- หน้าแรก
- ความเป็นอมตะเริ่มต้นด้วยการเข้าใจหลักสำคัญของคัมภีร์เต๋า
- บทที่ 320 - สี่สหายรวมตัว ชีพจรวิญญาณห้าธาตุ
บทที่ 320 - สี่สหายรวมตัว ชีพจรวิญญาณห้าธาตุ
บทที่ 320 - สี่สหายรวมตัว ชีพจรวิญญาณห้าธาตุ
บทที่ 320 - สี่สหายรวมตัว ชีพจรวิญญาณห้าธาตุ
“ฉางเซิง ครั้งนี้เจ้าสร้างชื่อเสียงระบือไกลไปทั่วแคว้นต้าฉีจริงๆ” ซ่งเซียนอวิ้นกล่าวด้วยความปลาบปลื้ม
“แต่นี่ไม่ใช่เรื่องดีเสมอไปนะขอรับ” ซ่งฉางเซิงยิ้มแห้ง
ไม้ใหญ่อยู่กลางป่า ลมย่อมปะทะก่อนใคร
เดิมทีเขาแค่ต้องการมาช่วยเมืองลั่วเสียให้คนครบจำนวน ใครจะคิดว่าจะมาถึงขั้นนี้ กลายเป็นแย่งซีนทุกคนไปหมด นี่ไม่ใช่เจตนาของเขาเลย
ยังดีที่ผลตอบแทนครั้งนี้คุ้มค่า จึงถือว่าไม่เลวร้ายนัก
“ปู่ยี่สิบเอ็ด ท่านอาจารย์มอบยอดเขาอู่ซิงและพื้นที่โดยรอบสามพันลี้ให้แก่เรา นี่คือแผนที่ ท่านลองดูสิขอรับ” ซ่งฉางเซิงยื่นแผนที่ในมือให้
ซ่งเซียนอวิ้นรับแผนที่มา มือทั้งสองข้างสั่นเทา ตัวอักษรที่เขียนกำกับยิบย่อยบนนั้น ล้วนเป็นโอกาสในการผงาดขึ้นของตระกูลซ่ง
“คุ้มค่า คุ้มค่า คุ้มค่าจริงๆ” น้ำเสียงของซ่งเซียนอวิ้นสั่นเครือด้วยความตื้นตัน
“ปู่ยี่สิบเอ็ด หลานเห็นว่าเราควรรีบเชื่อมต่อตระกูลกับยอดเขาอู่ซิงด้วยค่ายกลเคลื่อนย้ายมิติให้เร็วที่สุด แต่ตอนนี้ตระกูลขาดแคลนวัสดุสร้างค่ายกล ต้องรบกวนท่านกลับไปเตรียมการแล้วขอรับ หลานจะล่วงหน้าไปดูที่ยอดเขาอู่ซิงก่อน”
“ใช่ๆๆ จะปล่อยให้ยอดเขาอู่ซิงเป็นดินแดนที่เข้าถึงยากไม่ได้ ปู่จะรีบกลับไปเตรียมการทันที เจ้าไปคนเดียวต้องระวังตัวให้มากนะ”
“ท่านวางใจเถอะขอรับ หลานจะระวังตัว หนทางยาวไกล ท่านขากลับก็ต้องระวังตัวด้วยนะขอรับ” ซ่งฉางเซิงประสานมือ
จากนั้นเขาก็หันไปหาซ่งชิงซี “ซีเอ๋อร์ สวนสมุนไพรของตระกูลเจ้าต้องดูแลให้ดี ถึงเวลาอาจต้องย้ายสมุนไพรบางส่วนไปปลูกที่ยอดเขาอู่ซิง เจ้าคัดเลือกเตรียมไว้ล่วงหน้าเลยนะ”
“ท่านอาวางใจได้เลยเจ้าค่ะ” ซ่งชิงซียิ้มหวาน
“ท่านประมุข แม่นางจวงมาขอรับ” ซ่งชิงสือเปิดประตูเข้ามา รายงานด้วยความนอบน้อม
“เยว่ฉานมาหรือ”
“ฉางเซิง ในเมื่อแม่นางจวงมาแล้ว เจ้าก็รีบไปเถอะ อย่าให้เขาคอยนาน ปู่กับซีเอ๋อร์เก็บของเสร็จก็จะกลับตระกูลเลย เจ้าไม่ต้องมาส่งแล้ว ใช้เวลากับแม่นางจวงให้เต็มที่เถอะ” ซ่งเซียนอวิ้นยิ้มตาหยี
“เอ่อ... ขอรับ” ซ่งฉางเซิงหน้าแดงก่ำ ประสานมือลา แล้วเดินออกไปอย่างทุลักทุเล
“เจ้ามาแล้ว” ซ่งฉางเซิงจับมือเล็กๆ ของจวงเยว่ฉานอย่างเป็นธรรมชาติ
จวงเยว่ฉานขัดขืนพอเป็นพิธี ก่อนจะก้มหน้าลง เอ่ยเสียงเบาว่า “เจ้าจะไม่กลับไปพร้อมพวกเราจริงๆ หรือ”
“ข้าต้องไปดูที่ยอดเขาอู่ซิงก่อน ไปสำรวจสถานการณ์ล่วงหน้า ต่อไปจะได้สะดวกในการตั้งฐานที่มั่นของตระกูล”
“งั้นข้าไปเป็นเพื่อนเจ้า ยอดเขาอู่ซิงสถานการณ์ซับซ้อน ไปกันสองคนจะได้ช่วยดูแลกัน”
“ทางท่านอาจารย์...” ซ่งฉางเซิงรู้สึกผิดเล็กน้อย ทำไมจู่ๆ ถึงรู้สึกเหมือนกำลังจะหนีตามกันไปอย่างไรอย่างนั้น
“ท่านอาจารย์ไม่มีปัญหาหรอก” จวงเยว่ฉานเงยหน้าขึ้นถลึงตาใส่เขา นางไม่ใช่เด็กๆ แล้ว จะไปไหนมาไหนต้องขออนุญาตผู้ปกครองเสียเมื่อไหร่
“ก็ได้ งั้นเราไปยอดเขาอู่ซิงด้วยกัน” ซ่งฉางเซิงยิ้มกว้าง
“เฮ้อ พี่ซ่งรุ่งโรจน์ในสนามประลอง แล้วยังรุ่งโรจน์ในสนามรัก จนลืมเพื่อนเก่าเพื่อนแก่ไปหมดสิ้นแล้ว อวิ๋นเหอ ประโยคนั้นว่ายังไงนะ เห็นผู้หญิงดีกว่าเพื่อน ใช่ไหม”
ทันใดนั้น เสียงยียวนกวนประสาทก็ดังแทรกเข้ามา
ซ่งฉางเซิงสะดุ้งโหยง หันขวับไปมองที่ต้นเสียง เห็นเจ้าอ้วนในชุดไหมทองยืนกอดอกพิงกำแพง มองเขาด้วยสายตารังเกียจ
และข้างกายเจ้าอ้วน มีนักดาบแขนเดียวชุดขาว ยืนสง่าผ่าเผยโดดเด่นสะดุดตา ราวกับกระบี่คมกริบที่พร้อมจะออกจากฝัก
“ไอ้อ้วน อวิ๋นเหอ พวกเจ้ามาอยู่ที่นี่ได้ยังไง” ซ่งฉางเซิงดีใจจนเนื้อเต้น รีบปรี่เข้าไปชกไหล่คนละหมัด
“โอ๊ย เจ้าจะฆ่าข้ารึไง” จูอี้ฉวินลูบหน้าอก ทำหน้าเหยเก
“ข้านึกว่าเจ้าตายไปแล้วนะเนี่ย หลายปีมานี้หายหัวไปไหนมา” ซ่งฉางเซิงวางภูเขาที่ทับอกมาหลายปีลงได้เสียที เอ่ยถามด้วยน้ำเสียงผ่อนคลาย
“เรื่องมันยาว หาที่นั่งดื่มไปคุยไปดีกว่า พอดีเลย ข้าก็อยากรู้เหมือนกันว่าเจ้าใช้วิธีไหนหลอกล่อสหายเต๋าจวงมาได้” จูอี้ฉวินหัวเราะร่า
“ไปนอกเมืองกัน ข้ามีเหล้าดีติดตัวมาด้วย” ซ่งฉางเซิงตบน้ำเต้าสีเหลืองอร่ามที่ข้างเอว...
ครึ่งชั่วยามต่อมา ณ ยอดเขาไร้นาม ห่างจากเมืองติ้งหย่วนไปหกสิบลี้
ซ่งฉางเซิง จูอี้ฉวิน สวีอวิ๋นเหอ และจวงเยว่ฉาน สี่สหายกลับมารวมตัวกันอีกครั้ง
เวลาผ่านไปสิบกว่าปี ให้ความรู้สึกเหมือนผ่านไปคนละภพชาติ เด็กหนุ่มไร้เดียงสาในวันวาน บัดนี้เติบโตจนกลายเป็นผู้มีอิทธิพลที่สามารถสั่นสะเทือนยุทธภพได้แล้ว
จูอี้ฉวินพลิกไม้เสียบเนื้อย่างไปพลาง ถอนหายใจไปพลาง “นึกถึงตอนนั้นที่ฉางเซิงเจอกับเยว่ฉานครั้งแรก แทบจะตีกันตาย ไม่นึกเลยว่าตอนนี้จะมาลงเอยกันได้ โลกนี้มันเอาแน่เอานอนไม่ได้จริงๆ”
“เขาเรียกว่าระยะทางพิสูจน์ม้า กาลเวลาพิสูจน์คน ข้ากับเยว่ฉานแค่มีเรื่องเข้าใจผิดกันนิดหน่อย ตอนหลังก็ปรับความเข้าใจกันได้แล้ว” ซ่งฉางเซิงปูหนังอสูรลงบนพื้น ริน ‘สุราวานร’ ให้ทุกคน กลิ่นผลไม้หอมตลบอบอวลผสมกับกลิ่นเหล้า
จวงเยว่ฉานหยิบผลไม้วิญญาณออกมาวางเรียง ยิ้มถามว่า “หลายปีมานี้เจ้าไปอยู่ที่ไหนมา ข้าฝากคนตามหาตั้งนานก็ไม่มีข่าวคราว”
“ตอนนั้น ศัตรูของตาเฒ่าที่บ้านบุกมา ตาเฒ่าเลยเผ่นแน่บ ข้าก็ตามไปหาเบาะแสเขาที่เปียนโจว
ระหกระเหินไปทั่ว เจออันตรายสารพัด สุดท้ายไปเจอตัวเขาที่หุบเขาไร้นามแห่งหนึ่ง เพื่อหลบหนีศัตรู เขาซ่อนตัวอยู่ในหมู่บ้านธรรมดาๆ พวกเราอยู่ที่นั่นตั้งหลายปี
จนวันหนึ่ง ตาเฒ่าพาข้าไปทางตะวันออก พวกเราไปที่สำนักดาบสวรรค์เพื่อขโมย... เอ้ย ไปเอาของบางอย่าง สุดท้ายก็กลับไปที่สำนักของตาเฒ่า
ที่นั่น ข้าได้เจอกับแม่นางยักษ์ขมูขีคนหนึ่ง หน้าตางดงามปานนางฟ้า แต่จิตใจอำมหิตดั่งงูพิษ นางกับตาเฒ่ารวมหัวกันบังคับให้ข้าฝึกกระบี่ ถ้าไม่ฝึกก็ซ้อมข้า”
เล่าถึงตรงนี้ เสียงของจูอี้ฉวินเริ่มสะอื้น พูดไปน้ำตาจะไหล ใครจะรู้ว่าหลายปีมานี้เขาต้องเจออะไรมาบ้าง
“แล้วต่อไปเจ้าจะเอายังไง” ซ่งฉางเซิงไม่ต้องถามก็รู้ว่าเจ้านี่ต้องหนีออกมาแน่ๆ
“พวกข้ากำลังคุยเรื่องนี้กันอยู่พอดี เจ้าดูข้าเป็นไง” จูอี้ฉวินยื่นหน้าเจ้าเล่ห์เข้ามาใกล้
เห็นสีหน้าของจูอี้ฉวิน ซ่งฉางเซิงรู้สึกขนลุกซู่ รีบถอยกรูดไปจับมือจวงเยว่ฉานไว้แน่น “เจ้าจะทำอะไร ข้าไม่ได้นิยมตัดแขนเสื้อนะเว้ย”
“ถุย คิดไปถึงไหนแล้ว” จูอี้ฉวินกลอกตามองบน “ตระกูลซ่งของเจ้ากำลังรับสมัครอาคันตุกะไม่ใช่รึ ด้วยความสามารถของข้า คิดว่าคงไม่มีปัญหานะ?”
“เจ้าอยากเข้าร่วมตระกูลซ่ง?” ซ่งฉางเซิงตาลุกวาว ด้วยความสามารถของเจ้าอ้วน ถ้าได้มาร่วมงาน จะเป็นกำลังสำคัญอย่างแน่นอน
“ฝันไปเถอะ ข้ามันคนรักอิสระดั่งสายลม จะให้ไปติดแหง็กอยู่ในตระกูลเจ้าเป็นนกในกรงปลากในบ่อได้ไง
ข้าหมายถึงเป็นอาคันตุกะแบบรับเงินแต่ไม่ต้องทำงานต่างหาก” จูอี้ฉวินเบ้ปาก
“อีกอย่าง ข้าในฐานะลูกผู้ชายเพียงคนเดียวของสำนักกระบี่โบราณในรุ่นนี้ อนาคตต้องเป็นเจ้าสำนักนะ จะไปเข้าตระกูลเจ้าได้ไง”
“เป็นอาคันตุกะได้ แต่ไม่ทำงานไม่ได้ พอดีเลยข้าจะไปยอดเขาอู่ซิง เจ้าก็ไปกับข้าด้วยเลย ถือเป็นการทดสอบงาน ถ้าทำตัวดีข้าจะจ้างเป็นอาคันตุกะ”
“รู้อยู่แล้วว่าไปกับเจ้าต้องไม่มีเรื่องดี” จูอี้ฉวินบ่นอุบ แต่ก็ไม่ได้ปฏิเสธ หันไปหาสวีอวิ๋นเหอที่นั่งข้างๆ “ข้าหลงกลลงเรือโจรไปแล้ว เจ้าไม่ไปด้วยกันรึ ให้เจ้านี่เลี้ยงดูพวกเราไม่ดีกว่าหรือ”
สวีอวิ๋นเหอยิ้มบางๆ “ข้าคงไม่ล่ะ รอวันที่ข้าบรรลุระดับตำหนักม่วง ข้าจะไปตั้งสำนักที่เทือกเขาแสนยอด!”
ได้ยินดังนั้น ความคิดของซ่งฉางเซิงก็ย้อนกลับไปเมื่อสิบปีก่อน ที่หน้าคลังสมบัติเมืองลั่วเสีย สวีอวิ๋นเหอเคยบอกเขาว่า จะเติบโตเป็นต้นไม้ใหญ่ที่แผ่กิ่งก้านสาขา ให้ร่มเงาแก่ลูกหลานและศิษย์ในสำนัก
เวลาผ่านไปนานขนาดนี้ สวีอวิ๋นเหอก็ยังคงมุ่งมั่นทำตามคำสัญญานั้น
“ตั้งสำนักรึ ก็ไม่เลวนะ” จูอี้ฉวินพยักหน้า โรยผงปรุงรสสูตรลับลงบนเนื้อย่างสีเหลืองทอง กลิ่นหอมฉุยฟุ้งกระจายไปทั่วยอดเขา
ทั้งสี่คนกินดื่มกันอย่างเอร็ดอร่อย จากนั้นก็ออกเดินทางมุ่งหน้าสู่ยอดเขาอู่ซิงด้วยกัน...
ยอดเขาอู่ซิงตั้งอยู่ทางทิศตะวันตกของทั่วโจว ห่างจากเมืองติ้งหย่วนไม่ถึงหมื่นลี้ ด้วยความเร็วของทั้งสี่คน ไม่นานก็มาถึงขอบเขตที่มู่กุยไป๋มอบให้
“แดนสวรรค์ชัดๆ แม้ตอนนี้จะดูรกร้างไปหน่อย แต่ขอแค่พัฒนาสักระยะ ก็เพียงพอจะเป็นที่ตั้งรกรากของตระกูลระดับตำหนักม่วงได้เลย” สวีอวิ๋นเหอมองผืนดินที่เขียวขจีตรงหน้าด้วยแววตาอิจฉา นี่แหละคือที่ดินในฝันของเขา
“เมื่อก่อนได้ยินแต่เขาว่าเทือกเขาแสนยอดอุดมสมบูรณ์ แต่นึกภาพไม่ออก จนได้มาเห็นกับตาตัวเองถึงเข้าใจความหมาย” ซ่งฉางเซิงถอนหายใจชื่นชม
เมื่อเขายืนอยู่บนแผ่นดินนี้ จิตสัมผัสก็ตรวจพบสมุนไพรวิญญาณและสัตว์อสูรมากมายซ่อนตัวอยู่ในป่าเขา สิ่งเหล่านี้ล้วนเป็นทรัพยากรอันล้ำค่า
และใต้ชั้นดินหนาทึบ ยังมีแร่ธาตุและชีพจรวิญญาณหายากฝังอยู่ นี่คือปีกและทุนรอนที่จะพาตระกูลซ่งทะยานขึ้นฟ้า
“นั่นคงเป็นยอดเขาอู่ซิงสินะ สูงตระหง่านเสียจริง” จูอี้ฉวินชี้ไปที่ยอดเขาสูงเสียดฟ้าเบื้องหน้า
“น่าจะใช่นะ เราเข้าไปดูกัน”
ทั้งกลุ่มเหินกระบี่ไปที่ตีนเขา มองจากข้างล่างขึ้นไป ยอดเขาอู่ซิงสูงทะลุชั้นเมฆไปกว่าครึ่ง
“สูงอย่างน้อยแปดพันจ้าง สูงกว่ายอดเขาชางหมิงเสียอีก ความเข้มข้นของพลังปราณก็ไม่ด้อยไปกว่ากัน ข้าว่าเจ้าย้ายฐานบัญชาการตระกูลซ่งมาที่นี่ได้เลยนะเนี่ย” จูอี้ฉวินอุทาน
“ข้าก็เคยมีความคิดนี้ แต่ข้าต้องรับผิดชอบต่อคนในตระกูล ที่นี่อยู่ติดกับแดนปีศาจ ผ่านร้อนผ่านหนาวมาขนาดนี้ ข้าอยากให้พวกเขาได้ใช้ชีวิตสงบสุขบ้าง”
หลายปีมานี้ ตระกูลซ่งผ่านเรื่องราวมามากเกินไป สูญเสียไปมากเกินไป ทุกบ้านทุกเรือนต่างต้องไว้ทุกข์
ซ่งฉางเซิงไม่อาจหยุดยั้งการก้าวเดินของยักษ์ใหญ่ที่ชื่อตระกูลซ่งได้ แต่เขาสามารถให้มันได้หยุดพักหายใจบ้าง
“ขึ้นไปดูกันเถอะ” จวงเยว่ฉานชี้ไปที่ทางเดินเล็กๆ ในป่า ซึ่งเกิดจากรอยเท้าสัตว์ป่าขนาดใหญ่
“ไปกัน”
ซ่งฉางเซิงรับคำแล้วเดินขึ้นเขา ทันทีที่เหยียบย่างบนผืนดินนี้ คิ้วของเขาก็ขมวดมุ่น
“พวกเจ้าสังเกตเห็นความผิดปกติอะไรไหม” ซ่งฉางเซิงหันไปถามเพื่อนร่วมทาง
“พลังปราณที่นี่แปลกๆ”
“น่าจะเป็นเพราะชีพจรวิญญาณ พลังปราณธาตุไม้ ไฟ ดิน ทอง และน้ำ เข้มข้นเป็นพิเศษ หรือว่าที่นี่คือชีพจรวิญญาณห้าธาตุในตำนาน?” จวงเยว่ฉานตกใจ
“ชีพจรวิญญาณห้าธาตุระดับสาม? ถ้าเป็นจริง มูลค่าของที่นี่จะยิ่งสูงขึ้นไปอีก” จูอี้ฉวินอ้าปากค้าง
ชีพจรวิญญาณในโลกนี้มีหลายชนิด ที่พบเห็นได้ทั่วไปคือแบบยอดเขาชางหมิง ซึ่งปลดปล่อยพลังปราณบริสุทธิ์ ผู้ฝึกตนหรือสัตว์อสูรธาตุใดก็ดูดซับได้ เหมาะแก่การปลูกพืชวิญญาณส่วนใหญ่
นอกจากนี้ยังมีชีพจรวิญญาณธาตุเดี่ยว เช่น ทอง ไม้ น้ำ ไฟ ดิน สายฟ้า ลม น้ำแข็ง และชีพจรวิญญาณธาตุคู่ เช่น น้ำ-ไฟ, ดิน-ไม้, น้ำ-ไม้
ชีพจรวิญญาณเหล่านี้จะปลดปล่อยเฉพาะพลังปราณธาตุนั้นๆ เหมาะสำหรับผู้ฝึกตน สัตว์อสูร หรือพืชวิญญาณธาตุเดียวกันเท่านั้น
พลังปราณแบบนี้จะบริสุทธิ์กว่า ฝึกฝนได้เร็วกว่า แต่มีข้อจำกัดค่อนข้างมาก
แต่ชีพจรวิญญาณห้าธาตุนั้นต่างออกไป มันปลดปล่อยพลังปราณที่เหมาะกับธาตุทั้งห้า ถือเป็นสุดยอดชีพจรวิญญาณในใต้หล้า
“ชีพจรวิญญาณห้าธาตุหายากมาก การก่อตัวมักมีเหตุปัจจัยพิเศษ ไม่รู้ว่าที่นี่มีความพิเศษอะไรซ่อนอยู่?” ว่าแล้วดวงตาของซ่งฉางเซิงก็ปรากฏลวดลายประหลาด มองทะลุเข้าไปในตัวภูเขา
ซ่งฉางเซิงเห็นแสงห้าสีจางๆ ปกคลุมทั่วทั้งยอดเขา และลึกเข้าไปในใจกลางเขา เขาเห็นกลุ่มแสงขนาดเท่าแตงโม ส่องแสงห้าสีเจิดจ้า
“นี่มัน... สมบัติวิเศษห้าธาตุ?” ซ่งฉางเซิงขมวดคิ้ว สมบัติวิเศษห้าธาตุล้ำค่าหาใดเปรียบ กองทัพพันธมิตรมีอัจฉริยะมากมาย ไม่มีเหตุผลที่จะไม่มีใครค้นพบ ทำไมถึงยังหลงเหลือมาถึงตอนนี้?
“หรือว่า...” จู่ๆ ซ่งฉางเซิงก็นึกขึ้นได้ เมื่อวานตอนคุยกับมู่กุยไป๋ ท่านเคยบอกว่าทิ้งของขวัญไว้ให้เขาที่ยอดเขาอู่ซิง หรือจะเป็นสมบัติวิเศษห้าธาตุชิ้นนี้?
“ฉางเซิงเห็นอะไรเข้าแล้ว?” สวีอวิ๋นเหอถามด้วยความอยากรู้
“ใจกลางเขามีสมบัติวิเศษห้าธาตุอยู่ชิ้นหนึ่ง” ซ่งฉางเซิงไม่ปิดบัง เพราะไม่มีอะไรต้องปิดบัง คนกลุ่มนี้ไม่ใช่พวกกระจอก ถึงเขาไม่บอก พวกเขาก็คงดูออกเอง ไม่จำเป็นต้องทำลับๆ ล่อๆ
“สมบัติวิเศษห้าธาตุ น่าจะเป็นของขวัญที่ท่านอาจารย์ทิ้งไว้ให้เจ้ากระมัง” จวงเยว่ฉานกล่าวอย่างครุ่นคิด
ซ่งฉางเซิงมองนางด้วยความประหลาดใจ ไม่คิดว่าจวงเยว่ฉานจะรู้เรื่องนี้ด้วย
“จุ๊ๆๆ อิจฉาตาร้อนจะแย่อยู่แล้ว ข้าก็อยากหาเศรษฐีนีมาเลี้ยงดูบ้างจัง” จูอี้ฉวินทำหน้าเพ้อฝัน
ซ่งฉางเซิงกลอกตามองบน “ขึ้นไปดูกันก่อนเถอะ”
กลุ่มคนเดินขึ้นเขา พอถึงกลางเขา สีหน้าของซ่งฉางเซิงก็เปลี่ยนไปทันที เอ่ยเสียงเย็น “ดูเหมือนจะมีแขกไม่ได้รับเชิญมาเยือนเสียแล้ว”
“กลิ่นอายปีศาจรุนแรงมาก อย่างน้อยก็ปีศาจระดับสาม” สวีอวิ๋นเหอขมวดคิ้ว ปีศาจตนนี้ซ่อนตัวเก่งมาก พวกเขาเดินมาถึงตรงนี้เพิ่งจะสัมผัสได้
“ไม่น่าจะเป็นไปได้ ปีศาจบนยอดเขานี้ถูกกองทัพพันธมิตรกวาดล้างไปแล้วนี่นา จะยังมีปีศาจระดับสามเหลืออยู่ได้ยังไง”
“ที่นี่อยู่ติดกับแดนปีศาจ ชีพจรวิญญาณระดับสามดึงดูดสัตว์อสูรมาก็เป็นเรื่องปกติ แต่วันนี้คงไม่ได้ชมวิวกันสวยๆ แล้วล่ะ”
ชีพจรวิญญาณไร้เจ้าของย่อมดึงดูดใจสัตว์อสูร ซ่งฉางเซิงไม่แปลกใจ เพียงแต่แผนการวันนี้คงต้องล่ม
“ทำไม มาถึงนี่แล้ว พี่ซ่งจะกลับรึไง” จูอี้ฉวินมองซ่งฉางเซิงยิ้มๆ
“ยังไงก็เป็นปีศาจระดับสาม ระวังตัวไว้หน่อยดีกว่า”
“ถ้ามันมั่นใจว่าจะจัดการเราได้ คงไม่มุดหัวอยู่บนเขาหรอก กล้าไปทักทายมันกับข้าไหมล่ะ?” จูอี้ฉวินกล่าวด้วยความมั่นใจเต็มเปี่ยม
...
[จบแล้ว]