- หน้าแรก
- โต้วหลัวราชามังกร มังกรครามเจ้าสมุทร
- บทที่ 36 นายน้อยตระกูลเสิ่นสาบสูญ
บทที่ 36 นายน้อยตระกูลเสิ่นสาบสูญ
บทที่ 36 นายน้อยตระกูลเสิ่นสาบสูญ
"ผู้อาวุโสตี้เทียน คิดเห็นประการใด?"
เสิ่นกูเหยียนแสยะยิ้มเย็นชา ขณะควบคุมร่างของเหลิงเหยาจูเผชิญหน้ากับตี้เทียนจากอีกฟากฝั่งของความว่างเปล่า
เทพสัตว์อสูรตี้เทียนนั้นอันตรายเกินไป ในเมื่อล่วงเกินกันไปแล้ว ก็ต้องจัดการให้อยู่หมัด...
'อย่าใจร้อน ถ้าตี้เทียนคิดจะหนี คุณหยุดเขาไม่ได้หรอก!' จิตสำนึกของเหลิงเหยาจูดูเหมือนจะสัมผัสได้ถึงความคิดของเสิ่นกูเหยียน จึงรีบเอ่ยเตือนสติ 'หอวิญญาณของเราย่อมมีวิธีจัดการกับเขา'
'จะหยุดได้หรือไม่ ก็ขึ้นอยู่กับ...' ขณะที่เสิ่นกูเหยียนเตรียมจะใช้วรยุทธ์อื่น สายตาของเขาก็พลันพร่ามัว เรี่ยวแรงทั่วร่างเหือดหายไปกะทันหัน
สภาวะนี้มีเวลาจำกัดงั้นรึ... เสิ่นกูเหยียนกัดฟันกรอด พยายามควบคุมสีหน้าภายนอกอย่างสุดความสามารถไม่ให้ตี้เทียนจับสังเกตได้
"หึ เจ้ารุ่นเยาว์ ช่างกล้าทำอวดดีทั้งที่ยืมบารมีคนอื่น"
บนท้องนภา ตี้เทียนมองดูเหลิงเหยาจูที่แผ่กลิ่นอายน่าเกรงขาม ทว่าในใจกลับลังเล จากการปะทะกันสั้นๆ เมื่อครู่ เขาพบว่าความแข็งแกร่งของนางในตอนนี้ไม่ได้ด้อยไปกว่าเขาเลย หากวู่วามบุกเข้าไปอีกครั้ง อาจจบลงที่ตัวเขาเองบาดเจ็บสาหัส
แต่ทว่า... อุตส่าห์ดักจับตัวรองเจ้าหอวิญญาณได้ขณะอยู่ตามลำพังทั้งที เทพสัตว์อสูรตี้เทียนผู้แบกรับหนี้เลือดของเหล่าสัตว์วิญญาณนับล้าน จะยอมปล่อยโอกาสนี้หลุดลอยไปได้อย่างไร?
เวลานี้ ต่างฝ่ายต่างหมายหัวอีกฝ่าย แต่ด้วยเหตุผลหลายประการ จึงยังไม่มีใครกล้าขยับ
"ตี้เทียน กลับมาเถอะ"
ทันใดนั้น เสียงใสกระจ่างทว่าเย็นชาดุจน้ำแข็งก็ดังก้องกลางอากาศ
ร่างมังกรของตี้เทียนสะท้านไหว สีหน้าเต็มไปด้วยความไม่ยินยอม "นายท่าน จะปล่อยนางไปง่ายๆ แบบนี้หรือขอรับ?"
เสิ่นกูเหยียนได้ยินเสียงนี้เช่นกัน แม้อีกฝ่ายจะจงใจดัดเสียง แต่เขาก็ยังจับได้จากท่วงทำนองการพูดที่แฝงกลิ่นอายสูงส่งเหนือโลกนั้น
"แค่รองเจ้าหอวิญญาณคนเดียว ไม่พอที่จะกระทบแผนการของเราหรอก อีกอย่าง เป้าหมายในคืนนี้ของเราก็บรรลุผลแล้ว"
"รับทราบ... นายท่าน" ตี้เทียนแสดงความเคารพอย่างนอบน้อม ก่อนจะปรายตามองเหลิงเหยาจูด้วยความเจ็บใจ ร่างของเขาระเบิดแสงสีเงินเจิดจ้าแล้วหายวับไปในท้องฟ้ายามราตรี
"เดี๋ยว..." เสิ่นกูเหยียนยังอยากจะรั้งตัวไว้ถามอะไรบางอย่าง แต่ทันใดนั้น ศีรษะของเขาก็ปวดร้าวราวกับจะระเบิด จนไม่อาจสนใจสิ่งใดได้อีก
เมื่อร่างของตี้เทียนลับตาไป โลกตรงหน้าของเสิ่นกูเหยียนก็หมุนติ้ว ก่อนที่สติจะดับวูบลง
แกรก... หน้ากากหลุดออกจากใบหน้าอันงดงามของเหลิงเหยาจู กลายเป็นลำแสงสีเขียวพุ่งกลับเข้าไปในร่างต้นของเสิ่นกูเหยียนที่นอนอยู่บนพื้น
เหลิงเหยาจูเองก็ดูราวกับถูกสูบพลังจนเกลี้ยง ใบหน้าซีดเผือดขณะค่อยๆ ร่อนลงมาจากท้องฟ้า
สภาพจิตใจของนางอาจจะดีกว่าเสิ่นกูเหยียนอยู่บ้าง แต่ก็ไม่มากนัก หากตี้เทียนย้อนกลับมาตอนนี้... เหลิงเหยาจูล้มเลิกความคิดที่จะส่งสัญญาณขอความช่วยเหลือ นางรวบตัวเสิ่นกูเหยียนขึ้นมาจากพื้น แล้วกลายเป็นลำแสงสีทองพุ่งหายเข้าไปในป่าทึบเบื้องหน้า...
วันรุ่งขึ้น ตระกูลเสิ่นแทบจะพลิกแผ่นดินหาด้วยความบ้าคลั่ง
เมื่อคืนตระกูลเสิ่นถูกศัตรูไม่ทราบฝ่ายบุกโจมตี ผู้เฒ่าเสิ่นได้รับบาดเจ็บสาหัส และที่ร้ายแรงที่สุดคือ... นายน้อยตระกูลเสิ่นได้หายตัวไปอย่างลึกลับ
ช่างเป็นความอัปยศอดสูยิ่งนัก!
เรื่องนี้สั่นสะเทือนวงการทหารไม่ต่างจากแผ่นดินไหว และสร้างแรงกระเพื่อมไปทั่วทั้งสหพันธ์
ใครกันที่มีความกล้าและฝีมือถึงขนาดบุกโจมตีตระกูลเสิ่นได้?
ราชทินนามพรหมยุทธ์ระดับขีดสุด
มีเพียงระดับขีดสุดเท่านั้นที่จะมีฝีมือทำเรื่องแบบนี้ได้
"สารเลว!"
เสิ่นชางไห่กัดฟันกรอด ทุบกำแพงอย่างแรง หวงหลินหลางร้องไห้จนเป็นลมไปแล้ว และกำลังได้รับการดูแลจากทีมแพทย์
ลูกน้องผลัดกันเข้ามารายงาน แต่ก็ได้แค่ร่องรอยการต่อสู้ของผู้แข็งแกร่งระดับสูงในพื้นที่รกร้างทางเหนือของคฤหาสน์ตระกูลเสิ่น ไม่ไกลนัก
ใบหน้าของเสิ่นชางไห่เต็มไปด้วยความเจ็บปวด ร่างกายสั่นเทา
ลูกชายหัวแก้วหัวแหวน ทายาทที่โดดเด่นที่สุดในรอบร้อยปีของตระกูลเสิ่น จู่ๆ ก็หายไปเฉยๆ แบบนี้เนี่ยนะ?
เสิ่นซิงรีบบึ่งกลับมาจากโรงเรียนทันทีที่รู้ข่าวเมื่อเช้าตรู่ ทิ้งการเรียนในวันนี้เพื่อมาช่วยงานที่บ้าน
คนแรกที่เธอเจอคือพี่สาว เสิ่นเยว่
สภาพของเสิ่นเยว่ก็ย่ำแย่ไม่แพ้กัน เธอได้รับบาดเจ็บหนักและจิตใจห่อเหี่ยว น้องชายหายตัวไปต่อหน้าต่อตา แม้การตัดสินใจของเธอในตอนนั้นจะเป็นสิ่งที่ถูกต้องที่สุดแล้วในสถานการณ์คับขันก็ตาม
"น้องเล็ก... อยู่ไหน..." ดวงตาคู่สวยของเสิ่นเยว่คลอด้วยหยาดน้ำตา สะอื้นไห้เบาๆ ในอ้อมกอดของเสิ่นซิง
นั่นคือน้องชายที่เธอเฝ้าดูมาตั้งแต่เล็กจนโต...
"พี่คะ... น้องเล็กต้องไม่เป็นไรค่ะ" เสิ่นซิงไม่รู้จะปลอบใจเสิ่นเยว่อย่างไรดี ถ้าเป็นเธออยู่ในเหตุการณ์เมื่อคืน เธอเองก็อาจทำได้ไม่ดีไปกว่าพี่สาว
ห้องข้างๆ เสิ่นชางไห่เดินงุ่นง่านไปมาในห้องทำงานราวกับสัตว์ร้ายที่บาดเจ็บ
"ค้นหา! ค้นหาต่อไป! ต่อให้ต้องพลิกแผ่นดินตรงนั้นทั้งผืน ก็ต้องหาเบาะแสมาให้ได้!"
"ครับ!"
...โรงเรียนวิญญาณจารย์ขั้นต้นทะเลเหนือ
นับตั้งแต่เสิ่นกูเหยียนขาดเรียน ดูเหมือนบุคคลสำคัญของห้องเรียนจะหายไป เด็กผู้หญิงหลายคนยังติดนิสัยเผลอหันไปมองที่นั่งของเขา
แต่ตอนนี้ที่นั่งนั้นว่างเปล่า เหลือเพียงกู่เยว่ เพื่อนร่วมโต๊ะที่นั่งอยู่ลำพัง
มีเพียงผู้บริหารระดับสูงของโรงเรียนเท่านั้นที่รู้ว่า เสิ่นกูเหยียน อัจฉริยะรุ่นเยาว์ผู้เปี่ยมพรสวรรค์ ได้หายตัวไปหลายวันแล้ว...
เมื่อไร้เงาเสิ่นกูเหยียน จำนวนนักเรียนในห้องก็เหมือนกลับมาเป็นสามสิบคนดังเดิม กู่เยว่ซึ่งมีฝีมือเป็นรองเพียงเสิ่นกูเหยียน จึงกลายเป็นคนที่เพื่อนร่วมชั้นไม่อยากเจอที่สุดในวิชาฝึกต่อสู้
เพราะในช่วงไม่กี่วันนี้ ทุกคนพบว่ากู่เยว่มักจะโจมตีด้วยความรุนแรงราวสายฟ้าฟาด ไม่มีความปรานีให้คู่ต่อสู้ โดยเฉพาะกับพวกผู้ชาย เธอจะทักทายด้วยชุดลูกไฟอันเร่าร้อนเป็นอย่างแรก
ทำเอาพวกนั้นคิดถึงตอนที่เสิ่นกูเหยียนยังอยู่ขึ้นมาจับใจ แม้เสิ่นกูเหยียนจะเย็นชาพอกัน แต่อย่างน้อยเขาก็ไม่ออมมือจนถึงขั้นเอาจริงเอาจังเวลาซ้อมมือ
ประมาณหนึ่งสัปดาห์ต่อมา หงอิงที่รักษาอาการบาดเจ็บจนหายดีกลับมาทำงาน และได้รับรู้ข่าวการหายตัวไปของเสิ่นกูเหยียน
เรื่องนี้ทำให้เธอซึมเศร้าไปไม่น้อย เธอจำได้แม่นว่าก่อนจะหมดสติไปในคืนนั้น เป็นเสิ่นกูเหยียนที่ยื่นมือเข้ามาช่วยเธอกับลูกสาวไว้
เดิมทีเธอตั้งใจจะเลี้ยงข้าวชุดใหญ่ให้เสิ่นกูเหยียนเพื่อตอบแทน และอยากให้เขาได้สนิทสนมกับลูกสาวเธอมากขึ้น... ถ้าเสิ่นกูเหยียนไม่กลับมาอีกจริงๆ แล้วเธอจะสอนหนังสือที่นี่ต่อไปเพื่ออะไรกัน... หงอิงถอนหายใจในใจ หยิบตำราเรียนขึ้นมาและเริ่มสอนนักเรียนไปตามหน้าที่อย่างแกนๆ
ในขณะเดียวกัน กู่เยว่นั่งเท้าคางมองออกไปนอกหน้าต่างด้วยสีหน้าครุ่นคิด
หมอนั่น... หายไปไหนนะ?
...
ในขณะที่ทุกคนกำลังตามหาตัวเสิ่นกูเหยียนกันจ้าละหวั่น เจ้าตัวกลับเพิ่งฟื้นตื่นขึ้นมาอย่างงัวเงียในถ้ำมืดมิดแห่งหนึ่ง
ร่างกายอ่อนปวกเปียกราวกับไร้ความรู้สึก และภายในจุดตันเถียน ไม่มีร่องรอยของพลังวิญญาณให้ใช้ได้เลยแม้แต่นิดเดียว
ที่สำคัญกว่านั้น ระบบประสาทของเสิ่นกูเหยียนดูเหมือนจะประท้วงหยุดงาน เขาไม่สามารถเชื่อมต่อสั่งการร่างกายได้เลย ความรู้สึกแบบนี้คงมีแต่คนไข้ที่เป็นผักเท่านั้นที่จะเข้าใจ
เวรเอ๊ย... นี่ฉันกลายเป็นผักไปแล้วเหรอ?
เสิ่นกูเหยียนสบถในใจ การไม่รู้สึกถึงร่างกายหมายความว่าเขาไม่สามารถปรับสมดุลร่างกายด้วยตัวเองได้ ทำให้การฟื้นฟูพลังวิญญาณกลายเป็นเรื่องฝันกลางวัน
ความชาหนึบในสมองทำให้แม้แต่การกรอกตาก็ยังเป็นเรื่องยากลำบาก... ผ่านไปเนิ่นนาน ในที่สุดเสิ่นกูเหยียนก็มองเห็นหญิงสาวที่นอนอยู่ข้างกาย