- หน้าแรก
- หนึ่งฝ่ามือปิดฟ้า ตำนานเซียนจอมขี้เกียจ
- บทที่ 16 - เตรียมการสำหรับชาติที่สอง
บทที่ 16 - เตรียมการสำหรับชาติที่สอง
บทที่ 16 - เตรียมการสำหรับชาติที่สอง
บทที่ 16 - เตรียมการสำหรับชาติที่สอง
◉◉◉◉◉
"หวังว่าสักวันหนึ่ง ฉันจะสามารถใช้แผนที่แผ่นเดียวครอบคลุมสรรพสิ่งในจักรวาล"
หลินเซียนพึมพำเสียงเบา อัดความรู้และวิชาทั้งหมดที่ตัวเองมีลงไปในแม่น้ำสวรรค์สายนั้น ตั้งแต่ต้นกำเนิดพลังปราณ การใช้ลวดลายเทพ รวมถึงความเข้าใจในโลงศพทองแดง หลักธรรมพุทธศาสนาจากเมล็ดโพธิ์... ทุกสิ่งทุกอย่างถูกกลืนกินโดยไม่รังเกียจ เพื่อพยายามควบแน่นให้เป็นสายธารแห่งวิชานับหมื่น
นี่คือการเตรียมตัวสำหรับอนาคตของเขา
จิตวิญญาณปิดฟ้า คนปิดฟ้า ล้วนแต่เป็นพวกหัวแข็ง
ทั้งจักรวาลแข่งขันกันอย่างดุเดือด แย่งชิงตำแหน่งราชาแมลงกู่ แย่งชิงบัลลังก์จักรพรรดิเพียงหนึ่งเดียว เรียกได้ว่าโหดร้ายถึงขีดสุด
ไม่ตีคนตาย ก็โดนคนตีตาย
การแย่งชิงเส้นทางจักรพรรดิไม่ใช่การเล่นขายของ แพ้แล้วมีตาต่อไป ตายแล้วคือตายจริง แพ้แล้วแทบไม่มีโอกาสลุกขึ้นมาใหม่
เพราะนี่คือเกมกลิ้งหิมะ ช้าก้าวเดียวก็ช้าไปตลอดกาล
ช่วงแรกอาศัยความได้เปรียบของกายาสิทธิ์และคัมภีร์จักรพรรดิ บดขยี้คู่ต่อสู้ระดับเดียวกัน จิตใจไร้เทียมทานก็จะถูกสร้างขึ้น
จากนั้นยิ่งสู้ยิ่งกล้า ยิ่งกล้ายิ่งสู้ อาศัยพลังที่แข็งแกร่งแย่งชิงทรัพยากร แล้วเอาทรัพยากรมาเสริมความแข็งแกร่งให้ตัวเอง ทั้งระดับขั้น จิตใจแห่งมรรค ทรัพยากร ประสบการณ์การต่อสู้ ก่อเกิดเป็นวงจรบวก
สุดท้ายก็เอาชนะอัจฉริยะทั้งหมด ยืนหนึ่งบนเส้นทางจักรพรรดิ พิสูจน์มรรคเป็นจื้อจุน
นี่เป็นเหตุผลหลักประการหนึ่งที่หลินเซียนเลือกจะอู้งาน เก่งแต่ต่อสู้จะมีประโยชน์อะไร ออกมาหากินต้องมีเบื้องหลัง (สายเลือด) ต้องมีอิทธิพล (คัมภีร์จักรพรรดิ)
ดูสเปกของบุตรจักรพรรดิ ธิดาเทพ แล้วดูสเปกของหลินเซียน การต่อสู้ในระดับเดียวกันเป็นแค่เรื่องตลก คนละชั้นกันเลย
คนหนึ่งฮีโร่เลเวลสิบห้าของครบหกชิ้น อีกคนฮีโร่เลเวลสิบห้าเพิ่งออกรองเท้า ดูเหมือนเลเวลเท่ากัน แต่ความจริงคือโดนยำเละ เทคนิคการต่อสู้สูงแค่ไหนก็ไร้ประโยชน์
ในเมื่อโดนยำเละ แล้วจะพยายามไปทำไม ดังนั้นชาตินี้หลินเซียนเลยเลือกที่จะอู้งาน ฝากความหวังไว้ที่การฝึกใหม่ในชาติที่สอง
รอจนเย่ฝานฝึกฝนร่างกายศักดิ์สิทธิ์จนสมบูรณ์ มีเวทีที่เท่าเทียมกัน ถึงจะเป็นยุคที่ปลาเค็มพลิกตัว ยุคที่อัจฉริยะหลินถือกำเนิด
ชาตินี้เน้นเป็นสักขีพยาน เป็นพยานรู้เห็นมรรควิถีต่างๆ ในจักรวาลนับหมื่น สะสมรากฐาน รวบรวมวิชานับหมื่น เพื่อปูพื้นฐานที่มั่นคงสำหรับการรวมวิชานับหมื่นเป็นหนึ่ง หลอมรวมคัมภีร์ร้อยเล่มในชาติที่สอง
เมื่อลวดลายเทพเส้นสุดท้ายตกลงไป สายธารยาวไม่สามารถพัฒนาต่อได้อีก หลินเซียนก็ไม่ฝืน ลุกขึ้นอย่างสง่างาม เขาไม่ใช่คนประเภทที่ต้องแย่งชิงเวลาเช้าค่ำ เส้นทางการบำเพ็ญเพียรยังอีกยาวไกล สักวันคงขัดเกลาจนสมบูรณ์
กระโดดลงจากหน้าต่างชั้นสอง แล้วขี่รุ้งเทพ บินไปยังภูเขาลูกเล็กที่เงียบสงบ หลินเซียนโคจรพลังเทพ ขัดเกลา "อาวุธ" ของตัวเองอย่างต่อเนื่อง แผนที่ดาราจักรวาลที่เลือนรางปรากฏขึ้น ไหลเวียนด้วยแสงสีเงินจางๆ
เขาตั้งจิต ส่งแผนที่ดาราจักรวาลขึ้นไปลอยเหนือศีรษะ แล้วท่องคัมภีร์นักบุญ พยายามชักนำพลังดวงอาทิตย์จากเก้าชั้นฟ้าลงมา
แผนที่จักรวาลหมุนติ้ว แล้วก็ชักนำพลังตะวันลงมาได้จริงๆ เป็นเส้นเล็กๆ สีขาวศักดิ์สิทธิ์ ส่องสว่างเหมือนทองคำ แม้จะเบาบาง แต่ก็เป็นของจริง
และสิ่งที่ทำให้หลินเซียนคาดไม่ถึงคือ นอกจากพลังดวงอาทิตย์แล้ว ยังมีพลังดวงดาวสีขาวเงินเส้นเล็กๆ ตกลงมาด้วย ราวกับน้ำทิพย์จักรพรรดิ
"สารัตถะจันทรา"
ดวงตาของหลินเซียนสาดประกายแสงเทพ พุ่งตรงไปยังท้องฟ้า มองเห็นดาวอีกดวงหนึ่งลางๆ ดวงจันทร์ที่ขรุขระ
ใช่แล้ว จักรวาลทัศน์ของโลกนี้ไม่ใช่ฟ้ากลมดินเหลี่ยม แต่เป็นทะเลดาวจักรวาล
ไม่ใช่ดวงอาทิตย์ขึ้นดวงจันทร์ตก แต่เป็นดวงอาทิตย์และดวงจันทร์อยู่คู่กัน เพียงแต่แสงของดวงอาทิตย์บดบังดวงจันทร์ ดูเหมือนดวงอาทิตย์จะโดดเด่นเพียงหนึ่งเดียว แต่ความจริงดวงจันทร์อยู่ตรงนั้นเสมอ
"ดวงอาทิตย์กำเนิดเส้าหยิน เส้าหยินกำเนิดไท่อิน ไท่อินกำเนิดเส้าหยาง เส้าหยางกำเนิดดวงอาทิตย์"
"สรรพสิ่งแบกหยินกอดหยาง ผสมผสานลมปราณให้กลมกลืน"
หลินเซียนประคองแผนที่ดาราจักรวาลด้วยสองมือ ครุ่นคิด มรรคและอาวุธเปลี่ยนแปลงตาม ให้ทะเลทุกข์เป็นไท่อิน ให้กงล้อชีวิตเป็นดวงอาทิตย์ น้ำพุชีวิตพุ่งออกมาจากทะเลทุกข์ แต่ก็กำเนิดมาจากกงล้อชีวิต และกลับไปหล่อเลี้ยงกงล้อชีวิต นี่คือเส้าหยาง
ส่วนสะพานเทพที่พาร่างกายทะลุผ่านฐานลับ ไปยังฝั่งตรงข้าม มุ่งสู่ฐานลับที่สอง มีพลังในการพุ่งทะยาน นั่นคือเส้าหยิน
นี่คือความเข้าใจของเขาที่มีต่อฐานลับกงล้อสมุทร
"ผานกู่กำเนิดไทเก็ก สองลักษณ์สี่ทิศเคลื่อน"
พึมพำเบาๆ แผนที่เทพในมือสั่นไหว เท้าของหลินเซียนเกิดสะพานเซียนที่ผสมผสานระหว่างทองและเงินขึ้นมาทันที นั่นคือพลังของดวงอาทิตย์และดวงจันทร์ที่ปรากฏออกมา แบกรับเขาบินกลับไปยังวิลล่า ความเร็วเร็วกว่ารุ้งเทพเมื่อกี้อีกหลายส่วน
เขาอารมณ์ดี ฝีเท้าเบาสบาย ตอนนี้ใช้อาวุธวิเศษเป็นแล้ว ถึงจะมีมาดของเซียนบ้าง
แต่ที่ฐานทัพบริษัทนาดูทงซึ่งใช้โดรนสังเกตการณ์ฉากนี้อยู่ ถึงกับแตกตื่นกันยกใหญ่
สวีซานผู้สุภาพอ่อนโยนเสมอมายังอดสบถไม่ได้ "แม่งเอ้ย นี่ฉันทะลุมิติไปยุคเฟิงเสิน หรือไซอิ๋วกันแน่เนี่ย"
"พี่ซาน เอายังไงดี จะเรียกโดรนกลับมาก่อนไหม" เจ้าลิงดินกลืนน้ำลาย เสนอแนะอย่างระมัดระวัง
"ไม่ต้อง" สวีซานสูดหายใจลึก โบกมือ กลับมาสงบเยือกเย็นเหมือนเดิม "เปลี่ยนไปเปลี่ยนมา เดี๋ยวจะดูไม่ดี"
"อีกอย่าง เขาไม่สนใจหรอก"
"ไม่สนใจ" เจ้าลิงดินมองดูคนในจอ ที่เหมือนเซียนขี่อาวุธวิเศษในนิยายพงศาวดารเทพเจ้า แล้วก็ขนลุกซู่
ใช่สิ คนระดับเซียนจะมาสนใจความคิดของปุถุชนทำไม
ไม่ว่าจะสนใจหรือไม่สนใจ ท่านก็อยู่ที่นั่น
ในความว่างเปล่า สะพานเซียนทองเงินทอดลงมา ราวกับมีเสียงสวดมนต์ดังแว่วมา และเหมือนเสียงสวรรค์ที่จับต้องไม่ได้ หลินเซียนอาบแสงตะวันและจันทรา เดินลงมาจากสะพานเซียนช้าๆ ราวกับเซียนในตำนานลงมาจุติ
คนของเฉวียนซิ่งทั้งสามคนเห็นเหตุการณ์ทั้งหมด ลวี่เหลียงสะดุ้งโหยง รีบวิ่งเข้าไปต้อนรับทันที
"รุ่นพี่ มีอะไรให้รับใช้ไหมครับ" ลวี่เหลียงตัวอ่อนปวกเปียก มีแววจะเป็นจางฉู่หลาน เพราะเขาอยากมีชีวิตอยู่ มีชีวิตอยู่ถึงจะไปสืบหาความจริงเรื่องการตายของน้องสาวได้
พูดอีกอย่างคือ เขามีจุดอ่อน
"นายไปช่วยฉันหาเงิน" หลินเซียนยิ้มแบบนายทุน อ่อนโยนว่า "เงินที่หาได้ ฉันเจ็ดนายสาม มีปัญหาไหม"
"ไม่มีครับ" ลวี่เหลียงส่ายหน้าดิก เหมือนกลองป๋องแป๋ง
"ดังหน่อย ไม่ได้ยิน" หลินเซียนทำหน้าไม่พอใจ "ถ้านายไม่พอใจ ฉันส่งนายให้บริษัทแลกเงินรางวัลก็ได้นะ"
"ไม่มีปัญหาครับ" ลวี่เหลียงตะโกนสุดเสียงเท่าที่เคยตะโกนมาในชีวิต เสียงดังสนั่นจนหน้าแดงก่ำ
"ดี ฮึกเหิมดีมาก" หลินเซียนพยักหน้าพอใจ แล้วหรี่ตาลง ถามยิ้มๆ ว่า "ในใจคงไม่มีความเห็นแย้งนะ"
"ไม่แน่นอนครับ ไม่มีเด็ดขาด" ลวี่เหลียงตอบเสียงหนักแน่น "ท่านเป็นผู้มีพระคุณของผม"
"ฉันไปเป็นผู้มีพระคุณของนายตอนไหน" หลินเซียนถามหยอกล้อ
"บุญคุณไม่ฆ่าถือเป็นบุญคุณใหญ่ครับ" ลวี่เหลียงก้มหน้ายิ้มแหย "มีชีวิตอยู่ ไม่น่าอายครับ"
"คนรู้จักดูทิศทางลมมักจะอายุยืน" หลินเซียนตบไหล่ลวี่เหลียง วาดฝันให้ว่า "ตั้งใจเรียนรู้ ตั้งใจทำงาน ฉันแต่งตั้งนายเป็นกุนซือหัวสุนัข"
"รับทราบ" ลวี่เหลียงตอบรับเสียงดัง ลอบถอนหายใจโล่งอก ในที่สุดก็รักษาชีวิตน้อยๆ ไว้ได้
เพราะยังไงซะ ตอนนี้เขาก็คือเฉวียนซิ่ง
สิ่งที่เรียกว่าเฉวียนซิ่ง เน้นเรื่องการรักษาธรรมชาติเดิมของตน ไม่ให้วัตถุมาพันธนาการกาย เป็นแขนงหนึ่งของลัทธิเต๋า ก่อตั้งโดยหยางจู หนึ่งในปราชญ์ร้อยสำนักยุคจ้านกั๋ว
ยึดถือแนวคิด ถอนขนหนึ่งเส้นเพื่อประโยชน์ใต้หล้าก็ไม่ทำ เอาขนหนึ่งเส้นเพื่อทำลายใต้หล้าก็ไม่ทำ
แต่แนวคิดนี้สุดโต่งเกินไป คนรุ่นหลังไม่อาจเข้าใจแก่นแท้
นานวันเข้า เฉวียนซิ่งก็รับเอาแต่กากทิ้งแก่น กลายเป็นสำนักมารพันปีที่รวมคนชั่วช้าสามานย์ ใครมาก็รับหมด
เพราะคนของเฉวียนซิ่งทำตามใจชอบ ไม่สนใจกฎหมายและศีลธรรม ทำอะไรไม่ดูกาลเทศะ เป็นหมาบ้า ไม่ว่าคนดีคนเลวก็กัดหมด ดังนั้นคนอื่นก็ไม่ต้องรักษากฎเกณฑ์ฝ่ายธรรมะกับเฉวียนซิ่ง
ฆ่าเฉวียนซิ่ง ไม่ว่าจะใช้วิธีไหน จะรุมกินโต๊ะ หรือจะทรมานฆ่า ก็ไม่มีใครสนใจ แม้แต่ตระกูลลวี่ที่ลวี่เหลียงสังกัดอยู่ก็ทำได้แค่เมินเฉย
นี่ขนาดยังอยู่ในสังคมนิติธรรม ถ้าเป็นยุคโกลาหลเมื่อศตวรรษก่อน ปีศาจเฉวียนซิ่งคือตัวตนที่ใครๆ ก็รุมฆ่าได้
[จบแล้ว]