- หน้าแรก
- ทหารรับจ้างในคราบนักบุญ
- บทที่ 23 - บทสนทนา
บทที่ 23 - บทสนทนา
บทที่ 23 - บทสนทนา
บทที่ 23 - บทสนทนา
✿ ✿ ✿ ✿ ✿ ✿ ✿ ✿ ✿ ✿
ซิสเตอร์ไดอาน่ายืนอยู่หน้าร้านขายเสื้อผ้าสตรีแห่งหนึ่ง
ในฐานะแม่ชีของโบสถ์ [แสงจันทร์] เธอไม่สามารถสวมใส่เครื่องแต่งกายอื่นใดนอกเหนือจากชุดแม่ชี และห้ามสวมเครื่องประดับใดๆ ทั้งสิ้น
นี่เป็นกฎระเบียบของศาสนจักรที่ชาวเมืองไซดาเวลต่างรู้กันดี
ดังนั้นการที่แม่ชีคนหนึ่งมาเดินอยู่ในย่านการค้าเขตเมืองเหนือจึงไม่ใช่เรื่องแปลก แต่การที่แม่ชีมายืนอยู่หน้าร้านเสื้อผ้าสตรีแบบนี้ มันดูขัดตานิดหน่อย
ซิสเตอร์ไดอาน่าก็รู้ตัวดีว่าการมายืนตรงนี้จะดึงดูดสายตาผู้คนมากเกินไป เธอจึงขยับไปยืนพิงผนังข้างประตูร้าน หันหลังให้ร้าน ทำตัวเหมือนคนเดินถนนที่แค่หาที่ยืนพักขา จะได้ไม่ดูสะดุดตาเกินไป
ช่วยไม่ได้ เคลนท์ที่อยู่ทีมเดียวกับเธอมีเป้าหมายคือร้านเสื้อผ้าร้านนี้ แถมยังเข้าไปนานสองนานแล้วก็ยังไม่ออกมา
เธอก็ไม่สะดวกจะตามเข้าไปด้วย ในฐานะสาวน้อยวัยสิบแปดปี เวลาเห็นเสื้อผ้าสวยๆ เธอก็มักจะเผลอมีความคิดฟุ้งซ่านที่ไม่สมควรเกิดขึ้น ซึ่งอาจกระทบต่อความศรัทธาของเธอได้ สู้ไม่เข้าไปเลยดีกว่า
แต่ว่า... นานจริงๆ นะ... เคลนท์มีแฟนด้วยเหรอ หรือว่า... คู่หมั้น?
เป็นเพื่อนร่วมงานกับเคลนท์มาตั้งนาน ซิสเตอร์ไดอาน่าพบว่าตัวเองยังรู้จักเพื่อนร่วมงานเหล่านี้น้อยเกินไป แม้แต่สถานะทางครอบครัวของพวกเขาก็รู้แค่ผิวเผิน
ถึงแม้สำหรับผู้ถูกสิงสู่อย่างพวกเขา การรักษาระยะห่างที่เหมาะสมระหว่างกันจะไม่ใช่เรื่องแปลก
แต่พวกเขาเป็นผู้ถูกสิงสู่ของศาสนจักร ซิสเตอร์ไดอาน่ายังเป็นแม่ชีของเทพธิดา เธอควรจะมีความเมตตาและห่วงใยต่อผู้ที่รับใช้ศาสนจักร
วันหลังต้องหาเวลาไปเยี่ยมบ้านเพื่อนร่วมทีมบ้างแล้ว
อย่างน้อย... ก็ต้องรู้ก่อนวัน "เทศกาลสมภพเทพ" ว่าควรเตรียมของขวัญอวยพรให้ครอบครัวของเพื่อนร่วมทีมกี่ชิ้น
ซิสเตอร์ไดอาน่าคิดด้วยความอ่อนโยน
แต่ภายในร้านเสื้อผ้าข้างหลังเธอ เคลนท์กำลังกลุ้มจนหัวแทบระเบิด
การให้ชายหนุ่มชาวไซดาเวลธรรมดาๆ ที่มีรสนิยมทางแฟชั่นอันน้อยนิดอย่างเขา มาเลือกซื้อเสื้อผ้าให้แฟนสาวสุดที่รัก มันเป็นโจทย์ที่ยากแสนเข็ญจริงๆ
ต่อให้เขารู้สัดส่วนรูปร่างของแฟนสาว แต่พอมาถึงร้านเสื้อผ้าจริงๆ เขากลับไม่รู้จะอธิบายให้พนักงานฟังยังไง
ยังดีที่พนักงานขายมากประสบการณ์ช่วยตะล่อมถามจนระบุไซส์ได้ แต่พวกเขาก็ต้องเจอกับปัญหาชวนกระอักกระอ่วนอีก
นั่นคือ... ชุดที่เคลนท์คิดว่าสวย ดันไม่มีไซส์ที่พอดี ส่วนชุดที่มีไซส์พอดี เคลนท์ก็มองว่าไม่เหมาะกับเธอ...
แน่นอนว่ามีชุดที่ทั้งไซส์พอดี และสวยมาก จนเคลนท์คิดว่ามันเกิดมาเพื่อเธอ
แต่... ราคานั้น เคลนท์จ่ายไม่ไหว
ทีมลาดตระเวนของศาสนจักรมีเงินเดือนให้ก็จริง แต่แผนการซื้อเสื้อผ้าวันนี้มันกะทันหันไปหน่อย และกว่าเงินเดือนจะออกก็ต้องรอสิ้นเดือน...
จะให้ออกไปยืมเงินซิสเตอร์ไดอาน่าเหรอ
ฆ่าเคลนท์ให้ตายซะยังดีกว่า!
ซิสเตอร์ไดอาน่าจะมีเงินติดตัวไหมก็เรื่องหนึ่ง แต่การกระทำแบบนี้... ไม่ว่าจะยืมเพื่อนร่วมงานหรือยืมแม่ชี ก็ไม่ใช่สิ่งที่เคลนท์จะทำลงได้ทั้งนั้น
"ซิสเตอร์ มาทำอะไรตรงนี้ครับ"
ในขณะที่เคลนท์กำลังกลุ้มใจ เย่เฮ่อที่คว้าน้ำเหลวจากมหาวิทยาลัยไซดาเวล ก็บังเอิญมาเจอซิสเตอร์ไดอาน่าที่ย่านการค้าพอดี
เย่เฮ่อคำนวณพลาดไปหน่อย ต่อให้เขาเปลี่ยนมาใส่ชุดธรรมดา แต่บุคลิกของเขาก็ดูเป็นผู้ใหญ่เกินกว่าจะเป็นนักศึกษา ผลคือโดนยามหน้าห้องสมุดดักไว้ ขอดูบัตรยืมหนังสือหรือบัตรนักศึกษา
ของสองอย่างนี้เย่เฮ่อไม่มีสักอย่าง และเขาก็ไม่อยากวิ่งกลับไปที่ตึกเรียนเพื่อทำเรื่องขออนุญาตให้วุ่นวายเพื่อห้องสมุดแค่แห่งเดียว เย่เฮ่อเลยตัดใจจากห้องสมุดนี้ไป
ที่อื่นๆ ก็เหมือนกัน รวมทั้งตึกเรียนในมหาวิทยาลัยไซดาเวล ล้วนมีระบบรักษาความปลอดภัยและยามเฝ้า ทำให้เย่เฮ่อล้มเลิกความคิดที่จะแฝงตัวเข้าไปดูลาดเลา
เขาเดินออกมาทางประตูหลังของมหาวิทยาลัยไซดาเวล ซึ่งเชื่อมต่อกับทิศเหนือของเมืองไซดาเวล เดินมาทางนี้ก็จะเป็นย่านการค้าเขตเมืองเหนือพอดี
นั่นเป็นเหตุผลว่าทำไมย่านการค้านี้ถึงคึกคักนัก เพราะผู้บริโภคจากทั่วเมืองไซดาเวลสามารถเดินทางมาที่นี่ได้อย่างสะดวกสบาย
เย่เฮ่อที่ตั้งใจจะกลับไป "รายงานตัว" ที่โบสถ์ ก็มาเจอซิสเตอร์ไดอาน่ายืนอยู่หน้าร้านเสื้อผ้าพอดี
"อ๊ะ ท่านบาทหลวง!"
ซิสเตอร์ไดอาน่ามองเย่เฮ่อในชุดลำลองด้วยความสงสัย เมื่อเช้าเย่เฮ่อใส่ชุดบาทหลวงออกไปไม่ใช่เหรอ ธุระที่มหาวิทยาลัยเสร็จเร็วขนาดนี้เชียว?
เธอไม่กล้าซักไซ้เย่เฮ่อ และไม่กล้าตั้งคำถามเรื่องที่เย่เฮ่อไม่ใส่ชุดบาทหลวง ได้แต่ตอบคำถามเย่เฮ่ออย่างว่าง่ายว่า
"เคลนท์อยู่ข้างในค่ะ ฉันรอเขาอยู่ พวกเราลาดตระเวนมาถึงตรงนี้พอดี"
"อ้อ?"
เย่เฮ่อมองเข้าไปในร้านเสื้อผ้า เห็นเคลนท์ที่ทำหน้าเหมือนกินยาขม และพนักงานขายสาวที่ยิ้มสู้แต่แววตาแฝงความดูถูกนิดๆ
ผู้ชายจะทำหน้าแบบนี้ได้ก็มีอยู่กรณีเดียวเท่านั้นแหละ...
เย่เฮ่อส่ายหน้าเบาๆ แล้วผลักประตูเดินเข้าไป
ถือว่าซื้อใจลูกน้องแล้วกัน เขาในฐานะหัวหน้าทีม ทนเห็นลูกทีมตัวเองตกอับขนาดนี้ไม่ได้หรอก
"เคลนท์! อยู่นี่เองเหรอ!"
พอเดินเข้าร้านไป เย่เฮ่อก็ทักทายพลางเดินเข้าไปหาเคลนท์
เคลนท์ตกใจที่จู่ๆ เย่เฮ่อก็โผล่มา แต่ยังไม่ทันจะได้เรียก "หัวหน้า" เย่เฮ่อก็ยัดเงินปอนด์ทองคำม้วนหนึ่งใส่มือเขา แล้วยิ้มพูดต่อว่า
"นี่เงินที่ยืมคุณไปคราวที่แล้ว! ขอบใจมากนะ! ผมมีธุระต้องไปก่อน ไว้ว่างๆ จะเลี้ยงข้าวตอบแทนนะ"
พูดจบ เย่เฮ่อก็หันหลังเดินออกจากร้านไปทันที
เคลนท์กำเงินปอนด์ในมือแน่น แน่นมาก
เขามองแผ่นหลังของเย่เฮ่ออย่างซาบซึ้ง แล้วค่อยหันกลับมาบอกพนักงานขายสาวว่า
"ชุดเมื่อกี้ ชุดที่แพงที่สุดนั่นแหละ ห่อให้ผมด้วย!"
"ค่ะ! ได้ค่ะ!"
พนักงานสาวเห็นเหตุการณ์ทั้งหมด และเห็นเงินปึกใหญ่ในมือเคลนท์ชัดเจน เงินเยอะขนาดนี้! ชุดไหนก็ซื้อได้ทั้งนั้นแหละ!
เกือบไปแล้วเชียว เมื่อกี้คงไม่ได้พูดอะไรให้ลูกค้าท่านนี้ไม่พอใจหรอกนะ?
น่าจะไม่ได้พูดนะ?
หลังจากเคลนท์หิ้วถุงกระดาษที่ห่ออย่างสวยงามออกมาสมทบกับซิสเตอร์ไดอาน่า และเดินต่อไปได้สักพัก เคลนท์ก็ถามซิสเตอร์ไดอาน่าขึ้นมาว่า "จริงสิ หัวหน้าล่ะครับ"
"เอ่อ ท่านกลับไปที่โบสถ์แล้วค่ะ มีอะไรหรือเปล่าคะ"
ซิสเตอร์ไดอาน่าสังเกตว่าตอนที่เคลนท์พูดคำว่า "หัวหน้า" น้ำเสียงเขาดูตื่นเต้นชอบกล
"อ้อ อื้ม ไม่มีอะไรครับ เราไปลาดตระเวนต่อเถอะ"
เคลนท์แค่กระชับเชือกถุงในมือแน่นขึ้น ไม่ได้พูดอะไรมาก
เขาคาดไม่ถึงจริงๆ ว่าจะมาเจอเย่เฮ่อที่นี่ และยิ่งคาดไม่ถึงว่า เย่เฮ่อจะมองสถานการณ์อันน่าอับอายของเขาออกในพริบตา แถมยังใช้วิธีที่รวดเร็วและแนบเนียนขนาดนี้ช่วยกู้หน้าให้เขา!
"บุญคุณ" ครั้งนี้มันช่างเหมาะสมและสำคัญเหลือเกิน เพียงพอที่จะทำให้เคลนท์รู้สึกซาบซึ้งใจต่อเย่เฮ่ออย่างที่สุด
ส่วนเย่เฮ่อที่ได้รับความซาบซึ้งใจไปเต็มเปา ตอนนี้เปลี่ยนกลับมาใส่ชุดบาทหลวงและเพิ่งเดินออกมาจากโบสถ์
เขานั่งรถม้าเตรียมมุ่งหน้าสู่เขตเมืองใต้
ในเมื่อไม่เจอบิชอปแอนนาที่โบสถ์ เย่เฮ่อก็จะไม่นั่งรอเธออยู่ที่นี่ พอดีเลย สาวขายดอกไม้ที่เขาไปส่งบ้านเมื่อวาน วันนี้ควรจะไปเยี่ยมดูอาการสักหน่อย
ถือโอกาสสังเกตการณ์ด้วยว่า พลังปีศาจในตัวสาวน้อยคนนี้จะมีความเปลี่ยนแปลงอะไรน่าสนใจบ้างไหม
รถม้าจอดได้แค่หน้าเขตสลัม จะให้เข้าไปข้างในหรือเลี้ยวซ้ายเลี้ยวขวาก็ลำบาก เพราะเส้นทางข้างในมันแคบและกลับรถยากมาก
แถมคนขับรถม้าที่มีสมาคมอาชีพของเทศบาลดูแล ก็เป็นคนละพวกกับแก๊งอันธพาลในเขตเมืองใต้ ขืนอยู่นานจะไม่ปลอดภัย
"ท่านบาทหลวง ขอบคุณที่เข้าใจครับ ท่านจะเข้าไปข้างใน... ก็ระวังตัวด้วยนะครับ ผมจะรอท่านอยู่ตรงทางแยกข้างหน้านี้"
เย่เฮ่อไม่ได้สั่งให้รถม้ารอรับเขากลับ แต่คนขับรถม้าแสดงน้ำใจที่จะ "รอรับ" ก็เพราะเห็นแก่เงิน 50 ปอนด์ที่เย่เฮ่อจ่ายให้
พวกเขาก็ไม่อยากเสียลูกค้ากระเป๋าหนักอย่างบาทหลวงท่านนี้ไป
เย่เฮ่อขอบคุณความหวังดีของคนขับรถม้า แล้วเดินเข้าสู่เขตสลัมอย่างเป็นธรรมชาติ
คนจนที่นี่ตอนกลางวันจะมีแต่คนแก่กับเด็ก ส่วนคนหนุ่มสาววัยทำงานออกไปทำงานข้างนอกกันหมด คนแก่ที่รับจ้างทำงานฝีมือราคาถูกกำลังพาหลานๆ มองดูเย่เฮ่อที่เดินผ่านมาด้วยความอยากรู้อยากเห็น
มือไม้ของพวกเขาไม่ได้หยุดทำงาน บ้างก็ขัดพรม บ้างก็พับดอกไม้กระดาษและกล่องกระดาษ งานหนักแต่ได้ค่าตอบแทนน้อยนิด ทว่าแค่งานเล็กน้อยเหล่านี้ก็เพียงพอให้พวกเขาพึงพอใจแล้ว
เย่เฮ่อสังเกตเห็นคนผมทองหรือผมสีบลอนด์ซีดปะปนอยู่ในกลุ่มคนเหล่านี้ คนท้องถิ่นไซดาเวลส่วนใหญ่ผมสีน้ำตาล มีแต่คนจากทางเหนือของจักรวรรดิเท่านั้นที่มีสีผมแบบนี้
ดังนั้นคนพวกนี้คือผู้ลี้ภัยที่ "หนีตาย" มาจากทางเหนือ
แววตาของพวกเขาดูตายด้านกว่าคนท้องถิ่น ผ่านนรกบนดินที่แร้นแค้นมาแล้ว พวกเขาหมดหวังในการใช้ชีวิตไปแล้ว แม้ตอนนี้จะมีกินมีใช้พอประทังชีวิต แต่ตราบใดที่ยังไม่ได้ออกจากประเทศนี้ พวกเขาก็ยิ้มไม่ออก
เฮ้อ...
ปีศาจระดับ 5 กองทัพกบฏ และกลุ่มองค์กรเล็กๆ น้อยๆ ที่มีจุดประสงค์แอบแฝงอีกมากมาย เล่นงานพวกเขาจนอ่วมอรทัย
ผลคือการละเลยของจักรวรรดิ และ... นโยบาย "เผาบ้านไล่ที่" เพื่อป้องกันไม่ให้กบฏปะปนมากับผู้ลี้ภัยลงมาทางใต้ ทำให้พวกเขาหมดศรัทธาในมาตุภูมิของตัวเอง
แม้จะมีชาวจักรวรรดิมากมายยื่นมือเข้ามาช่วยเหลือ ให้พวกเขาได้มาตั้งรกรากที่ไซดาเวล แต่พวกเขาก็ไม่มีวันลืมวันที่ประเทศของตัวเองหันคมมีดเข้าใส่
เย่เฮ่อไม่ออกความเห็นเรื่องนี้ ชาติก่อนในฐานะทหารรับจ้าง เขาเคยเห็นการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์และการกวาดล้างที่น่ากลัวกว่านี้มาแล้ว หรือแม้แต่เคยมีส่วนร่วมด้วยซ้ำ
เหยื่อของสงครามทุกครั้ง มีแค่ประชาชนและทหาร นี่คือ "สัจธรรม" ที่ไม่เคยเปลี่ยนแปลงและไม่มีวันเปลี่ยนแปลง
"ท่านบาทหลวง"
เสียงเด็กดังขึ้นข้างหลังเย่เฮ่อ
เย่เฮ่อหยุดเดินแล้วหันกลับไป
เขาเห็นเด็กชายอายุประมาณเจ็ดแปดขวบ กำลังมองชุดบาทหลวงของเขาด้วยความอยากรู้อยากเห็น
เด็กคนนี้มีผมสีทองเป็นประกาย หน้าตาหมดจดเกลี้ยงเกลา ดูฉลาดเฉลียว น่าเอ็นดู
...และเขามีแขนเสื้อข้างซ้ายที่ว่างเปล่า
"ท่านคือบาทหลวงใช่ไหมครับ"
เห็นเย่เฮ่อหยุดเดินแล้วหันมามองด้วยสายตาอบอุ่น เด็กชายก็รวบรวมความกล้าถามซ้ำ
"ใช่ครับ" เย่เฮ่อพยักหน้าให้เขา ยิ้มตอบว่า "ผมเป็นบาทหลวงของโบสถ์ [แสงจันทร์] ชื่อเย่เฮ่อ แล้วหนูล่ะ"
"ผมชื่ออาเธอร์ครับ! ท่านบาทหลวงครับ ผมได้ยินมาว่าสาวกของเทพธิดาตายไปแล้ว จะได้ไปอยู่ใน... "หม้อเทพ" อะไรสักอย่างเพื่อเสวยสุข จริงไหมครับ"
อาเธอร์น้อยถามเย่เฮ่อแบบนั้น
ดวงตาคู่นั้นเปี่ยมไปด้วยความหวัง และจินตนาการอันสวยงามที่สุดของโลกมนุษย์
เย่เฮ่อส่งยิ้มให้
จริงเหรอ?
เย่เฮ่อถาม [เทพธิดาแสงจันทร์] ในใจ
[...]
เทพธิดาไม่ตอบ
เย่เฮ่อยิ้มให้อาเธอร์น้อยกว้างขึ้นไปอีก
เขาไม่รีบตอบคำถามเด็กน้อย แต่ย่อตัวลงตรงหน้าอาเธอร์น้อย ถามด้วยน้ำเสียงอ่อนโยนว่า "ทำไมหนูถึงถามคำถามนี้กับฉันล่ะ ญาติของหนูเป็นสาวกของเทพธิดาเหรอ"
"ครับ" อาเธอร์น้อยพยักหน้าอย่างจริงจัง แววตาที่เป็นประกายไม่หม่นหมองลงเลย "ทุกคนในบ้านผมเป็นสาวกของเทพธิดาหมดเลย พ่อ แม่ ปู่ ย่า ตา ยาย แล้วก็ผมด้วย! ผมสวดมนต์เป็นด้วยนะครับ!"
"เก่งมาก"
เย่เฮ่อเอ่ยชม แล้วลูบหัวอาเธอร์น้อย
เขาเองยังสวดมนต์ไม่เป็นเลย เขานับถืออาเธอร์น้อยจากใจจริง
"ฮิๆ ว่าแต่ ท่านบาทหลวง ท่านยังไม่ตอบคำถามผมเลยครับ" อาเธอร์น้อยยังไม่ลืมคำถามของตัวเอง ถามย้ำอีกครั้งว่า "สาวกของเทพธิดาตายแล้ว จะได้ไปอยู่ใน "หม้อเทพ" ไหมครับ"
บทสนทนาระหว่างอาเธอร์น้อยกับเย่เฮ่อ ดึงดูดสายตาของคนแก่และเด็กๆ ในตรอกแคบๆ นี้ให้หันมามอง
"เรียกว่า "อาณาจักรเทพ" ต่างหาก ได้ไปสิ ในอาณาจักรเทพ เหล่าสาวกจะได้รับความสงบสุขและความสุขชั่วนิรันดร์
ทุกครั้งที่พระจันทร์ขึ้น สาวกเหล่านั้นก็จะมองลงมาจากฟากฟ้า
สายตาของพวกเขาจะกลายเป็นแสงดาว กะพริบวิบวับคอยเฝ้ามองดูคนที่พวกเขารัก ดูว่าคนที่เขารักกินข้าวอิ่มไหม โตขึ้นหรือเปล่า มีความสุขดีไหม..."
รอยยิ้มของเย่เฮ่อยังคงสดใสและอบอุ่น
หลังจากบอกลาอาเธอร์น้อยที่ดีใจจนเนื้อเต้น เย่เฮ่อก็เดินมุ่งหน้าไปบ้านซีน่าต่อ
[อาณาจักรเทพจะรับเฉพาะสาวกที่เคร่งครัดที่สุดเท่านั้น]
จู่ๆ เทพธิดาก็พูดขึ้นมา
เย่เฮ่อสีหน้าไม่เปลี่ยน เดินต่อไปเหมือนไม่ได้ยินเสียงของนาง
[และสาวกก็จะไม่กลายเป็นดวงดาวมาคอยเฝ้ามองญาติพี่น้องด้วย ในพระคัมภีร์ของข้าไม่มีข้อนี้...]
เทพธิดาเหมือนจะสังเกตเห็นอะไรบางอย่าง จึงพูดเสริมขึ้นมา
รอยยิ้มบนหน้าเย่เฮ่อจางลงเล็กน้อย
[เจ้าจะใช้ฐานะบาทหลวงของข้า ไปแต่งเติมพระคัมภีร์ของข้าส่งเดชไม่ได้! นี่จะก่อให้เกิดปัญหาใหญ่ตามมา ข้า...]
หุบปาก!!!
เสียงตวาดก้องในใจ ทำให้เสียงของเทพธิดาเงียบกริบไปจริงๆ
เย่เฮ่อหยุดเดิน ในมุมที่ไม่มีใครสังเกตเห็น สีหน้าของเขาบิดเบี้ยวไปแล้ว ดวงตาแดงก่ำไปด้วยเส้นเลือดฝอย ราวกับกลายเป็น... "สัตว์ประหลาด" ที่พร้อมจะกินคน!
นั่นมัน... ปัญหาของท่าน ไม่ใช่ปัญหาของผม!
ท่านไม่ใช่เทพธิดาผู้รอบรู้และทรงพลานุภาพ ไร้ขีดจำกัดหรอกเหรอ
งั้นก็ทำให้ได้อย่างที่ผมพูดสิ!
เรื่อง "เล็กน้อย" แค่นี้ เทพธิดาผู้รอบรู้และทรงพลานุภาพ ไร้ขีดจำกัด ยังทำไม่ได้เหรอ
อ้อ! ลืมไป ท่านเป็น "เทพธิดา" ที่ถึงขั้นต้องมาจ้าง "สัตว์ประหลาด" อย่างผมทำงานนี่นะ...
ขยะเอ๊ย!
ไร้ความสามารถ! กระจอก! ขยะ!
ทำไม่ได้ก็หุบปากไป!
ถ้ายังจะพล่ามอีก... พ่อจะเริ่มพังโบสถ์ของท่านเดี๋ยวนี้แหละ!
อยากลองดีกับผมไหมล่ะ?
ภาพตรงหน้าเย่เฮ่อกลายเป็นสีแดงฉาน ในมือเริ่มมีระลอกคลื่นสีเงินปรากฏขึ้นลางๆ
จะจัดการปีศาจ เขาต้องพึ่งพาแต้มศรัทธาช่วย แต่ถ้าจะรื้อถอนสิ่งปลูกสร้างของมนุษย์ อย่างเช่นพวกโบสถ์วิหารเนี่ย...
มัน... ง่าย! นิด! เดียว!
[จบแล้ว]