เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 360 - สยบด้วยอำนาจ

บทที่ 360 - สยบด้วยอำนาจ

บทที่ 360 - สยบด้วยอำนาจ


บทที่ 360 - สยบด้วยอำนาจ

สำนักเลี่ยหยางล่มสลายแล้ว

ความหวังสุดท้ายถูกเฉินหมิงเจาบดขยี้ด้วยมือของเขาเอง

จนวาระสุดท้าย หวังเยว่ซงก็ยังไม่รู้ว่าทำไมสำนักของตนถึงไปเกี่ยวข้องกับพรรคมารได้

มองดูซากปรักหักพังของหอคัมภีร์ สีหน้าของเฉินหมิงเจาก็ดูมืดมนเล็กน้อย

"ท่านเจ้าเมืองรอง แบบนี้ พอใจหรือยัง?"

"สหายเฉินช่างเปี่ยมด้วยคุณธรรม ลงมือจัดการคนในสำนักด้วยตัวเอง นับเป็นแบบอย่างของฝ่ายธรรมะ ข้าจั้นเทียนเซี่ยนับถือ!" ในเวลานี้ แม้แต่จั้นเทียนเซี่ยก็อดไม่ได้ที่จะมองเฉินหมิงเจาด้วยสายตาที่เปลี่ยนไป เดิมทีเขาคิดว่าต้องเปลืองน้ำลายมากกว่านี้เสียอีก

"เรื่องที่เหลือก็มอบให้ท่านประมุขซ่งจัดการ อย่าปล่อยให้เดรัจฉานพรรคมารหลุดรอดไปได้แม้แต่คนเดียว" ประโยคสุดท้ายนี้ เฉินหมิงเจาแทบจะกัดฟันพูดออกมา

"ขอสหายเฉินวางใจ" ซ่งฉางเซิงประสานมือรับคำ

"รบกวนด้วย"

เฉินหมิงเจาคารวะกลับด้วยใบหน้าไร้ความรู้สึก ก่อนจะกลายเป็นลำแสงพุ่งจากไป เขาไม่อยากอยู่ที่นี่ต่อแม้แต่วินาทีเดียว

ซ่างกวนอิ้นและพวกบน 'เรือรบดาราทมิฬ' เห็นเหตุการณ์นี้ถึงกับตาถลนแทบหลุดออกมา สำหรับพวกเขา สำนักจินอูคือดั่งท้องนภา

เดิมทีคิดว่ามีสำนักจินอูหนุนหลัง สำนักเลี่ยหยางคราวนี้น่าจะรอดพ้นหายนะ แต่คาดไม่ถึงว่าพวกตระกูลซ่งจะไม่ไว้หน้าสำนักจินอูแม้แต่น้อย แถมยังบีบให้อีกฝ่ายต้อง "กวาดล้างคนใน" ด้วยตัวเอง

วินาทีนี้ สายตาที่พวกเขามองซ่งฉางเซิงเปลี่ยนไปเล็กน้อย มันคือความยำเกรงที่ออกมาจากก้นบึ้งหัวใจ

หลังจากส่งเฉินหมิงเจาจากไป ซ่งฉางเซิงส่งสัญญาณให้เหล่าผู้อาวุโสนำคนไปเคลียร์สนามรบ จากนั้นก็เดินมาหาจั้นเทียนเซี่ย กล่าวอย่างนอบน้อม "ขอบคุณท่านอาจารย์อาที่ช่วยแก้สถานการณ์"

"ไม่ต้องมากพิธี

สำนักจินอูคราวนี้ทำเกินไปจริงๆ ถ้าเจ้าเฉินหมิงเจายังไม่รู้จักดีชั่ว ข้าคงต้องลงมือสั่งสอนสักหน่อย ไม่งั้นมันคงนึกว่าเมืองลั่วเสียเราไร้น้ำยา" จั้นเทียนเซี่ยกล่าวเสียงเย็น

"ขุมกำลังระดับจินตันห้ามลงมาแทรกแซงการต่อสู้เบื้องล่างด้วยตนเอง"

นี่คือกติกาที่สองสำนักหนึ่งเมืองยึดถือร่วมกัน แต่ครั้งนี้ สำนักจินอูกลับละเมิดกติกาซ้ำแล้วซ้ำเล่า หากไม่หยุดยั้ง เกรงว่าแคว้นต้าฉีคงวุ่นวายจนดูไม่ได้

ซ่งฉางเซิงได้แต่เงียบกริบ หัวข้อสนทนานี้ยังไม่ใช่ระดับที่เขาจะเข้าไปสอดปากได้

โชคดีที่จั้นเทียนเซี่ยไม่ได้ต้องการให้เขาตอบรับ จึงเปลี่ยนเรื่องถามว่า "ต่อจากนี้เจ้าจะทำอย่างไร จะใช้วิธีเดิมจัดการกับตระกูลหรงแห่งแคว้นเซียงอีกรอบหรือ?"

จั้นเทียนเซี่ยรู้ดี เป้าหมายของซ่งฉางเซิงครั้งนี้ไม่ได้มีแค่สำนักเลี่ยหยาง ตระกูลหรงเองก็อยู่ในรายชื่อเช็คบิล

"ตั้งใจไว้เช่นนั้นขอรับ แต่ดูจากสถานการณ์แล้ว คงไม่ราบรื่นนัก"

ซ่งฉางเซิงหมายถึงเฉินหมิงเจา เพราะทิศทางที่อีกฝ่ายจากไปเมื่อครู่คือแคว้นเซียง ไม่ต้องเดาก็รู้ว่าคงไปที่ตระกูลหรง

ตระกูลหรงไม่เหมือนสำนักเลี่ยหยาง การจะใช้วิธีเดิมซ้ำคงยากมาก

"เจ้ารู้ก็ดี ไม้สูงเด่นย่อมถูกลมพัดหัก วันนี้เจ้าก่อเรื่องไว้ใหญ่พอแล้ว หากยังดันทุรังบุกตระกูลหรงต่อ จะเป็นผลเสียต่อพวกเจ้า"

คำพูดของจั้นเทียนเซี่ยมีเหตุผล

มองไปทั่วโลกบำเพ็ญเพียรแคว้นต้าฉี ขุมกำลังระดับตำหนักม่วงที่เปิดเผยตัวมีเพียงเจ็ดแห่ง แต่ละแห่งล้วนมีบทบาทสำคัญ การล่มสลายของสำนักเลี่ยหยางก็สั่นสะเทือนไปทั่วหล้าแล้ว หากตระกูลหรงต้องตามไปอีกราย ขุมกำลังระดับตำหนักม่วงอื่นๆ ย่อมเกิดความระแวงตระกูลซ่ง หรืออาจถึงขั้นรวมหัวกันต่อต้าน

สำหรับตระกูลซ่งที่กำลังอยู่ในช่วงขาขึ้น นี่คือสถานการณ์ที่เลวร้ายมาก จะทำให้พวกเขาก้าวเดินลำบากในแคว้นต้าฉี

ซ่งฉางเซิงหรี่ตาลง พยักหน้ารับ "ศิษย์ขอน้อมรับคำสอน"

"อืม" จั้นเทียนเซี่ยพยักหน้าเบาๆ แล้วหันหลังร่อนลงสู่ดาดฟ้าเรือรบดาราทมิฬ เรื่องที่ซ่งฉางเซิงจะเข้าใจความหมายของเขาจริงหรือไม่นั้นไม่สำคัญ อำนาจการตัดสินใจอยู่ที่ซ่งฉางเซิง เขาเพียงแค่ทำหน้าที่ผู้อาวุโสให้สมบูรณ์ก็พอ

เวลานั้น ซ่งชิงสิงที่เนื้อตัวเปื้อนไปด้วยกลิ่นอายสังหารก็เหาะกระบี่เข้ามาหาซ่งฉางเซิง รายงานเสียงเรียบ "ท่านอา จัดการเรียบร้อยหมดแล้วขอรับ"

ด้วยความที่หวังเยว่ซงเรียกศิษย์ทุกคนกลับมา ทำให้การกวาดล้างครั้งนี้ของตระกูลซ่งแทบจะจับปลาได้หมดบ่อ ต่อให้มีหลุดรอดไปบ้าง ก็เป็นเพียงปลาซิวปลาสร้อยที่ไม่มีปัญญาจะก่อคลื่นลมได้อีก

"ดี พาคนในตระกูลไปเก็บกวาดสนามรบ รวบรวมศพทั้งหมดมาเผาทำลาย ถึงจะเป็นศัตรู แต่ข้าก็ไม่อยากให้ศพพวกเขาถูกพวกมารนอกรีตเอาไปทำมิดีมิร้าย"

"รับทราบ" ซ่งชิงสิงถอยออกไปเงียบๆ

ใช้เวลาประมาณครึ่งชั่วยาม สนามรบก็ถูกเคลียร์จนสะอาด สมกับเป็นสำนักระดับตำหนักม่วงที่มีประวัติยาวนานกว่าเจ็ดร้อยปี แม้หอคัมภีร์จะถูกทำลาย แต่หยวนเทียนซู่ได้บุกยึดคลังสมบัติสำนักเลี่ยหยางไว้ได้ทันท่วงที ทรัพยากรบำเพ็ญเพียรและของวิเศษล้ำค่ามากมายทำเอาคนตาลาย

แม้แต่ซ่งฉางเซิงยังอดทอดถอนใจไม่ได้ว่า คำกล่าวที่ว่า 'ฆ่าคนปล้นชิงคือทางลัดสู่ความรวย' นั้นช่างถูกต้องเสียจริง

นอกจากนี้ ซ่งลู่ถงยังนำคนไปกู้คืนตำราวิชาบางส่วนออกมาจากซากหอคัมภีร์ได้จำนวนหนึ่ง นี่ก็นับเป็นทรัพย์สินที่ไม่น้อยเลย

"อาลู่ถง รบกวนท่านไปเชิญประมุขเจ็ดตระกูลบนเรือรบมาพบข้าหน่อย ข้ามีเรื่องจะสั่งการ" ซ่งฉางเซิงสั่งซ่งลู่ถง

"ได้เลย"

ซ่งลู่ถงทำงานรวดเร็ว ไม่นาน ฉู่หนานเฟิง, ซ่างกวนอิ้น, กานซิงหยวน, ไป๋รั่วหง, หลัวหมิงฮ่าว, หลี่เจิ้งเต้า และเสิ่นรั่วฉือ ทั้งเจ็ดคนก็มายืนอยู่ตรงหน้าซ่งฉางเซิง

เมื่อเทียบกับก่อนหน้านี้ ท่าทีของคนเหล่านี้มีสิ่งที่เรียกว่า "ความนอบน้อม" เพิ่มขึ้นมาอย่างเห็นได้ชัด

ซ่งฉางเซิงไพล่มือไว้ข้างหลัง ยืนมองพิจารณาทั้งเจ็ดคนเงียบๆ

หลายปีมานี้สถานการณ์ในแคว้นหยางค่อนข้างสงบ ไม่เหมือนแคว้นหลิงโจวที่เจอศึกสงครามต่อเนื่อง ทำให้ขุมกำลังของเจ็ดตระกูลนี้ยังคงความสมบูรณ์มาก พลังโดยรวมก็นับว่าแข็งแกร่ง เป็นกองกำลังที่มองข้ามไม่ได้

โชคดีที่พวกเขารู้รักษาตัวรอด ไม่ได้ทุ่มสุดตัวไปกับสำนักเลี่ยหยางจนถอนตัวไม่ขึ้น ไม่อย่างนั้นศึกวันนี้คงไม่ง่ายดายนัก

ตอนนี้ซ่งฉางเซิงกำลังขบคิดปัญหาหนึ่ง นั่นคือจะปกครองแคว้นหยางต่อไปอย่างไร

แม้พวกเขาจะยึดแคว้นหยางได้ แต่ตระกูลซ่งที่เพิ่งผ่านศึกใหญ่มาหมาดๆ แท้จริงแล้วไม่มีกำลังคนเหลือพอจะมาบริหารจัดการแคว้นหยาง เพื่อความมั่นคงและความเจริญของแคว้นหยาง อำนาจบริหารจำต้องถ่ายโอนไปอยู่ในมือของคนเหล่านี้ชั่วคราว

และระยะเวลานั้นคงไม่สั้น เพราะด้วยสภาพของตระกูลซ่งตอนนี้ หากไม่มีเวลาฟื้นฟูสักหลายสิบปี ก็คงไม่มีแรงมาพัฒนาทางด้านนี้

ดังนั้น เขาจำเป็นต้อง 'เคาะกะโหลก' คนพวกนี้สักหน่อย

กันไว้ก่อนที่พวกเขาจะเกิดความคิดฟุ้งซ่านที่ไม่ควรมี

สายตาของซ่งฉางเซิงหยุดลงที่ฉู่หนานเฟิง ประมุขตระกูลฉู่เป็นคนแรก

ตระกูลฉู่แข็งแกร่งที่สุดในบรรดาเจ็ดตระกูล มีผู้ฝึกตนระดับสร้างรากฐานเจ็ดคน ในจำนวนนั้นมีระดับสร้างรากฐานขั้นสมบูรณ์ถึงสองคน เป็นตระกูลที่มีโอกาสแทนที่สำนักเลี่ยหยางได้มากที่สุดในแคว้นหยาง และเป็นเป้าหมายที่ซ่งฉางเซิงต้องระวังเป็นพิเศษ

เขาคลี่ยิ้มกล่าวว่า "ตอนนี้สำนักเลี่ยหยางถูกกวาดล้างแล้ว ไม่ทราบว่าท่านประมุขทั้งหลายมีแผนการอย่างไรต่อไป?"

พวกฉู่หนานเฟิงมองหน้ากันเลิ่กลั่ก ไม่รู้ว่าซ่งฉางเซิงหมายความว่าอย่างไร

ลังเลอยู่ครู่หนึ่ง ไป๋รั่วหงก็หยั่งเชิงตอบ "ย่อมต้องถือท่านเซียนเป็นผู้นำ ขอเพียงท่านเซียนสั่งมา แม้ต้องบุกน้ำลุยไฟพวกเราก็ไม่เกี่ยง"

"ถูกต้อง ประมุขไป๋กล่าวตรงใจข้า ตระกูลกานทั้งตระกูลพร้อมรับคำสั่งท่านเซียนทุกเมื่อ" กานซิงหยวนรีบเสริม

"ตระกูลเสิ่นของข้าก็เช่นกัน"

"ตระกูลซ่างกวนพร้อมตายถวายชีวิต"

...

เหล่าประมุขตระกูลต่างแย่งกันแสดงความจงรักภักดี ท่าทางขึงขังราวกับว่าต่อให้ซ่งฉางเซิงสั่งให้ไปตีสำนักจินอู พวกเขาก็จะไม่ขมวดคิ้วแม้แต่น้อย

ซ่งฉางเซิงยิ้มบางๆ พยักหน้าเล็กน้อย "น้ำใจของทุกท่าน ข้ารับรู้แล้ว แต่ว่า..."

เขาเริ่มต้นด้วยการชื่นชมความภักดี ก่อนจะเปลี่ยนน้ำเสียง แสดงสีหน้าลำบากใจ

ไป๋รั่วหงตาไวมองออกรีบรับลูก "ท่านเซียนมีเรื่องอันใดให้พวกเราช่วยแบ่งเบาหรือไม่?"

"เฮ้อ แคว้นหยางรุ่งเรือง เป็นดินแดนล้ำค่าหาได้ยาก แต่ตระกูลซ่งของข้าตอนนี้ขาดแคลนกำลังคน แบ่งภาคไม่ไหว ปัญหาการบริหารจัดการแคว้นหยางหลังจากนี้ทำเอาข้าปวดหัวไปหมด" ซ่งฉางเซิงแสร้งถอนหายใจอย่างกลัดกลุ้ม

คำพูดนี้ทำเอาหัวใจของทุกคนเต้นแรง ที่พวกเขายอมแปรพักตร์อย่างง่ายดาย ส่วนหนึ่งก็เพราะเล็งเห็นว่าตระกูลซ่งยังไม่ฟื้นตัว กำลังคนไม่พอ

เช่นนี้ หากตระกูลซ่งต้องการให้แคว้นหยางสงบเรียบร้อย ก็จำเป็นต้องดึงพวกเขามาเป็นพวกและพึ่งพาพวกเขา

ถึงเวลานั้น รอคนตระกูลซ่งถอนตัวออกไป แคว้นหยางนี้ก็ยังคงเป็นโลกของพวกเขาไม่ใช่หรือ?

คิดได้ดังนั้น ไป๋รั่วหงรีบก้าวออกมาประสานมือ "ที่แท้ท่านเซียนก็กังวลเรื่องนี้ หากท่านเซียนไม่รังเกียจ พวกเรายินดีช่วยแบ่งเบาภาระขอรับ"

คนอื่นๆ รีบส่งเสียงสนับสนุน

ดวงตาซ่งฉางเซิงเป็นประกาย กล่าวอย่างพอใจ "ประมุขทุกท่านมีน้ำใจเช่นนี้ย่อมดีที่สุด ตระกูลซ่งของข้าอย่างไรก็เป็นคนนอก ทำอะไรคงไม่สะดวกเท่าพวกท่าน"

ได้ยินคำพูดของซ่งฉางเซิง ทุกคนแทบไม่อยากเชื่อหูตัวเอง เดิมทีแค่คิดจะลองเสี่ยงดวงดู ไม่นึกว่าซ่งฉางเซิงจะยอมมอบแคว้นหยางให้พวกเขาดูแลจริงๆ นี่มันลาภลอยหล่นทับชัดๆ

"ยังเด็กอยู่จริงๆ แม้ตบะจะสูงส่ง แต่เล่ห์เหลี่ยมยังไม่แพรวพราวพอ" ฉู่หนานเฟิงลอบคิดในใจขณะมองใบหน้าอ่อนเยาว์เกินวัยนั้น

ในสายตาเขา การที่ซ่งฉางเซิงมีตบะสูงขนาดนี้ตั้งแต่อายุยังน้อย คงทุ่มเวลาทั้งหมดไปกับการบำเพ็ญเพียร วิสัยทัศน์อาจจะยังไม่กว้างไกลนัก จึงเป็นเรื่องปกติ

ขณะที่กำลังแอบดีใจ ก็ได้ยินเสียงนุ่มนวลของซ่งฉางเซิงดังขึ้นข้างหู "โบราณว่า 'งูไร้หัวเดินไม่ได้ นกไร้ปีกบินไม่ขึ้น' ข้ามีความคิดว่าจะเลือกคนจากในหมู่ประมุขทั้งหลายมาเป็นตัวแทนตระกูลซ่ง มีอำนาจเต็มในการบริหารจัดการทุกอย่างในแคว้นหยาง ไม่ทราบว่าพวกท่านมีตัวเลือกที่ดีแนะนำหรือไม่?"

ประโยคนี้ทำเอาทุกคนใจเต้นระรัว

แต่พวกเขาก็ยังพอมีสติ รู้ว่าเรื่องแบบนี้ไม่ใช่เรื่องที่พวกเขาจะชี้แนะได้ ทุกคนจึงแสดงความถ่อมตน บอกว่าแล้วแต่ซ่งฉางเซิงจะจัดสรร

และสิ่งที่ซ่งฉางเซิงรอก็คือคำพูดนี้

"ในเมื่อทุกท่านไม่มีตัวเลือกที่ดี งั้นข้าขอจิ้มเลือกเองเลยแล้วกัน

ข้าว่าประมุขฉู่ก็เหมาะสมดีนะ ตระกูลฉู่มีความแข็งแกร่งเป็นอันดับหนึ่งในแคว้นหยาง แถมเท่าที่ข้ารู้มา ก่อนหน้านี้พวกท่านเคยตั้งพันธมิตรขึ้นมากลุ่มหนึ่ง และประมุขฉู่ก็เป็นผู้นำกลุ่มนี้ แสดงว่าประมุขฉู่ได้รับการยอมรับจากทุกคนเป็นอย่างดี

เป็นไง คนที่ข้าเลือกมานี้ใช้ได้ไหม?"

ใบหน้าของซ่งฉางเซิงเปื้อนยิ้ม แต่ในสายตาทุกคน รอยยิ้มนั้นกลับทำให้หนังศีรษะชาวาบ ฉู่หนานเฟิงถึงกับเหงื่อกาฬแตกพลั่ก รู้สึกเสียวสันหลังวาบ

'เขารู้ได้ยังไง?'

นี่คือคำถามที่ผุดขึ้นในใจทุกคนพร้อมกัน

หลังจากข่าวความพ่ายแพ้ของสำนักเลี่ยหยางแพร่ออกไป พวกเขาได้รวมตัวกันตั้งพันธมิตรลับจริงๆ ตกลงกันว่าจะแบ่งเค้กทรัพย์สินของสำนักเลี่ยหยาง และถ้าจำเป็นก็จะล้มสำนักเลี่ยหยาง แล้วขึ้นมาเป็นเจ้าของแคว้นหยางเสียเอง

และมีข้อหนึ่งที่สำคัญมาก คือต้องสามัคคีร่วมใจกันต้านศัตรูภายนอก

'ศัตรูภายนอก' ที่ว่า ย่อมหมายถึงตระกูลซ่ง

แน่นอนว่าผลสุดท้ายคือพันธมิตรนี้ยังไม่ทันได้ลงมือทำอะไร ตระกูลซ่งก็โชว์พลังตบจนพวกเขาพากันหักหลังเพื่อนร่วมอุดมการณ์

แม้จะจบเห่ก่อนเริ่ม แต่พันธมิตรนี้ก็เคยมีตัวตนอยู่จริง

เรื่องอื่นไม่เท่าไหร่ แต่ข้อที่ว่า 'ร่วมมือกันต้านตระกูลซ่ง' ในเวลานี้มันคือข้อหาฉกรรจ์ถึงตาย!

โดยเฉพาะฉู่หนานเฟิงที่เป็นถึงหัวหน้ากลุ่ม

ตอนนี้ เขาไม่มีเวลาไปคิดหาตัวหนอนบ่อนไส้แล้ว รีบทรุดตัวลงคุกเข่า เสียงสั่นเครือ "ฉู่ไร้ความสามารถ มิอาจแบกรับหน้าที่สำคัญนี้ได้ ขอท่านเซียนโปรดถอนคำสั่งด้วยเถิด"

"เอ๊ะ ถ่อมตัวไปแล้ว ประมุขฉู่ขนาดหัวหน้าพันธมิตรยังเป็นได้ มองไปทั่วแคว้นหยางยังมีใครทำได้อีกเล่า?" ซ่งฉางเซิงกล่าวทีเล่นทีจริง

ฉับพลัน เหงื่อเย็นของฉู่หนานเฟิงไหลพรากราวกับน้ำตก

คำพูดนี้มันเชือดเฉือนใจเกินไปแล้ว

เขาโขกศีรษะกับพื้น เสียงสั่นระริก "ขอท่านเซียนโปรดถอนคำสั่งด้วยเถิด"

นัยน์ตาซ่งฉางเซิงฉายแววเย้ยหยัน หันไปมองซ่างกวนอิ้น "ในเมื่อหัวหน้าพันธมิตรฉู่ไม่ยอมแบ่งเบาภาระให้ข้า งั้นให้รองหัวหน้าพันธมิตรซ่างกวนรับหน้าที่แทนแล้วกัน"

"ตึง" ซ่างกวนอิ้นเข่าอ่อนทรุดลงไปทันที ปากพร่ำบอก "มิกล้าๆ"

ดวงตาของซ่งฉางเซิงกวาดมองไปที่คนที่เหลือ ใครก็ตามที่สบตาเขา ต่างรู้สึกหนาวเหน็บที่แผ่นหลัง รีบคุกเข่าลงเบื้องหน้าเขาทีละคน

"ในเมื่อไม่มีใครยอมช่วยแบ่งเบาภาระข้า งั้นเรื่องคนคุมงานก็พักไว้ก่อน พวกเจ้าออกไปได้แล้ว" ซ่งฉางเซิงไม่ได้คิดจะเชือดไก่ให้ลิงดูจริงๆ จึงแค่ข่มขวัญพอเป็นพิธี แล้วปล่อยพวกเขาไป

ทั้งเจ็ดคนรู้สึกเหมือนได้ตายแล้วเกิดใหม่ รีบถอยกรูดออกไปอย่างรวดเร็ว

พอพ้นสายตาซ่งฉางเซิง ทุกคนถึงได้หายใจทั่วท้อง

ทันใดนั้น ฉู่หนานเฟิงมองหน้าทุกคนด้วยสีหน้าย่ำแย่ "ข้าแซ่ฉู่ถามใจตัวเองไม่เคยทำผิดต่อพวกท่าน ทำไมต้องใส่ร้ายข้าด้วย?"

ไป๋รั่วหงได้ยินก็ของขึ้นทันที

"เจ้าคงไม่คิดว่าเป็นพวกเราที่ปล่อยข่าวหรอกนะ?"

"ถ้าไม่ใช่ แล้วท่านเซียน... ซ่งจะรู้ละเอียดขนาดนี้ได้ไง?" ฉู่หนานเฟิงถามกลับเสียงแข็ง

เขากลัวจริงๆ ตอนซ่งฉางเซิงพูดประโยคนั้น เขาคิดว่าซ่งฉางเซิงจะเชือดตระกูลฉู่ทิ้งเสียแล้ว โชคดีที่ซ่งฉางเซิงไม่เอาความ

แต่เมื่อเดิมพันด้วยชีวิตคนทั้งตระกูล ฉู่หนานเฟิงจึงเลิกอ้อมค้อม ฉีกหน้ากันตรงๆ

เมื่อเจอกับคำถามนี้ แน่นอนว่าไม่มีใครยอมรับ แต่คำพูดของฉู่หนานเฟิงก็ทำให้คนอื่นเริ่มระแวงกันเอง มองคนข้างๆ ด้วยสายตาไม่ไว้วางใจ

สุดท้าย ต่างคนต่างแยกย้ายกันไปอย่างไม่สบอารมณ์

ความจริงแล้ว ไม่มีหนอนบ่อนไส้อะไรทั้งนั้น ข่าวการตั้งพันธมิตรลับถูกสายสืบของหอวายุส่งกลับไป และซ่งฉางเซิงก็ไม่ได้รู้ละเอียดขนาดที่พวกเขาจินตนาการ แต่เพราะพวกเขามีชนักติดหลัง จึงไม่ได้คิดไตร่ตรองให้ลึกซึ้ง

ดังนั้น ความไว้วางใจอันเปราะบางที่มีให้กันอยู่เดิม จึงพังทลายลงอย่างสิ้นเชิงจากเหตุการณ์นี้

เชื่อว่าในช่วงเวลาต่อจากนี้ พวกเขาคงจะสงบเสงี่ยมเจียมตัวขึ้นเยอะ

หลังจากจัดการดัดนิสัยคนพวกนี้เสร็จ ซ่งฉางเซิงก็นำกำลังมุ่งหน้าสู่แคว้นเซียงทันที...

...

[จบแล้ว]

จบบทที่ บทที่ 360 - สยบด้วยอำนาจ

คัดลอกลิงก์แล้ว