เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 610 - คำสั่งจากหัวหน้าตระกูล

บทที่ 610 - คำสั่งจากหัวหน้าตระกูล

บทที่ 610 - คำสั่งจากหัวหน้าตระกูล


บทที่ 610 - คำสั่งจากหัวหน้าตระกูล

"ท่านหัวหน้าตระกูลกลับมาแล้ว..."

เสียงประกาศก้องกังวานและยาวนาน ดังไปทั่วทั้งยอดเขาชางหม่างในชั่วพริบตา

ซ่งฉางเซิงก้าวเท้าเพียงไม่กี่ก้าว ร่างก็มาปรากฏที่หอธุรการของตระกูล

เขามองดูซ่งลู่อวิ๋นที่กำลังตวัดพู่กันเขียนงานอย่างขะมักเขม้นอยู่หลังโต๊ะทำงาน แล้วเดินไปนั่งลงฝั่งตรงข้าม เอ่ยอย่างจนใจว่า "ตั้งแต่เมื่อไหร่กันที่ตีนเขามีคนคอยขานชื่อด้วย เล่นใหญ่ไปหน่อยกระมัง"

ได้ยินดังนั้น ซ่งลู่อวิ๋นเงยหน้าขึ้น ยิ้มตอบ "นี่เตรียมไว้สำหรับทูตรับตัวท่านนั้นเจ้าค่ะ ข้าคิดว่าคนพวกนั้นน่าจะชอบความรู้สึกแบบนี้"

ซ่งฉางเซิงหวนนึกถึงทูตรับตัวคนก่อนที่เคยเจอ แล้วยิ้มออกมา "ก็เข้าท่าดี แล้วเรื่องการอำพราง ท่านอาหญิงจัดการเรียบร้อยหรือยัง?"

"เกี่ยวกับเรื่องนี้ ข้าลองไตร่ตรองดูอย่างละเอียดแล้ว พบว่าสิ่งที่ตระกูลจำเป็นต้องซ่อนจริงๆ มีไม่มาก พูดให้ถูกคือ มีหลายอย่างที่เราปิดบังไม่ได้อยู่แล้ว ส่วนนี้เราสามารถเปิดเผยให้เห็นกันโต้งๆ ได้เลยเจ้าค่ะ"

"ท่านอาหญิงพูดมีเหตุผล แล้วมีแผนการที่ชัดเจนหรือยัง?" ซ่งฉางเซิงพยักหน้า

ซ่งลู่อวิ๋นลุกขึ้นยืนกล่าว "ข้าคิดว่า ในด้านความแข็งแกร่ง ตระกูลเราไม่จำเป็นต้องปิดบังเลย กลับกันเราควรแสดงให้พวกเขาเห็นทั้งหมด มีเพียงวิธีนี้เท่านั้นที่จะทำให้พวกเขาไม่กล้าดูแคลนพวกเรา

ถ้าเป็นไปได้ เชิญผู้อาวุโสของเมืองลั่วเสียสักหนึ่งหรือสองท่านมาด้วยก็จะดีมาก มีจินตันเจินเหรินมาช่วยข่มขวัญ พวกเขาก็น่าจะสงบเสงี่ยมลงบ้าง

เรื่องพวกนี้ปิดยังไงก็ปิดไม่มิดอยู่แล้ว แค่ลองสืบข่าวจากภายนอกดูสักหน่อยก็รู้ หากเราปิดบัง กลับจะดูจงใจเกินไป"

"นอกจากนี้ สิ่งที่ต้องปิดบังคือโลกใบเล็กทั้งสองแห่งของตระกูล และเด็กรุ่นใหม่ที่มีพรสวรรค์โดดเด่น เช่น โย่วหลิน รวมถึง โย่วจง โย่วเซวียน ที่เพิ่งค้นพบในงานชุมนุมเซียนเมื่อไม่กี่ปีก่อน ทางที่ดีควรส่งตัวออกไปก่อน เพื่อหลีกเลี่ยงปัญหาที่ไม่จำเป็น

แม้ตระกูลจะไม่กลัวที่จะแตกหักกับพวกเขา แต่เลี่ยงเรื่องยุ่งยากได้ก็ควรเลี่ยง หากผ่านพ้นไปได้อย่างสันติย่อมดีที่สุด"

ซ่งฉางเซิงพยักหน้าเห็นด้วย "แล้วท่านอาหญิงคิดว่าควรส่งพวกเขาไปที่ไหนดี?"

"โลกใบเล็กชางหม่างเจ้าค่ะ คนทั่วไปรู้แค่ว่าอำเภอจางเย่เป็นดินแดนของตระกูล ไปที่นั่นไม่ปลอดภัย" ซ่งลู่อวิ๋นเห็นได้ชัดว่าคิดเรื่องนี้มาแล้ว

"งั้นก็เอาตามที่ท่านอาหญิงว่า" ซ่งฉางเซิงพยักหน้าเห็นด้วยกับความคิดของซ่งลู่อวิ๋น จากนั้นหันไปพูดถึงอีกเรื่องหนึ่ง

"ที่กลับมาหาท่านอาหญิงครั้งนี้ ความจริงยังมีเรื่องสำคัญอีกเรื่องหนึ่งที่ต้องฝากให้ท่านจัดการ"

"หรือจะเป็นเรื่องงานแต่งงานของท่านหัวหน้าตระกูลกับแม่นางเยว่ฉาน? เรื่องสินสอดท่านไม่ต้องห่วง ข้าได้เตรียมไว้ให้ท่านด้วยตัวเองตั้งนานแล้ว ตอนนี้แค่รอฤกษ์งามยามดี ท่านกับท่านปู่ทวดก็ไปสู่ขอที่เมืองลั่วเสียได้เลย" ซ่งลู่อวิ๋นยิ้มบางๆ

"ท่านอาหญิงเข้าใจผิดแล้ว ไม่ใช่เรื่องนั้น แต่ก็เกี่ยวข้องกับเมืองลั่วเสียอยู่บ้าง เร็วๆ นี้เมืองลั่วเสียค้นพบขุมทรัพย์ที่อวี้ซู่เจินจวินทิ้งไว้หลังจากจุติใหม่ล้มเหลว

เนื่องจากกังวลว่าจะดึงดูดความสนใจจากเครือข่ายข่าวกรองของสำนักจินอูและสำนักเทียนม่าย จึงมอบหมายภารกิจสำคัญในการค้นหาขุมทรัพย์ให้แก่ตระกูลเรา เรื่องการแบ่งสรรทรัพยากรข้าตกลงกับทางเมืองลั่วเสียเรียบร้อยแล้ว ตอนนี้ขาดแค่หัวหน้าทีมที่เหมาะสม ข้าอยากให้ท่านอาหญิงช่วยพิจารณาหน่อย" ซ่งฉางเซิงเรียบเรียงคำพูดแล้วกล่าวออกมา

"ขุมทรัพย์ที่หยวนอิงเจินจวินทิ้งไว้?" ได้ยินดังนั้น ดวงตาของซ่งลู่อวิ๋นก็เป็นประกายขึ้นมา ขุมทรัพย์ของหยวนอิงเจินจวิน มูลค่านั้นมหาศาลเกินคณา แม้แต่จินตันเจินเหรินก็ยังต้องหวั่นไหว

แต่ไม่นาน ซ่งลู่อวิ๋นก็ตระหนักถึงความไม่เหมาะสม ส่ายหน้ากล่าวว่า "หยวนอิงเจินจวินมีอิทธิฤทธิ์สะเทือนฟ้าดิน แม้จะทิ้งขุมทรัพย์ไว้ ก็คงไม่ปล่อยให้ใครเอาไปได้ง่ายๆ

ในนั้นต้องแฝงด้วยอันตรายนานัปการ อย่างน้อยต้องเป็นผู้ฝึกตนระดับตำหนักม่วงหรือแม้แต่จินตันเจินเหรินไปเองถึงจะได้

ภารกิจนี้ ลำพังตระกูลเรารับมือยากนะเจ้าคะ"

"วางใจเถอะ ตระกูลเราแค่ระบุตำแหน่งก็พอ ส่วนเรื่องอื่นทางเมืองลั่วเสียจะจัดการเอง"

"ถ้าแค่ระบุตำแหน่ง ในใจข้ามีคนที่เหมาะสมอยู่แล้วคนหนึ่ง ท่านหัวหน้าตระกูลคิดว่า โย่วฝู เป็นอย่างไร?" ซ่งลู่อวิ๋นยิ้มกล่าว

ซ่งฉางเซิงได้ยินก็ยิ้มอย่างรู้ใจ "ท่านอาหญิงใจตรงกันกับข้าเลย โย่วฝูมีวาสนาลึกซึ้ง ข้าก็คิดว่าเขาคือคนที่เหมาะสมที่สุด..."

"ฮัดชิ้ว..."

ณ ยอดเขาชางหม่าง ภายในตำหนักเสียบเมฆา ซ่งโย่วฝูที่กำลังนั่งสมาธิพักผ่อนจู่ๆ ก็จามออกมาโดยไม่มีปี่มีขลุ่ย

"อากาศเย็นลงจริงๆ ด้วย ต้องใส่เสื้อเพิ่มหน่อยแล้ว" ซ่งโย่วฝูขยี้จมูก แล้วหยิบเสื้อคลุมขนสัตว์ที่ทำจากขนสัตว์อสูรระดับสองมาสวมทับเงียบๆ อีกชั้นหนึ่ง

"พอเถอะ ใส่เยอะแค่ไหนก็กันความหนาวเย็นของสระเหมันต์ไม่ได้หรอก แทนที่จะหวังพึ่งของภายนอกพวกนี้ สู้เจ้าภาวนาให้ในใจมีพลังธรรมเที่ยงแท้ดีกว่า" ซ่งโย่วหลินที่อยู่ข้างๆ ทำหน้าเหยียดหยาม

ซ่งโย่วฝูกลอกตามองบนทันที "ยืนพูดมันไม่ปวดเอวนี่ (พูดง่ายแต่ทำยาก) เจ้าคิดว่าใครจะเหมือนเจ้าล่ะ ทำตัวเหมือนพวกโรคจิต นั่งแช่ได้เป็นชั่วโมงๆ ข้าใส่เพิ่มอีกกี่ตัวมันหนักหัวใครมั้ย?"

พูดจบ ซ่งโย่วฝูก็ลุกขึ้น ยืดอกเดินเชิดหน้าเหมือนไก่ชนที่ชนะศึก ตรงไปยังทิศทางของสระเหมันต์

"กี่ปีแล้ว นิสัยก็ยังเหมือนเดิม" ซ่งโย่วหลินส่ายหน้าเบาๆ ทันใดนั้นใจเขากระตุกวูบ เงยหน้าขึ้นก็เห็นเงาร่างหนึ่งลอยลงมา

เมื่อเห็นหน้าผู้มาเยือนชัดเจน เขารีบลุกขึ้นคารวะ "คารวะท่านหัวหน้าตระกูล"

ซ่งฉางเซิงพยักหน้าเล็กน้อย มองสำรวจซ่งโย่วหลิน พบว่าเขายังคงอยู่ที่ระดับสร้างรากฐานขั้นกลาง จึงกล่าวด้วยความพึงพอใจ "แม้เจ้าจะมีพรสวรรค์ล้ำเลิศ แต่ตลอดเส้นทางที่ผ่านมา เจ้าก้าวเดินอย่างมั่นคงทีละก้าว ไม่เคยใจร้อนเลยแม้แต่น้อย

เดี๋ยวนี้ ผู้ฝึกตนที่รู้จักวางรากฐานให้มั่นคงเช่นเจ้าหาได้ยากนัก

จริงสิ ปีนี้เจ้าอายุสามสิบเจ็ดแล้วใช่ไหม?"

"เรียนท่านหัวหน้าตระกูล เมื่อเดือนที่แล้วเพิ่งครบสามสิบเจ็ดขอรับ"

"สามสิบเจ็ดปี..." ซ่งฉางเซิงถอนหายใจด้วยความรู้สึกบางอย่าง ในตอนนั้นเขาก็ทะลวงสู่ระดับตำหนักม่วงในวัยนี้เช่นกัน เผลอแป๊บเดียวก็ผ่านไปเกือบสี่สิบปีแล้ว

หากไม่ใช่เพราะตระกูลซ่งในตอนนั้นต้องการผู้ฝึกตนระดับตำหนักม่วงอย่างเร่งด่วน เขาอาจจะไม่เลือกทะลวงระดับเร็วขนาดนั้น สำหรับเขาในตอนนั้น การสั่งสมบารมีให้มากขึ้นอีกหน่อยน่าจะเป็นทางเลือกที่ดีที่สุด

ตอนนี้เมื่อเห็นซ่งโย่วหลินไม่เย่อหยิ่งจองหอง ฝึกฝนอย่างหนักแน่นมั่นคง ในใจซ่งฉางเซิงรู้สึกยินดีเป็นอย่างยิ่ง

ทะลวงระดับตำหนักม่วงในวัยสามสิบเจ็ด ดูเหมือนรุ่งโรจน์ไม่มีที่สิ้นสุด แต่ผลที่ตามมาคือรากฐานไม่แน่นพอ รากฐานคือพื้นฐานของวิถีเซียน เกี่ยวพันกับขีดจำกัดในการฝึกตนในอนาคต หากไม่ให้ความสำคัญในช่วงแรก ช่วงหลังต้องใช้ความพยายามเป็นร้อยเท่าพันเท่าเพื่อชดเชย

หากมิใช่เพราะซ่งฉางเซิงฝึกฝน คัมภีร์หยินหยางเสวียนหัว ที่สามารถดูดซับสารัตถะตะวันจันทรามาเติมเต็มร่างกายได้ ระดับการฝึกตนที่ก้าวหน้าเร็วปานนี้คงทำให้รากฐานไม่มั่นคงไปนานแล้ว

แต่ถึงแม้เคล็ดวิชาจะล้ำเลิศเพียงใดก็มีขีดจำกัด ยิ่งระดับการฝึกตนสูงขึ้น ผลในการชดเชยของเคล็ดวิชาก็ยิ่งลดลง จนสุดท้ายก็หายไป

ดังนั้น ในการทะลวงสู่ระดับจินตานครั้งนี้ หากไม่จำเป็น เขาก็อยากจะสั่งสมความรู้แจ้งในระดับตำหนักม่วงให้มากขึ้น เหมือนกับท่านเจ้าเมืองใหญ่

มู่กุยไป๋ทะลวงสู่ระดับตำหนักม่วงขั้นสมบูรณ์ตอนอายุไม่ถึงร้อยห้าสิบปี แต่กว่าจะทะลวงสู่ระดับจินตานก็ปาเข้าไปสี่ร้อยกว่าปี

หากไม่ใช่เพราะเผ่าปีศาจจากเทือกเขาแสนยอดบุกมาทั้งรัง มู่กุยไป๋เพื่อรักษาผลประโยชน์ของเมืองลั่วเสีย คงจะเลือกสั่งสมบารมีในระดับนี้ต่อไป

เพราะการกลั่นจินตาน มีจุดเด่นสำคัญประการหนึ่ง คือยิ่งมีความเข้าใจในพลังแห่งกฎเกณฑ์ลึกซึ้งเท่าใด พลังเวทตอนทะลวงสู่ระดับจินตานก็จะยิ่งควบแน่นบริสุทธิ์มากขึ้น และคุณภาพของจินตานที่กลั่นออกมาก็จะยิ่งสูงขึ้น

ตามบันทึกในตำราโบราณ คุณภาพของจินตานแบ่งออกเป็นสิบระดับ เก้าคือที่สุดของจำนวน หนึ่งถึงเก้า แบ่งเป็นสามขั้น ขั้นละสามระดับ โดยระดับเก้าคือสุดยอดของขั้นสูง บนผิวของจินตานจะปรากฏวงพายุแห่งกฎเกณฑ์เก้าวง หรือที่เรียกว่า 'ทวารวิญญาณ'

ในทางตรงกันข้าม ระดับหนึ่งคือปลายแถวของขั้นต่ำ บนผิวจินตานมีทวารวิญญาณเพียงหนึ่งวง

ทวารวิญญาณสามารถดูดซับปราณวิญญาณที่ล่องลอยอยู่ในอากาศได้เอง ทวารวิญญาณหนึ่งวงคือความเร็วพื้นฐาน ทุกๆ ทวารวิญญาณที่เพิ่มขึ้น ความเร็วก็จะเพิ่มขึ้นเป็นเท่าตัวจากความเร็วพื้นฐานนี้

นั่นหมายความว่า ยิ่งมีทวารวิญญาณมาก ความเร็วในการฝึกตนก็ยิ่งเร็ว และในทำนองเดียวกัน เวลาใช้อิทธิฤทธิ์คาถาอาคม พลังเวทที่ปล่อยออกมาในครั้งเดียวก็ยิ่งมาก

จินตานระดับเก้าเหนือกว่าจินตานระดับหนึ่งในทุกด้าน ไม่ว่าจะเป็นอานุภาพของคาถาอาคมหรือความเร็วในการฟื้นฟู ก็ไม่ใช่สิ่งที่จินตานระดับหนึ่งจะเทียบได้

คนภายนอกคาดเดากันว่ามู่กุยไป๋น่าจะมีจินตานขั้นสูง คือระดับเจ็ดถึงเก้า

แม้จะยังไม่มีข้อมูลที่แน่ชัด แต่ดูจากผลงานของมู่กุยไป๋ตลอดหลายปีที่ผ่านมา ข่าวลี้นี้น่าจะเป็นความจริง เพียงแต่ไม่รู้ว่าอยู่ระดับไหนกันแน่

ระดับเก้าคือจุดสูงสุดที่ผู้ฝึกตนส่วนใหญ่ในโลกจะเอื้อมถึง แต่เหนือกว่าระดับเก้า ยังมีจินตานอีกชนิดหนึ่ง เนื่องจากมีสีม่วงทอง บางคนจึงเรียกมันว่า "จินตานม่วงทอง" บางคนก็เรียกว่า "จินตานชั้นยอด" "จินตานสมบูรณ์แบบ" หรือ "จินตานไร้ตำหนิ"

ไม่ต้องสงสัยเลยว่า นี่คือจินตานที่ทรงพลังที่สุดเท่าที่มีการบันทึกไว้ ผู้ที่สามารถกลั่น "จินตานไร้ตำหนิ" ได้ ล้วนแต่เป็นอัจฉริยะปีศาจที่สามารถบดขยี้คนรุ่นเดียวกันได้ทั้งสิ้น

ผู้ที่น่าทึ่งอย่างอวี้ซู่เจินจวิน ในตอนนั้นนางก็ทำได้เพียงจินตานระดับแปดเท่านั้น

"ไม่รู้ว่าท่านอาจารย์ในตอนนั้นกลั่นจินตานคุณภาพระดับไหนออกมา" ซ่งฉางเซิงคิดในใจ

เขาไม่ได้หมายถึงมู่กุยไป๋ แต่หมายถึงเซียนกระบี่ชิงเทียน ผู้ที่ไม่เคยพบหน้าแต่มีอิทธิพลต่อชีวิตเขาอย่างมหาศาล ในฐานะอัจฉริยะที่เคยสยบยุคสมัยหนึ่ง ซ่งฉางเซิงอยากรู้จริงๆ ว่าจินตานของท่านมีคุณภาพระดับใด

"น่าเสียดายที่เสี่ยวจิ่วบาดเจ็บหนักจนหลับใหล ไม่งั้นคงถามได้" ซ่งฉางเซิงรู้สึกเสียดายเล็กน้อย

ขึ้นชื่อว่าเป็นคน ไม่มีใครไม่อยากได้ "จินตานไร้ตำหนิ" ซ่งฉางเซิงเองก็ไม่ยกเว้น แต่เขาขาดความรู้เกี่ยวกับเจ้าสิ่งนี้จริงๆ และไม่รู้ว่ามีเงื่อนไขเบื้องต้นอะไรบ้าง

เท่าที่ดูตอนนี้ คือวัดกันที่ใครมีความเข้าใจในพลังแห่งกฎเกณฑ์มากกว่ากัน

เขายังมีเวลาอีกมาก เพียงแต่ไม่รู้ว่าจะมีโอกาสนั้นหรือไม่ สถานการณ์บ้านเมืองยิ่งมายิ่งวุ่นวาย ท้องฟ้านี้ไม่รู้จะเปลี่ยนสีเมื่อไหร่

"เวลาไม่คอยท่า..." ซ่งฉางเซิงถอนหายใจยาวในใจ

เห็นซ่งฉางเซิงเงียบกริบ ซ่งโย่วหลินคิดว่าเขากำลังครุ่นคิดเรื่องสำคัญ จึงไม่กล้าเอ่ยเตือน

ทั้งสองจ้องตากันในความเงียบ กว่าซ่งฉางเซิงจะรู้สึกตัว เวลาก็ผ่านไปหนึ่งก้านธูปแล้ว

"พอได้ยินอายุของเจ้า จู่ๆ ข้าก็นึกถึงเรื่องเก่าๆ ขึ้นมา" ซ่งฉางเซิงยิ้ม แล้วพูดกับซ่งโย่วหลินว่า "เรื่องทูตรับตัวจากตระกูลหลักจะมาเจ้าคงรู้แล้ว เตรียมตัวให้พร้อม ไปรับช่วงต่อจากอาหญิงชิงซีที่โลกใบเล็กชางหม่างซะ"

"เพื่อหลบเลี่ยงคนจากตระกูลหลักหรือขอรับ?" ซ่งโย่วหลินถามอย่างครุ่นคิด

"เจ้าฉลาดมาก ทูตรับตัวมาครั้งนี้มีจุดประสงค์ไม่ธรรมดา ผู้มาไม่ประสงค์ดี เลี่ยงได้ก็เลี่ยงเถอะ" รอยยิ้มของซ่งฉางเซิงแฝงความจนใจ เดิมทีควรจะเป็นครอบครัวเดียวกันแท้ๆ น่าเสียดายที่คนพวกนั้นไม่เห็นพวกเขาเป็นคน

"เมื่อไหร่กันนะ ที่พวกเราจะมีศักดิ์ศรีเท่าเทียมกับคนพวกนั้น..." ซ่งโย่วหลินอดไม่ได้ที่จะรู้สึกหดหู่

ซ่งฉางเซิงตบไหล่เขา ให้กำลังใจว่า "รอให้คนรุ่นพวกเจ้าเติบโตขึ้นอย่างแท้จริง ตระกูลก็จะมีกำลังพอที่จะปฏิเสธพวกเขา อนาคตของตระกูลอยู่ที่พวกเจ้า"

"ขอรับ!" ซ่งโย่วหลินพยักหน้าอย่างหนักแน่น

"โย่วฝูไปไหน หรือว่าแอบอู้อีกแล้ว?" ซ่งฉางเซิงมองไปรอบๆ

"เดิมทีเขาก็อยากอู้อยู่ แต่คงรู้สึกกดดันนิดหน่อย ตอนนี้กำลังฝึกอยู่ในสระเหมันต์ขอรับ" ซ่งโย่วหลินยิ้มตอบ

"อืม ยังพอมีความกระตือรือร้นอยู่บ้าง รอเขาฝึกเสร็จ เจ้าเอานี่ไปให้เขา บอกให้เขาอ่านจบแล้วไปสมทบกับท่านอาฉางซี อาชิงเตี่ยน และอาชิงสือ เขาจะเข้าใจความหมายของข้าเอง" ซ่งฉางเซิงยื่นม้วนหยกที่บันทึกเรื่องขุมทรัพย์ของอวี้ซู่เจินจวินให้ซ่งโย่วหลิน

"หลานเข้าใจแล้วขอรับ" ซ่งโย่วหลินรับม้วนหยกมาด้วยความอยากรู้อยากเห็น เขารู้ว่าตระกูลมักจะมอบหมายภารกิจแปลกๆ ให้ซ่งโย่วฝูเสมอ

เช่นคราวก่อน ซ่งลู่อวิ๋นให้เขาไปเดินเล่นในโลกใบเล็กชางหม่าง ผลปรากฏว่าเขาไปเจอเหมืองเหล็กนิลระดับสองและ 'ดอกวิญญาณลึกลับ' ระดับสามขั้นต่ำเข้า

ไม่รู้ว่าคราวนี้จะเป็นอะไร

หลังจากให้คำแนะนำซ่งโย่วหลินอีกสองสามประโยค ซ่งฉางเซิงก็มุ่งหน้าไปยังหอโคมวิญญาณ เทียบกับสิ่งที่ซ่งลู่อวิ๋นพูด กระบี่ราชันมนุษย์ 'เฉิงหยวน' ที่อยู่ในหอโคมวิญญาณต่างหากที่ต้องซ่อนให้มิดชิดที่สุด

ทูตรับตัวจากตระกูลหลักมักจะมีจุดเด่นอย่างหนึ่ง คือมีวิชาเนตรที่สามารถ "มองเห็นวาสนา" ซึ่งมีสรรพคุณมหัศจรรย์มากมาย

ในอดีต ซ่งเซียนหมิงเคยคิดจะซ่อนตัวซ่งลู่เค่อ แต่สุดท้ายก็ถูกคนผู้นั้นมองทะลุ ด้วยวิชาเนตรประหลาดนั่นเอง

บัดนี้ ภายใต้การควบแน่นและกดทับของกระบี่ราชันมนุษย์ วาสนารวมของตระกูลซ่งได้ก่อตัวเป็นเงารูปร่างมังกรน้อย นี่คือ "วาสนาดั่งมังกร" ตามที่บันทึกไว้ในตำราโบราณ

หากถูกมองเห็นเข้า ยากจะรับประกันว่าฝ่ายตรงข้ามจะไม่คิดไม่ซื่อ

เขาตั้งใจจะย้ายมันไปไว้ที่โลกใบเล็กชางหม่างก่อน รอให้เรื่องนี้ผ่านพ้นไปค่อยว่ากัน

ขณะที่ซ่งฉางเซิงกำลังย้ายกระบี่ราชันมนุษย์ บนยอดเขาชางหม่างกลับมีเสียงโหยหวนอันน่าเวทนาดังขึ้นก้องกังวานในความมืดมิดไม่จางหาย

"ไม่จริงน่า ให้ข้าไปเนี่ยนะ? ของสิ่งนี้ท่านปู่เก้าให้เจ้าเอามาให้ข้าจริงๆ เหรอ?"

ภายในตำหนักเสียบเมฆา ซ่งโย่วฝูมองดูม้วนหยกในมือ ถามคำถามแทงใจดำใส่ซ่งโย่วหลินด้วยสีหน้าไม่อยากจะเชื่อ

ซ่งโย่วหลินทำได้เพียงบอกเขาซ้ำแล้วซ้ำเล่าอย่างไม่รู้เบื่อ ว่านี่คือเจตนาของซ่งฉางเซิง

"สวรรค์ ทำไมต้องเป็นข้าด้วย?" ซ่งโย่วฝูเงยหน้ามองฟ้า น้ำตาตกใน แค่ดูจากบันทึกในม้วนหยก เขาก็รู้แล้วว่านี่มันภารกิจเสี่ยงตายชัดๆ

"ท่านหัวหน้าตระกูลมอบภารกิจนี้ให้เจ้าเพราะความไว้วางใจ ทำไมต้องทำหน้าเศร้าขนาดนั้นด้วย" ซ่งโย่วหลินพูดด้วยน้ำเสียงจริงจัง

ซ่งโย่วฝูปรายตามองเขา ปัดมือที่วางอยู่บนไหล่ออก พูดด้วยน้ำเสียงสิ้นหวังว่า "ช่างเถอะ พูดกับเจ้าไปก็ไม่รู้เรื่อง"

[จบแล้ว]

จบบทที่ บทที่ 610 - คำสั่งจากหัวหน้าตระกูล

คัดลอกลิงก์แล้ว