- หน้าแรก
- ความเป็นอมตะเริ่มต้นด้วยการเข้าใจหลักสำคัญของคัมภีร์เต๋า
- บทที่ 300 - รวบรวมดินวิญญาณและฟื้นฟูจุดติดต่อ
บทที่ 300 - รวบรวมดินวิญญาณและฟื้นฟูจุดติดต่อ
บทที่ 300 - รวบรวมดินวิญญาณและฟื้นฟูจุดติดต่อ
บทที่ 300 - รวบรวมดินวิญญาณและฟื้นฟูจุดติดต่อ
ทั้งสามล้วนเป็นผู้ฝึกตนระดับสร้างรากฐานขั้นต้น ห่างชั้นกับซ่งฉางเซิงมากโข การที่ทำให้เขารู้สึกกดดันได้ แสดงว่า 'ค่ายกลสามดาราสวรรค์' นี้ดูแคลนไม่ได้เลยจริงๆ
"ระวังตัวด้วย!"
ซ่งฉางเซิงตะโกนลั่น ใช้วิชาตัวเบา 'แสงผ่านเงาพาด' เคลื่อนย้ายตำแหน่งไปมาหลายจุดในชั่วพริบตา
จุดที่เขาเลือกเจาะทะลวงยังคงเป็นซ่งฉางหรง โดยทั่วไปการรับมือกับวิชาประสานโจมตี วิธีที่ง่ายและได้ผลที่สุดคือการโจมตีจุดเดียว ตัดขาดความเชื่อมโยงของพวกเขา แล้วค่อยจัดการทีละคน
"'มังกรวารีคำราม'"
ลวดลายมังกรจางๆ ปรากฏขึ้นด้านหลังซ่งฉางเซิง ส่งเสียงคำรามกึกก้อง
ซ่งฉางหรงรู้สึกหูอื้ออึง เหมือนมีนกกระจอกนับร้อยนับพันมาส่งเสียงเจี๊ยวจ๊าวข้างหู สลัดอย่างไรก็ไม่หลุด
คาถาเสียงมีจุดเด่นที่ความไม่คาดฝัน คาถานี้ซ่งฉางเซิงฝึกฝนมาตั้งแต่ระดับกลั่นลมปราณ ถึงตอนนี้ก็ยังใช้การได้ดี
อาศัยจังหวะที่ซ่งฉางหรงชะงักงัน เขากำหมัดแน่น ชกเข้าที่หน้าอกของอีกฝ่ายด้วยความเร็วปานสายฟ้าแลบ แม้จะไม่ได้ใช้คาถาเสริม แต่ด้วยความแข็งแกร่งของร่างกาย หมัดนี้โดนเข้าไปซ่งฉางหรงต้องเจ็บตัวแน่
ในช่วงเวลาคับขัน ภาพตรงหน้าซ่งฉางเซิงกลับพร่ามัว ร่างของซ่งฉางหรงหายวับไป แทนที่ด้วยซ่งฉางอันที่มีสีหน้าเคร่งขรึม!
ซ่งฉางอันถือกบี่สั้นยาวสามฟุต ประกายเย็นเยียบ แผ่รังสีอำมหิตน่าเกรงขาม
"พวกเขาสามคนสลับตำแหน่งกันได้ด้วย?" ซ่งฉางเซิงคาดไม่ถึง แต่เวลานี้คิดมากไม่ทันแล้ว เขาเปลี่ยนกำปั้นเป็นกรงเล็บ คว้าจับคมกระบี่ที่ซ่งฉางอันแทงสวนมา
แม้จะเป็นฝ่ามือเนื้อๆ แต่กลับเกิดประกายไฟแลบ
จังหวะนี้เอง ซ่งฉางหรงและซ่งฉางเสวียนก็เข้าโจมตีจุดตายด้านหลังเขาพร้อมกัน จังหวะเวลาแม่นยำไร้ที่ติ
ต่อให้ซ่งฉางเซิงมีประสบการณ์โชกโชน วินาทีนี้คงทำอะไรไม่ได้นอกจากรับการโจมตีตรงๆ
ยิ่งสถานการณ์วิกฤต เขายิ่งใจเย็น ข้อมือสะบัดวูบ แรงมหาศาลกระแทกจนแขนที่ถือกระบี่ของซ่งฉางอันชาหนึบ กระบี่หลุดจากมือทันที
วินาทีถัดมา ซ่งฉางเซิงหมุนตัวกลับ ปล่อยปราณกระบี่คมกริบออกไปหลายสาย คาถาของซ่งฉางหรงและซ่งฉางเสวียนถูกทำลายสิ้น ทั้งสองถูกปราณรูปจันทร์เสี้ยวซัดกระเด็น ล้มลงกับพื้นลุกไม่ขึ้น
'ค่ายกลสามดาราสวรรค์' ถูกทำลาย ซ่งฉางเซิงหยุดมือ ควงกระบี่หนึ่งรอบแล้วโยนคืนให้ซ่งฉางอันที่อยู่ด้านหลัง ก่อนจะเดินไปดึงอีกสองคนให้ลุกขึ้น
ซ่งฉางเสวียนบ่นอุบอิบ "ท่านประมุข ท่านเล่นแรงไปแล้ว ระดับพลังท่านเหนือกว่าพวกเราตั้งเยอะ ยังใช้อาวุธวิเศษอีก"
"พวกเจ้าเลือกจังหวะดีเกินไป ถ้าข้าไม่ทำแบบนั้นก็ต้องเอาตัวรับ ข้าเพิ่งตัดชุดใหม่มา ไม่อยากให้มันพัง" ซ่งฉางเซิงหัวเราะ
"งั้นท่านก็ยอมให้ชุดข้าพังงั้นสิ?" ซ่งฉางเสวียนก้มมองรอยขาดขนาดใหญ่ที่หน้าอกแล้วโวยวายด้วยความ "คับแค้นใจ"
"ท่านประมุขพลังลึกล้ำ รังแกพวกเราชัดๆ วิชาประสานโจมตีที่แท้จริงยังไม่ทันได้ใช้ก็แพ้เสียแล้ว" ซ่งฉางหรงปัดฝุ่นตามตัว บ่นอย่างจนใจ
ซ่งฉางอันเดินเข้ามาสมทบ "ถ้าใช้วิชานั้น ป่านนี้เราสามคนคงลุกไม่ขึ้นแล้ว"
เห็นซ่งฉางเซิงทำหน้างง ซ่งฉางอันจึงอธิบาย " 'ค่ายกลสามดาราสวรรค์' มีวิชาประสานโจมตีหนึ่งท่า สามารถชักนำพลังดวงดาวมารวมไว้ที่ร่างพวกเราสามคน แล้วระเบิดออกพร้อมกัน
กลางวันดาวซ่อนแสง อานุภาพจะน้อย ยามค่ำคืนดาวพราวแสง อานุภาพจะสูงสุด นี่คือที่มาของชื่อดาราสวรรค์
เพียงแต่พลังดวงดาวนั้นรุนแรง ต้องมีร่างกายแข็งแกร่งถึงจะรองรับได้ ด้วยระดับของพวกเรา ใช้หนึ่งครั้งต้องพักฟื้นเป็นครึ่งเดือน"
ซ่งฉางเซิงเข้าใจทันที คล้ายกับ 'ค่ายกลสังหารไร้ลักษณ์' ในร่างเขา ถ้าไม่สำเร็จก็พลีชีพ
"ด้วยระดับที่พวกเจ้าแสดงออกมาเมื่อครู่ ต่อให้ไม่ใช้วิชาประสานโจมตีนั้น ผู้ฝึกตนระดับสร้างรากฐานขั้นกลางน้อยคนนักจะเป็นคู่มือ ต่อให้เจอระดับสร้างรากฐานขั้นปลายทั่วไปก็พอต้านทานได้ ถือว่าไม่เลวเลย"
ซ่งฉางเซิงชื่นชมความสามารถของพวกเขา แม้เขาจะชนะได้ง่ายดาย แต่ในระดับสร้างรากฐาน จะมีสักกี่คนที่เอาชนะเขาได้
ความแข็งแกร่งของทั้งสองฝ่ายไม่ได้อยู่ในระดับเดียวกัน
จากนั้นเขาทำท่าครุ่นคิด "ในเมื่อการรองรับพลังดวงดาวทำร้ายร่างกาย พวกเจ้าสามารถฝึกวิชาเกราะกายาเพื่อลดหรือลบล้างผลกระทบนี้ได้หรือไม่"
ขุมกำลังที่มีรากฐานแน่นหนา ศิษย์ในสำนักมักฝึกวิชาคาถาเป็นหลักและฝึกกายาเป็นรอง แต่ต้องใช้ทรัพยากรมหาศาล
ตระกูลซ่งเพิ่งเริ่มต้น จะให้ทุกคนฝึกทั้งคาถาและกายาคงไม่ไหว แต่ถ้าแค่ไม่กี่คนพอเลี้ยงดูได้
"ตามทฤษฎีแล้วได้ขอรับ ยิ่งร่างกายแข็งแกร่ง ก็ยิ่งรองรับพลังดวงดาวได้มาก วิชาประสานโจมตีย่อมรุนแรงขึ้น" ซ่งฉางอันพยักหน้า
"ตกลง ต่อไปพวกเจ้าเบิก 'หญ้าโลหิตหงส์' คนละสามต้นและเนื้อสัตว์อสูรหนึ่งพันจินต่อเดือนเพื่อใช้ฝึกกายา ห้องแรงโน้มถ่วงและอุปกรณ์ฝึกกายาอื่นๆ ให้ใช้ได้เต็มที่" ซ่งฉางเซิงโบกมือเปย์หนักอีกครั้ง
'หญ้าโลหิตหงส์' คือสมุนไพรชั้นยอดสำหรับฝึกกายา ซ่งฉางเซิงเคยได้มาจากตลาดมืดและนำมาเพาะพันธุ์อย่างดี ตอนนี้ขยายพันธุ์เป็นดงใหญ่ พอให้ผู้ฝึกตนระดับสร้างรากฐานในตระกูลใช้ได้สบาย
ปัญหาคือเนื้อสัตว์อสูร ตระกูลซ่งมีสวนเลี้ยงสัตว์อสูรไม่กี่แห่ง ผลผลิตไม่สูง ไม่พอรองรับความต้องการเดือนละเกือบหมื่นจิน
คงต้องพึ่งทีมล่าสัตว์อสูรและการซื้อด้วยหินวิญญาณ สะสมไปนานๆ ก็เป็นรายจ่ายก้อนโต ถ้าเป็นซ่งลู่โจวขี้เหนียวคงคัดค้านหัวชนฝา
"ท่านประมุขใจป้ำสุดๆ!" ซ่งฉางเสวียนแกล้งทำท่าคารวะ
"จ่ายเงินแล้วต้องเห็นผล ข้ารอวันที่พวกเจ้าฝึก 'ค่ายกลสามดาราสวรรค์' จนสำเร็จขั้นสูงสุด"
ซ่งฉางเซิงรู้ดีว่าเขาใช้เงินมือเติบ แต่เงินเหล่านี้จำเป็นต้องจ่าย เขาเชื่อมั่นในสัจธรรมข้อหนึ่ง เงินไม่ได้มาจากการเก็บออม แต่มาจากการหาเพิ่ม
จ่ายเงินเพื่อเพิ่มความแข็งแกร่ง เมื่อแข็งแกร่งก็หาทรัพยากรได้มากขึ้น แล้วนำมาเพิ่มความแข็งแกร่งต่อ... กลายเป็นวงจรที่ดี
หลังจากใช้ 'แสงแห่งการฟื้นฟู' รักษาอาการบาดเจ็บของทั้งสาม ซ่งฉางเซิงก็แวะไปดูหออำนวยการ แล้วกลับมาที่เรือนพัก ขบคิดเรื่องการเพาะปลูกสมุนไพร
เสี่ยวจิ่วเตือนสติเขา แม้วงจรชีวิตสมุนไพรจะยาวนาน แต่วิธีเร่งการเติบโตก็มีไม่น้อย ตัดวิธีเปลี่ยนเวลาที่ไม่สมจริงออกไป ทางเลือกที่อยู่ตรงหน้ามีดังนี้
หนึ่งคืออย่างที่เสี่ยวจิ่วบอก ปรุงน้ำทิพย์เร่งการเติบโตเฉพาะสำหรับสมุนไพรแต่ละชนิด วิธีนี้เป็นไปได้มากที่สุด แต่เปลืองแรงและเวลา ซ่งฉางเซิงตั้งใจจะมอบหมายให้ซ่งชิงซีและนักปลูกถ่ายวิญญาณที่มีประสบการณ์ในตระกูลรับผิดชอบ
สองคือปรับปรุงสภาพแวดล้อม สมุนไพรแต่ละชนิดต้องการสภาพแวดล้อมต่างกัน สภาพแวดล้อมที่เหมาะสมช่วยเพิ่มคุณภาพและความเร็วในการเติบโต
วิธีนี้ง่าย แต่ต้องใช้เงินเยอะ และทำให้สมุนไพรปลูกกระจัดกระจาย จัดการยาก ความเสี่ยงเพิ่มขึ้น
ซ่งฉางเซิงตั้งใจจะปรับปรุงในวงแคบก่อน รอให้คนพอหรือมีทางออกที่ดีกว่าค่อยขยายผล
สุดท้าย วิธีที่ง่ายและตรงไปตรงมาที่สุดคือการหาดินวิญญาณ
ตามบันทึก โลกนี้มีดินวิญญาณหลายชนิด มีสรรพคุณมหัศจรรย์ เช่น ดินอู้ถู่และดินจี่ถู่ เป็นวัสดุชั้นยอดในการสร้างอาวุธ
'อัสนีเทพเจ้าอู้ถู่' ที่ซ่งฉางเซิงเคยใช้ก็ทำจากดินอู้ถู่
นอกจากนี้ยังมีดินห้าสีและดินเจ็ดสี
ดินห้าสีคือดินที่อุดมด้วยปราณวิญญาณและกฎห้าธาตุ มีห้าสีจึงได้ชื่อนี้ ใช้ปลูกสมุนไพรจะช่วยเพิ่มคุณภาพ โดยเฉพาะสมุนไพรห้าธาตุจะเห็นผลดีที่สุด
ดินเจ็ดสีคล้ายกัน แต่ไม่ได้หมายถึงดินชนิดเดียว แต่มีเจ็ดชนิด ได้แก่ ดินวิญญาณคราม ดินวิญญาณแดง ดินวิญญาณฟ้า ดินวิญญาณขาว ดินวิญญาณดำ ดินวิญญาณทอง และดินวิญญาณม่วง
ทั้งเจ็ดชนิดหายากขึ้นเรื่อยๆ สรรพคุณต่างกัน ดินวิญญาณครามพบได้บ่อยสุด ช่วยเร่งการเติบโตสมุนไพร ดินวิญญาณม่วงหายากสุด นอกจากรวมสรรพคุณของดินห้าสีและดินวิญญาณคราม ยังว่ากันว่าทำให้สมุนไพรกลายพันธุ์ได้
ดินวิญญาณเหล่านี้มีประโยชน์ต่อสมุนไพรอย่างยิ่ง ตระกูลซ่งมีดินห้าสีแปลงเล็กๆ ปลูกสมุนไพรระดับสามที่หายากที่สุดไว้ เป็นเขตหวงห้าม คนทั่วไปห้ามเข้า
"ต้องหาทางเอาดินวิญญาณครามมาให้ได้" ซ่งฉางเซิงขมวดคิ้ว
ดินวิญญาณครามแค่พบได้บ่อยกว่าชนิดอื่น แต่ปริมาณก็น้อยนิด แถมด้วยคุณสมบัติพิเศษ ส่วนใหญ่จึงถูกตระกูลใหญ่และสำนักใหญ่ครอบครอง ในท้องตลาดหาได้ยากยิ่ง
คิดไปคิดมา ซ่งฉางเซิงตัดสินใจปล่อยข่าวรับซื้อดินวิญญาณครามด้วยราคาสูง จะได้ผลหรือไม่ก็ไม่รู้
ตอนนี้ซ่งฉางเซิงซาบซึ้งถึงความสำคัญของเครือข่ายข่าวกรอง หากมีเครือข่ายที่แข็งแกร่ง เขาคงไม่ต้องใช้วิธีไร้ประสิทธิภาพเช่นนี้
พูดถึงเครือข่ายข่าวกรอง ซ่งฉางเซิงนึกถึงพ่อค้าข่าว 'เสิ่นอวิ๋น' ที่เผิงซืออิ่งคุณหนูใหญ่หอการค้าว่านหลงเคยแนะนำ
คนพวกนี้มักมีเครือข่ายข่าวกรองขนาดใหญ่หนุนหลัง หากติดต่อได้ ประสิทธิภาพคงเร็วกว่านี้มาก
น่าเสียดายที่เจ้านั่นไปมาไร้ร่องรอย ไม่อย่างนั้นซ่งฉางเซิงคงไม่รังเกียจที่จะสร้างพันธมิตรระยะยาวด้วย
"ตาเฒ่าชื่อหัว ป่านนี้แล้วหาเจอหรือไม่เจอก็ไม่ส่งข่าวกลับมาบ้างเลย"
ซ่งฉางเซิงสบถในใจ ตอนนั้นเขาส่งชื่อหัวออกไปตามหาเสิ่นอวิ๋นและเจ้านายเก่า หายไปหลายปี ไม่มีตดหลุดออกมาสักแอะ ความอดทนเขาใกล้หมดแล้ว
ตรวจสอบตราประทับวิญญาณของชื่อหัว ซ่งฉางเซิงหรี่ตาลง พึมพำเบาๆ "ตาเฒ่า อย่าหาเรื่องใส่ตัวนะ..."
แคว้นสวี่ เมืองว่านเจี้ยน หน้าหอหงซิ่วเจา
ชายชราผมแดงถือขนไก่สีสันฉูดฉาดที่ดูตลกๆ เดินยืดอกท่ามกลางสาวงามที่รุมล้อม แต่พอจะก้าวข้ามธรณีประตู จู่ๆ เขาก็จามออกมาหลายที ขนลุกซู่ไปทั้งตัว
"ทำไมจู่ๆ รู้สึกหนาวๆ หรือที่นี่จะมีสิ่งอัปมงคล?" ชายชราผมแดงขมวดคิ้ว ระดับอย่างเขา ปกติจะไม่เกิดอาการแบบนี้โดยไม่มีสาเหตุ
"อุ๊ย นายท่าน~ หยุดเดินทำไมเจ้าคะ" สาวงามหน้าตาเย้ายวน รูปร่างอวบอัดเห็นชื่อหัวยืนบื้ออยู่หน้าประตู ก็เอาตัวเบียดเข้าไปทันที ถามด้วยน้ำเสียงออดอ้อน
สัมผัสยืดหยุ่นที่ท่อนแขนทำให้ชื่อหัวเกิดอารมณ์วาบหวาม เกือบจะชักปืนออกศึกกลางวันแสกๆ
แต่ความหนาวเหน็บวูบหนึ่งเมื่อครู่ทำให้เขาลังเล
"นายท่าน~ ข้าน้อยเพิ่งเรียนท่าใหม่มา อยากลองไหมเจ้าคะ" เห็นชายชราไม่ตอบสนอง หญิงสาวก็ราดน้ำมันเข้ากองไฟ ริมฝีปากแดงฉ่ำแทบจะแนบใบหู ต้นขาขาวเนียนเบียดเสียดหว่างขาเขาอย่างจงใจ
ลมหายใจอุ่นๆ รดใบหูชวนจั๊กจี้ แต่เมื่อเทียบกันแล้ว ชีวิตน้อยๆ สำคัญกว่า ขณะที่เขาตัดสินใจจะตัดใจจากไป ขนไก่สีสันฉูดฉาดในมือก็เกิดปฏิกิริยา...
ตีนเขายอดเขาชางหมิง ซ่งลู่ถงและซ่งลู่อวิ๋นเตรียมตัวพร้อมออกเดินทางสู่เมืองลั่วเสีย
เนื่องจากระยะทางไกลและต้องพาคนไปฟื้นฟูจุดติดต่อที่เมืองลั่วเสีย ซ่งฉางเซิงจึงมอบเรือเหาะที่เคย "หลอก" มาจากซ่งลู่หวายให้ใช้
เรือเหาะลำนี้เดิมเป็นระดับสองขั้นต่ำ ต่อมาได้รับการปรับปรุงจากปรมาจารย์หลูเทียนโฉว เลื่อนเป็นระดับสองขั้นสูง ไม่เพียงบินเร็วขึ้น พื้นที่ยังกว้างขึ้น จุคนสิบกว่าคนได้สบายๆ
ซ่งฉางเซิงมาส่งด้วยตัวเอง เขามองซ่งลู่ถงแล้วกำชับด้วยความหวังดี "อาลู่ถง ไปเมืองลั่วเสียคราวนี้อย่าก่อเรื่องแทรกซ้อน ประมูลเสร็จก็รีบกลับ ระหว่างนั้นฟังความเห็นอาหญิงลู่อวิ๋นให้มาก
ระหว่างทางต้องระวังตัว ตำหนักราชาอัสนีและสำนักเลี่ยหยางอาจลงมือเมื่อไหร่ก็ได้..."
เขาเป็นรุ่นหลานแท้ๆ แต่นาทีนี้กลับทำตัวเหมือนผู้เฒ่าขี้บ่น
ช่วยไม่ได้ นิสัยของซ่งลู่ถงทำให้เขาวางใจยาก หากไม่กำชับให้ดี กลัวจะไปก่อเรื่องใหญ่เข้า
ตอนแรกซ่งลู่ถงยังตั้งใจฟัง แต่ซ่งฉางเซิงเริ่มร่ายยาวไม่จบไม่สิ้น เขาตกใจรีบยกมือยอมแพ้ "พอๆๆ อย่าบ่นเลย ปวดกบาล เจ้าวางใจร้อยแปดสิบดวงได้เลย อาของเจ้าผ่านอะไรมาเยอะ
ไปๆๆ พวกเจ้ากลับไปเถอะ ขืนชักช้าฟ้าจะมืดซะก่อน"
พูดจบก็รีบพาคนขึ้นเรือเหาะหนีไปทันที
ซ่งฉางเซิงได้แต่หุบปาก โบกมือลาอย่างจนใจ
เมื่อยอดเขาชางหมิงลับสายตา ซ่งลู่ถงก็นั่งลงกระแทกตัว นวดแก้มที่เริ่มแข็ง บ่นกับซ่งลู่อวิ๋นข้างๆ "เมื่อก่อนไม่เห็นรู้เลยว่าเจ้าเด็กนี่ขี้บ่นยังกะท่องมนต์"
ซ่งลู่อวิ๋นยิ้มบางๆ "ท่านประมุขแค่เป็นห่วงพวกเรา"
"เชอะ ตอนข้าท่องยุทธภพ เจ้าเด็กนี่ยังเล่นปั้นดินอยู่บนเขาอยู่เลย" ซ่งลู่ถงกลอกตามองบน แล้วหันไปพูดกับชายหนุ่มที่บังคับเรือเหาะอยู่ข้างหน้า "เจ้าหนูชิงลั่ว ถึงเมืองลั่วเสียแล้ว คนพวกนี้ฝากเจ้าดูแลด้วย
จะบริหารยังไงข้าไม่สน แต่ต้องสร้างโครงสร้างหอวายุขึ้นมาให้ได้ ถ้าทำได้ดี ข้าจะเสนอชื่อเจ้าเป็นผู้รับผิดชอบเขตนี้"
ชายหนุ่มตอบโดยไม่หันกลับมา "ท่านผู้อาวุโสวางใจเถอะขอรับ ข้าโตที่นั่น คุ้นเคยยิ่งกว่าบ้านตัวเองเสียอีก"
เขาคือซ่งชิงลั่ว คนที่เคยติดตามซ่งฉางเซิงที่เมืองลั่วเสีย ทายาทของซ่งเซียนถู ผู้ดูแลร้านขายของชำในเมืองลั่วเสีย เขาเป็นคนนำข่าวร้ายเรื่องจุดติดต่อเมืองลั่วเสียถูกทำลายกลับมาบอกซ่งฉางเซิงที่ตระกูลก่อนเกิดเหตุไม่กี่วัน
และบัดนี้ เขาได้สืบทอดเจตนารมณ์ของทวด ก้าวเข้าสู่เส้นทางสู่เมืองลั่วเสียอีกครั้ง...
[จบแล้ว]