เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 620 - อีกาดวงตาโลหิต

บทที่ 620 - อีกาดวงตาโลหิต

บทที่ 620 - อีกาดวงตาโลหิต


บทที่ 620 - อีกาดวงตาโลหิต

"นี่มัน..."

มองดู [ร่มบดบังนภา] ที่ปรากฏขึ้นตรงหน้าอีกครั้ง ซ่งอวี้หลงเต็มไปด้วยความไม่อยากเชื่อ ยื่นมือออกไปลูบไล้ผิรร่มที่หยาบกร้านเล็กน้อย แม้แต่ใบหน้าก็ยังสั่นระริก นี่คือสิ่งที่เขานำออกมาจากตระกูลหลักและมอบให้บิดากับมือตัวเอง

นี่คือของดูต่างหน้าของบิดา บนนั้นอาจจะยังมีคราบเลือดของท่านหลงเหลืออยู่ จากกันไปนานปี เขาไม่เคยคิดว่าจะได้เห็นมันอีก

"[ร่มบดบังนภา] ไปปรากฏอยู่ในมือของซ่งมู่ฉี ชิงเสียใช้กระบี่ฟันมันจนเสียหาย หลังจากนำกลับมาข้าได้ทำการหลอมสร้างใหม่ ตอนนี้มันมีศักยภาพที่จะเลื่อนขั้นเป็นอาวุธวิเศษระดับโฮ่วเทียนแล้ว

นี่เป็นของดูต่างหน้าของท่านอาลู่เค่อ ตอนนี้ข้าในนามของตระกูล ขอมอบมันคืนให้เจ้า" ซ่งฉางเซิงกล่าวด้วยสีหน้าจริงจัง

"ไม่ได้..."

ซ่งอวี้หลงชักมือกลับโดยสัญชาตญาณ ส่ายหน้าปฏิเสธ "[ร่มบดบังนภา] เป็นของตระกูล ตอนนั้นพวกเราแค่ยืมไปใช้ ตอนนี้สมควรคืนสู่เจ้าของเดิม"

"ตอนที่มอบ [ร่มบดบังนภา] ให้ถึงมือพวกเจ้า ตระกูลก็ไม่เคยคิดจะเรียกคืน คนกันเองทั้งนั้น ใครใช้ก็เหมือนกัน ยิ่งไปกว่านั้น นี่เป็นร่องรอยไม่กี่อย่างที่ท่านอาลู่เค่อทิ้งไว้ในโลกใบนี้

อีกอย่าง ตระกูลตอนนี้ก็ไม่ได้ขาดแคลนอาวุธวิเศษระดับวิญญาณชิ้นนี้"

ซ่งฉางเซิงพูดความจริง หลายปีมานี้ตระกูลซ่งผ่านศึกเหนือเสือใต้มานับครั้งไม่ถ้วน ยึดอาวุธวิเศษมาได้ไม่น้อย ต่อมายังไปกอบโกยครั้งใหญ่ในโลกใบเล็กอวี้จู อาวุธวิเศษระดับวิญญาณและระดับฟาเป่ามีอยู่มากมาย

เมื่อเทียบกับการเรียกคืนสู่ตระกูล ซ่งอวี้หลงและครอบครัวต้องการ [ร่มบดบังนภา] คันนี้มากกว่า เพราะมันมีความหมายทางจิตใจที่พิเศษยิ่ง

ความรู้สึกของซ่งอวี้หลงในตอนนี้ท่วมท้นเกินบรรยาย เขาประคอง [ร่มบดบังนภา] ด้วยสองมือ คุกเข่าลงกับพื้นดัง "ตุ้บ" ร้องไห้สะอึกสะอื้น "ขอบคุณท่านหัวหน้าตระกูล ตระกูลข้าตราบชั่วลูกชั่วหลาน จะไม่มีวันลืมบุญคุณนี้!"

"พี่ชายทำเช่นนี้ทำไม คนกันเองอย่าได้พูดจาห่างเหิน" ซ่งฉางเซิงรีบประคองซ่งอวี้หลงลุกขึ้น ตบไหล่เขาแรงๆ "เรื่องทะลวงสู่ระดับตำหนักม่วงอย่าเพิ่งใจร้อน ทางตระกูลจะช่วยหาทางให้"

ที่เจาะจงพูดเรื่องนี้ เพราะกลัวว่าซ่งอวี้หลงจะคิดมาก ที่ตระกูลสนับสนุนปีศาจเฒ่าชื่อหัวให้ทะลวงระดับตำหนักม่วงก่อน แต่กลับไม่สนับสนุนเขา

นี่ถือเป็นการให้ยาหอม บอกให้รู้ว่าขอแค่มีโอกาส ตระกูลจะต้องสนับสนุนเขาให้ทะลวงด่านแน่นอน

"น้อมรับคำสั่งท่านหัวหน้าตระกูล"

ซ่งฉางเซิงพยักหน้าเบาๆ "สงครามใกล้เข้ามาแล้ว ช่วงนี้ดูแลคนในตระกูลให้ดี อำเภอจางเย่อยู่แนวหน้า ระวังจะโดนลูกหลง

จริงสิ ช่วงนี้ทางพวกเจ้ามีปัญหาติดขัดอะไรหรือไม่ ถ้ามี ต้องรีบบอก ทางตระกูลจะพยายามช่วยแก้ไขให้เต็มที่"

"ขอบคุณท่านหัวหน้าตระกูลที่เป็นห่วง หลายปีมานี้ ตระกูลเราบุกเบิกพื้นที่ทำกินรอบๆ ไปไม่น้อย จางเย่มีปราณวิญญาณหนาแน่น ข้าววิญญาณและสมุนไพรวิญญาณเติบโตดีมาก สามารถพึ่งพาตนเองได้ แถมยังขายออกไปช่วยจุนเจือค่าใช้จ่ายในตระกูลได้อีกส่วนหนึ่ง

ทางกองบัญชาการก็ได้ทยอยโอนเหมืองแร่บางแห่งให้ตระกูลเราดูแล บริหารงานมาหลายปี ผลผลิตเริ่มคงที่ นอกจากจะพอใช้ในตระกูลแล้ว ยังมีกำไรเหลือทุกปี

เมื่อไม่กี่ปีก่อน เนื่องจาก [ข้าวไข่มุกยอดหญ้า] ที่ปลูกทางนี้มีคุณภาพดี ตระกูลจึงอนุญาตให้เราเรียกตัวผู้ฝึกตนบางส่วนที่ไปทำงานและเรียนรู้วิชาในตระกูลหลักกลับมาสร้างโรงบ่มสุรา เพื่อผลิตสุราวิญญาณป้อนตลาดระดับล่างในแคว้นหลิงแทนตระกูลหลัก

ตอนแรกก็ขลุกขลักบ้าง แต่พออาศัยช่องทางการขายของตระกูลหลัก ไม่กี่ปีก็เข้าที่เข้าทาง ตอนนี้มีกำไรสุทธิปีละเกือบสามหมื่นหินวิญญาณ

ไม่ว่าจะเป็นทรัพยากรการฝึกตนหรือหินวิญญาณ สำหรับขนาดของตระกูลเราในตอนนี้ถือว่าเหลือเฟือแล้ว ยังไม่มีเรื่องที่ต้องรบกวนตระกูลหลัก

มีเพียงเรื่องเดียว คือคนในตระกูลกระหายสงคราม เห็นว่าการเดินทัพทางไกลใกล้เข้ามา แล้วตระกูลเราก็อยู่ชายแดน ช่วงนี้พากันมาขอร้องข้า อยากเข้าร่วมกองทัพพันธมิตรของตระกูล ออกรบด้วยกัน เพื่อสร้างผลงานให้ตระกูล" ซ่งอวี้หลงกล่าวด้วยความจริงใจ

ซ่งฉางเซิงขมวดคิ้วเล็กน้อย การเดินทัพครั้งนี้ ลำพังตระกูลซ่งสายหลักและหอเลี่ยหัวก็ระดมคนมาพันห้าร้อยคนแล้ว บวกกับกองกำลังพันธมิตรจากแคว้นหลิงและแคว้นหยาง รวมๆ แล้วน่าจะมีสี่ห้าพันคน จำนวนไม่น้อยเลย

ตระกูลของซ่งอวี้หลง ตอนมาถึงมีผู้ฝึกตนร้อยกว่าคน ตายไปตอนปกป้องยอดเขาชางหม่างส่วนหนึ่ง ฐานประชากรเดิมก็น้อยอยู่แล้ว ผ่านมาหลายปี ก็มีผู้ฝึกตนแค่ร้อยห้าสิบกว่าคน ถือว่าน้อยมาก

ดังนั้นตอนวางแผนการรบ สภาผู้อาวุโสจึงไม่ได้นับรวมพวกเขาเข้าไปด้วย

แต่ตอนนี้ ซ่งอวี้หลงเสนอตัวขอร่วมรบ จะปฏิเสธก็ไม่ดี จะเป็นการทำลายความกระตือรือร้นและส่งผลต่อความรู้สึกเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน

คิดสักพัก ซ่งฉางเซิงก็ตกลง

"ได้ เจ้าดูว่าจะแบ่งคนมาได้เท่าไหร่ แล้วส่งผู้อาวุโสสักคนพามารายงานตัวที่กองบัญชาการ ให้มาร่วมฝึกซ้อมกับกองทัพใหญ่ของตระกูล ถึงเวลาก็ออกรบพร้อมกัน"

"น้อมรับคำสั่งท่านหัวหน้าตระกูล!"

...

หลังจากออกจากที่พักของซ่งอวี้หลง ซ่งฉางเซิงไม่ได้รีบกลับยอดเขาชางหม่าง แต่รั้งอยู่ที่ยอดเขาอู่ซิง เพื่อปรับปรุงแนวป้องกัน

อย่างที่เคยหารือกันในที่ประชุมตระกูล ยอดเขาอู่ซิงไม่เพียงแต่เป็นหัวหาดในการบุกของกองทัพทางไกล แต่ยังเป็นทางถอยและแหล่งเสบียง ดังนั้นความปลอดภัยของที่นี่จึงสำคัญที่สุด

ก่อนหน้านี้ซ่งเซียนหมิงได้มายกระดับค่ายกลพิทักษ์ยอดเขาอู่ซิงไปแล้วรอบหนึ่ง สิ่งที่เขาต้องทำตอนนี้คือขยายขอบเขตของค่ายกลให้กว้างที่สุด และเพิ่มค่ายกลแจ้งเตือนรอบนอกให้มากขึ้น

เขามีเวลาไม่มาก เหลืออีกแค่สองปีครึ่งก็จะถึงเวลานัดหมาย สิ่งที่ทำได้ก็จำกัด จะให้สร้างค่ายกลพิทักษ์ระดับเดียวกับยอดเขาชางหม่างคงเป็นไปไม่ได้ แต่บนพื้นฐานเดิม การวางค่ายกลระดับสามขั้นสูงเพิ่มอีกสักแห่งก็ไม่มีปัญหา เพียงพอที่จะยกระดับการป้องกันของยอดเขาอู่ซิงขึ้นไปอีกหลายขั้น

เมื่อเวลาผ่านไป เมฆหมอกแห่งสงครามก็ใกล้เข้ามาเรื่อยๆ ผู้ฝึกตนที่อยู่ในเขตโลกบำเพ็ญเพียรต้าฉีต่างก็ได้กลิ่นดินปืนที่ลอยคลุ้งในอากาศ

พวกเขาสัมผัสได้ชัดเจนถึงการเคลื่อนย้ายกำลังคนขนานใหญ่ของขุมกำลังต่างๆ

ถ้าเป็นแค่ขุมกำลังเดียวก็ว่าไปอย่าง ที่น่ากลัวคือ สองสำนักหนึ่งเมือง รวมไปถึงขุมกำลังระดับตำหนักม่วงทั้งหมดในต้าฉี ต่างก็มีสัญญาณของการระดมพลขนานใหญ่ ปรากฏการณ์นี้ทำให้หลายคนนั่งไม่ติด คิดว่าสงครามความวุ่นวายทางตอนเหนือจะปะทุขึ้นอีกครั้ง

ศึกครั้งนั้นเกือบทำเอาแดนเหนือพังพินาศ ผ่านมาไม่กี่สิบปี เหตุการณ์ในปีนั้นยังคงตราตรึงอยู่ในความทรงจำของผู้คนมากมาย

ชั่วขณะหนึ่ง ความตื่นตระหนกแพร่กระจายไปทั่ว แต่สำหรับผู้ที่มีเจตนาร้ายที่ซ่อนตัวอยู่ในเงามืด นี่กลับเป็นโอกาสทองที่หาได้ยากยิ่ง

'อีกาดวงตาโลหิต' ตัวหนึ่งกางปีกบินขึ้นจากหุบเขาลึกลับสักแห่งชายแดนต้าฉี บินข้ามภูเขาสูง ป่าทึบเขียวชอุ่ม แม่น้ำลำธารน้อยใหญ่ มุ่งหน้าสู่แคว้นปิ้งอันห่างไกล ร่อนลงสู่เกาะกลางทะเลสาบน้ำใสแห่งหนึ่ง

"ก๊า——"

เสียงร้องของอีกาดวงตาโลหิตดังก้องฟ้า บินวนเวียนอยู่เหนือกระท่อมฟางเพียงหลังเดียวบนเกาะ

มือเรียวงามดุจหยกยื่นออกมาจากหน้าต่างไม้ไผ่ อีกาดวงตาโลหิตก็ร่อนลงเกาะที่ข้อมือขาวผ่องนั้นทันที

เจ้าของมือคือสตรีร่างสูงโปร่งสวมผ้าคลุมหน้า ดวงตาคู่สวยใสกระจ่างดุจแก้วผลึกชวนให้ผู้คนหลงใหล

เจ้าของดวงตาคู่นี้คือนางพญาแห่งสำนักชิงเทียน

หนึ่งคนหนึ่งอีกาสบตากัน ไม่มีการสื่อสารใดๆ แต่นางก็ล่วงรู้ความคิดของอีกฝ่าย นางยกมือขึ้นเบาๆ อีกาดวงตาโลหิตก็กางปีกบินขึ้นอีกครั้ง กลายเป็นจุดดำเล็กๆ หายวับไปในชั่วพริบตา

"ท่านอาจารย์ ข่าวจากนิกายโลหิตมารหรือขอรับ?" อวี๋ตงหยางเดินเข้ามาในกระท่อม ถามเสียงเครียด

"ใช่"

"เพิ่งจะเงียบไปไม่กี่ปี พวกเขาก็ทนไม่ไหวแล้วหรือ?" อวี๋ตงหยางถามด้วยความแปลกใจ

"ก็ปกติ หลายปีมานี้นิกายโลหิตมารโดนเล่นงานไปเยอะ พื้นที่หากินถูกบีบจนเหลือนิดเดียว ถ้าไม่ฉวยโอกาสที่ฝ่ายธรรมะยกทัพไปบุกแดนปีศาจเดิมพันสักตา วันข้างหน้าจะยิ่งลำบากกว่านี้" หญิงสาวกล่าวเรียบๆ

อวี๋ตงหยางพยักหน้า "ก็จริง แล้วเป้าหมายของพวกเขาครั้งนี้คืออะไร คงไม่ใช่สองสำนักหนึ่งเมืองหรอกนะ?

ขออภัยที่ศิษย์พูดตรงๆ ต่อให้สองสำนักหนึ่งเมืองขนยอดฝีมือออกไปหมด ด้วยกำลังของนิกายโลหิตมารในตอนนี้ ก็ยังสั่นคลอนพวกเขาไม่ได้อยู่ดี"

"ในเมื่อเจ้ายังคิดได้ พวกเขาก็ไม่ใช่คนโง่ เป้าหมายของนิกายโลหิตมารครั้งนี้คือคนคุ้นเคยของเรา"

"ตระกูลซ่งแห่งว่างเยว่?" อวี๋ตงหยางนึกออกทันที

"ถูกต้อง"

ได้ยินดังนั้น อวี๋ตงหยางขมวดคิ้ว "ทำไมต้องเป็นตระกูลซ่ง? ถ้าเป็นมติของกลุ่มพันธมิตรศิษย์ยังพอเข้าใจ แต่นิกายโลหิตมารกับตระกูลซ่งดูเหมือนจะไม่มีความแค้นต่อกัน ทำไมถึงอยากกำจัดตระกูลซ่งเป็นอันดับแรก?"

"เพราะ [บันทึกเทียนโม]"

"[บันทึกเทียนโม]? เคล็ดวิชาสูงสุดในตำนานของนิกายโลหิตมาร? ทำไมของสิ่งนี้ถึงไปอยู่ที่ตระกูลซ่งได้ หรือว่าตระกูลซ่งคือผู้สืบทอดที่แท้จริงของโลหิตมาร?" อวี๋ตงหยางรู้สึกมึนงงไปหมด

"เรื่องนี้ต้องย้อนไปถึงฉางอู๋เต้าแห่งสำนักอู่หลิงในตอนนั้น ไม่รู้ว่า [บันทึกเทียนโม] ตกไปอยู่ในมือเขาตั้งแต่เมื่อไหร่ แถมเขายังฝึกสำเร็จเสียด้วย

ต่อมาตระกูลซ่งกวาดล้างสำนักอู่หลิง [บันทึกเทียนโม] ก็น่าจะตกไปอยู่ในมือตระกูลซ่งด้วย เมื่อก่อนเป็นแค่การคาดเดา แต่ครั้งนี้ นิกายโลหิตมารส่งคนไปตรวจสอบซากปรักหักพังของสำนักอู่หลิง และได้พบเบาะแสใหม่

ดังนั้น เป้าหมายหลักของพวกเขาในครั้งนี้ไม่ใช่การทำลายตระกูลซ่ง แต่เป็นการตามหา [บันทึกเทียนโม]"

"ที่แท้ก็เป็นเช่นนี้ เพียงแต่ศิษย์ยังมีเรื่องสงสัย ยามกองทัพออกเดินทาง ตระกูลซ่งย่อมขนยอดฝีมือออกไปจนหมด นิกายโลหิตมารต่อให้อ่อนแอแค่ไหน การจะตีตระกูลซ่งเล็กๆ ให้แตกก็น่าจะง่ายดาย

เรื่องเล็กแค่นี้ยังต้องร่วมมือกับกลุ่มพันธมิตรอีกหรือ?" อวี๋ตงหยางขมวดคิ้ว

"ไม่ใช่ให้กลุ่มพันธมิตรลงมือ แต่เป็นข้า" หญิงสาวนั่งลงบนเตียง เอ่ยช้าๆ

"นิกายโลหิตมารช่างรังแกกันเกินไปแล้ว ฆ่าไก่ต้องใช้มีดฆ่าโคด้วยหรือ?" อวี๋ตงหยางหน้าเปลี่ยนสี กล่าวอย่างไม่พอใจ

"ลำพังตระกูลซ่งย่อมไม่ต้องถึงมือข้า แต่ฝ่ายธรรมะยกทัพไปไกล ย่อมต้องมีผู้ฝึกตนระดับจินตานเฝ้าบ้าน พวกเขาอยากให้ข้าถ่วงเวลาผู้ฝึกตนระดับจินตานที่เฝ้าอยู่ เพื่อสร้างโอกาสให้พวกเขาบุกตีตระกูลซ่ง

ข้อเสนอของนิกายโลหิตมารงามมาก หากจังหวะเหมาะ ลงมือสักครั้งก็ไม่ใช่เรื่องเสียหาย รีบกำจัดตระกูลซ่งไปเสียก็ดี จะได้ไม่กลายเป็นเมืองลั่วเสียแห่งที่สอง..."

...

"โหว เจ้าเล่นใหญ่ขนาดนี้เลยเหรอ?"

ณ กองบัญชาการยอดเขาอู่ซิง นิวต้าจ้วงมองดูกองทัพตระกูลซ่งและกองกำลังชื่อหยางที่กำลังฝึกซ้อมค่ายกลสงครามในสนามฝึก อ้าปากค้างด้วยความตกใจ

จั้นเทียนเซี่ยรับผิดชอบดูแลเมืองติ้งหย่วน กองกำลังรักษาเมืองเป็นเขาที่ช่วยจั้นเทียนเซี่ยฝึกฝนมากับมือ เขารู้ดีว่ากองกำลังรักษาเมืองมีพลังรบที่น่ากลัวเพียงใด

และกองทัพตระกูลซ่งที่กำลังฝึกซ้อมอยู่เบื้องล่าง ไม่ว่าจะเป็นยุทโธปกรณ์หรือค่ายกลสงคราม ความเข้มข้นไม่ด้อยไปกว่ากองกำลังรักษาเมืองติ้งหย่วนเลย

เทียบกับตระกูลซ่งเมื่อเจ็ดสิบปีก่อน ราวกับฟ้ากับเหว

และที่สำคัญที่สุดคือ ตระกูลซ่งรับผิดชอบแค่กวาดล้างปีศาจที่เหลืออยู่ทางฝั่งเหนือของแม่น้ำชางหลานเท่านั้น จำเป็นต้องเล่นใหญ่ขนาดนี้เลยหรือ?

ซ่งฉางเซิงส่ายหน้ายิ้ม "โอกาสฝึกทหารแบบนี้ในวันข้างหน้าคงมีไม่มาก อีกอย่าง การบุกเบิกดินแดน คนยิ่งเยอะยิ่งดี นี่ข้ายังไม่ได้นับรวมกองกำลังจากตระกูลพันธมิตรในแคว้นหลิงและแคว้นหยางที่จะเรียกมารวมพลเมื่อเสียงแตรสงครามดังขึ้นนะ"

"นั่นไม่ปาเข้าไปสี่ห้าพันคนรึ?" นิวต้าจ้วงสูดหายใจเฮือก ไม่ทันรู้ตัว ตระกูลซ่งได้เติบโตกลายเป็นยักษ์ใหญ่ไปเสียแล้ว

แต่พอลองคิดดู คำพูดของซ่งฉางเซิงก็มีเหตุผล นอกยอดเขาอู่ซิงล้วนเป็นดินแดนไร้เจ้าของ เมืองลั่วเสียตอนนี้ไม่มีเวลามาสนใจทิศทางนี้ ใครยึดได้ก็เป็นของคนนั้น ถ้าซ่งฉางเซิงมีความทะเยอทะยานมาก คนยิ่งเยอะก็ยิ่งดีจริงๆ

ซ่งฉางเซิงไม่ตอบคำถามนี้ แต่ถามกลับว่า "ศิษย์พี่เดินทางมาไกลเป็นพันลี้ คงไม่ใช่แค่เพื่อมาถามว่าข้าจะส่งคนไปรบกี่คนหรอกกระมัง?"

"ย่อมไม่ใช่" นิวต้าจ้วงรีบส่ายหน้า เงยหน้ามองแม่น้ำสายใหญ่ที่ไหลเชี่ยวกรากนอกยอดเขาอู่ซิง "ดูสิ เหลือเวลาอีกแค่ครึ่งปีก็จะถึงเวลานัดหมายแล้ว ฝั่งตรงข้ามกลับเงียบสงบเหมือนเดิม มันผิดปกติ ท่านอาจารย์สั่งให้ข้าข้ามแม่น้ำไปสืบข่าวดูสักหน่อย เจ้าสนใจจะไปเสี่ยงตายกับข้าอีกสักรอบไหม?"

"ปีนั้นเราสองพี่น้องเกือบเอาชีวิตไปทิ้งไว้ฝั่งนู้น ศิษย์พี่ยังกล้าไปอีกหรือ?" ซ่งฉางเซิงล้อเล่น

"เวลานั้นกับเวลานี้ไม่เหมือนกัน ตอนนั้นเรายังฝ่าวงล้อมออกมาได้ นับประสาอะไรกับตอนนี้ เว้นแต่ราชาอสูรจะมาเอง ไม่งั้นใครจะขวางเราได้?" นิวต้าจ้วงกล่าวด้วยความฮึกเหิม

"ในเมื่อศิษย์พี่ว่าอย่างนั้น ศิษย์น้องก็ยอมสละชีวิตเป็นเพื่อนสุภาพชน ไปกับศิษย์พี่สักรอบ"

ความจริงซ่งฉางเซิงก็สงสัยอยู่เหมือนกัน ตามหลักแล้ว ฝั่งต้าฉีเคลื่อนไหวใหญ่โตขนาดนี้ เผ่าปีศาจฝั่งตรงข้ามจะไม่มีปฏิกิริยาอะไรเลยเป็นไปไม่ได้ มันเงียบผิดปกติเกินไป

ไปดูพร้อมกับนิวต้าจ้วงสักหน่อยก็ดี อย่างน้อยก็สบายใจขึ้น

หลังจากจัดการงานธุรการทางฝั่งยอดเขาอู่ซิงเสร็จ ซ่งฉางเซิงก็ข้ามแม่น้ำชางหลานที่ไหลเชี่ยวกรากพร้อมกับนิวต้าจ้วง ลอบเข้าไปในดินแดนปีศาจ

ต่างจากครั้งที่แล้ว ครั้งนี้ไม่มีปีศาจน้ำตนไหนกล้าโผล่มาขวางทาง เพราะมีซ่งฉางเซิงผู้ฝึกตนระดับตำหนักม่วงขั้นสมบูรณ์อยู่ด้วย แค่กลิ่นอายที่แผ่ออกมาก็ทำให้สัตว์อสูรที่ซ่อนอยู่ใต้น้ำตัวสั่นงันงกแล้ว

เป้าหมายของทั้งสองในครั้งนี้คือถิ่นที่อยู่ของเผ่าปีศาจสายเทือกเขาแสนยอด ตามข้อมูลที่ได้รับมาก่อนหน้านี้ นอกจาก [ราชาอสูรมังกรทมิฬ] ตัวเดิมแล้ว อย่างน้อยยังมีราชาอสูรอีกสามตน และปีศาจชั้นสูงอีกนับสิบ

"เราจะไปถิ่นของราชาอสูรตนไหนก่อนดี?" ซ่งฉางเซิงหันไปถามนิวต้าจ้วง

"ไม่เข้าถ้ำเสือ จะได้ลูกเสือหรือ ไปถิ่นของ [ราชาอสูรมังกรทมิฬ] เลย!"

[จบแล้ว]

จบบทที่ บทที่ 620 - อีกาดวงตาโลหิต

คัดลอกลิงก์แล้ว