เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

ตอนที่ 19-57 ศึกสุดท้าย

ตอนที่ 19-57 ศึกสุดท้าย

ตอนที่ 19-57 ศึกสุดท้าย


ภายในลานว่างยอดฝีมือระดับผู้บัญชาการเกินกว่าห้าสิบคนประชุมอยู่ด้วยกัน  กลุ่มของลินลี่ย์สี่คนนั่งอยู่ที่มุมๆ หนึ่ง  ขณะที่ผู้รับใช้ถือถาดเหล้า อาหาร และผลไม้เดินไปมา

“การประชุมครั้งนี้น่าเบื่อจริงๆ!”  บีบีกัดกินผลไม้เปลือกม่วงดังกร้วม  น้ำผลไม้หยดลงพื้น  “เรามานี่จะมีประโยชน์อะไร?  การประชุมครั้งนี้เป็นการรวมตัวผู้บัญชาการกับทหารในค่ายพูดคุยแผนรบในศึกสุดท้ายของพวกเขา  พวกเราที่เหลือแค่นั่งดูเฉยๆ ราวกับเป็นไอ้โง่”

ลินลี่ย์หัวเราะ จากนั้นชำเลืองมองดูผู้บัญชาการที่อยู่ใกล้พวกเขาในลานว่าง

กลุ่มผู้บัญชาการนี้ประกอบไปด้วยผู้บัญชาการผู้คุมทหารในค่าย  เห็นได้ชัดว่าพวกเขาพูดคุยกันในเรื่องรายละเอียดในการรบศึกสุดท้าย  ขณะที่ลินลี่ย์และพวกคนอื่นไม่ได้มีส่วนร่วมกับการพูดคุย

“เราไม่ได้นำทหารคนใดมาด้วย มีอะไรจะต้องคุยด้วยเล่า?”  รีสเจมเหลือบมองดูผู้บัญชาการคนอื่น และขณะที่ผู้บัญชาการอื่นที่เหมือนกับพวกเขาก็รู้สึกเบื่อหน่ายพูดคุยกันอยู่ที่มุมห้อง  “คนอื่นๆ ก็เหมือนกับเรา  พวกเขาแค่นั่งอยู่เฉยๆ อย่างเบื่อหน่ายไม่ใช่หรือ?  จุดประสงค์ที่เรามาก็เพื่อทำความคุ้นเคยกับผู้บัญชาการคนอื่น  นี่เป็นแค่การประชุมกัน ไม่มีอะไรอื่น”

เห็นได้ชัดว่าการพูดคุยเกี่ยวกับรายละเอียดศึกสุดท้ายเป็นเรื่องที่ค่อนข้างง่าย  ขณะต่อมากลุ่มผู้บัญชาการก็พูดคุยสนทนากันเสร็จเรียบร้อย

“ทุกท่าน”  หนึ่งในผู้บัญชาการบุรุษผู้มีสามตาลุกขึ้นยืนมองพวกเขา  เขายิ้มและกล่าว  “มีเวลาเหลือไม่มากนักระหว่างช่วงนี้จนถึงศึกสุดท้าย!  ทุกท่าน!  ไม่ว่าท่านจะเลือกเข้าร่วมรบ หรือไปร่วมชมดูก็แล้วแต่พวกท่าน!  ถ้าพวกท่านตั้งใจจะเข้าร่วมรบด้วยก็จะเป็นเหมือนเมื่อก่อนเสมอ  พวกท่านจะร่วมปะปนอยู่ในกองทหาร!  ข้าเชื่อว่าไม่มีอะไรที่จำเป็นต้องพูดมาก!”

สงครามมหาพิภพดำเนินมาหลายครั้งจนถึงบัดนี้  หลายสิ่งหลายอย่างกลายเป็นเรื่องธรรมดาไปแล้ว

เมื่อมีการปะปนรวมกันอยู่ในทหารธรรมดา จะเป็นเรื่องยากที่จะบอกแยกแยะผู้บัญชาการออกจากทหารธรรมดาได้  นั่นช่วยรับรองได้ว่าศัตรูจะไม่เน้นกับการยิงโจมตีแต่ผู้บัญชาการโดยเฉพาะ  มีแต่จะเพิ่มโอกาสอยู่รอด  แต่แน่นอน ถ้าผลงานของใครบางคนดึงดูดความสนใจมากเกินไป  ก็อาจจะเป็นอันตรายได้

“ฝ่ายโลกธาตุแสง พวกเขามียอดฝีมือที่ทรงพลังโดยเฉพาะเป็นพิเศษหรือไม่?  ถ้าพวกเขามี โปรดแจ้งให้เรารู้ เพื่อที่ว่าเราจะได้เตรียมตัว”  ผู้บัญชาการสามตากล่าว

“ข้ารู้ว่าฝ่ายโลกธาตุแสงมีแม็กนัสอยู่ในค่ายของพวกเขา!”  ยอดฝีมือระดับผู้บัญชาการพูดเสียงดัง

“แม็กนัส!  เราต้องระมัดระวังจริงๆ”  ผู้บัญชาการสามตาพยักหน้าจริงจัง

รีสเจมนั่งอยู่ที่มุม หัวเราะเสียงดัง  “ข้ารู้ว่ายังมีอีกคนหนึ่ง เป็นเทพพารากอนธาตุลมชื่อไบเออร์  เขาอยู่ที่นี่เช่นกัน  นอกจากนี้ เขายังอยู่ฝ่ายโลกธาตุแสง”

“ไบเออร์?”  ชื่อนี้ดึงดูดความสนใจของทุกคนจริงๆ

แม้ว่าจะมีชื่อหลายคนถูกบันทึกไว้  แต่เห็นได้ชัดว่าสิ่งที่ทุกคนกังวลจริงๆ ก็คือการปรากฏตัวของแม็กนัสและไบเออร์  ที่สำคัญเทพพารากอนยืนอยู่บนจุดสูงสุดของพลัง  ถ้าเทพพารากอนต้องการฆ่าผู้บัญชาการธรรมดา  ก็คงเป็นการเข่นฆ่าฝ่ายเดียว  นอกจากนี้ถ้านักสู้พยายามรวมกลุ่มโจมตี เนื่องจากความเร็วที่น่าทึ่งของเทพพารากอน  การใช้กลยุทธ์แบบนั้นมีแต่จะเป็นที่ถูกหัวเราะเยาะเย้ยหยัน

“บลูไฟร์  ทำไมบลูไฟร์ไม่ยอมเปิดเผยตัว?”  รีสเจมลอบคุยกับลินลี่ย์  “เขาเป็นคนฝ่ายเรา เขาควรจะปรากฏตัวเองสิ”

ลินลี่ย์ส่ายศีรษะสงสัย  “ข้าไม่แน่ใจเหมือนกัน  เขาตั้งใจมาเที่ยวตามลำพัง  ข้าคิดว่าอย่างนั้น”

การประชุมนี้เป็นโอกาสให้ยอดฝีมือระดับผู้บัญชาการได้พบปะกันเอง  ที่สำคัญข้างนอกสมรภูมิมหาพิภพ ไม่บ่อยนักที่จะมีการประชุมสังสรรค์ผู้บัญชาการมากมาย  การประชุมแบบนี้ถือว่าเป็นการสมาคมกัน เป็นสังคมของเทพระดับสูง

แม้ว่าลินลี่ย์ไม่ต้องการพูดคุยกับคนเหล่านี้มากนัก  แต่ก็มีหลายคนที่แวะมาพูดคุยกับเขาสองสามคำ  ตอนนี้พวกเขาคุ้นเคยกันหมดแล้ว  และอย่างน้อยคนเหล่านี้รู้แล้วว่าลินลี่ย์เป็นใคร

“ข้าจัดเตรียมที่พักไว้ให้ทุกท่านแล้ว”  จากนั้นผู้บัญชาการสามตาหัวเราะ  “ทุกท่าน!  ขอเชิญทุกท่านเลือกที่พักใกล้ๆ ได้เลย  สถานที่นี้ติดกับริมฝั่งแม่น้ำดวงดาว  เมื่อการสู้รบเริ่มขึ้นพวกท่านเหล่าผู้บัญชาการทั้งหมดจะได้เข้าร่วมสู้รบกันได้ง่ายๆ”

ไม่มีใครยืนเฉยเกรงใจ  พวกเขาต่างคนต่างเลือกที่พักและเข้าไปนั่งรอศึกสุดท้ายอย่างเงียบสงบ

นี่คือสถานการณ์ฝ่ายโลกธาตุมืด  และฝ่ายโลกธาตุแสงก็มีการประชุมรวมตัวเช่นกัน  อย่างไรก็ตาม ในบรรดาเทพพารากอนที่อยู่ฝ่ายโลกธาตุแสง มีเพียงแม็กนัสเท่านั้นที่ปรากฏตัว  ขณะที่ไบเออร์ไม่ได้เข้าร่วมประชุมในครั้งนี้

“ท่านแม็กนัส”  ผู้บัญชาการทุกคนที่มาประชุมรวมกันเข้ามาทักทายแม็กนัสอย่างเป็นกันเองด้วยมิตรภาพอบอุ่นและนอบน้อม

แม้ว่าพวกเขาจะเป็นผู้บัญชาการและมีความหยิ่งในศักดิ์ศรีมาก  แต่ต่อหน้าเทพพารากอน... เป็นธรรมดาที่พวกเขาต้องทำตัวเช่นนี้  พวกเขารู้สึกเหมือนกับสามัญชนที่เข้าเฝ้าจักรพรรดิ  แม้ว่าสามัญชนเป็นคนหยิ่งยโส  แต่พวกเขาก็ต้องมีมารยาทนอบน้อมที่สุดในสถานการณ์เช่นนี้  และการนอบน้อมเช่นนี้...ไม่ได้ทำให้พวกเขารู้สึกอับอาย  เพราะนี่เป็นเรื่องที่เหมาะสม

ตัวอย่างเช่น ถ้ามีคนคุกเข่าเมื่อได้พบมหาเทพ นี่ก็เป็นสิ่งที่จิตใต้สำนึกของพวกเขาบอกว่าเป็นเรื่องที่สมควรทำ

การต้อนรับที่แม็กนัสได้รับในค่ายของเขาตรงกันข้ามกับที่ลินลี่ย์ได้รับจากค่ายของเขา

แต่แม็กนัสไม่สามารถใส่ใจคนเหล่านี้ได้  เขาเองก็ไปเลือกมุมหนึ่งเช่นกัน  และข้างๆ เขามีโอมาน เชกวินและแรมสันนั่งอยู่ด้วย

“ทุกคน, มียอดฝีมือที่น่ากลัวคนไหนในฝ่ายโลกธาตุมืดที่เราต้องรู้อีกบ้างไหม?  ถ้าพวกท่านรู้อะไร ก็ขอให้บอก เราจะได้เตรียมตัวรับมือพวกเขา”  บุรุษหนุ่มคิ้วขาวผมหงอกคนหนึ่งพูดขึ้น

ทันใดนั้นผู้บัญชาการทุกคนเริ่มระบุรายชื่อออกมาบางส่วน มี่ชื่อของรีสเจมและบีบีก็ถูกหยิบยกขึ้นมาพูดคุยด้วยเช่นกัน

“เราเผชิญกับยอดฝีมือที่น่าจะเป็นเทพพารากอนคนหนึ่ง”  โอมานกล่าว  “เขาเป็นเทพพารากอนธาตุไฟ!  เขาเป็นคนของค่ายศัตรู  แต่ชื่อของเขา...เราไม่แน่ใจ  ทั้งหมดที่เราทราบเขามีคิ้วสีแดง!”

ผู้บัญชาการทุกคนเงียบทันที  เทียบกับเทพพารากอนคนหนึ่งแล้ว ไม่ว่าจะเป็นรีสเจมหรือบีบีก็ยังไม่สามารถคุกคามจากระยะไกลได้

“ข้ามีอยู่ชื่อหนึ่ง!” แฮมเมอร์พูดเสียงดัง  “ข้าสงสัยว่า เขาจะเป็นพารากอนเช่นกัน!”

คำพูดเหล่านี้ทำให้ทุกคนมองดูแฮมเมอร์  ทุกคนรู้ว่าแฮมเมอร์เป็นใคร  เนื่องจากพลังของแฮมเมอร์ คำพูดของเขาก็คงจะเป็นจริง

“คนผู้นี้เป็นสมาชิกของเผ่ามังกรฟ้าแห่งสี่ตระกูลอสูรศักดิ์สิทธิ์  พลังของเขาประหลาดมาก ตอนแรก เขาดูอ่อนแอมาก  แต่หลังจากนั้น เขามีความแข็งแกร่งเพิ่มมากขึ้นจนเหนือข้า  เขามีความพัฒนาก้าวหน้าในช่วงไม่กี่ร้อยปีนี้  และเขาบอกว่าเขาฝึกฝนมาไม่ถึงสามพันปี  ข้าไม่กล้าเชื่อเรื่องนั้น  แต่สิ่งหนึ่งที่แน่นอน พลังของเขาแข็งแกร่งยิ่งกว่าข้า!”  แฮมเมอร์พูดอย่างไม่สบายใจ  “ข้าสงสัยว่าเขาคงถึงระดับเทพพารากอนไปแล้ว!”

ทันใดนั้นมีเสียงหัวเราะพร้อมกันทันที

ทุกคนรู้ว่าแฮมเมอร์เป็นคนกะโหลกหนาปัญญาหยาบ อย่างไรก็ตามเมื่อได้ยินคำพูดของแฮมเมอร์ ทุกคนพากันหัวเราะลั่น

“แฮมเมอร์!  ฝึกมาไม่ถึงสามพันปีก็กลายเป็นเทพพารากอน  เจ้าว่าอย่างนั้นหรือ?  ถ้าเขากลายเป็นเทพพารากอนไม่ถึงสามพันปี  อย่างนั้นเราที่เหลือคงไม่กล้าบากหน้าอยู่ที่นี่ต่อไปแน่ ฮ่าฮ่า”  เห็นได้ชัดว่าไม่มีสมาชิกของยอดฝีมือเหล่านี้ยอมเชื่อเขาแม้แต่คนเดียว

“แฮมเมอร์, อย่าเชื่อคำโกหกของคนผู้นี้เลย”  ผู้บัญชาการต่างๆ ไม่เชื่อแม้แต่น้อย

“ยอดฝีมือเผ่ามังกรฟ้า กัซลีสันหรือเปล่า?  เขาก็แค่พอๆ กับเรา และพวกเขาจะมีพารากอนได้ยังไง?  ถ้าพวกเขามีจริง  พวกเขาคงไม่ถูกแปดตระกูลใหญ่ไล่ต้อนจนมีสภาพอย่างนั้นเป็นแน่”

เห็นได้ชัดว่าในการพูดคุยกันนี้ไม่มีใครเชื่อคำพูดของแฮมเมอร์

“เป็นไปไม่ได้!”

แม็กนัสนัjงอยู่ในมุมห้องพูดช้าๆ  “กลายเป็นเทพพารากอนในเวลาไม่ถึงสามพันปีน่ะหรือ?  เป็นไปไม่ได้โดยประการทั้งปวง!  อย่าว่าแต่สามพันปีเลย  ต่อให้สามหมื่นปีหรือสามแสนปีก็ยังเร็วเกินไปที่คนผู้หนึ่งจะไปถึงระดับเทพพารากอนได้!  การถึงระดับเทพพารากอนภายในเวลาล้านปีก็ยังเป็นเรื่องที่เป็นไปไม่ได้”

แม็กนัสในฐานะที่เป็นพารากอนเองเป็นแหล่งที่ปรึกษาที่เด็ดขาด

“เป็นไปได้หรือว่า ข้าแฮมเมอร์จะโกหกพวกท่าน!”  แฮมเมอร์โมโห  ควันเริ่มออกมาจากจมูกของเขา เขาถลึงตาที่โตราวกับฆ้องทองแดงมองดูผู้บัญชาการอื่น  ผู้บัญชาการเหล่านี้เริ่มก้มหน้าแอบหัวเราะโดยไม่รู้ตัว  พวกเขาไม่ต้องการยั่วโทสะสหายแฮมเมอร์ผู้นี้

“ถ้าพวกเจ้าไม่อยากฟัง งั้นก็ไม่ต้องฟัง  เมื่อพวกเจ้าตาย อย่ามาโทษว่าข้าก็แล้วกัน”  แฮมเมอร์แค่นเสียง  จากนั้นนั่งลงแล้วคว้าเนื้อย่างขาหนึ่งบนโต๊ะมากัดกินอย่างดุดัน

ค่ายทหารฝ่ายโลกธาตุแสงศักดิ์สิทธิ์ และค่ายของโลกธาตุมืดทั้งสองค่ายรออยู่ที่ริมฝั่งแม่น้ำดวงดาวแต่ละฝั่งอย่างเงียบสงบ  พวกเขากำลังรอคอยให้ศึกสุดท้ายมาถึง  เทียบกับผู้บัญชาการทหารแล้ว กลับเป็นพวกทหารธรรมดาที่มีความกระตือรือร้นมากที่สุด!

อัตตราการตายในพวกทหารในสมรภูมิมหาพิภพสูงมาก

ทหารเหล่านี้ทุกคนต้องการสร้างความดีความชอบทางทหารเพื่อเอาไปแลกพลังมหาเทพ  และทหารทั้งหลายเหล่านี้ล้วนมีชีวิตมายาวนานมาก  พวกเขาต้องการมีประสบการณ์กับสงครามมหาพิภพที่น่ากลัวนี้บ้างสักครั้ง!  ดังนั้น พวกเขาจึงส่งร่างแยกเข้ามา  พวกเขายินดีเสียสละร่างแยก เพื่อให้ได้รับสัมผัสประสบการณ์ของสงครามมหาพิภพในตำนานด้วยตนเอง

นี่เป็นความโง่หรือความบ้ากันแน่?

ยากจะบอกได้  แต่หลังจากเทพตนหนึ่งมีชีวิตมานานนับไปไม่ถ้วน และไม่รู้สึกอะไรอีกต่อไป  พวกเขาสามารถทำอะไรก็ได้

สงครามมหาพิภพนั้นอำมหิตและโหดร้ายมาตั้งแต่แรก

ค่ายของโลกธาตุมืดศักดิ์สิทธิ์ ที่พักอาศัยของผู้บัญชาการ  กลุ่มของลินลี่ย์อาศัยอยู่ภายในลานว่างของบ้าน

รีสเจมและบีบีนั่งขัดสมาธิพูดคุยกันตามปกติ

ทันใดนั้น...

“ครืน...”  เสียงดังกึกก้องน่ากลัวเต็มไปทั้งท้องฟ้า  เหมือนกับว่าระลอกพลังงานที่ทำให้ท้องฟ้าถล่มและแผ่นดินพังทลายแผ่ขยายกระจายออกไปทุกทิศ

“ครืนนนน”

อาคารสิ่งก่อสร้างสองฝั่งแม่น้ำดวงดาวเมื่อเผชิญกับระลอกพลังก็พังทลายกลายเป็นผุยผงทันที มองเห็นทหารและผู้บัญชาการที่อยู่ภายในทันที  ทหารนับไม่ถ้วนและและผู้บัญชาการหลายคนที่อยู่ริมฝั่งแม่น้ำแต่ละฝ่ายหันมามองทางเดินดวงดาว

ทะเลผู้คนมากมายทั้งหมดจ้องมองมองดูทางเดินข้ามแม่น้ำดวงดาว

ลินลี่ย์จ้องมองดูในระยะไกล เห็นแต่เพียงทางเดินสองด้านเปล่งรัศมีแสงสีรุ้ง  รัศมีแสงนี้ฉายขึ้นท้องฟ้าทำให้มิติพื้นที่สั่นสะเทือน  ในขณะนั้นเองทางเดินเชื่อมสองด้านของแม่น้ำดวงดาวมองดูสะดุดตากว่าที่เคยเป็นมา

“ศึกสุดท้ายกำลังจะเริ่มในที่สุด!”  ลินลี่ย์เมื่อเห็นเช่นนี้ก็อดพึมพำกับตนเองมิได้

ตามกฎของสงครามมหาพิภพ หลังจากพันปีผ่านไป ทางเดินดวงดาวจะระเบิดพลังเป็นรัศมีสีรุ้งที่สั่นสะเทือนไปทั้งโลก  นี่เป็นสัญลักษณ์ว่าศึกสุดท้ายกำลังจะเริ่มต้น!  ตามตำนานกล่าวว่า นี่เป็นการออกแบบของมหาเทพ  แต่บางตำนานอื่นก็ว่าออกแบบโดยจอมเทพ  แต่สิ่งหนึ่งที่เหมือนกันแน่นอนก็คือ...

ศึกสุดท้ายกำลังเริ่มขึ้น

ยังไม่มีการเคลื่อนกำลังพล  แต่ก็ไม่มีการลังเลใจแต่อย่างใด

“ฆ่า!”  เสียงกระหึ่มตะโกนลั่นดังไปทั้งท้องฟ้า

ทหารผู้รอเวลานี้มาโดยตลอดแต่ละฝั่งทางเดินต่างก็เข้ามาในทางเดินทันทีและบุกข้ามไปยังฝั่งตรงกันข้าม  ขณะที่พวกเขาทหารจากค่ายโลกธาตุแสงศักดิ์สิทธิ์ก็ไม่ลังเลใจเช่นกันโถมเข้ามาในทางเดินดวงดาวเตรียมโจมตีศัตรูของพวกเขา

“ฮ่าฮ่า.... การสู้รบเริ่มแล้ว!”  รีสเจมหัวเราะลั่น  “ไปข้างหน้ากันเถอะ!”

“เคลื่อนขบวน!”  บีบีตะโกนอย่างอารมณ์ดี

กลุ่มของลินลี่ย์สี่คนพุ่งไปข้างหน้าเข้าไปในทางเดินดวงดาวอย่างรวดเร็วราวกับสายฟ้า

ผู้บัญชาการหลายคนไม่จำเป็นต้องจัดอยู่ในกลุ่ม  พวกเขาทุกคนเคลื่อนไหวตามชอบใจ  ขณะที่พวกทหารจากค่ายทหารจะจัดตั้งขบวนทัพทันที  และจากนั้นเป็นเหมือนมังกรเลื้อย และเริ่มเคลื่อนขบวนไปตามทางเดิน ภารกิจของค่ายทหารแต่ละฝ่ายได้จัดการไว้แล้วระหว่างประชุมครั้งก่อน

การเข่นฆ่าเริ่มขึ้นทันที!

เส้นทางเดินสองฝั่งแม่น้ำดวงดาวที่ดูเหมือนฝันก่อนนั้นตอนนี้เปล่งแสงสีรุ้ง ปรากฏมองดูเหมือนกับภาพมายาหรือภาพฝันมากมาก  แต่ทั้งสองฝ่ายคือค่ายโลกธาตุแสงและค่ายโลกธาตุมืดเริ่มเข่นฆ่าฟันกันในสองเส้นทางเดิน

ลินลี่ย์ บีบี รีสเจมและเรย์โฮมยืนอยู่ที่ริมทางเดินดวงดาว

“บ้าคลั่งไปแล้ว”  ลินลี่ย์มองดู

ในอากาศเหนือแม่น้ำดวงดาวตั้งแต่พื้นยันท้องฟ้าเต็มไปด้วยทหารนับไม่ถ้วน  ด้วยหน่วยทหารแต่ละหน่วยมีคนเป็นพัน  พวกเขาใช้พลังโจมตีวัตถุและพลังโจมตีวิญญาณใส่แต่ละฝ่ายพร้อมกันโดยใช้พลังโจมตีที่ทรงพลังที่สุดของพวกเขาต่อศัตรูข้างหน้า  การโจมตีระยะห่างเหล่านี้เกิดขึ้นทันที และจากนั้นทหารจำนวนมากของทั้งสองฝ่ายเหมือนอสุรกายขนาดยักษ์วิ่งเข้าปะทะกัน สนามรบเริ่มตกอยู่ในความวุ่นวาย

โลหิตสาดกระเซ็นในทุกที่ ประกายเทพกลิ้งตก ป้ายประจำตัวร่วงหล่น

เป็นสงครามที่บ้าคลั่งที่สุด

“ตามกฎของสงครามมหาพิภพ  ถ้าฝ่ายหนึ่งชนะสงครามได้ในเส้นทางข้ามทั้งสองทาง  นั่นจึงจะถือว่าได้ชัยชนะ  ถ้าพวกเขาชนะได้ทางเดียว  ก็ถือว่าเสมอ”  ตาของรีสเจมเป็นประกาย  “ฮ่าฮ่า, ลินลี่ย์ ไม่ต้องลังเล ผู้บัญชาการอีกฝ่ายหนึ่งบุกเข้ามาแล้ว”

ลินลี่ย์เห็นป้ายขาวและป้ายดำร่วงหล่นป้ายแล้วป้ายเล่า  ทหารบางคนกวาดมือทีเดียวก็ได้ป้ายทหารสิบหรือยี่สิบป้ายแล้ว  ในการเข่นฆ่าที่ป่าเถื่อนอย่างนั้น  การสะสมความดีความชอบทางทหารทำได้เร็วจริงๆ  แต่ก็อันตรายและบ้าบิ่น

“ไปกันเถอะ!”

กลุ่มของลินลี่ย์ทั้งสี่คนบุกเข้าไปในทางเดินดวงดาว กลืนเข้าไปในกลุ่มการสู้รบที่บ้าคลั่ง  ด้านหลังพวกเขากำลังทหารเคลื่อนตามผู้บัญชาการต่างๆ เข้าไปด้วยเช่นนั้น

จบบทที่ ตอนที่ 19-57 ศึกสุดท้าย

คัดลอกลิงก์แล้ว