- หน้าแรก
- ความเป็นอมตะเริ่มต้นด้วยการเข้าใจหลักสำคัญของคัมภีร์เต๋า
- บทที่ 430 - มองกาลไกลในอีกหกสิบปีข้างหน้า
บทที่ 430 - มองกาลไกลในอีกหกสิบปีข้างหน้า
บทที่ 430 - มองกาลไกลในอีกหกสิบปีข้างหน้า
บทที่ 430 - มองกาลไกลในอีกหกสิบปีข้างหน้า
"หกสิบปีก่อน ตระกูลซ่งตกต่ำ ขุมกำลังต่างๆ ในแคว้นหลิงต่างจ้องจะรุมทึ้งและลอบสมคบคิดกัน หวังจะขย้ำพวกเรา
ท่านไท่ซั่งผู้อาวุโสจึงได้วางนโยบายสิบหกคำว่า 'หดตัวป้องกัน ระมัดระวังการพัฒนา ฟื้นฟูพละกำลัง มุ่งสู่การกอบกู้'
บัดนี้ ท่านไท่ซั่งผู้อาวุโสและท่านประมุขได้ทะลวงสู่ระดับตำหนักม่วงได้สำเร็จ ตระกูลเราได้ปราบปรามสำนักวิญญาณยุทธ์ ทำลายสำนักอัคคีปฐพี และกำราบตระกูลหรง แผ่อำนาจปกคลุมสามแคว้น หลิง หยาง และเซียง ชื่อเสียงขจรขจายไปทั่วแผ่นดิน สัญญาณแห่งการฟื้นฟูปรากฏชัด เป้าหมายที่วางไว้ได้บรรลุผลแล้ว
ตระกูลเราได้หลุดพ้นจากกรงขัง เปรียบดั่งมังกรที่ทะยานออกจากหุบเหว ไม่ส่งเสียงก็เงียบเชียบ หากส่งเสียงย่อมสะเทือนเลื่อนลั่น
ดังนั้น ข้าเห็นว่าตระกูลควรหันไปมองภายนอก โดยทุ่มเทกำลังหลักไปที่แคว้นเซียง
สถานการณ์ของตระกูลหรงในตอนนี้ช่างคล้ายคลึงกับตระกูลเราในอดีตยิ่งนัก?
สมาชิกตระกูลล้มตายไปเกินครึ่ง หรงหมิงเทาผู้ฝึกตนระดับตำหนักม่วงเพียงหนึ่งเดียวก็ชะตาใกล้ขาด หรงเส้าหยวนรับตำแหน่งผู้นำในยามวิกฤต ขุมกำลังต่างๆ ในแคว้นเซียงต่างแก่งแย่งชิงดี จ้องจะตะครุบเหยื่อ
ทันทีที่หรงหมิงเทานั่งฌานมรณภาพ แคว้นเซียงย่อมลุกเป็นไฟ เราสามารถใช้ข้ออ้างในการปกป้องเหมืองหินวิญญาณที่เขาชิงหยวน เคลื่อนเรือเหาะและกองกำลังชั้นยอดไปประจำการที่นั่น
รอจนแคว้นเซียงเกิดความวุ่นวาย ก็ใช้เขาชิงหยวนเป็นฐานทัพบุกเข้ายึดครองแคว้นเซียงทั้งหมดด้วยความรวดเร็ว
ถึงตอนนั้น สามแคว้น หลิง หยาง เซียง จะเชื่อมต่อเป็นผืนเดียวกัน เพียงพอให้ตระกูลเราพัฒนาอย่างสงบไปได้อีกหลายร้อยหลายพันปี ด้วยพรสวรรค์อันล้ำเลิศของท่านประมุข ก็ไม่ใช่ว่าเป็นไปไม่ได้ที่จะกลายเป็นมหาเจ้าเมืองคนต่อไป"
ในโถงประชุม ซ่งชิงเฉียนลุกขึ้นอธิบายความคิดเห็นของตนต่อหน้าทุกคน ยิ่งพูดยิ่งตื่นเต้น แววตาเป็นประกาย ราวกับเห็นภาพตระกูลซ่งผงาดขึ้นสู่จุดสูงสุดในอนาคต
พอเขาพูดจบ ซ่งฉางเสวี่ยก็ลุกขึ้นแย้งทันควัน "ตอนที่ตระกูลเราทำลายสำนักอัคคีปฐพีและยึดครองแคว้นหยาง สำนักจินอูก็นั่งไม่ติดแล้ว หากตระกูลเราจะยึดครองแคว้นเซียงอีก สำนักจินอูจะยอมให้เราสมหวังง่ายๆ หรือ?
ถอยออกมามองอีกมุม ความแค้นระหว่างตระกูลเรากับตระกูลหรงก็ได้รับการชำระความไปแล้วภายใต้การเป็นสักขีพยานของสำนักจินอูและเมืองลั่วเสีย แล้วเราจะมีข้ออ้างอะไรไปบุกแคว้นเซียง?"
"ผู้แข็งแกร่งกลืนกินผู้อ่อนแอ คือกฎธรรมชาติ จะต้องหาข้ออ้างอะไรมากมาย?" ซ่งชิงเฉียนเถียงข้างๆ คูๆ
ซ่งฉางเสวี่ยกล่าวเรียบๆ ว่า "งั้นข้าถามเจ้า หากสำนักจินอูแทรกแซง ตระกูลเราจะรับมืออย่างไร?"
"ก็ต้องเชิญเมืองลั่วเสียออกมาถ่วงดุลอำนาจสิ" ซ่งชิงเฉียนตอบอย่างมั่นใจ
"แล้วทำไมเมืองลั่วเสียต้องออกมาช่วย?"
"ก็เพราะว่า..." พูดได้ครึ่งเดียว ซ่งชิงเฉียนก็ไปต่อไม่ถูก นั่นสิ ทำไมเมืองลั่วเสียต้องช่วย ตระกูลซ่งเป็นบริวารของเมืองลั่วเสีย ไม่ใช่เมืองลั่วเสียเป็นบริวารของตระกูลซ่ง
หากเหมือนคราวก่อน ที่ตระกูลซ่งมีความชอบธรรมในการทำศึก เมืองลั่วเสียในฐานะผู้นำพันธมิตรย่อมไม่นิ่งดูดายหากตระกูลซ่งถูกสำนักจินอูรังแก
แต่ตามแผนของซ่งชิงเฉียน คือการใช้เมืองลั่วเสียเป็นเครื่องมือในการขยายดินแดน ด้วยสไตล์การทำงานของเมืองลั่วเสีย พวกเขาไม่มีทางออกมาช่วยแน่นอน ดีไม่ดีอาจสร้างความไม่พอใจให้อีกฝ่ายด้วยซ้ำ
แม้ว่าหากซ่งฉางเซิงเอ่ยปากขอร้องด้วยตัวเอง เมืองลั่วเสียอาจยอมช่วย แต่ก็ต้องแลกมาด้วยการเสียน้ำใจไมตรีระหว่างเขากับท่านมหาเจ้าเมือง ซึ่งได้ไม่คุ้มเสีย
เห็นซ่งชิงเฉียนจนมุม ซ่งฉางเสวี่ยจึงกล่าวเนิบๆ ว่า "ในความเห็นของข้า ตระกูลเราครอบครองสองแคว้น หลิงและหยาง ทรัพยากรไม่ขาดแคลน ตำราวิชาก็มีพร้อม ศัตรูภายนอกก็ไม่มี ในหกสิบปีข้างหน้า เราควรส่งเสริมการมีบุตร บุกเบิกนาวิญญาณ และมุ่งเน้นการพัฒนาภายในจึงจะถูกต้อง"
"เฮอะ ยึดแคว้นเซียงมาไม่ดีกว่าหรือ สามแคว้นเชื่อมต่อกัน ตระกูลเราพัฒนาไปได้อีกพันปีสบายๆ" ซ่งชิงหมิงยืดคอเถียง
เห็นบรรยากาศเริ่มตึงเครียด ซ่งลู่อวิ๋นจึงลุกขึ้นกล่าวเสียงนุ่มว่า "แคว้นเซียงแม้จะดี แต่ไม่ใช่สิ่งที่กำลังของตระกูลเราในตอนนี้จะกลืนลงได้
สำนักเทียนเจี้ยนทางตะวันออก สำนักเทียนม่ายทางทิศเหนือ มีใครบ้างไม่น้ำลายหกอยากได้ดินแดนผืนนั้น?
ต่อให้โชคดียึดมาได้ ตระกูลเราจะรักษาไว้ได้หรือ?
มองดูทั่ววงการผู้ฝึกตนแคว้นต้าฉี ผู้ที่ครอบครองดินแดนสามแคว้นได้ มีเพียงสำนักจินอูและสำนักเทียนม่าย เจ้าคิดว่าตระกูลเรามีศักยภาพพอจะไปเทียบชั้นกับพวกเขาแล้วหรือ?
แค่สำนักเทียนเจี้ยน ก็เป็นตัวตนที่ตระกูลเรายากจะต่อกรด้วยแล้ว"
"นี่..."
ซ่งชิงเฉียนไม่ใช่คนโง่ ฟังซ่งลู่อวิ๋นพูดจบก็ตระหนักถึงปัญหาสำคัญ นั่งเงียบกริบไม่กล้าเถียงอีก
เห็นดังนั้น ซ่งลู่อวิ๋นก็ยิ้มบางๆ ไม่ซ้ำเติม คารวะซ่งฉางเซิงเล็กน้อยแล้วนั่งลง
ซ่งฉางเซิงเก็บรายละเอียดทั้งหมดไว้ในสายตา ภายนอกดูสงบนิ่ง แต่ในใจเริ่มขมวดคิ้ว
ช่วงนี้ตระกูลพัฒนาไปอย่างราบรื่นเกินไป ทำให้หลายคนในตระกูลเริ่ม "เหลิง" โดยเฉพาะคนรุ่นใหม่ที่เริ่มหยิ่งยโสและไม่เห็นหัวใคร
ชื่อเสียงตระกูลซ่งตอนนี้อาจจะโด่งดัง แต่เมื่อเทียบกำลังโดยรวมแล้ว ในบรรดาหกตระกูลใหญ่แห่งต้าฉี พวกเขายังอยู่แค่ระดับกลางค่อนไปทางต่ำ ยังห่างชั้นกับขุมกำลังระดับตำหนักม่วงรุ่นเก๋าอีกมาก
แคว้นเซียงเหมาะแก่การค่อยๆ ตอดกิน กินได้ส่วนหนึ่งก็ต้องปล่อย จะกินรวบคนเดียว? ต้องถามสำนักเทียนเจี้ยนและสำนักเทียนม่ายก่อนว่าจะยอมไหม นั่นมันเนื้อข้างปากพวกเขา
ที่ตอนนี้ยังไม่ลงมือก็เพราะเกรงใจหน้าตากันอยู่ ตระกูลหรงอยู่ฝ่ายเดียวกับพวกเขา หรงหมิงเทายังไม่ตายก็รีบไปฮุบที่ดินเขา มันดูน่าเกลียดเกินไป
รอแค่หรงหมิงเทามรณภาพ เขี้ยวเล็บที่ซ่อนไว้ของทั้งสองสำนักก็จะเผยออกมา
และตระกูลซ่งไม่มีคุณสมบัติพอจะไปงัดข้อกับพวกเขา
ดังนั้น วิธีจัดการกับแคว้นเซียงที่ดีที่สุดคือการค่อยๆ แทรกซึม และอย่าทำอะไรเกินงาม พอข่าวการตายของหรงหมิงเทาหลุดออกมาก็ต้องรีบหยุดมือ แล้วนั่งดูการชิงไหวชิงพริบระหว่างสำนักเทียนม่ายกับสำนักเทียนเจี้ยน
ทุกคนถกเถียงกันต่อ มีสารพัดแผนการ บ้างก็ว่าควรซุ่มพัฒนาเงียบๆ ยกระดับความแข็งแกร่งโดยรวมของตระกูลก่อน
บ้างก็ว่าควรขยายอาณาเขตแย่งชิงพื้นที่ต่อไป
บ้างก็ว่าควรทุ่มความสนใจไปที่แคว้นหยาง พัฒนาดินแดนทองคำแห่งนี้ให้เจริญรุ่งเรือง
ต่างคนต่างมีเหตุผล ไม่มีใครยอมใคร สุดท้ายปัญหาก็ววนกลับมาที่ซ่งฉางเซิง
"เวลาหกสิบปีนั้นยาวนาน เราไม่ควรมองมันเป็นก้อนเดียว แต่ควรแบ่งเป็นระยะ ระยะละเป้าหมาย
ที่น้าเล็กพูดมานั้นถูกต้อง ตระกูลเราตอนนี้ไม่ขาดทรัพยากร ไม่ขาดวิชา ไม่จำเป็นต้องให้ลูกหลานไปหลั่งเลือดข้างนอก
ดังนั้น ยี่สิบปีแรก ทิศทางการพัฒนาของตระกูลควรจะเป็น—ส่งเสริมการมีบุตร เพาะบ่มบุคลากร พัฒนาเศรษฐกิจ นี่คือระยะที่หนึ่ง
หลังจากยี่สิบปี เราต้องหันไปมองพื้นที่ไร้เจ้าของในแคว้นทั่ว เพราะตอนนี้แคว้นทั่วถูกพัฒนาไปเร็วมาก เมืองลั่วเสียก็มีเจตนาจะขยายอาณาเขต..."
"ท่านประมุข ในเมื่อเป็นเช่นนั้น ทำไมเราถึงไปไว้ในระยะที่สอง? ด้วยความเร็วในการขยายตัวของเมืองลั่วเสีย อีกยี่สิบปีจะเหลือถึงเราหรือ?" ซ่งชิงหมิงถามด้วยความสงสัย
ซ่งฉางเซิงยิ้มบางๆ สะบัดมือ แผนที่ขนาดยักษ์ก็ปรากฏขึ้นต่อหน้าทุกคน รายละเอียดที่ระบุไว้ยิบย่อยจนตาลาย
"วางใจเถอะ เมืองลั่วเสียไม่ได้คิดจะกินรวบ แค่แคว้นทั่วที่มีอยู่พวกเขาก็ใช้เวลาบุกเบิกอีกนาน
ทุกท่านดูนี่ นี่เป็นแผนที่ที่ข้าขอมาจากท่านอาจารย์ จะเห็นได้ว่ารอบๆ แคว้นทั่วยังมีเผ่าพันธุ์สัตว์อสูรกระจัดกระจายอยู่มากมาย
เมืองลั่วเสียจะจัดกำลังพลกวาดล้างเผ่าพันธุ์สัตว์อสูรเหล่านี้ โดยเน้นกำจัดเผ่าพันธุ์ที่มีภัยคุกคามสูงก่อน
เป้าหมายหลักของการทำเช่นนี้คือเพื่อขัดเกลาศิษย์ในสำนัก ดังนั้นกระบวนการนี้จะยาวนาน ยี่สิบปีนี่ถือว่าประเมินไว้ต่ำแล้ว
ถึงตอนนั้นเราแค่ใช้อำเภอจางเย่เป็นฐานที่มั่น กวาดล้างไปรอบๆ จัดการกับเผ่าพันธุ์เล็กๆ และสัตว์อสูรเร่ร่อนที่หลงเหลืออยู่
ท่านอาจารย์บอกไว้ก่อนแล้ว ตีได้เท่าไหร่เอาไปเท่านั้น เมื่อเทียบกับแคว้นเซียง ที่นี่มีพื้นที่ให้ตระกูลพัฒนาได้มากกว่า และยังไม่ต้องไปผิดใจกับสำนักเทียนเจี้ยนและสำนักเทียนม่าย
ดังนั้น ข้าเห็นว่าจุดเน้นของระยะที่สองควรอยู่ที่แคว้นทั่ว ระยะเวลาสิบปี"
มีคนถามด้วยความสงสัย "ท่านประมุข เมืองลั่วเสียทำแบบนี้ไม่ใช่การตัดชุดวิวาห์ให้คนอื่นหรือ? พวกเขาทำไปเพื่ออะไร?"
"เหตุผลก็เดาไม่ยาก เมืองลั่วเสียมีกำลังคนจำกัด แคว้นทั่วแม้จะได้ชื่อว่าเป็นแคว้นเดียว แต่พื้นที่กว้างใหญ่เกือบเท่าแคว้นเปียนและแคว้นหลิงรวมกัน
โลกผู้ฝึกตนเดิมทีก็คนน้อยที่เยอะ ปัญหานี้ในแคว้นทั่วยิ่งหนักหนาสาหัส นอกจากเมืองใหญ่ไม่กี่แห่งที่สร้างขึ้นในช่วงไม่กี่ปีมานี้ ที่อื่นแทบร้างผู้คน
นี่ไม่เป็นผลดีต่อการพัฒนาแคว้นทั่ว
เมืองลั่วเสียทำเช่นนี้เพื่อดึงดูดผู้ฝึกตนให้เข้ามามีส่วนร่วมในการพัฒนาแคว้นทั่วมากขึ้น"
พูดง่ายๆ คือ เมืองลั่วเสียไม่ได้สนใจที่ดินชายขอบเหล่านั้น มันเหมือนซี่โครงไก่ กินก็ไม่อร่อย ทิ้งก็เสียดาย สู้โยนออกมาดึงดูดขุมกำลังที่ติดปัญหาเรื่องพื้นที่ขยายตัวไม่ได้ หรือพวกผู้ฝึกตนอิสระที่ยังไม่มีที่ทำกินจะดีกว่า
คนเยอะขึ้น การพัฒนาก็มากขึ้น ที่ดินรกร้างก็กลายเป็นที่ทำกิน แคว้นทั่วก็จะเจริญรุ่งเรือง เหมือนที่แคว้นเปียนพัฒนาขึ้นมาได้ในอดีต
ความทะเยอทะยานของจั้นเทียนเซี่ยนั้นไม่เล็ก เขาต้องการปั้นเมืองติ้งหย่วนให้เป็นเมืองลั่วเสียแห่งที่สอง ถึงตอนนั้น แค่เก็บค่าคุ้ม... แค่ก เก็บเครื่องบรรณาการ ก็เป็นรายได้มหาศาลแล้ว
"เป็นเช่นนี้นี่เอง" ทุกคนกระจ่างแจ้งทันที ถ้าเป็นแบบนี้ก็เข้าใจได้
"ท่านประมุข สองระยะนี้รวมกันแค่สามสิบปี แล้วอีกสามสิบปีล่ะ?" ซ่งชิงหูถามอย่างอยากรู้อยากเห็น
"สามสิบปีที่เหลือ ใช้พัฒนาเศรษฐกิจของตระกูลเป็นหลัก"
เห็นท่าทางมั่นใจของซ่งฉางเซิง ซ่งลู่โจวก็ยิ้ม "ดูเหมือนท่านประมุขจะมีแผนในใจแล้ว?"
"มีความคิดคร่าวๆ อยู่บ้าง พวกท่านลองฟังดู หากมีจุดไหนตกหล่นหรือพิจารณาไม่รอบคอบก็ท้วงติงได้"
ซ่งฉางเซิงลุกขึ้นยืน กล่าวด้วยรอยยิ้มว่า "หลายปีมานี้ธุรกิจของตระกูลเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ คลังสมบัติก็เริ่มเต็ม ข้ามีความคิดจะเปิดเส้นทางการค้าสู่ภายนอก สร้างความสัมพันธ์กับวงการผู้ฝึกตนรอบข้าง
นอกจากจะเสริมสร้างเศรษฐกิจตระกูลแล้ว ยังสามารถแผ่ขยายหูตาของตำหนักวาจาวายุออกไปพร้อมกัน เพื่อเพิ่มความเข้าใจต่อวงการผู้ฝึกตนรอบข้าง ป้องกันไม่ให้เกิดเหตุการณ์ที่พวกเราถูกปิดหูปิดตาในอนาคต
เนื่องจากเรื่องนี้ไม่อาจสำเร็จได้ในวันเดียว ข้าจึงกำหนดให้เป็นระยะที่สาม ใช้เวลาสามสิบปี"
ความจริงแล้ว หมากตานี้ของซ่งฉางเซิง เรื่องหาเงินเป็นเรื่องรอง เป้าหมายหลักคือการฝังสายลับของตำหนักวาจาวายุออกไปต่างหาก
เมื่อมาถึงระดับนี้ สายตาของตระกูลซ่งจะจำกัดอยู่แค่ในแคว้นต้าฉีไม่ได้แล้ว ต้องมองออกไปข้างนอก
มีวาสนาอะไรต้องไปแย่ง มีวิกฤตอะไรต้องเตรียมตัวล่วงหน้า จะปล่อยให้ไม่รู้อีโหน่อีเหน่ไม่ได้
สาเหตุที่ซ่งฉางเซิงมีความคิดนี้ หลักๆ มาจากเหตุการณ์หนึ่งก่อนหน้านี้
นั่นคือช่วงก่อนที่เขาจะปิดด่านครั้งล่าสุด ที่ 'วงการผู้ฝึกตนต้าอวี๋' ทางตะวันออกของแคว้นต้าฉี มีการจัดงานประมูลขึ้น ในงานมี 'ยาเม็ดสร้างรากฐาน' ถูกประมูลออกไปจำนวนมาก
แถมยังมี 'แก่นไม้ม่วงหยินหยาง' ปรากฏขึ้นถึงสามชิ้น ชิ้นที่แพงสุดราคาจบที่สามแสนห้าหมื่นหินวิญญาณ ชิ้นที่ถูกสุดแค่สองแสนห้า
ด้วยกำลังทรัพย์ของตระกูลซ่งตอนนั้น มีโอกาสคว้ามาได้สักชิ้นสบายๆ
น่าเสียดายที่เขารู้ข่าวช้าเกินไป งานประมูลจบไปนานแล้ว
เป็นเพราะขาดข้อมูลแท้ๆ
โอกาสแบบนี้หาไม่ได้ง่ายๆ ครั้งนี้พลาดไปแล้ว ครั้งหน้าจะพลาดอีกไม่ได้
และนี่เป็นแค่เรื่องที่ซ่งฉางเซิงรู้ ที่ไม่รู้อีกตั้งเท่าไหร่ ไม่ต้องจินตนาการเลยว่าหลายปีมานี้ตระกูลซ่งพลาดโอกาสไปมากแค่ไหน
ซ่งฉางเซิงเจ็บแล้วจำ ตัดสินใจชะลอเครือข่ายข่าวกรองในแคว้นต้าฉีไว้ก่อน แล้วรีบวางโครงสร้างเครือข่ายรอบนอกให้เสร็จ
เมื่อเข้าใจเจตนาของเขา ทุกคนก็ช่วยกันระดมสมองอุดช่องโหว่ แผนการที่หยาบๆ ก็เริ่มละเอียดรอบคอบขึ้นอย่างรวดเร็ว...
การประชุมใหญ่ดำเนินไปถึงสี่วันสามคืน ในที่สุดก็มาถึงหัวข้อสุดท้าย ซึ่งเป็นหัวข้อที่ทุกคนในตระกูลซ่งรอคอยมากที่สุด—เบี้ยหวัด
เบี้ยหวัดของตระกูลซ่งจ่ายปีละครั้ง ประกอบด้วยหินวิญญาณและแต้มผลงานตระกูล แต้มผลงานใช้แลกทรัพยากรพื้นฐานในตระกูล ส่วนหินวิญญาณใช้จ่ายข้างนอก
เมื่อก่อนเศรษฐกิจตระกูลไม่ดี เบี้ยหวัดย่อมไม่สูง บางทีมีเหตุจำเป็นต้องใช้เงินยังต้องขอยืมจากคนในตระกูล
โชคดีที่เรื่องพวกนั้นกลายเป็นอดีตไปแล้ว ตอนนี้ตระกูลซ่งมีรายได้สุทธิเกือบสี่แสนหินวิญญาณต่อปี แม้จะมีรายจ่ายไม่น้อย แต่การขึ้นเงินเดือนให้คนในตระกูลก็ยังพอไหว
เซี่ยอวิ้นเสวี่ยทำตารางรายละเอียดไว้แล้ว ส่งให้ซ่งอวี้ซือ ผู้อาวุโสปฏิบัติการคลังในคนใหม่เป็นผู้ประกาศ
"สมาชิกทั่วไปในตระกูลที่อายุต่ำกว่าสิบแปดปี แต่ละเดือนจะได้รับข้าววิญญาณยี่สิบจิน ยารวมปราณห้าเม็ด 'จูเย่ชิง' หนึ่งตำลึง เพื่อใช้ในการฝึกฝน และทุกสิ้นปีจะได้รับเงินยี่สิบหินวิญญาณ กับหนึ่งร้อยแต้มผลงานตระกูล
ผู้ฝึกตนระดับกลั่นลมปราณอายุสิบแปดปีขึ้นไป ทุกคนต้องทำภารกิจตระกูล นอกจากแต้มผลงานที่ได้จากภารกิจแล้ว แต่ละปีจะได้รับเงินพิเศษห้าสิบหินวิญญาณระดับต่ำ และสองร้อยแต้มผลงาน
นอกจากสวัสดิการข้างต้น เมล็ดพันธุ์ระดับสร้างรากฐานของตระกูล เพียงทำภารกิจปีละสองชิ้น จะได้รับแต้มผลงานพิเศษหนึ่งร้อยแต้ม แต่ละเดือนสามารถเข้าไปฝึกฝนที่ตาน้ำวิญญาณได้สามชั่วยาม ที่สระเหมันต์หนึ่งชั่วยาม และรับ 'หญ้าโลหิตหงส์' สิบต้นเพื่อใช้ขัดเกลาร่างกาย
เมล็ดพันธุ์ระดับตำหนักม่วงจะได้รับสวัสดิการเพิ่มเป็นสองเท่าจากเกณฑ์ข้างต้น
ผู้อาวุโสกิตติมศักดิ์ของตระกูล ได้รับปีละห้าร้อยหินวิญญาณระดับต่ำ ห้าร้อยแต้มผลงานตระกูล แต่ละเดือนรับทรัพยากรการฝึกฝนมูลค่าหนึ่งร้อยหินวิญญาณ การเข้าใช้ตาน้ำวิญญาณและสระเหมันต์ไม่จำกัดเวลา
ผู้อาวุโสปฏิบัติการ ได้รับปีละสี่ร้อยหินวิญญาณระดับต่ำ ห้าร้อยแต้มผลงานตระกูล สวัสดิการอื่นเหมือนข้างต้น
ผู้อาวุโสบริหาร ได้รับปีละหกร้อยหินวิญญาณระดับต่ำ ห้าร้อยแต้มผลงานตระกูล สวัสดิการอื่นเหมือนข้างต้น
ประมุขตระกูลและไท่ซั่งผู้อาวุโส ได้รับปีละสามพันหินวิญญาณระดับต่ำ สองพันแต้มผลงาน แต่ละเดือนรับทรัพยากรการฝึกฝนมูลค่าห้าร้อยหินวิญญาณ การเข้าหอคัมภีร์ไม่จำกัด..."
...
[จบแล้ว]