เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

ตอนที่ 17-64 มหากรุณา

ตอนที่ 17-64 มหากรุณา

ตอนที่ 17-64 มหากรุณา


“ประธานผู้อาวุโสออกไปที่เวทีประลองหรือ?” ลินลี่ย์ประหลาดใจมากเช่นกัน

เขาตามเบรุต ฟูโซ่และคนอื่นไปทันที พวกเขาบินออกไปจากหุบเขาใหญ่ทันที หลังจากบินออกจากหุบเขา กัซลีสันเหลือบมองม่านพลังธาตุที่คลุมเทือกเขาสกายไรท์ทั้งหมด จากนั้นตะโกนบอกนักรบลาดตระเวนที่อยู่เหนือถนนมังกร “ถ่ายทอดคำสั่งข้าออกไป ให้ถอนม่านพลังธาตุและยกเลิกการทำงานทั้งหมด!”

“เอ่อ...ขอรับ ท่านประมุข!”

นักรบลาดตระเวนเหล่านี้ค่อนข้างประหลาดใจ แต่จากนั้นพวกเขาค่อยรู้สึกตัวทันที

ลินลี่ย์จ้องมองม่านพลังธาตุที่ครอบคลุมไปทั้งเทือกเขาสกายไรท์ “นี่เป็นการดูถูก เป็นความอับอายของเผ่าตระกูล!” คนอื่นกำลังดูถูกพวกเขา แต่พวกเขาทุกคนทำได้แต่เพียงเอามืออุดหู ไม่กล้าตอบโต้? ถ้านี่ไม่ใช่ความอับอายแล้วจะให้เรียกว่าอะไร?

เวทีประลองระหว่างเทือกเขาสกายไรท์และแปดตระกูลใหญ่ หลังจากสู้กันหลายครั้งแล้วมันเต็มไปด้วยรูและช่องนับไม่ถ้วน และเปื้อนเลือดสีแดงคล้ำมีให้เห็นทั่วเวทีประลอง

“อ๊าคคคคค”

เงากรงเล็บมังกรเจาะกะโหลกของศัตรู จากนั้นรั้งกลับมา ประธานผู้อาวุโสในร่างแปลงมังกรมองในที่ไกลอย่างเยือกเย็น “ฮึ่ม..คนต่อไป!” นี่เป็นคนที่สามที่นางสังหารบนเวทีประลอง

คนแรกที่นางฆ่าตายเป็นเทพชั้นสูงธรรมดาที่ชนะการต่อสู้ครั้งก่อน

คนที่สองที่นางฆ่าเป็นแค่อสูรหกดาว

แต่คนที่สามที่นางฆ่าเป็นยอดฝีมือระดับผู้อาวุโส

“ไกอา! ดูเหมือนว่าวันนี้เจ้ากำลังหาที่ตายนะ” ยอดฝีมือของแปดตระกูลใหญ่แค่นเสียงเช่นกัน

“หาที่ตาย? ข้าอยากเห็นว่าพวกเจ้าเหล่าสมาชิกแปดตระกูลใหญ่จะมีความสามารถพอฆ่าข้าได้ในวันนี้หรือเปล่า” สายตาเยือกเย็นของประธานผู้อาวุโสกวาดผ่านพวกเขา ไม่มีแววหวาดกลัวในสายตานางแม้แต่น้อย ผ่านไปหมื่นปีประธานผู้อาวุโสแบกรับความกดดันจนแทบเป็นบ้า

บิดาของนาตายทำให้ประธานผู้อาวุโสเศร้าใจไม่ลืมเลือน

เผ่าตระกูลไม่สามารถหลบหนีจากภัยพิบัตินี้ และขณะที่พวกเขาหนีและถูกไล่ล่า สามีของนางตาย

และตอนนี้ในช่วงไม่กี่ร้อยปีที่ผ่านมา ฟอร์ลันลูกคนเดียวของนางก็ตายเช่นกัน และนางเองถูกบังคับให้ต้องฆ่าเขาด้วยมือของนางเอง

ใครจะเข้าใจระดับความเศร้า ความเจ็บปวด ความสิ้นหวังในหัวใจของประธานผู้อาวุโส? อีกอย่างในหัวใจของนาง นางมักจดจำเผ่าตระกูลได้เสมอ และนางต้องแข็งแกร่งเพื่อตระกูล แต่ในช่วงไม่กี่วันที่ผ่านมา...

แปดตระกูลใหญ่เหมือนกับยุงกวนใจ เยาะเย้ยถากถางดูหมิ่นตระกูลสี่อสูรศักดิ์สิทธิ์อย่างต่อเนื่องจนถึงขนาดที่เผ่าตระกูลถูกบีบให้ต้องทำม่านพลังธาตุขนาดใหญ่ การกระทำแบบนี้ทำให้ประธานผู้อาวุโสรู้สึกอับอาย

นางไม่สามารถอดทนได้อีกต่อไป นางไม่ต้องการข่มอารมณ์ตัวนางเองอีกต่อไปเช่นกัน นางกลัวว่านางกำลังจะเป็นบ้า!

อย่างนั้นก็ต้องฆ่ากัน!

ฆ่าเพื่อความสาแก่ใจนาง! ขอเพียงฆ่านางจะได้ระบายความโกรธและความเศร้าในใจนาง

ประธานผู้อาวุโสยืนนิ่งอยู่บนเวทีประลองด้วยความถือดี หน้ากากเงินของนางมีรอยเลือดกระเซ็นใส่ “ใครจะมาสู้กับข้าอีก? ไม่ว่าใครมา ข้าไม่เกี่ยงทั้งนั้น” สายตาประธานผู้อาวุโสกวาดผ่านประมุขตระกูลทั้งแปดขณะที่นางแค่นเสียง

ประมุขตระกูลทั้งแปดรู้สึกว่านี่เป็นเรื่องค่อนข้างอึดอัดใจ

สมาชิกรุ่นที่สองของตระกูลสี่อสูรศักดิ์สิทธิ์ทุกคนมีสมบัติมหาเทพ ยกตัวอย่างกัซลีสันมีสมบัติมหาเทพประเภทป้องกันวิญญาณ ขณะที่ประธานผู้อาวุโส ไกอานางมีสมบัติมหาเทพประเภทเกราะซึ่งหลอมรวมอยู่ในเกล็ดมังกรของนาง

แม้ว่าแปดตระกูลใหญ่จะไม่กลัวนาง แต่ประธานผู้อาวุโสยากจะรับมือได้ เนื่องจากนางมีสมบัติมหาเทพประเภทเกราะ

“ประมุขตระกูลบาร์บารี่ เจ้าจัดการนางน่าจะง่ายกว่า เจ้าไปเถอะ” ประมุขตระกูลโบลีนกล่าว

ประมุขตระกูลบาร์บารี่กวาดสายตามองมาที่นาง เขาพยักหน้าเล็กน้อยและร่างของเขากระพริบและบินขึ้นไปอยู่บนเวทีประลอง

“ข้ารู้ว่าอาจเป็นเจ้าหรือเวียนนาก็ได้ อีกหกคนไม่มีใครกล้าหรอก” ประธานผู้อาวุโสแค่นเสียงเยาะเย้ย สมบัติมหาเทพประเภทเกราะทำให้ประธานผู้อาวุโสไม่สนใจพลังโจมตีวัตถุของฝ่ายศัตรู ขณะที่นางสามารถใช้ร่างกายที่แข็งแกร่งโจมตี

พลังป้องกันวิญญาณของประธานผู้อาวุโสนั้นแข็งแกร่งมากเช่นกัน นางมีแสงเรืองสีฟ้าเป็นทักษะเทพธรรมชาติของนาง เป็นที่รู้จักกันดีว่าเทียบเท่ากับสมบัติสำหรับป้องกันวิญญาณอย่างธรรมดา

แต่แน่นอน

แม้ว่านางจะทรงพลัง แต่ประมุขตระกูลของศัตรูก็ทรงพลังเช่นกัน

“ไกอา! วันนี้จะเป็นวันตายของเจ้า” เสียงทุ้มลึกดังขึ้น ซึ่งดูเหมือนจะสั่นสะเทือนภายในอก ประมุขตระกูลบาร์บารีย์สูงมากกว่าสามเมตร เหยียดแขนขวา แส้ยาวสีฟ้าปรากฏขึ้นทันที แส้มีความยาวสิบเมตรเหมือนอสรพิษสีฟ้า

“ใครจะรู้ว่าเราคนไหนจะเป็นฝ่ายตาย!”

ประธานผู้อาวุโสพูดด้วยน้ำเสียงดุดัน และจากนั้นร่างของนางพุ่งไปข้างหน้าทันทีผ่านไปตามเวทีประลอง ประมุขบาร์บารีย์โน้มตัวมาข้างหน้าเช่นกัน แส้ยาวของเขาหวดออกก่อเป็นวงหลายชั้นวงล้อมประธานผู้อาวุโส

เมื่อถึงเวลา เบรุต ประมุขเผ่าและคนอื่นๆ มาถึงที่เชิงเขาสกายไรท์ ประธานผู้อาวุโสและประมุขตระกูลบาร์บารีย์สู้ติดพันกันอย่างดุเดือด ในการสู้ครั้งนี้ประธานผู้อาวุโสเสียเปรียบ

แส้ยาวนั้นมีพลังมากเช่นกัน

“นี่...นี่คือพลังของประธานผู้อาวุโสหรือนี่?” ลินลี่ย์จ้องมองฉากภาพที่อยู่ต่อหน้าเขาด้วยความทึ่ง ประธานผู้อาวุโสและประมุขตระกูลบาร์บารีย์เปลี่ยนเป็นบอลเงาสองลูกร่ายรำเข้าหากัน แต่เสียงกลับเหมือนกับค้อนหวด มิติระเบิดกระจายอย่างเห็นได้ชัดทุกที่ทำให้ลินลี่ย์จ้องมองด้วยความรู้สึกเหลือเชื่อ

เบรุตชำเลืองมองมาทางลินลี่ย์ จากนั้นหัวเราะอย่างใจเย็น “ไม่ต้องประหลาดใจลินลี่ย์, เกล็ดมังกรของไกอาหลอมรวมสมบัติมหาเทพประเภทเกราะไว้ในนั้น เป็นธรรมดาที่เวลานางต่อยและเตะจะมีความน่ากลัว สำหรับศัตรูของนาง แส้ยาวนั่นเป็นสมบัติมหาเทพประเภทอาวุธ สมบัติมหาเทพปทะกับสมบัติมหาเทพ..แรงปะทะกันย่อมทรงพลังเป็นธรรมดา

ลินลี่ย์มองและสูดหายใจลึก

“ลินลี่ย์, พลังของอาวุธเจ้ายังอ่อนด้อยไปนิด เจ้าอยากได้อาวุธที่ทรงพลังมากขึ้นบ้างไหม?” เบรุตหัวเราะอย่างใจเย็น

ลินลี่ย์หันไปมองเบรุต ตาของเขาเต็มไปด้วยความทึ่ง ไม่ว่าเขาจะโง่เพียงไหน เขาสามารถบอกได้ว่าเบรุตดูเหมือนจะยื่นข้อเสนอให้อาวุธที่ทรงพลังแก่เขา อาวุธแบบไหนกัน? สิ่งแรกที่ลินลี่ย์คิดก็คือ...อาวุธประกายเทพ!

“ไม่ใช่เรื่องง่ายที่ข้าจะสร้างอาวุธประกายเทพได้” เบรุตหัวเราะอย่างใจเย็น “ดังนั้นเจ้าต้องขยันให้มากเสียก่อน เมื่อเจ้ากลายเป็นเทพชั้นสูง ข้าจะสร้างอาวุธให้เจ้าอย่างหนึ่ง”

หัวใจของลินลี่ย์เต็มไปด้วยความตื่นเต้น

ด้วยอาวุธประกายเทพ เขาอย่างน้อยก็มีโอกาสต้านทานพลังโจมตีจากอาวุธมหาเทพที่ศัตรูใช้

“ฝึกให้ไนักและกลายเป็นเทพชั้นสูงเร็วๆ” เบรุตหัวเราะเบาๆ

ลินลี่ย์หันไปมองดูที่เวทีประลอง การต่อสู้ของประธานผู้อาวุโสกับประมุขตระกูลบาร์บารีย์ถึงจุดสูงสุดแล้ว และแส้ยาวนั้นดูเหมือนจะเปลี่ยนแปลงเป็นงูใหญ่นับไม่ถ้วนรายล้อมเวทีประลองทั้งหมด

“มันกลายเป็นแบบนี้ไปได้ยังไง?” ลินลี่ย์จ้องมองเวทีประหลาดด้วยความประหลาดใจ ยิ่งประมุขตระกูลบาร์บารีย์สู้นานขึ้น ดูเหมือนเขายิ่งผ่อนคลาย แส้ยาวถึงระดับที่ดูเหมือนแยกเป็นล้านสายและล้อมประธานผู้อาวุโสไว้

ยิ่งมองดู ลินลี่ย์ก็ยิ่งตระหนักว่าเคล็ดลึกลับไร้ขีดจำกัดเพียงไหน

“เขาฝึกฝนมาทางกฎธรรมชาติธาตุน้ำดีจริงๆ” เบรุตพูดชม

“เอ๋?” เบรุตเหลือบมองลินลี่ย์ที่ด้านข้าง “เจ้าเด็กนี่..ช่างซึมซับได้ง่ายจริงๆ” ในที่สุดเบรุตก็เริ่มเข้าใจเหตุผลที่ลินลี่ย์ฝึกฝนได้เร็วนัก

ขณะที่กลุ่มของเบรุตกำลังมองดูการประลอง ประมุขและผู้อาวุโสของแปดตระกูลใหญ่จ้องมองพวกเขาด้วยความตกใจ “เบรุตมา เขามาจริงๆ ด้วย!”

“เบรุตจะไม่เข้าแทรกแซงใช่ไหม?” แววตื่นเต้นวาบผ่านในดวงตาของประมุขตระกูลโบลีน

“เราไม่ได้ละเมิดคำสั่งเขา เขาคงไม่เข้าแทรกแซง”ประมุขตระกูลไรเนลพูดอย่างมั่นใจ แต่แม้จะกล่าวเช่นนั้น แต่เขาก็ยังรู้สึกกังวลอยู่ในใจ

แปดตระกูลใหญ่รู้สึกถึงนัยในการมาของเบรุต

เมื่อคนถึงระดับเดียวกับประมุขเผ่าของตระกูลสี่อสูรศักดิ์สิทธิ์ ประมุขตระกูลทั้งแปด หรือระดับสุดยอดฝีมือ อาจกล่าวได้ว่าพลังของพวกเขาเทียบได้กับเทพอสูรในแดนนรก! แต่แม้พวกเขาจะทรงพลังมาก พวกเขาก็ไม่ได้ทรงพลังมากนัก

พลังป้องกันวิญญาณ พลังป้องกันการโจมตีวัตถุ...พวกเขาไม่มีจุดอ่อน

ระดับของพวกเขา พวกเขาไม่จำเป็นต้องกลัวกันเลย สำหรับบางคนที่อยู่ที่ข้างหนึ่งเตรียมจะฆ่าพวกเขาเป็นเรื่องยาก แต่สำหรับพวกเขาจะฆ่าคนในระดับเดียวกันเล่า? ก็ยังคงยากเช่นกัน! เหมือนอย่างตอนนี้ ประมุขตระกูลบาร์บารีย์และประธานผู้อาวุโสพบว่าเป็นเรื่องที่ยากมากในการต่อสู้เสี่ยงเป็นเสี่ยงตายนี้!

แต่เบรุตแตกต่างออกไป!

สัตว์ประหลาดอย่างเบรุตและดันนิงเมื่อยืนอยู่ในระดับสุดยอดของเทพชั้นสูง พวกเขาสามารถฆ่าเทพอสูรของแดนนรกได้ พลังส่วนตัวเช่นนั้นนับว่าอยู่ในระดับแข็งแกร่งน่ากลัว

ถ้าเบรุตต้องการให้นองเลือดจริงๆ เขาสามารถสังหารแปดตระกูลใหญ่ได้ ทุกคนสามารถคาดคิดได้ว่าเขาน่ากลัวเพียงไหน!

“ชีวิตวนเวียนไม่สุดสิ้นในวัฏจักรที่แน่นอน...ชีวิตวนเวียนไม่สุดสิ้นในวัฏจักรแน่นอน...” ลินลี่ย์พึมพำกับตนเอง เขาหลับตาจริงๆ และในใจของเขาปรากฏเงาเลือนรางของแส้นั้นและเคล็ดความรู้ลึกลับที่แฝงอยู่ภายใน...

เจ็ดกฎธาตุ สี่วิถี

แม้ว่าจะมีชื่อที่แตกต่าง แต่ทั้งหมดนั้นก็มีจุดเหมือนกันตามธรรมชาติบางอย่าง ตัวอย่างเช่น ธาตุดินมีแก่นธาตุดิน ธาตุไฟมีแก่นธาตุไฟ คนที่เป็นวิญญาณกลายพันธุ์สามารถหลอมรวมและใช้เคล็ดลึกลับจากกฎธาตุที่แตกต่างพร้อมกันได้

ทำไมกฎเหล่านั้นหลอมรวมกันได้?

เพราะกฎธาตุเหล่านั้นมีความสากลทั่วไปและมีลักษณะร่วม!

กฎธาตุแตกต่างไม่ได้แยกกันอย่างสิ้นเชิง เคล็ดลึกลับของกฎธาตุต่างๆ นั้นล้วนเชื่อมโยงกันอยู่ภายในทั้งหมด กฎธรรมชาติธาตุน้ำมีร่องรอยของการเชื่อมโยงกับเคล็ดลึกลับชีวิตของกฎธรรมชาติธาตุดิน ขณะนี้เองลินลี่ย์เพิ่งเกาะกุมควมเชื่อมโยงนั้นได้...

ลินลี่ย์ซึมซับกับความผุดรู้นี้อย่างสิ้นเชิง แต่กัซลีสันและคนอื่นค่อนข้างจะตื่นเต้น “ท่านเจ้าแคว้น, สถานการณ์ของน้องสาวข้าแย่ลงทุกทีแล้ว โปรดหยุดการต่อสู้เถิด” กัซลีสันต้องการหยุดการต่อสู้ แต่เขายังไม่มีความสามารถเพียงพอ

สมบัติบัติมหาเทพปะทะกันเอง เขาไม่กล้าเข้าไปแทรกแซง

“การต่อสู้แบบนี้ไร้ประโยชน์จริงๆ” เบรุตหัวเราะอย่างเยือกเย็น

“ควั่บ!”

เขาเคลื่อนไหวรวดเร็วมาก ราวกับเขาเทเลพอร์ต

เบรุตพาตัวเองเข้าไปในกลางเวทีประลองทันที มีเสียงดังทึบ การต่อสู้บนเวทีก็หยุดชะงัก เบรุตคว้าปลายแส้ยาวด้วยมือข้างเดียว ขณะจับกรงเล็บมังกรของประธานผู้อาวุโสด้วยมืออีกข้างหนึ่ง

“ว้าววว...” บีบีตาเบิกกว้างจ้องมอง

“ทรงพลังเหลือเกิน” กัซลีสัน เจ้าแม่เผ่าหงส์เพลิง และประมุขเผ่าคนอื่น และประมุขตระกูลของแปดตระกูลใหญ่อดรู้สึกตึงเครียดในหัวใจมิได้ หมัดของประธานผู้อาวุโสเทียบได้กับพลังโจมตีของสมบัติมหาเทพ ขณะที่แส้ยาวก็เป็นสมบัติมหาเทพจริงๆ และมีความเคลื่อนไหวเปลี่ยนแปลงได้นับไม่ถ้วน

แต่เบรุตจับได้ด้วยมือข้างเดียวโดยไม่ต้องใช้ความพยายามแต่อย่างใด

เขากล้าคว้าสมบัติมหาเทพด้วยมือเปล่า....อำนาจและพลังของเบรุตทำให้กัซลีสันและคนอื่นตะลึงอย่างสิ้นเชิง แม้ว่าเบรุตจะเป็นเทพอสูรของแดนนรกคนหนึ่ง.. แต่เขายิ่งใหญ่เหนือกว่าเทพอสูรอื่นห่างไกลนัก

“พอได้แล้ว เลิกได้แล้ว เลิก เลิก” เบรุตพูดอย่างใจเย็น

ประธานผู้อาวุโสและประมุขตระกูลบาร์บารีย์ตะลึงทั้งคู่ ประธานผู้อาวุโสกลับไปเงียบๆ ขณะที่ประมุขตระกูลบาร์บารีย์อ้าปากเหมือนกับว่าต้องการพูดอะไรบางอย่าง แต่เขาไม่กล้า ในที่สุดทั้งหมดที่เขาพูดได้ก็คือ “ในเมื่อท่านเจ้าแคว้นขอ ข้าจะไว้ชีวิตนาง” หลังจากพูดเสร็จ ทั้งหมดที่เขาทำได้คือบินกลับไป

แปดตระกูลใหญ่ยืนอยู่ทางด้านหนึ่ง ตระกูลสี่อสูรศักดิ์สิทธิ์อยู่อีกข้างหนึ่ง และระหว่างพวกเขาซึ่งยืนอยู่ในกลางเวทีรายล้อมไปด้วยยอดฝีมือทั้งหลายก็คือเบรุต

“ท่านเจ้าแคว้น, ทำไมท่านไม่บอกเราว่าท่านมาที่นี่?” ประมุขตระกูลโบลีนหัวเราะอย่างอารมณ์ดีคล้ายจะเป็นมิตร มีหลายตระกูลที่ไม่กล้าล่วงเกินตัวประหลาดอย่างเบรุตหรือดันนิงตัน

แม้แต่เมื่อตระกูลสี่อสูรศักดิ์สิทธิ์ยังมีอำนาจและความรุ่งเรือง มีมหาเทพทั้งสี่หนุนหลังพวกเขา ต่อให้ตระกูลพวกเขาไม่กลัวเทพชั้นสูงระดับพารากอน พวกเขาก็ไม่ต้องการล่วงเกินคนระดับนี้

“โอว..วันนี้ ข้ามาช่วยพวกเจ้าทั้งสองฝ่ายคลี่คลายความบาดหมางของกันและกัน” เบรุตหัวเราะอย่างใจเย็น

ประมุขตระกูลและผู้อาวุโสของแปดตระกูลใหญ่ไม่อาจทนได้ พวกเขาหน้าบึ้งทันที

“ตอนนี้เป็นเวลามากกว่าหมื่นปีแล้ว พวกเจ้าสู้รบกันในแคว้นอินดิโกของข้ามาตลอดเวลานี้ และข้ามองเห็นทุกอย่าง ตอนนี้ตระกูลสี่อสูรศักดิ์สิทธิ์สูญเสียเหล่าผู้อาวุโสมามากพอแล้ว และชื่อเสียงของพวกเขาก็เสียหายหนักเช่นกัน การลงโทษนี้เพียงพอแล้ว! เท่าที่ข้าเห็น, แปดตระกูลใหญ่ของพวกเจ้าควรจะกลับไปยังที่ซึ่งพวกเจ้าจากมา” เบรุตพูดกล่าวอย่างสง่าและอ่อนโยน

กลับไปยังที่พวกเขามา?

ประมุขตระกูลทั้งแปดโกรธจัด หน้าพวกเขาแดง พวกผู้อาวุโสของแปดตระกูลใหญ่โกรธแทบตาย

“ท่านเจ้าแคว้น” ประมุขตระกูลอีดริคไม่สามารถระงับความโกรธได้จึงพูดโพล่งออกมา “ในหลายปีมานี้แปดตระกูลใหญ่ของเราไม่เคยขัดขืนคำสั่งของท่าน เราไม่เคยบุกโจมตีเข้ามาในเทือกเขาสกายไรท์ ตอนนั้นท่านบอก..ว่าตราบใดที่เราไม่โจมตีเข้ามาในเทือกเขาสกายไรท์ท่านจะไม่แทรกแซง แล้วทำไมวันนี้ท่านถึงเข้ามาแทรกแซง?”

ประมุขแปดตระกูลรู้สึกเกลียด

เกลียดเพราะเบรุตไม่รักษาสัญญาของเขา พวกเขากลัวเบรุตก็จริง แต่ไม่ว่าเบรุตจะทรงพลังเพียงไหนเขาก็ไม่ควรละเลยสัญญาของเขา

เบรุตแค่หัวเราะอย่างใจเย็น เขาไม่พูดอะไรสักคำ

เสียงแหบแห้งของประมุขตระกูลโบลีนดังขึ้น “ท่านเจ้าแคว้น, เป็นความจริงที่ว่าสมาชิกหลายคนของตระกูลสี่อสูรศักดิ์สิทธิ์ต้องตายไป แต่หลายปีมานี้ แปดตระกูลใหญ่ของพวกเขาก็สูญเสียคนไปมากมายไม่ใช่หรือ? ยิ่งกว่านั้นเมื่อตอนที่มหาเทพทั้งสี่ยังมีชีวิต การกระทำของตระกูลสี่อสูรศักดิ์สิทธิ์ได้ทิ้งหนี้เลือดเอาไว้ หลานชายของข้าเองถูกสมาชิกตระกูลสี่อสูรศักดิ์สิทธิ์ฆ่าตาย และเหตุผลน่ะหรือ? คนผู้นั้นชิงภรรยาหลานชายข้าไป”

“ท่านเจ้าแคว้น” ประมุขเผ่าอสรพิษอเวจีพูดด้วยเสียงทุ้มเช่นกัน “ข้ามีหลานชายและลูกสาวเก้าคน แต่เดี๋ยวนี้เล่า? เหลืออยู่คนเดียว! อีกแปดคนตายหมด และทั้งหมดที่ตายล้วนตายอย่างไม่ยุติธรรม ต่อให้ตระกูลบาร์บารีย์ของเราไม่สนใจหนี้ที่เกิดขึ้น..แต่ถ้าไม่ใช่เพราะความจริงที่ว่าเราเกลียดพวกเขามาก ทำไมเราถึงยินดีที่จะสละผู้อาวุโสของเราด้วย ก็เพื่อขจัดพวกเขาให้สิ้นซากไม่ใช่หรือ?”

“เบรุต” ไรเนลพูดเสียงทุ้ม “เจ้ากับข้าเป็นทูตด้วยกันทั้งคู่ ภายใต้คำสั่งของมหาเทพบลัดริจ ข้าคิดว่าเจ้ารู้เรื่องของข้า... เจ้าบอกข้าที เป็นไปได้ไหมที่ข้าจะยกเลิกความเป็นปฏิปักษ์ที่ข้ามีต่อพวกเขาได้หรือไม่?”

“ท่านเจ้าแคว้น...”

ประมุขตระกูลทั้งแปดพูดด้วยความโกรธ

พวกเขาฆ่าสมาชิกของตระกูลสี่อสูรศักดิ์สิทธิ์ไปมากมาย ใช่แล้ว..แต่มันเป็นเรื่องง่ายสำหรับพวกเขาหรือไม่? ผู้อาวุโสของพวกเขาก็ตายคนแล้วคนเล่าเช่นกัน นอกจากนี้ พลังมหาเทพที่เก็บเอาไว้ของแปดตระกูลใหญ่ยังน้อยกว่าที่ตระกูลสี่อสูรศักดิ์สิทธิ์มี ความจริงเพื่อให้ได้แก้แค้นตระกูลสี่อสูรศักดิ์สิทธิ์ แปดตระกูลใหญ่สูญเสียผู้อาวุโสไปมากกว่าเล็กน้อย

เป็นแต่ว่าความสูญเสียเหล่านั้นกระจายตัวในหมู่ตระกูลทั้งแปดทำให้พวกเขาสามารถทนรับได้กับการสูญเสียเหล่านี้

ตลอดหลายปีมานี้ พวกเขาสูญเสียผู้อาวุโสไปราวๆ สองร้อยคน! ผู้อาวุโสของพวกเขาเป็นหลักของตระกูลพวกเขา และพวกเขาต้องการให้ผู้อาวุโสของพวกเขาตายอย่างนั้นหรือ? พวกเขาไม่ยินดีจะให้เรื่องเช่นนี้เกิดขึ้น... แต่ในช่วงหลายปีมานี้ ตั้งแต่โบราณจนถึงเวลานี้ ความเกลียดชังกันมากมายได้สั่งสมจนมากมายเกินไป!

พวกเขายินดีจะย้ายตระกูลทั้งหมดของพวกเขาและใช้ชีวิตของผู้อาวุโสของพวกเขาให้ออกไปสู้เสี่ยงชีวิต พวกเขายังยินดีจะใช้คำพูดเหยียดหยามเยาะเย้ย การกระทำเหล่านี้น่ารังเกียจมาก และพวกเขาก็ใส่ใจหน้าตาของพวกเขาเช่นกัน พวกเขาต้องการจะทำเรื่องแบบนี้หรือ?

ไม่...แต่พวกเขาไม่มีทางเลือก!

ตระกูลสี่อสูรศักดิ์สิทธิ์ถอนกำลังเข้าไปในภูเขาสกายไรท์ นี่เป็นเพียงวิธีบังคับให้พวกเขาออกมา!

“ข้ารู้ว่าแปดตระกูลใหญ่ของพวกเจ้าและตระกูลสี่อสูรศักดิ์สิทธิ์มีความเป็นปฏิปักษ์กันอย่างมาก แต่ตระกูลสี่อสูรศักดิ์สิทธิ์สูญเสียผู้อาวุโสไปถึงเก้าในสิบแล้ว และชื่อเสียงของพวกเขาก็ได้รับความเสียหายอย่างมากมายเช่นกัน..ข้าคาดว่าทั่วทั้งแดนนรกจะได้รับบทเรียนเหล่านี้ ความรุ่งเรืองของตระกูลสี่อสูรศักดิ์สิทธิ์จบลงแล้ว และผู้อาวุโสหลายคนของพวกเขาก็ตายไปแล้ว พอแค่นั้นเถอะ!”

เบรุตพูดอย่างใจเย็น “และที่ยิ่งกว่านั้น ในอดีตพวกเขาไม่ได้ฆ่าล้างตระกูลพวกเจ้า”

“ท่านเจ้าแคว้น เดิมทีท่านพูดว่าถ้าเราไม่โจมตีเข้าไปในเทือกเขาสกายไรท์ ท่านจะไม่เข้ามาแทรกแซง แต่วันนี้เล่า!” ประมุขตระกูลโบลีนอดพูดบ้างไม่ได้ ประมุขอีกเจ็ดตระกูลและผู้อาวุโสกลุ่มใหญ่ถลึงตามองเบรุตทุกคน

ตระกูลสี่อสูรศักดิ์สิทธิ์กำลังมองดูเบรุตเช่นกัน

สมาชิกของตระกูลสี่อสูรศักดิ์สิทธิ์ถูกกดดันจนแทบจะเป็นบ้า แต่ละคนเต็มไปด้วยความทุกข์ใจสุดขีด ตอนนี้พวกเขามีความหวังว่า...ปัญหาระหว่างทั้งสองฝ่ายจะยุติลงได้!

“ข้าได้พูดไว้เช่นนั้นจริงๆ!” เบรุตหัวเราะอย่างใจเย็น “และเป็นความจริงที่พวกเจ้าไม่เคยโจมตีเทือกเขาสกายไรท์ อย่างไรก็ตาม...วันนี้ไม่ใช่ข้าหรอกนะที่เข้าแทรกแซงเรื่องนี้ แต่เป็นมหาเทพผู้ทรงอานุภาพ!”

เบรุตโบกมือและปรากฏแผ่นหนังแกะที่มีอักษรเวทรูนปรากฏอยู่บนนั้นแผ่นหนึ่ง

“แครก...” ทันใดนั้นหนังแกะเปล่งระลอกพลังงานแผ่ขยายออกไป

ประมุขแปดตระกูลใหญ่ตะลึง

“มหาเทพ?” พวกเขาไม่อยากเชื่อเรื่องนี้

แต่ขณะนี้เอง พลังงานที่มีลักษณะเฉพาะไม่เหมือนใครปรากฏขึ้นในโลก พลังงานสีดำเริ่มรวมตัวกันอย่างรวดเร็วในท้องฟ้า พลังงานสีดำก็คือพลังมหาเทพวิถีทำลายล้าง พลังมหาเทพรวมกลุ่มอยู่ในกลางอากาศ...นี่เป็นความสามารถชนิดใด?

มวลพลังมหาเทพวิถีทำลายล้างขนาดใหญ่ก่อตัวในกลางอากาศ กลายเป็นใบหน้าขนาดใหญ่สีดำสูงหลายสิบเมตร

รัศมีพลังที่น่ากลัวแผ่ขยายออก

“คารวะท่านมหาเทพ!” ไรเนลเป็นคนแรกที่คุกเข่าในทันใด เขาจำได้ทันทีว่า...นี่คือมหาเทพบลัดริจที่เขารับใช้

ใบหน้าใหญ่สีดำลอยนิ่งอยู่ในกลางอากาศจ้องมองลงมาที่ประมุขตระกูลต่างๆ และผู้อาวุโสรวมทั้งชาวเผ่าตระกูลเป็นล้านของทั้งสองฝ่าย ทุกคนคุกเข่าไม่กล้าแม้แต่จะหายใจแรง “พรึ่บ” คนนับไม่ถ้วนต่างคุกเข่าลง พวกเขาต่างกระวนกระวายไม่หยุดหย่อน

“คารวะมหาเทพ” เบรุตคำนับ

ใบหน้าสีดำขนาดใหญ่มีรอยยิ้มให้เบรุต และจากนั้นพูดเสียงดังกึกก้องเหมือนฟ้าผ่า “ขอให้เรื่องระหว่างแปดตระกูลใหญ่และตระกูลสี่อสูรศักดิ์สิทธิ์ยุติลงแต่เพียงแค่นี้ จงกลับไปยังที่ซึ่งพวกเจ้าจากมาเถอะ”

“ขอรับ!” ไรเนลเป็นคนแรกที่ตอบรับ

แม้ว่าประมุขตระกูลอีกเจ็ดคนยังลังเลใจที่จะทำเช่นนั้น แต่พวกเขาก็ยังพูดด้วยน้ำเสียงเคารพ “ขอรับ!”

เบรุตคนเดียวก็น่ากลัวน่าสยดสยองเพียงพอแล้ว ไม่ต้องพูดถึงมหาเทพ การกำจัดแปดตระกูลใหญ่สำหรับมหาเทพแล้วเป็นเรื่องง่ายดาย มหาเทพเป็นผู้มีพลังไร้ต่อต้าน และใครๆ ก็ต้านไม่ได้!

“เบรุต” ใบหน้าดำใหญ่มหึมามองดูเบรุต สายตาของเขาเหมือนกับลำแสง

“ท่านมหาเทพ” เบรุตคำนับ

“เจ้าเด็กหนุ่มที่ยืนอยู่ตรงนั้นเป็นใครกัน?” ใบหน้ายักษ์สีดำกล่าว “ในที่อย่างนี้ นอกจากเจ้าแล้ว มีเพียงเจ้าเด็กหนุ่มคนนั้นที่ยังยืนอยู่” สายตาของมหาเทพเพ่งไปที่ไกล เมื่อมหาเทพชะลอลงมา ใครจะกล้ายืนแสดงความป่าเถื่อนและเย่อหยิ่งเล่า? เบรุตหันไปมองด้วยความมึนงง ทั้งกัซลีสันและคนอื่นๆ ก็หันไปมองด้วยเช่นกัน...

และพวกเขาเห็นว่าลินลี่ย์กำลังยืนหลับตานิ่งอยู่กับที่ไม่เคลื่อนไหวแม้แต่น้อย ดูเหมือนว่าใบหน้าของเขาจะมีรอยยิ้ม

“ลินลี่ย์?” เบรุตค่อนข้างประหลาดใจเช่นกัน

ขณะนั้น เมื่อพวกเขาเห็นมหาเทพปรากฏตัว กัซลีสันและคนอื่นคุกเข่าลงรอการชี้ชะตาของมหาเทพด้วยความกระวนกระวาย ใครเล่าจะให้ความสนใจลินลี่ย์กัน? แม้ว่าพวกเขาจะสังเกตเห็น แต่พวกเขาไม่กล้าส่งเสียง

“พี่ใหญ่” บีบีพูดผ่านการเชื่อมวิญญาณอย่างแตกตื่น แต่ลินลี่ย์ไม่ตอบสนองแม้แต่น้อย

“ข้าแต่มหาเทพ เขาคือลินลี่ย์ เด็กที่ข้าเคยพูดให้ท่านฟังมาก่อน” เบรุตพูดเสียงเบาๆ

“โอว” มหาเทพมองดูลินลี่ย์ด้วยความสงสัย และจากนั้นมีแสงฉายจากดวงตาของเขาลงที่ร่างของลินลี่ย์ “คนที่ซึมซับความรู้แจ้งระหว่างที่ข้าลงมามีอยู่จริงๆ หรือนี่ ตลอดหลายปีมานี้ข้าไม่เคยพบเห็นเหตุการณ์แบบนี้มาก่อน”

และในขณะนั้นเอง....

“ครืนนน...”

ระลอกพลังที่ไม่เหมือนใครทะลักเนื่องจากการชะลอลงมาของกฎธาตุธรรมชาติ ระลอกกฎพลังชนิดนี้เป็นสิ่งที่ทุกคนที่นี่คุ้นเคยกันมาก นี่คือระลอกพลังของกฎธรรมชาติซึ่งปรากฏเมื่อมีคนกลายเป็นเทพ หรือเมื่อประกายเทพของนักสู้เปลี่ยนแปลง จากภายในร่างของลินลี่ย์ ประกายเทพธาตุดินสีเหลืองฉายรัศมีออกมา

กฎธรรมชาติธาตุดินกำลังเปลี่ยนแปลงอยู่ในประกายเทพนี้ และขณะเดียวกันวิญญาณก็มีการเปลี่ยนแปลงไปด้วย

มหาเทพ ประมุขตระกูลสี่อสูรศักดิ์สิทธิ์ ประมุขแปดตระกูลใหญ่ ผู้อาวุโสอีกนับร้อย ชาวเผ่านับไม่ถ้วน พวกเขาทุกคนมองดูลินลี่ย์กลายเป็นเทพชั้นสูง บางทีเรื่องเช่นนี้ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อนในประวัติศาสตร์แดนนรก

ครู่ต่อมา...

ลินลี่ย์ลืมตา

“หือ...เกิดอะไรขึ้น?” เมื่อถูกคนนับไม่ถ้วนจ้องมอง ลินลี่ย์อดสะดุ้งตกใจไม่ได้

และจากนั้น ลินลี่ย์รู้สึกได้ถึงแรงกดดันของพลังที่น่ากลัว เขาอดเงยหน้ามองขึ้นในอากาศไม่ได้ ขณะนั้นใบหน้าสีดำขนาดมหึมามองลงมาที่เขาเช่นกัน ลำแสงคู่ที่เปล่งมาจากดวงตาคู่มหึมาทำให้หัวใจลินลี่ย์ตึงเครียด

ลินลี่ย์เคยเห็นในผลึกบันทึกของมหาเทพ ในใจของเขาเข้าใจทันที

“มหาเทพ? มหาเทพท่านนี้มาตั้งแต่เมื่อไหร่?” ลินลี่ย์ตกใจมาก

ริมฝีปากบนใบหน้าสีดำเผยอยิ้ม “อัศจรรย์ น่าทึ่งจริงๆ” และจากนั้นใบหน้าสีดำขนาดมหึมาหายไปทันที มวลพลังสายวิถีทำลายล้างก็หายไปด้วยทันที ราวกับว่าไม่เคยมีอยู่เลย

เบรุตบินเข้ามาหา จ้องมองลินลี่ย์และทำหน้าไม่ถูกไม่รู้ว่าจะหัวเราะหรือร้องไห้ดี “ลินลี่ย์! ข้าบอกเจ้าไปแล้วว่าจะทำอาวุธประกายเทพให้เจ้า เมื่อเจ้ากลายเป็นเทพชั้นสูง แต่..ไม่.. ไม่เห็นจำเป็นต้องรีบบรรลุเป็นเทพชั้นสูงเดี๋ยวนี้ก็ได้นี่”

“ข้า...”

ลินลี่ย์ไม่รู้จะพูดอะไร

เขาเองก็ไม่รู้ตัวว่าตนเองจะรู้แจ้งกะทันหันเหมือนกัน

จบบทที่ ตอนที่ 17-64 มหากรุณา

คัดลอกลิงก์แล้ว