เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

ตอนที่11-37 ประกายศักดิ์สิทธิ์

ตอนที่11-37 ประกายศักดิ์สิทธิ์

ตอนที่11-37 ประกายศักดิ์สิทธิ์


พื้นโลหะเป็นประกายด้วยแสงเย็นยะเยือก ปีศาจดาบอเวจีนับไม่ถ้วนคุกเข่าอยู่กับพื้นหวาดกลัวปนเคารพ  ขณะที่ในอากาศผู้นำของพวกเขาปีศาจดาบอเวจีสีแดงนำทางให้ลินลี่ย์อย่างนอบน้อมและทั้งสองเปลี่ยนเป็นแสงสองสายบินตรงไปที่ประกายศักดิ์สิทธิ์

โดยภาพรวมมีทางเชื่อมโยงกับสุสานเทพเจ้ากับทวีปยูลานอยู่สามทาง

สุสานเทพเจ้านี้เชื่อมโยงเข้าอุโมงค์ใต้ดินที่ก้นบึ้งทะเลใต้เป็นเส้นทางที่อันตรายที่สุดและใหญ่ที่สุด  บนชั้นที่สิบเอ็ดของสุสานเทพเจ้าตั้งแต่ถูกสร้างขึ้นมายังไม่มียอดฝีมือระดับเซียนแม้แต่คนเดียวที่ทำสำเร็จได้รับสมบัติที่ซ่อนอยู่ภายในชั้นนี้  ลินลี่ย์ถือเป็นคนแรก!

สายลมพัดผมยาวของลินลี่ย์โบกสะบัด

ลินลี่ย์กลับมาอยู่ในร่างมนุษย์แต่งตัวใช้ชุดคลุมร่างง่ายๆ สายลมโบกสะบัดใส่ชุดบางครั้งก็เผยให้เห็นอกที่เปลือยเปล่า

“หลังจากได้รู้แจ้งสัจธรรมแห่งความเร็วแล้วไม่ว่าจะอยู่ในร่างมังกรหรือไม่ก็ไม่มีความแตกต่างกันมาก”  ลินลี่ย์โบกสะบัดกระบี่เลือดม่วงในมือ ความสามารถใช้มีดมิติบั่นเศียรของกระบี่เลือดม่วงสามารถอธิบายได้ง่ายๆ ว่า ‘คมมีดมิติขนาดเล็ก’ เซียนคนใดสัมผัสมีแต่ต้องตาย

ปีศาจดาบอเวจีสีแดงนำทางอย่างกระวนกระวายใจ

ทันใดนั้นหัวหน้าปีศาจดาบอเวจีหยุดชะงัก

“ถึงแล้วหรือ?” ลินลี่ย์ถาม

หัวหน้าปีศาจดาบอเวจีแดงชี้ในที่ไกลออกไปและพูดด้วยความเคารพ  “นายท่าน,สมบัติชั้นที่สิบเอ็ดของสุสานเทพเจ้าอยู่บนยอดเขานั่น”

ลินลี่ย์มองไปตามตำแหน่งที่หัวหน้าปีศาจดาบอเวจีชี้นำ  ในที่ไกลออกไปมีภูเขาโลหะขนาดเล็กอยู่จริงๆ  แต่ภูเขานี้เต็มไปได้วปีศาจดาบอเวจีจำนวนมากและแม้ในอากาศเหนือภูเขา ก็ยังมีปีศาจดาบอเวจีบินฉวัดเฉวียนไปมา

“หืม, แล้วนี่อะไร?”  ลินลี่ย์ขมวดคิ้ว

หัวหน้าปีศาจดาบอเวจีแดงหวาดกลัวรีบอธิบายทันที  “นายท่าน,ในอดีตเรากลัวว่าผู้บุกรุกจะวิ่งบุกเข้ามาที่นี่อย่างหักโหม แน่นอนว่าเราจัดกำลังปีศาจดาบอเวจีไว้หลายหมื่นตนให้ประจำอยู่ที่นี่คอยดูแลตำแหน่งสมบัติที่สำคัญ”

“ดูเหมือนพวกเจ้าค่อนข้างรอบคอบ”  ลินลี่ย์หัวเราะอย่างใจเย็น

หัวหน้าปีศาจดาบอเวจีแดงรีบพูดทันที“นายท่านไม่ต้องเป็นห่วง ข้าจะสั่งพวกเขาให้ลงมาทันที” ขณะที่เขาพูด หัวหน้าปีศาจดาบอเวจีแดงเหาะขึ้นไปที่บนภูเขาทันที

บนชั้นสามของสุสานเทพเจ้า

สายลมเย็นพัดวูบ  นอกจากศพเซียนสองสามรายที่เหลืออยู่ผู้เดียวก็มีแต่นาคราชที่ยังคงหลับใหล “ครอกก!”  “ฟี้zzzzzzz”  แต่ละครั้งที่นาคราชหายใจจะมีพลังงานสีดำออกมา นั่นคือเสียงกรนที่คุ้นเคยในชั้นสาม

ทันใดนั้น..ร่างใหญ่โตของนาคราชที่พันรอบภูเขาน้ำแข็งหายไปทันที

“นึกไม่ถึงเลยว่ามนุษย์จะทำได้สำเร็จจริงๆหรือนี่”  บุรุษหนุ่มลักษณะชั่วร้ายร่างบอบบางผมสีเขียวโบกสะบัดกำลังยืนนิ่งอยู่ในกลางอากาศ เขาสวมชุดยาวสีลายฟ้าบนตัวและลวดลายบนชุดสีฟ้าถ้าตรวจสอบดูให้ดีจะมีลักษณะคล้ายกับผิวงู

“เขาทำได้สำเร็จ  นั่นก็หมายความว่า  ข้าจะมีอิสระมากขึ้นเช่นกันไม่จำเป็นต้องอยู่โยงที่นี่ในสิบเอ็ดชั้นแรกอีกต่อไป”  เขามีรอยยิ้มเต็มหน้า  “น่าเสียดาย,ข้ายังต้องรอให้ลอร์ดเบรุตมาก่อน อย่างน้อยข้าต้องรออีกสองสามเดือน หลังจากอยู่โยงที่นี่มายาวนาน รออีกสองสามวันจะเป็นไรไป”

…………

ปีศาจดาบอเวจีจำนวนมากกำลังถูกต้อนให้ถอยปล่อยให้ลินลี่ย์บินขึ้นไปบนยอดเขา

“วืดดด”รัศมีที่แทบทำให้หัวใจหยุดเต้นทะลักวูบมาทางเขา ตาของลินลี่ย์เป็นประกาย และมองดูยอดเขาอย่างระมัดระวัง  มีกองสมบัติล้ำค่าวางอยู่บนพื้นแผ่นหินราบมหึมาบนยอดเขา อย่างไรก็ตามส่วนที่ดึงดูดใจในของเหล่านั้นมากที่สุดก็คือประกายศักดิ์สิทธิ์สามประกายที่เปล่งกลิ่นอายศักดิ์สิทธิ์ของเทพ

นอกจากประกายศักดิ์สิทธิ์ทั้งสามแล้วบนพื้นแผ่นหินใหญ่ยังมีสมบัติเทพเจ้าเป็นชุดถึงสิบชิ้น

“ประกายศักดิ์สิทธิ์สามประกายสมบัติเทพอีกสิบชิ้น!  มหาเทพผู้ยิ่งใหญ่ใจกว้างจริงๆ”  ลินลี่ย์รู้สึกใจเต้นแรง  ที่สำคัญเซียนนับไม่ถ้วนใฝ่ฝันจะได้รับประกายศักดิ์สิทธิ์สักหนึ่งชิ้น แต่ตอนนี้มีประกายศักดิ์สิทธิ์ถึงสามชิ้นวางอยู่ข้างหน้าเขา

ลินลี่ย์ไม่กังวลเรื่องอะไรอื่นเดินเข้าไปที่แผ่นหินและตรวจสอบประกายศักดิ์สิทธิ์ทั้งสามอย่างระมัดระวัง

ประกายศักดิ์สิทธิ์ทั้งสามมีสีเดียวกันทั้งหมดนั้นเป็นสีดำ เพียงแต่ในใจกลางของประกายศักดิ์สิทธิ์ทั้งสาม สองประกายเปล่งแสงเลือนราง  ส่วนอีกหนึ่งประกายเปล่งแสงเลือนรางสีฟ้า  อีกหนึ่งประกายเป็นสีเหลืองธาตุดินขณะที่ประกายสุดท้ายไม่เปล่งแสงอะไรเลย แต่กลับมีกลิ่นอายแปลกประหลาดแผ่ออกมาจากข้างในประกาย

“หนึ่งนั้นคือธาตุดินขณะที่อีกหนึ่งเป็นธาตุลม ประกายสุดท้ายเป็นประกายรูปแบบทำลายล้าง” ลินลี่ย์ขมวดคิ้ว “และประกายศักดิ์สิทธิ์ที่ชั้นสิบเอ็ดนี้น่าจะเป็นประกายระดับเทียมเทพ (เทพชั้นต้น)ทั้งหมด”

“เกิดอะไรขึ้น?”  ใจของลินลี่ย์เต็มไปด้วยความสงสัย

“เป็นไปได้ไหมว่าผู้ควบคุมสุสานเทพเจ้านี้จะรู้ว่าคนที่จะได้รับสมบัติจะต้องเป็นคนที่ฝึกมาทางด้านสัจธรรมธาตุลมและธาตุดินทั้งสอง?”  ลินลี่ย์รู้ดีว่า ประกายรูปแบบทำลายล้างเป็นของ‘วิถีทำลายล้าง’

ลินลี่ย์เป็นผู้ฝึกฝนพลังกระบี่สามารถฝึกฝนวิถีนี้ได้

“สามประกายเหล่านี้ ข้าสามารถใช้ประกายอย่างใดอย่างหนึ่งได้  เป็นเรื่องบังเอิญขนาดนั้นได้อย่างไร?ได้ทั้งสามประกายไม่ผิดเพี้ยน!” ลินลี่ย์จ้องมองประกายศักดิ์สิทธิ์ทั้งสามข้างหน้าเขา  ความรู้สึกสงสัยรุนแรงเกิดขึ้นในใจ

ลินลี่ย์หันศีรษะและจ้องดูรอบตัวเขา

ทันใดนั้นเขารู้สึกเหมือนกับว่าทุกสิ่งทุกอย่างที่เกิดขึ้นในสุสานเทพเจ้ากำลังถูกมองโดยมหาเทพจากเบื้องสูง

“บางที.....” ลินลี่ย์มองดูประกายทั้งสาม “ประกายทั้งสามเหล่านี้ถูกวางไว้ที่นี่หลังจากที่ข้าได้รู้แจ้ง ‘สัจธรรมแห่งความเร็ว’ ก็เป็นได้ บางทียอดฝีมือสูงสุดคงลอบเอาประกายทั้งสามมาวางที่นี่ตอนนั้น”  ลินลี่ย์อดสงสัยเรื่องนี้ไม่ได้  ที่สำคัญ เรื่องนี้บังเอิญเกินไป

ประกายศักดิ์สิทธิ์ทั้งสามนี่น่ะหรือ?

ทำไมพวกมันไม่ใช่ธาตุสายฟ้าหรือธาตุแสงหรือธาตุไฟเล่า? ทั้งหมดเหมาะกับนิสัยและธาตุสัมพันธ์ของลินลี่ย์

“ข้าควรรู้สึกภูมิใจที่ได้รับการดูแลโดยยอดฝีมือสูงสุดอย่างนี้ไหมนะ”  ลินลี่ย์ลอบล้อเลียนตัวเอง  ลินลี่ย์ไม่ไตร่ตรองถึงข้อสงสัยนี้ต่อไป  ไม่ว่ายังไงก็ตาม ตอนนี้เขาเป็นคนที่มาถึงประตูก้าวสู่ความเป็นเทพแล้วและยังเป็นเพียงสุดยอดเซียนเท่านั้น แต่ยังไม่ใช่เทพ

มีความลับและความลึกลับหลายอย่างซึ่งเขายังไม่มีคุณสมบัติรู้ว่าเป็นส่วนหนึ่งของเรื่องนี้

“ข้าสามารถรู้สึกได้ถึงระดับเทพอย่างเลือนราง  เป็นไปได้มากว่าเมื่อข้ากลับไปฝึกในอีกไม่กี่สิบปี ข้าจะถึงระดับเทพก็ได้”  ลินลี่ย์หลังจากได้เรียนรู้ ‘สัจธรรมแห่งความเร็ว’ ได้ก็สามารถรู้สึกได้เลือนลางถึงระดับปัจจุบันที่เขาเข้าใจได้

ลินลี่ย์เคยได้ยินเทพสงครามพูดเรื่องนี้มาก่อนเช่นกัน

การกลายเป็นเทพด้วยตัวเองจะยากมากว่าการหลอมรวมเข้ากับประกายศักดิ์สิทธิ์เป็นร้อยเท่า  ลินลี่ย์เหยียดมือเก็บประกายทั้งสามไว้ทันที จากนั้นดึงเข้ามาเก็บไว้ในแหวนมิติเก็บสมบัติ “แม้ว่าโดยส่วนตัวข้าจะไม่ต้องใช้ประกายศักดิ์สิทธิ์ทั้งสาม  ข้าอาจให้เดเลีย และวอร์ตันใช้ก็ได้”

เนื่องจากระดับของเดเลียและวอร์ตันอาจเป็นเรื่องยากที่พวกเขาจะกลายเป็นเทพด้วยตัวเอง

เพียงแค่เห็นเฟนและเดลี่ต้องดิ้นรนพยายามอยู่ประตูปากทางแห่งการเป็นระดับเทพมาหลายพันปีใครๆ ก็สามารถจินตนาการได้ว่ายากเย็นเพียงไหน

ลินลี่ย์เองโชคดีพอที่หลังจากพัฒนาวิชา‘จังหวะแห่งสายลม’ ได้  เขาเผชิญหน้ากับการโจมตีของนางพญาแลชเพิล  และด้วยการเลียนแบบพลังโจมตีของนาง  เขาพัฒนาวิชา ‘หมื่นกระบี่พลันบรรจบ’ จากนั้นมาเนื่องจากกลายเป็นระดับเซียนจอมเวท  เขาจึงเข้าใจความรู้สึกลึกลับที่ซ่อนอยู่ภายใน ‘คมมีดมิติได้’

ด้วยเหตุการณ์ต่อเนื่องสามเหตุการณ์นี้....

นอกจากนี้ลินลี่ย์ยังได้รู้แจ้งในด้าน ‘เร็ว’ และ ‘ช้า’ และทั้งสองนั้นยังไม่ใช่ความรู้แจ้งระดับสูงนัก

ในเรื่องพลัง‘สัจธรรมแห่งความเร็ว’ อยู่ในระดับที่สูงกว่า ‘สัจธรรมแห่งธาตุดิน’ ‘สัจธรรมแห่งความเร็ว’ อาจกล่าวได้ว่าเป็นหนึ่งในวิชาที่สูงที่สุด ลึกซึ้งลึกลับที่สุดในกฎธาตุลม

“สงสัยจริงว่าเดเลีย, เทเลอร์,ชาชาและวอร์ตันเป็นยังไงบ้าง” ลินลี่ย์อดคิดถึงครอบครัวของเขาไม่ได้ “และข้าไม่รู้ว่าบาร์เกอร์เป็นยังไงบ้าง..”  ในของลินลี่ย์ยังคงกังวลห่วงใยว่าบาร์เกอร์ตายหรือไม่

ลินลี่ย์ลอบถอนหายใจ

และจากนั้นลินลี่ย์มองดูสมบัติเทพทั้งสิบชิ้น  สมบัติเทพทั้งสิบชิ้นเหล่านี้กระกอบไปด้วย ดาบ,กระบี่, และอาวุธประเภทหอก, คัมภีร์ดำ, แก้วผลึกลึกลับ และชุดเกราะรบ  เกราะรบระดับเทพ

“เกราะรบ?” ลินลี่ย์รู้สึกยินดีในหัวใจ

ลินลี่ย์ไม่สนใจเกี่ยวกับสมบัติเทพอย่างอื่นมากนัก ที่สำคัญเขามีดาบหนักอดาแมนเทียมและกระบี่เลือดม่วงแล้ว คัมภีร์ดำและแก้วผลึกน่าจะเป็นสมบัติเทพสายมืดหรือสายพ่อมด  ลินลี่ย์ไม่สามารถใช้ได้

ลินลี่ย์เก็บสมบัติเทพทั้งสิบชิ้นไว้ในแหวนมิติเก็บสมบัติทันที

“สมบัติเทพเหล่านี้จะมีประโยชน์ใช้เป็นของขวัญให้เดเลียเทเลอร์ ชาชาและคนอื่นๆ” ลินลี่ย์หัวเราะขณะมองดูรอบๆ ยอดเขา “ดูเหมือนไม่มีสมบัติอื่นที่นี่แล้ว โอว, จริงสิ นี่ไง”  ลินลี่ย์จ้องมองแผ่นหินที่ใช้เก็บวงประกายศักดิ์สิทธิ์

“คนรวยมีนิสัยใจกว้างอยู่แล้ว  กะอีแค่แผ่นหินที่ใช้วางประกายศักดิ์สิทธิ์เหล่านี้ก็ต้องเป็นสมบัติอย่างหนึ่งเช่นกัน” ลินลี่ย์เก็บก้อนหินใหญ่ไว้ในแหวนมิติด้วยเช่นกัน

แผ่นหินใหญ่นี้คือสิ่งที่เขาได้เคยอ่านในหนังสือมาบ้างแล้ว‘ศิลาโลหิต’

ศิลาโลหิตมีค่ามากพอๆกับแร่อดาแมนเทียม เป็นสมบัติจากพิภพอื่น ไม่ว่าจะเป็นการสร้างเครื่องมือจอมเวทหรืออาวุธ มันคือวัสดุชั้นยอด  ถ้ามีคนใช้วัสดุอย่างศิลาโลหิตและอดาแมนเทียมตีเป็นอาวุธชิ้นหนึ่งเขาสามารถสร้างอาวุธเทพได้อีกชิ้น

ดาบหนักอดาแมนเทียมของลินลี่ย์  แม้ว่าจะเป็นอาวุธที่ดี แต่ก็ไม่ใช่อาวุธเทพ

ลินลี่ย์บินลงมาจากอากาศพร้อมกับรอยยิ้มและบินออกมาห่างจากภูเขา

ห่างออกไปหัวหน้าปีศาจดาบอเวจีรออย่างกระวนกระวาย  ลินลี่ย์ไม่ได้สั่งให้เขาจากไป  ดังนั้นเขาจึงไม่กล้าไปเอง  เพราะกลัวว่าลินลี่ย์จะโมโหและฆ่าเขา

“ขอแสดงความยินดีด้วยนายท่าน” หัวหน้าปีศาจดาบอเวจีแดงเมื่อเห็นลินลี่ย์บินลงมารีบพูดด้วยความเคารพทันที

ลินลี่ย์มองดูปีศาจดาบอเวจีแดงจากนั้นสังเกตเห็นดาบสีเลือดบนหลังของมัน เขาเหยียดมือชี้ดาบศึกสีแดงบนหลังของปีศาจดาบอเวจีแดง “ใช่แล้ว ดาบของเจ้าดาบศึกจากปีศาจแดงสองตน จงนำมาให้ข้า”

“หือ?”หัวหน้าปีศาจดาบอเวจีตกตะลึงจ้องมองลินลี่ย์

“ไม่ได้ยินที่ข้าพูดหรือ?”  ลินลี่ย์หงุดหงิด

“นายท่าน, ดะ..ดาบนี้ ปกติสร้างมาจากส่วนหนึ่งของอวัยวะข้าต้องใช้เวลาหลายร้อย หลายพันปี ข้าจึง..” หัวหน้าปีศาจดาบอเวจีแดงรู้สึกไม่ยินดี

ปีศาจดาบอเวจีเหล่านี้มีลำตัวเป็นดาบ ส่วนดาบที่ทรงพลังมากที่สุดจะอยู่บนหลังของพวกมัน นั่นคือจุดที่เป็นส่วนสำคัญของร่างกายและมีพลังเข้มข้นและดาบนั้นจะหนักและทรงพลังไม่มีใดเทียบ  เดิมทีเมื่อกลุ่มของลินลี่ย์เผชิญหน้ากับปีศาจดาบอเวจีที่ชั้นสิบ ดาบที่คมของมันก็ถึงระดับเดียวกับอาวุธเทพอยู่แล้ว

ดาบของปีศาจดาบอเวจีแดงเป็นอาวุธระดับเดียวกับอาวุธเทพแน่นอน

หลังจากพัฒนาวิชา‘มีดมิติบั่นเศียร’ และฆ่าปีศาจดาบอเวจี  เขาจึงพบว่า มีดมิติบั่นเศียรของเขาไม่สามารถสร้างความเสียหายให้ตัวดาบของปีศาจดาบอเวจี  ขอบดาบของพวกมันคมและแข็งมาก

“หืม?” ลินลี่ย์ขมวดคิ้ว จ้องมองปีศาจดาบอเวจีแดงอย่างเย็นชา

ชีวิตหรือดาบอย่างไหนสำคัญมากกว่า? คำถามนี้ไม่จำเป็นต้องถาม

“ก็ได้ นายท่านข้าจะส่งคนไปรวบรวมดาบศึกอื่นอีกสองเล่มให้” ปีศาจดาบอเวจีแดงชักดาบบนหลังออกมาและส่งมอบให้ลินลี่ย์ด้วยความเคารพ

“ดี,เอาดาบศึกพันเล่มจากปีศาจดาบอเวจีธรรมดามาด้วย” ลินลี่ย์พูดตามปกติ

แม้ว่าปีศาจดาบอเวจีแดงจะประหลาดใจ  แต่เขาไม่กล้าพูดอะไร  ที่สำคัญลินลี่ย์ฆ่าปีศาจไปแสนหนึ่ง  ดาบศึกพันเดียวไม่ถือว่ามากเขาเพียงแต่ลอบบอกกับตัวเอง.. ยอดฝีมือที่อยู่ข้างหน้าเขา บางที..จุกจิกไปบ้าง ทั้งที่เขาแข็งแกร่งทรงพลังมากแล้ว  แต่ก็ยังต้องการดาบศึกมากมาย

“แม้ว่าข้าจะไม่ต้องการมันแต่ข้าสามารถมอบให้ลูกหลานในตระกูลข้าได้” ลินลี่ย์พูดกับตนเองในใจ

แม้แต่ดาบศึกของปีศาจดาบอเวจีธรรมดาเทียบกับดาบหนักอดาแมนเทียมในเรื่องความล้ำค่า ดาบศึกนี้นับว่าเป็นอาวุธที่ล้ำค่าบนทวีปยูลาน

“น่าเสียดายที่แหวนมิติเก็บสมบัติของข้าใหญ่ไม่พอ”  ลินลี่ย์รำพึงกับตนเอง

ถ้ามีขนาดใหญ่กว่านี้ลินลี่ย์อาจนำดาบศึกไปได้มากกว่านี้ แต่ดาบศึกพันเล่มก็นับว่าพอแล้ว

หลังจากเก็บดาบศึกพันเล่มและดาบแดงสามเล่มในแหวนมิติเก็บสมบัติแล้วโดยมีปีศาจดาบอเวจีนับไม่ถ้วนคุกเข่าส่งเขา ลินลี่ย์กลับไปที่ทางออกชั้นสิบ

จบบทที่ ตอนที่11-37 ประกายศักดิ์สิทธิ์

คัดลอกลิงก์แล้ว