
อวี้จวินซูได้ยินดังนั้นก็ตื่นตระหนก เขายังกล่อมหลานชิงซีไม่สำเร็จดีเลย ขืนส่งนางไปหาซ่งหลินยวนตอนนี้ นางคงอาละวาดบ้านแตกแน่
ซ่งหลินยวนเป็นคนอารมณ์แปรปรวนยากจะคาดเดา กว่าเขาจะเข้าทางซ่งหลินยวนได้ก็ยากลำบาก หวังจะใช้อีกฝ่ายเป็นฐานส่งให้ตัวเองรุ่งโรจน์ ตอนนี้เขาจะทำให้ซ่งหลินยวนโกรธไม่ได้เด็ดขาด
เขาฝืนยิ้มแล้วเอ่ยกับดาบสิบสาม "ฮูหยินของข้าไม่สบายตั้งแต่กลับมาเมื่อวาน เกรงว่าจะไปปรนนิบัติท่านเสนาบดีไม่ไหว"
"ฝากเรียนท่านเสนาบดีด้วยว่า อีกไม่กี่วันข้าจะพานางไปส่งด้วยตัวเอง"
ดาบสิบสามปรายตามองเขา "ท่านเสนาบดีสั่งให้ข้ามารับตัว ข้าได้ตัวคนแล้วถึงจะกลับ"
"หากคุณชายไม่สะดวกไปเชิญฮูหยิน เช่นนั้นข้าจะเป็นคนไปเชิญเอง"
อวี้จวินซูจะปล่อยให้คนนอกบุกไปเชิญหลานชิงซีถึงเรือนได้อย่างไร เขารีบห้าม "ไม่ต้องลำบากท่านหรอก ข้าจะไปเอง"
ดาบสิบสามเอ่ยเสียงเรียบ "เช่นนั้นก็รบกวนคุณชายรีบหน่อย ท่านเสนาบดีกำชับว่าต้องพาตัวฮูหยินไปถึงภายในหนึ่งชั่วยาม"
"นี่ก็ผ่านไปเกือบครึ่งชั่วยามแล้ว เดินทางจากจวนโหวไปจวนเสนาบดีก็ต้องใช้เวลาอย่างน้อยหนึ่งเค่อ หากเลยเวลาที่กำหนด ท่านเสนาบดีคงจะกริ้วเอาได้"
อวี้จวินซูแทบจะหัวใจวาย แต่จำต้องกัดฟันเดินไปที่เรือนของหลานชิงซี สมองขบคิดหาทางหว่านล้อมนางอย่างสุดชีวิต