- หน้าแรก
- ทหารรับจ้างในคราบนักบุญ
- บทที่ 25 - ความอยากรู้อยากเห็นของเคธี่
บทที่ 25 - ความอยากรู้อยากเห็นของเคธี่
บทที่ 25 - ความอยากรู้อยากเห็นของเคธี่
บทที่ 25 - ความอยากรู้อยากเห็นของเคธี่
✿ ✿ ✿ ✿ ✿ ✿ ✿ ✿ ✿ ✿
"นั่งลงสิ"
"คุณท่านใหญ่" นั่งลงที่เก้าอี้ประธาน เอ่ยปากบอกเหล่าแกนนำ แล้วหันไปส่งสัญญาณให้เด็กสาวตัวน้อยที่เขาพามาด้วย
โจนาธานมองดูเด็กสาวคนนั้นเดินวนรอบโต๊ะ แล้ววางดอกไม้สดในมือลงบนโต๊ะ ตรงหน้าแกนนำทุกคนคนละหนึ่งดอก
กลิ่นหอมของดอกไม้ที่เข้มข้นจนเกินไป พุ่งเข้าจมูกของโจนาธานทันที โจนาธานสีหน้าไม่เปลี่ยน แต่แอบกลั้นหายใจ แล้วใช้ปากหายใจเข้าออกเบาๆ แทน
เขาแพ้เกสรดอกไม้นิดหน่อย เพื่อไม่ให้เสียมารยาทจามต่อหน้า "คุณท่านใหญ่" เขาเลยต้องทำแบบนี้
"ท่านครับ นี่คือ?"
แกนนำคนอื่นไม่ได้มีปัญหาอะไร บางคนก็เหมือนโจนาธานที่ไม่สนใจดอกไม้แต่สนใจเด็กสาวมากกว่า ส่วนบางคนอย่างมาดามมาริลิน ก็หยิบดอกไม้ขึ้นมาหมุนเล่น
มาดามมาริลินยังยกดอกไม้ขึ้นมาดมที่ใต้จมูก สูดกลิ่นหอมอย่างเพลิดเพลิน ใบหน้าเผยรอยยิ้มเคลิบเคลิ้มออกมาทันที
"ของขวัญเล็กๆ น้อยๆ น่ะ"
"คุณท่านใหญ่" ตอบกลับโจนาธาน แล้วหันไปสั่งการทุกคนว่า "ที่เรียกทุกคนมาวันนี้ หลักๆ คือมีเรื่องจะสั่งการเรื่องหนึ่ง"
แกนนำทุกคนหันไปมอง "คุณท่านใหญ่" อย่างตั้งใจ รอรับคำสั่ง
"คุณท่านใหญ่" เหลือบมองเด็กสาวที่เดินกลับมายืนข้างกายแวบหนึ่ง แล้วกวาดสายตามองลูกน้องทั้งห้าคน ก่อนจะพูดด้วยน้ำเสียงจริงจังว่า:
"นับตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป แก๊งเปียสกปรกของเรา จะเข้าสู่สถานะสงครามกับโบสถ์ [แสงจันทร์]!"
โบสถ์?
แกนนำทุกคนอึ้งไป
"โบสถ์เนี่ยนะครับ?"
โจนาธานถึงกับหลุดปากถามออกมาด้วยความตกใจ
"ใช่ โบสถ์ [แสงจันทร์]"
"คุณท่านใหญ่" ย้ำคำเดิม เขาปรายตามองโจนาธาน แล้วพูดต่อว่า:
"ห้ามไม่ให้นักบวชของโบสถ์นี้เข้ามาในเขตเมืองใต้เด็ดขาด ถ้าพูดดีๆ แล้วไม่ฟัง ก็ให้ใช้กำลังไล่ออกไปได้เลย"
พวกแกนนำพยักหน้ารับอย่างงงๆ พวกเขาไม่มีสิทธิ์ถามเหตุผลจาก "คุณท่านใหญ่"
โจนาธานเม้มปาก แค่ห้ามไม่ให้นักบวชเข้ามาดูเหมือนจะไม่ใช่เรื่องใหญ่โตอะไร
แต่ว่า... การตั้งตัวเป็นศัตรูกับโบสถ์ในฝั่งตะวันออกขนาดนี้จะดีเหรอ? พวกสาวกจะไม่ต่อต้านแก๊งเปียสกปรกเอาเหรอ?
"คุณท่านใหญ่" ไม่ได้อธิบายอะไรเพิ่ม พอสั่งการเสร็จ เขาก็ลุกขึ้นเตรียมจะไป
แต่ก่อนจะเดินออกจากโต๊ะ เขาชี้ไปที่ดอกไม้บนโต๊ะ แล้วบอกลูกน้องว่า "เอาของขวัญกลับไปด้วยนะ แค่นี้แหละ"
พูดจบ เขาก็พาบอดี้การ์ดและเด็กสาว เดินกลับเข้าไปทางเดินพนักงานหลังเวที เหมือนตอนขามา
พอกลับเข้าไปข้างใน ทั้งสามคนก็เข้าไปในห้องที่เคยเป็นห้องแต่งตัวนักแสดงโอเปร่า ซึ่งตอนนี้กลายเป็นห้องทำงานส่วนตัวของ "คุณท่านใหญ่"
หลังจากนั่งลงที่โต๊ะรับแขก บอดี้การ์ดก็รินชาให้อย่างรู้หน้าที่โดยไม่ต้องรอคำสั่ง
ชาแดงสองถ้วยถูกรินจนเต็ม ถ้วยหนึ่งส่งให้ "คุณท่านใหญ่" อีกถ้วยหนึ่ง ส่งให้เด็กสาวที่นั่งลงฝั่งตรงข้าม "คุณท่านใหญ่" อย่างสบายใจ!
ดูจากท่าทางของทั้งสองคน เห็นได้ชัดว่ามีสถานะทัดเทียมกัน และยังแฝงความขัดแย้งกันอยู่ลางๆ
เด็กสาวยกถ้วยชาขึ้นจิบ แล้วส่งยิ้มหวานหยดย้อยให้ "คุณท่านใหญ่" พลางพูดว่า "ขอบคุณสำหรับความช่วยเหลือนะคะ "คุณท่านใหญ่"~"
"คุณท่านใหญ่" มองเด็กสาวคนนี้ด้วยสีหน้ามืดครึ้มจนน่ากลัว
นิ้วมือของเขาบีบที่วางแขนเก้าอี้แน่น ความโกรธเกรี้ยวที่ไร้เสียงกำลังก่อตัวขึ้นในแววตา เหมือนภูเขาไฟที่รอวันปะทุ
บอดี้การ์ดข้างหลังเขาก็กำหมัดแน่น จนเส้นเลือดปูดโปนขึ้นมาบนท่อนแขนที่หนากว่าเอวเด็กสาวเสียอีก
บอดี้การ์ดคนนี้จ้องมองเด็กสาวด้วยสายตาไม่เป็นมิตร เหมือนพร้อมจะพุ่งเข้าไปฉีกอกเธอได้ทุกเมื่อ
แต่เด็กสาวกลับมีสีหน้าเรียบเฉย ยังคงยิ้มแย้มอย่างไม่สะทกสะท้าน
"เฮ้อ..."
"คุณท่านใหญ่" ถอนหายใจออกมาอย่างหมดแรง ร่างกายดูแก่ลงไปถนัดตาในชั่วพริบตา
เขาพูดกับเด็กสาวตรงหน้าด้วยท่าทียอมจำนนว่า:
"ผมทำตามที่คุณสั่งแล้ว คุณอามันดา อย่างน้อยภายในหนึ่งเดือนนี้ มือของ [แสงจันทร์] จะยื่นเข้ามาในเขตเมืองใต้ไม่ได้"
"ขอบคุณมากค่ะ"
อามันดา "ช่างจัดดอกไม้" แห่ง [สวนบุปผาบาน] ที่เพิ่งโดนเย่เฮ่อสอยด้วยระเบิดเมื่อวาน กล่าวขอบคุณ "คุณท่านใหญ่" อย่างเสแสร้ง
"งั้น คุณปล่อยหนูลิซ่าหลานสาวที่น่าสงสารของผมได้หรือยัง?"
"ฮุฮุ หลานสาวของคุณปลอดภัยดีค่ะ"
อามันดาพยักหน้าให้ "คุณท่านใหญ่"
แต่สีหน้าของ "คุณท่านใหญ่" ยังคงเศร้าหมอง ไม่มีความผ่อนคลายเลยสักนิด
เมื่อหนึ่งชั่วโมงก่อน ตอนที่อามันดาใช้ทางลัดมาถึงเขตเมืองใต้ และตรวจสอบ "ดอกไม้" ที่ตัวเองเคยปลูกทิ้งไว้ เธอก็พบดอกที่มีค่าที่สุดในบรรดาดอกไม้เหล่านั้นอย่างรวดเร็ว
เด็กสาวชื่อลิซ่า ที่บังเอิญเป็นหลานสาวของ "คุณท่านใหญ่" หัวหน้าแก๊งเปียสกปรก!
อามันดาคิดวิธีที่จะทำให้ตัวเองได้ที่พักรักษาตัวที่ปลอดภัยได้ทันที
ด้วยการควบคุมเด็กสาวคนนี้ เพื่อควบคุม "คุณท่านใหญ่" ให้แก๊งเปียสกปรกเป็นศัตรูกับโบสถ์ [แสงจันทร์] กีดกันไม่ให้บาทหลวงคนนั้นเข้ามาในเขตเมืองใต้!
นอกจากจะได้พักผ่อน ได้ฟื้นฟูร่างกายแล้ว เธอยังได้ครอบครอง "สวนดอกไม้" ขนาดใหญ่เท่าเขตเมืองใต้ทั้งเขตอีกด้วย
ความยากจนและความวุ่นวายของเขตเมืองใต้ ในสายตาของอามันดา มันคือดินที่ "อุดมสมบูรณ์" เหมาะแก่การ "ปลูกดอกไม้" ของเธอเป็นอย่างยิ่ง
คอยดูเถอะ ท่านบาทหลวง
ดวงตาของอามันดาฉายแววชั่วร้าย
เวลาหนึ่งเดือน เพียงพอให้ดอกไม้ของฉันบานสะพรั่ง ถึงตอนนั้นก็แค่ศาสนจักร คนพวกนี้มันก็ดีแต่รังแกคนไม่มีทางสู้ ก็แค่ปุ๋ยที่มีคุณค่าทางอาหารสูงหน่อยเท่านั้นเอง!
ข้างนอกห้องโถงโรงละคร เหล่าแกนนำที่ได้รับคำสั่งจาก "คุณท่านใหญ่" แม้จะยังงงๆ แต่ก็เตรียมแยกย้ายกันกลับไปคุมเขตของตัวเอง
เพราะคำสั่งทิ้งท้ายของ "คุณท่านใหญ่" พวกเขาเลยหยิบดอกไม้ตรงหน้าติดมือมาด้วย
บางคนอาจจะคิดว่าเดี๋ยวค่อยเอาไปทิ้งข้างทาง แต่พอได้กลิ่นหอมของดอกไม้แล้ว ไม่รู้ทำไม พวกเขาถึงตัดใจทิ้งมันไม่ลง
มีแค่โจนาธานที่แพ้เกสรดอกไม้ที่รู้สึกอึดอัดสุดๆ แม้นี่จะเป็นของขวัญจาก "คุณท่านใหญ่" ที่เขาเคารพรัก แต่เขารับไว้ไม่ไหวจริงๆ
ไม่ว่าจะอยู่ต่อหน้า "คุณท่านใหญ่" หรือต่อหน้าลูกน้อง เขาก็ไม่อยากจามไม่หยุดจนเสียภาพพจน์
โจนาธานสังเกตเห็นมาดามมาริลินที่ดูจะชอบดอกไม้มาก เอาแต่ดมดอมไม่ห่างจมูก
เขาเลยคิดได้ เดินเข้าไปหาเธอ แล้วยื่นดอกไม้ในมือให้มาดามมาริลิน พลางพูดว่า:
"มาดามครับ ดูเหมือนคุณจะชอบดอกไม้มาก ดอกนี้ของผม ผมให้คุณด้วยแล้วกัน!"
"อุ๊ยตาย ขอบใจนะจ๊ะ แต่โจนาธาน ถ้ามาเที่ยวกับเด็กๆ ของฉัน ก็ต้องจ่ายเงินนะจ๊ะ!"
มาดามมาริลินไม่ปฏิเสธดอกไม้ของโจนาธานแน่นอน แต่เธอก็ยังมิวายหยอกล้อโจนาธานกลับไป
โจนาธานพยักหน้าแก้เก้อ แล้วรีบพาลูกน้องเดินจ้ำอ้าวออกจากโรงละครไป
พอออกมาข้างนอก ได้สูดอากาศที่ไม่ค่อยบริสุทธิ์ของเขตเมืองใต้ เขาถึงรู้สึกว่าจมูกหายคัน แล้วก็เดินจากไปอย่างสบายใจ
โจนาธานหารู้ไม่ว่า เขาโชคดีรอดตายมาได้อีกครั้ง
พวกแกนนำที่เอาดอกไม้กลับไป โดยเฉพาะมาดามมาริลิน หลังจากเสพสุขกับความเคลิบเคลิ้มจากกลิ่นดอกไม้แล้ว คืนนั้นพวกเขาก็ฝันหวานอย่างมีความสุข
น่าเสียดายที่ดอกไม้ที่พวกเขาเอาไปวางไว้หัวเตียง พอเช้าวันรุ่งขึ้นมันก็เหี่ยวเฉาจนหมด
แต่พวกเขาก็พบอย่างรวดเร็วว่า เด็กสาวที่อยู่ข้างกาย "คุณท่านใหญ่" ที่เป็นคนแจกดอกไม้คนนั้น ได้เนรมิตสวนดอกไม้เล็กๆ ขึ้นมาที่มุมหนึ่งของเขตเมืองใต้
ไม่รู้เธอทำได้ยังไง แค่คืนเดียวสวนร้างแห่งนี้ก็เต็มไปด้วยดอกไม้บานสะพรั่ง เหล่าแกนนำที่ตามกลิ่นดอกไม้มา ก็ได้รับความอนุเคราะห์จากเด็กสาวน่ารักคนนี้ ให้พวกเขาได้เสพกลิ่นหอมและฝันหวานกันต่อไป
ชีวิตแบบนี้ก็ทำให้พวกแกนนำรู้สึกสุขสบายดีเหมือนกัน
เพียงแต่ว่า ฝันหวานย่อมมีวันตื่น ไม่รู้ว่าตอนที่พวกเขาตื่นจากฝัน พวกเขาจะยังมีความสามารถทางกายภาพที่จะดมกลิ่นดอกไม้ได้อยู่หรือเปล่า
การต่อต้านและความเป็นศัตรูของแก๊งเปียสกปรกที่มีต่อโบสถ์ [แสงจันทร์] ยังต้องใช้เวลาอีกไม่กี่วันถึงจะแสดงออกมาอย่างชัดเจน อย่างน้อยในวันแรกนี้ ก็ยังไม่มีความเปลี่ยนแปลงอะไรมากนัก
ช่วงบ่าย หลังจากจบการลาดตระเวน ทุกคนกลับมาเจอกันที่โบสถ์ เลิกงาน แล้วแยกย้ายกันกลับบ้าน
ท่ามกลางแสงอาทิตย์ยามเย็นของไซดาเวล เคธี่กับเคลนท์ที่กลับทางเดียวกันเดินไปด้วยกันบนถนน
เคธี่สนใจถุงกระดาษในมือเคลนท์มาก โดยเฉพาะเมื่อสังเกตเห็นสีหน้าตื่นเต้นดีใจของหมอนี่ ยิ่งทำให้เธออยากรู้สุดๆ
หมอนี่... หรือว่าจะหาแฟนได้แล้ว? หรือกำลังตามจีบสาวน้อยไร้เดียงสาคนไหนอยู่?
เขาเลิกชอบบิชอปแอนนาแล้วเหรอ?
[วิญญาณริษยาสร้างรัง] ของเขายอมปล่อยเขาไปแล้วเหรอ?
เคธี่ไม่มีทางถามเคลนท์ตรงๆ หรอก เธอจะหาทางสืบหา "ความจริง" ด้วยตัวเอง
เคลนท์ไม่ทันสังเกตสีหน้าของเคธี่เลย ตอนนี้เขาแค่ภาวนาให้พระอาทิตย์ตกเร็วๆ ให้กลางคืนมาถึงเร็วๆ
ตอนที่แยกทางกับเคธี่ตรงทางแยก เคลนท์ถึงขั้นลืมบอกลาเคธี่ด้วยซ้ำ อาการใจลอยแบบนี้ ยิ่งกระตุ้นต่อมอยากรู้อยากเห็นของสาวน้อยเข้าไปใหญ่
ไหนๆ กลับไปก็ไม่มีอะไรทำอยู่แล้ว งั้น... แอบตามไปดูหน่อยดีกว่า?
ถ้าเคลนท์หาแฟนได้จริงๆ ก็ถือเป็นเรื่องดี เธอจะได้ฝืนใจอวยพรให้เจ้าทึ่มน่าสมเพชนี่สักหน่อย
แต่ถ้าเคลนท์โดนผู้หญิงไม่ดีหลอก เธอจะได้โผล่ออกไปด่าเรียกสติเจ้าทึ่มนี่ แล้วสั่งสอนยัยผู้หญิงนิสัยเสียนั่นซะเลย
เมื่อตัดสินใจได้แล้ว สาวน้อยก็ปล่อยให้เคลนท์เดินนำไปครึ่งถนน แล้วค่อยแอบสะกดรอยตามไปเงียบๆ
จนกระทั่งใกล้ถึงอพาร์ตเมนต์ที่เคลนท์พักอยู่ เคลนท์ก็ยังไม่รู้ตัวว่ามีสาวน้อยแอบตามมาข้างหลัง
เคธี่นึกว่าเคลนท์จะเลี้ยวเข้าบ้านไหนแถวนี้ซะอีก ที่ไหนได้เขาดันกลับเข้าบ้านตัวเองเฉยเลย ทำเอาเคธี่ผิดหวังและเจ็บใจนิดหน่อย
จริงสิ เขาคงไม่ได้หลอกผู้หญิงไปที่บ้านแล้วหรอกนะ?
เป็นไปไม่ได้ ถ้าเขามีน้ำยาขนาดนั้น เขาคงไม่น่าสมเพชขนาดนี้หรอก
เคธี่จ้องมองอพาร์ตเมนต์ที่เคลนท์พักอยู่อย่างนึกสนุก
นี่เป็นตึกที่พักอาศัยสูงห้าชั้น ปกติจะมีแต่พนักงานบริษัท นักศึกษา หรือคนโสดมีงานทำอย่างพวกเธอเช่าอยู่
ห้องของเคลนท์อยู่ชั้นห้า มุมตะวันออกเฉียงเหนือ เคธี่จำได้แม่น เพราะช่วงนี้พวกเขาต้องรับมือกับ [บ้านแสนสุข] บ่อย เธอเลยหาหน้าต่างห้องนั้นเจออย่างรวดเร็ว
ฟ้าเริ่มมืดแล้ว ทุกบ้านเปิดตะเกียงไอน้ำกันหมด กลิ่นหอมของกับข้าวลอยออกมาจากหน้าต่างแทบทุกบาน ทำเอาเคธี่เริ่มหิว
ปกติแล้ว ตามมาถึงตรงนี้ เคธี่ก็น่าจะเลิกตามแล้วกลับไปหาอะไรกินได้แล้ว
แต่ก่อนจะไป เคธี่หันกลับไปมองหน้าต่างห้องเคลนท์อีกที แล้วก็สังเกตเห็นว่า ทั้งที่เคลนท์อยู่บ้านแท้ๆ แต่กลับไม่เปิดไฟ หน้าต่างมืดสนิท
เอ๊ะ?
ความอยากรู้อยากเห็นชนะความหิวทันที เคธี่อยากรู้ใจจะขาดว่าเคลนท์กำลังทำอะไรอยู่
อาศัยจังหวะที่ทุกคนกำลังกินข้าวเย็นและรอบข้างไม่มีคน เคธี่แอบย่องไปที่ซอยเงียบๆ หลังตึกอพาร์ตเมนต์
จากนั้น เธอก็ถอดหมวกเด็กส่งหนังสือพิมพ์ออก
ผมของเธอไม่ได้ทิ้งตัวลงมาตามปกติ แต่กลับลอยฟูฟ่องอยู่ในอากาศอย่างผิดธรรมชาติ เส้นผมแต่ละช่อแตกแขนง เสียดสีกัน ราวกับมีชีวิต แล้วยืดขยายออกไปรอบทิศทาง
ไม่มีใครรู้ว่า หลังจากเป็นผู้ถูกสิงสู่มานานขนาดนี้ เคธี่ก็พอจะจับเคล็ดลับเล็กๆ น้อยๆ ในการสื่อสารกับ [คนแขวนคอ] ได้บ้างแล้ว
"พาฉันขึ้นไปหน่อยนะ ขอร้องล่ะ นะ นะ!"
สาวน้อยที่ต่อหน้าคนอื่นดูเข้มแข็งและร่าเริง ถึงกับอ้อนผมตัวเอง!
ที่น่าตลกกว่าคือ พอเธออ้อนแบบนี้ ผมของเธอ หรือก็คือเจ้า [คนแขวนคอ] ก็กระตุกวูบวาบอย่างประหลาด แล้วยอมยืดตัวเลื้อยไปทางตึกอพาร์ตเมนต์อย่างว่าง่าย
เส้นผมแต่ละช่อเปรียบเสมือนหนวดสีดำที่เหนียวหนืดและยืดได้ไม่สิ้นสุด เกาะเกี่ยวไปตามขอบหน้าต่างและระเบียงตึก
โดยที่ผู้อาศัยข้างในไม่รู้ตัว ผนังนอกห้องส่วนหนึ่งถูกปกคลุมด้วยหนวดสีดำ ที่กำลังไต่ขึ้นไปข้างบนเรื่อยๆ!
ถ้าคนผ่านไปผ่านมาเห็นฉากสยองขวัญพิลึกพิลั่นนี้เข้า คงช็อกตาตั้งไปแล้ว
แต่เคธี่ไม่กลัวเลยสักนิด เพราะเธอเป็นคนสั่งมันเอง และการเคลื่อนไหว "อัตโนมัติ" ของ [คนแขวนคอ] แบบนี้ ไม่ทำให้เธอเจ็บปวดด้วย
ไม่นาน หนวดสีดำพวกนี้ก็พาเคธี่ขึ้นไปถึงจุดที่ต้องการ ใต้หน้าต่างห้องของเคลนท์
สาวน้อยใจกล้าเหยียบขอบหน้าต่างชั้นล่างที่มีพื้นที่ให้เหยียบไม่ถึงสิบเซนติเมตร ยึดตัวเองไว้ที่ความสูงสิบกว่าเมตรเหนือพื้นดิน
เธอยังมีอารมณ์เก็บผมให้เรียบร้อย สวมหมวกกลับเข้าไป แล้วค่อยเกาะขอบหน้าต่างห้องเคลนท์ แอบชะโงกหน้าเข้าไปดูข้างใน
แล้วเธอก็ต้องเบิกตากว้าง กลั้นหายใจ เพราะภาพสยดสยองตรงหน้า
เคลนท์ผู้พ่ายรัก กำลังนั่งหลับตาอยู่ข้างเตียง
ที่หน้าอกของเขา มีเส้นสายจำนวนมากที่ดูเหมือนใยแมงมุม และดูเหมือนกระดูกซี่โครงยาวๆ กำลังงอกยื่นออกมาจากอกของเขาไม่หยุด!
ที่น่ากลัวที่สุดคือ สิ่งที่งอกออกมาจากตัวเคลนท์พวกนี้ หลังจากบิดตัวไปมาสักพัก ก็ "บาน" ออกเหมือนกลีบดอกไม้!
หัวของผู้หญิงที่เชื่อมต่อกับกระดูกสันหลังที่สมบูรณ์ ตั้งตระหง่านอยู่ตรงกลาง "กลีบดอก" กระดูกพวกนั้น เหมือนเกสรของดอกไม้กระดูกดอกนี้
จากนั้น หัวผู้หญิงที่มีผมยาวสลวยงอกยาวออกมาอย่างรวดเร็วและมีใบหน้างดงาม ก็ลืมตาขึ้น
[จบแล้ว]