เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 250 - ใจที่แขวนอยู่พลันดิ่งวูบ

บทที่ 250 - ใจที่แขวนอยู่พลันดิ่งวูบ

บทที่ 250 - ใจที่แขวนอยู่พลันดิ่งวูบ


บทที่ 250 - ใจที่แขวนอยู่พลันดิ่งวูบ

ว่ากันตามตรง ซ่งฉางเซิงต้องการทรัพยากรก้อนนี้จริงๆ ตระกูลซ่งกำลังรอการฟื้นฟู ทุกอย่างล้วนต้องใช้เงิน แต่เขาก็ไม่อยากให้สวีอวิ๋นเหอเสียเปรียบ เพราะศึกครั้งนี้ยันต์กระบี่ที่สวีอวิ๋นเหอให้ไว้มีบทบาทสำคัญมาก

ทันใดนั้น เขาก็นึกขึ้นได้ว่าตนยังมี 'น้ำทิพย์นมผาพันปี' ที่แลกเปลี่ยนมาจากตลาดมืดคราวที่แล้วเหลืออยู่ หลังจากใช้ทะลวงระดับสร้างรากฐานขั้นปลายไปแล้วก็ยังเหลืออีกไม่น้อย เพียงพอสำหรับคนคนเดียว

เดิมทีเขาตั้งใจจะเก็บไว้ให้ซ่งลู่ถง แต่ซ่งลู่ถงเพิ่งทะลวงระดับสร้างรากฐานขั้นกลางได้ไม่นาน ยังคงใช้ไม่ได้ในตอนนี้ สู้มอบต่อให้สวีอวิ๋นเหอจะดีกว่า สวีอวิ๋นเหอทะลวงระดับสร้างรากฐานขั้นกลางมาสักพักแล้ว ภายในห้าปี หากได้ของวิเศษนี้ช่วย อาจจะก้าวหน้าขึ้นไปอีกขั้น

สำหรับความปรารถนาดีของเขา ครั้งนี้สวีอวิ๋นเหอไม่ได้ปฏิเสธ และยอมรับไว้ด้วยความยินดี...

เมื่อคณะเดินทางกลับถึงเมืองลั่วเสีย เรื่องราวที่เกิดขึ้นในเทือกเขาชือจิ้วก็ค่อยๆ แพร่กระจายออกไป ก่อให้เกิดแรงสั่นสะเทือนครั้งใหญ่ แผนการที่วางกับดักยอดฝีมือจำนวนมากเช่นนี้ นอกจากครั้งที่ล้อมปราบราชาอสูรมังกรทมิฬแล้ว ก็ไม่ได้เห็นมานานมากแล้ว

ในขณะที่ผู้คนกำลังวิพากษ์วิจารณ์เรื่องนี้อย่างดุเดือด ชื่อของซ่งฉางเซิงและอิมซางก็ถูกประกาศออกไป ทำให้พวกเขาได้หน้าไปเต็มๆ

เพราะพวกเขาได้สังหารราชันอสูรจินเจี่ย และยังกำจัดผู้ฝึกตนมารระดับตำหนักม่วง ทั้งยังช่วยชีวิตยอดฝีมือที่มีชื่อเสียงไว้มากมาย ไม่ว่าเรื่องใดเรื่องหนึ่งก็นับว่าเพียงพอให้พวกเขามีชื่อเสียงโด่งดังแล้ว

และในบรรดาคนเหล่านี้ ชื่อของซ่งฉางเซิงเป็นที่จับตามองที่สุด หลายปีมานี้ นี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่ได้ยินชื่อนี้

สิ่งนี้ทำให้อาวุโสในวงการผู้ฝึกตนหลายคนอดนึกถึงซ่งอวิ้นกุยเมื่อร้อยปีก่อนไม่ได้ ในตอนนั้น ท่านก็สร้างชื่อเสียงในแดนตะวันตกเฉียงใต้ทีละก้าวเช่นนี้ และในที่สุดก็นำพาตระกูลซ่งไปสู่ความรุ่งโรจน์

หากไม่ใช่เพราะท่านด่วนจากไปก่อนวัยอันควร แคว้นต้าฉีคงไม่ใช่มีแค่เจ็ดตระกูลใหญ่ แต่เป็นแปดตระกูลไปแล้ว

การปรากฏตัวของซ่งฉางเซิงทำให้พวกเขาถอนหายใจด้วยความสะเทือนอารมณ์ 'ตระกูลซ่งแห่งเขาว่างเยว่' กำลังจะผงาดขึ้นมาอีกครั้งแล้วสินะ...

"พี่ซ่ง รบกวนท่านพักที่นี่ไปก่อน ท่านอาจารย์กำลังหารือเรื่องการบุกเทือกเขาสิบหมื่นขุนเขากับเหล่าปรมาจารย์จากสองสำนัก รอให้ทางนั้นเสร็จธุระ ข้าค่อยพาท่านไปกราบพบท่าน" อิมซางกล่าวอย่างเกรงใจ

"เรื่องใหญ่สำคัญกว่า ข้าเองก็ว่างไม่มีอะไรทำ ไม่ต้องรีบร้อนหรอก"

หลายคนอยากพบเจ้าเมืองใหญ่แต่ไม่มีหนทาง เขาได้มีโอกาสเข้าพบก็นับว่าพอใจแล้ว แค่รอไม่กี่วันจะเป็นไรไป?

"งั้นข้าไม่รบกวนเวลาพักผ่อนของพี่ซ่งแล้ว หากต้องการอะไรสั่งสาวใช้ข้างนอกได้เลย

จริงสิ ที่พักของพี่สวีจัดไว้ข้างๆ นี้ หากทั้งสองท่านเบื่อๆ ก็เดินเล่นชมวิวได้ ทั่วทั้งเขาเทียนอินแห่งนี้ นอกจากสถานที่เฉพาะไม่กี่แห่งแล้ว ล้วนเปิดให้แขกเข้าชมได้"

"ข้าจำไว้แล้ว พี่อิมบาดเจ็บไม่น้อย รีบไปรักษาตัวเถอะ อย่าปล่อยไว้นานจะกลายเป็นปัญหาเรื้อรัง" ซ่งฉางเซิงกล่าวด้วยความเป็นห่วง

การระเบิดอาวุธวิญญาณไม่ใช่เรื่องล้อเล่น อย่าเห็นว่าตอนนี้อิมซางดูเหมือนคนปกติ จริงๆ แล้วเป็นเพราะเขากินยาระงับอาการบาดเจ็บไว้

การระงับไม่ใช่การรักษา หากไม่รีบโคจรลมปราณรักษา ยิ่งลากยาวจะยิ่งทิ้งรอยโรคไว้กระทบต่อวิถีแห่งเต๋า

เช่นเดียวกับหนิวต้าจ้วง วิชาอภิญญาขนาดย่อมไม่ใช่สิ่งที่จะรับกันได้ง่ายๆ อวัยวะภายในของเขาได้รับความเสียหายไม่น้อย พอกลับถึงเขาเทียนอินก็รีบไปปิดด่านรักษาตัวทันที

หลังจากส่งอิมซางกลับไป ซ่งฉางเซิงก็นำธงค่ายกลออกมา กางค่ายกลปิดกั้นจิตสัมผัสไว้หน้าถ้ำที่พัก แล้วเดินเข้าไปด้านใน นำไข่เต่าที่จินเจี่ยทิ้งไว้ออกมาอย่างระมัดระวัง วางลงบน 'ตาข่ายวิญญาณ' ของถ้ำ

ตาข่ายวิญญาณคือ 'จุดระบายวิญญาณ' ที่แตกแขนงออกมาจากชีพจรวิญญาณ

ชีพจรวิญญาณเปรียบเสมือนโอ่งใบใหญ่ ทุกวันจะมีพลังปราณเกิดขึ้นและไหลเข้ามาอย่างต่อเนื่อง เมื่อสะสมมากกว่าการใช้ พลังปราณก็จะล้นออกมา

จึงเกิดเป็น 'จุดระบายวิญญาณ' ขึ้น พลังปราณส่วนเกินจะถูกปล่อยออกมาจากจุดนี้อย่างต่อเนื่อง ทำให้ความเข้มข้นของพลังปราณรอบบริเวณนี้สูงกว่าที่อื่นมาก

ใต้เขาเทียนอินคือชีพจรวิญญาณระดับสี่ พลังปราณที่ผลิตได้ในแต่ละวันนั้นมหาศาล ยิ่งตรงจุดระบายวิญญาณยิ่งไม่ต้องพูดถึง โดยปกติจะจัดไว้ให้เฉพาะผู้ฝึกตนระดับตำหนักม่วงใช้เท่านั้น

ด้วยระดับการบำเพ็ญเพียรของซ่งฉางเซิง การพักในถ้ำเช่นนี้นับว่าสิ้นเปลืองไปหน่อย

โชคดีที่จุดระบายวิญญาณนี้มีประโยชน์อย่างอื่น

ทันทีที่วางไข่เต่าลงไป พลังปราณที่เข้มข้นถึงขีดสุดก็ไหลทะลักเข้าไปในไข่เต่า ลวดลายบนเปลือกไข่สว่างวาบขึ้นมาจนแสบตา

เขาถึงกับได้ยินเสียงคล้ายการกลืนกิน "อึก อึก" ดังออกมา

เมื่อนึกถึงคำพูดของอิมซาง เขาก็กรีดปลายนิ้ว บีบแก่นโลหิตออกมาหลายหยด หยดลงบนเปลือกไข่ที่ขาวใสราวกับแก้ว พริบตาเดียวก็ถูกดูดซึมเข้าไป

ไม่รู้ว่าคิดไปเองหรือเปล่า ซ่งฉางเซิงรู้สึกว่าหลังจากดูดซับแก่นโลหิตของเขาแล้ว กลิ่นอายอสูรที่แผ่ออกมาจากไข่เต่าดูจะจางลงไปบ้าง

หลังจากทำทุกอย่างเสร็จ ซ่งฉางเซิงก็นั่งขัดสมาธิลงข้างจุดระบายวิญญาณ ฟื้นฟูพลังที่สูญเสียไปจากการต่อสู้ครั้งนี้

เจ็ดวันผ่านไป นอกจากใช้แก่นโลหิตเลี้ยงไข่เต่าทุกวันแล้ว ซ่งฉางเซิงก็นั่งสมาธิบำเพ็ญเพียร แต่การเรียกพบที่อิมซางบอกไว้กลับไม่มีข่าวคราว กลายเป็นจวงเยว่ฉานที่มาหาถึงที่ก่อน...

"สหายเต๋าซ่งไม่คิดจะเชิญเยว่ฉานเข้าไปนั่งหน่อยหรือ?" จวงเยว่ฉานมองซ่งฉางเซิงที่ทำหน้าเหม่อลอย แก้มของนางก็แดงระเรื่อ ก้มหน้าลงเล็กน้อย

ได้ยินดังนั้น ซ่งฉางเซิงถึงเพิ่งได้สติ รีบเบี่ยงตัวด้วยความขัดเขิน เชิญจวงเยว่ฉานเข้าไปข้างใน แต่สายตากลับไม่อาจละไปจากนางได้เลย

ไม่ใช่ว่าการแต่งกายของจวงเยว่ฉานในวันนี้มีอะไรไม่เหมาะสม ตรงกันข้าม ใครดูก็รู้ว่าวันนี้นางแต่งตัวมาอย่างประณีต สวมชุดคลุมลายนกชิงหลวนสีหมอก ปักปิ่นระย้าประดับมุก แตกต่างจากสไตล์การแต่งตัวปกติของนางอย่างสิ้นเชิง

แต่นั่นไม่ใช่เหตุผลที่ทำให้ซ่งฉางเซิงเสียอาการ สาเหตุที่เขาละสายตาไม่ได้คือ วันนี้จวงเยว่ฉานไม่ได้สวมผ้าคลุมหน้า เผยให้เห็นใบหน้าอันงดงามภายใต้ผ้าคลุมนั้น

เวลาผ่านไปอย่างรวดเร็ว ตั้งแต่รู้จักกันที่ตลาดเมฆาคล้อยจนถึงตอนนี้ก็เกือบสิบปีแล้ว แต่นี่เป็นครั้งแรกที่ซ่งฉางเซิงได้เห็นใบหน้าที่แท้จริงของจวงเยว่ฉาน

ไม่ใช่ว่าเขาไม่เคยเห็นคนสวย ไม่ว่าจะเป็นเซี่ยชิงเสวี่ยหรือเซี่ยหว่านอวิ้น ล้วนเป็นหญิงงามหาตัวจับยาก

จวงเยว่ฉานไม่มีบุคลิกเย็นชาแบบเซี่ยชิงเสวี่ย และไม่มีเสน่ห์ยั่วยวนแบบเซี่ยหว่านอวิ้น นางเปรียบเสมือนดอกบัวพ้นน้ำ ให้ความรู้สึกสดชื่นหลุดพ้นจากโลกีย์ และมีแรงดึงดูดรุนแรงที่ทำให้คนอดไม่ได้ที่จะมองซ้ำแล้วซ้ำอีก

แน่นอน เป็นเพียงการชื่นชมความงาม ในใจไม่ได้มีความคิดอกุศลใดๆ

ถึงกระนั้น สายตาของเขาก็ทำให้จวงเยว่ฉานรับมือไม่ถูก แต่ไม่รู้ด้วยเหตุผลอะไร นางไม่ได้เอ่ยเตือนหรือพูดเปลี่ยนเรื่องเพื่อเบี่ยงเบนความสนใจ

เพียงแต่ก้มตาทีองพื้นราวกับบนนั้นสลักเคล็ดวิชาสุดยอดเอาไว้

ซ่งฉางเซิงไม่รู้จุดประสงค์ที่นางมา ในเมื่ออีกฝ่ายยังไม่พูด เขาก็ไม่กล้าโพล่งออกไป ได้แต่จ้องมองนางเงียบๆ มีสาวงามอยู่ตรงหน้า ไม่มองก็เสียของ เขาไม่ใช่ 'สุภาพบุรุษจอมปลอม' เสียหน่อย

ทั้งสองนั่งเงียบๆ กันแบบนั้น บรรยากาศดูพิกลอยู่บ้าง

ผ่านไปพักใหญ่ ก็เป็นจวงเยว่ฉานที่ทนไม่ไหว กระแอมเบาๆ เพื่อเปลี่ยนบรรยากาศ จากนั้นมองซ่งฉางเซิงแล้วเอ่ยเสียงนุ่มนวล "เรื่องราวในถ้ำศิษย์พี่ใหญ่เล่าให้ข้าฟังหมดแล้ว ครั้งนี้โชคดีที่มีท่าน ไม่อย่างนั้นผลที่ตามมาคงไม่อาจจินตนาการได้"

ซ่งฉางเซิงเผลอลูบจมูกตัวเอง เป้าหมายที่เขาอยู่ต่อก็ไม่ได้บริสุทธิ์ใจขนาดนั้น แม้เขาจะถือตนเป็นฝ่ายธรรมะ และทำตามเสียงหัวใจ แต่จะให้เสี่ยงชีวิตสู้ตายกับผู้ฝึกตนระดับตำหนักม่วงเพียงเพราะคำว่า 'ปราบปีศาจผดุงคุณธรรม' เขาถามใจตัวเองแล้วว่าทำไม่ได้

วันที่เขาอยู่ช่วยอิมซางกับพวก ก็เพียงเพราะต้องการกำจัดตงเทียนเสียที่เป็นภัยซ่อนเร้นทิ้งไป เพราะวีรกรรมที่เขาทำไว้ตอนนั้นหากแพร่งพรายออกไป จะส่งผลเสียร้ายแรงต่อชื่อเสียงของทั้งเขาและตระกูลซ่ง

การช่วยอิมซางและคนอื่นๆ เป็นเพียงผลพลอยได้ หากเปลี่ยนเป็นคนอื่น เขาอาจจะเผ่นแน่บไปนานแล้ว การหนีต่อหน้าผู้ฝึกตนระดับตำหนักม่วงไม่ใช่เรื่องน่าอาย ไม่หนีสิถึงจะโง่

แน่นอน ความซับซ้อนในใจเหล่านี้ ซ่งฉางเซิงย่อมต้องเก็บเงียบไว้ในท้อง พอได้ยินคำพูดของจวงเยว่ฉาน เขาจึงตอบอย่างถ่อมตัว "ข้าก็แค่โชคดีทำลายวิชาลับของตงเทียนเสียได้เท่านั้น กำลังหลักที่ต้านทานซึ่งหน้ายังคงเป็นพี่อิมและพี่หนิว ลำพังข้าคนเดียว คงตายด้วยน้ำมือมันไปนานแล้ว"

"การต่อสู้เสี่ยงเป็นเสี่ยงตาย จะมีคำว่าโชคดีได้อย่างไร" จวงเยว่ฉานส่ายหน้าเบาๆ จากนั้นจ้องตาซ่งฉางเซิงแล้วกระซิบว่า "ที่มาหาท่านวันนี้ ก็เพราะผู้อาวุโสของข้าท่านสองสามท่านได้ยินเรื่องราวที่เกิดขึ้น อยากจะพบท่าน เพื่อขอบคุณด้วยตัวเอง ไม่ทราบว่าสหายเต๋าว่างหรือไม่?"

ไม่รู้ทำไม ใจของจวงเยว่ฉานตอนนี้ถึงได้รู้สึกตื่นเต้น

ได้ยินคำว่า "ผู้อาวุโส" ซ่งฉางเซิงกลับเข้าใจผิด ลุกขึ้นยืนด้วยความตื่นเต้น "ท่านเจ้าเมืองใหญ่เรียกพบ ผู้น้อยจะไม่ไปได้อย่างไร"

พูดจบ จวงเยว่ฉานก็รู้ทันทีว่าเขาเข้าใจผิด รีบโบกมือปฏิเสธ "ท่านอาจารย์ยังประชุมกับเหล่าปรมาจารย์อยู่ ที่อยากพบท่านคือผู้อาวุโสท่านอื่น..."

ได้ยินดังนั้น ความตื่นเต้นของซ่งฉางเซิงก็มอดลงทันที ผู้อาวุโสที่จวงเยว่ฉานพูดถึง เขาเดาว่าคงเป็นเจ้าเมืองอีกสองท่าน

เขารู้สึกได้ว่าจ้านเทียนเสียมีอคติกับเขาอยู่บ้าง เขาจึงไม่อยากเจอหน้าเท่าไหร่ เพราะเจอทีไรไม่เคยมีเรื่องดี

ส่วนเจ้าเมืองสาม เขาเคยเจอครั้งหนึ่ง ให้ความรู้สึกเหมือนคนแปลกหน้าห้ามเข้า แถมผู้อาวุโสเซียวคนนั้นที่ฝากเขามาบอกความกับปู่ของเขา เขาก็ยังไม่ได้บอก ความสัมพันธ์ของพวกนางน่าจะใกล้ชิดกัน หากถูกถามขึ้นมาเขาคงตอบไม่ถูก

ดังนั้น การต้องรับมือกับสองท่านนี้ ทำให้เขาขนลุกจริงๆ

แต่เขาก็ไม่อาจปฏิเสธความหวังดีของอีกฝ่ายได้ จึงตอบกลับไปว่า "ในเมื่อเป็นผู้อาวุโสของสหายเต๋า ก็ย่อมเป็นผู้อาวุโสของซ่งเช่นกัน ผู้อาวุโสเรียกหา ผู้น้อยจะไม่ไปได้อย่างไร เชิญสหายเต๋านำทาง"

แก้มของจวงเยว่ฉานแดงระเรื่อ พยักหน้า "งั้นเชิญสหายเต๋าตามข้ามา"

ซ่งฉางเซิงเดินตามหลังจวงเยว่ฉาน มุ่งหน้าไปยังป่าไผ่ ทันใดนั้น ขลุ่ยเลาหนึ่งที่เอวของจวงเยว่ฉานก็ดึงดูดความสนใจของเขา

"นั่นดูเหมือนจะเป็นอาวุธวิญญาณที่ผู้อาวุโสเซียวมาจ้างให้ข้าหลอมเมื่อตอนนั้นนี่นา ทำไมถึงมาอยู่ที่สหายจวงได้?" ความสงสัยแวบเข้ามาในใจซ่งฉางเซิง จะว่าไปนั่นเป็นผลงานชิ้นแรกหลังจากเขาก้าวสู่ระดับนักหลอมศาสตราระดับสอง ไม่นึกว่าผ่านไปหลายปี จะได้เห็นอีกครั้ง

"จริงสิ ผู้อาวุโสเซียวมาจากเมืองลั่วเสีย ของสิ่งนี้สำหรับนางแล้วไม่มีประโยชน์อะไร จะประทานให้คนรุ่นหลังก็เป็นเรื่องปกติ"

คิดถึงตรงนี้ ฝีเท้าของซ่งฉางเซิงก็ชะงักกึก เหงื่อกาฬไหลซึมเต็มหน้าผาก ผู้อาวุโสที่จวงเยว่ฉานพูดถึง คงไม่ใช่ผู้อาวุโสเซียวหรอกนะ?

พอนึกถึงความเป็นไปได้นี้ ใจของซ่งฉางเซิงก็เริ่มฝ่อ เพราะรับของเขามาแล้ว แต่เรื่องที่รับปากไว้ยังทำไม่สำเร็จเลย

"สหายเต๋าซ่ง?" รู้สึกว่าเสียงฝีเท้าด้านหลังหยุดลง จวงเยว่ฉานหันกลับมามองด้วยความสงสัย

"ไม่เป็นไร แค่นึกเรื่องบางอย่างขึ้นมาได้" ซ่งฉางเซิงรีบโบกมือ จากนั้นก็เดินตามไปด้วยใจตุ๊มๆ ต่อมๆ

จุดหมายคือศาลาสี่เหลี่ยมกลางป่าไผ่ ตรงกลางมีโต๊ะหินวางอยู่ มีคนสองคน ชายหนึ่งหญิงหนึ่งกำลังเดินหมากกันอยู่

ข้างศาลาสี่เหลี่ยมเป็นสระบัว ดอกบัวสีชมพูบานสะพรั่ง มีหญิงสาวรูปร่างอรชรยืนอยู่ริมฝั่ง ดวงตาหงส์จ้องมองปลาคาร์ปที่ว่ายวนอยู่ใต้ใบบัวอย่างเงียบงัน

เมื่อเห็นหญิงสาวริมสระบัว ใจที่แขวนอยู่ของซ่งฉางเซิงก็พลันดิ่งวูบลงสู่ตาตุ่ม ตายสนิท

"กลัวสิ่งใดมักได้สิ่งนั้นจริงๆ" ซ่งฉางเซิงยิ้มขมขื่นในใจ แต่ก็ยังเดินตามจวงเยว่ฉานเข้าไปทำความเคารพอย่างว่านอนสอนง่าย

"ท่านอาจารย์อาทั้งสอง ท่านนี้คือสหายเต๋าซ่งที่ข้าพูดถึง" จวงเยว่ฉานเดินเข้าไปในศาลา แนะนำให้ผู้ฝึกตนทั้งสองที่กำลังเดินหมากรู้จัก

"ผู้น้อยซ่งฉางเซิง คารวะผู้อาวุโสทั้งสอง" ซ่งฉางเซิงก้มหน้าสำรวมกิริยา เดินเข้าไปคารวะ

"เจ้าคือเจ้าเด็กตระกูลซ่งคนนั้น? อายุไม่ถึงสามสิบ สร้างรากฐานขั้นปลาย รากฐานวิถีหยินหยาง ควบทั้งค่ายกลและศาสตรา กายาเทียบเท่าอาวุธวิญญาณ ได้ยินว่ายังเข้าถึงเจตจำนงกระบี่อีกด้วย

ไม่ได้เห็นคนหนุ่มที่รอบด้านขนาดนี้มานานแล้วจริงๆ ช่างเป็นคลื่นลูกหลังไล่คลื่นลูกแรก ปู่ของเจ้าเทียบเจ้าไม่ติดเลย"

ชายชุดขาวกวาดตามองซ่งฉางเซิงรอบหนึ่ง กล่าวด้วยความสนใจ

"ผู้อาวุโสไป๋ชมเกินไปแล้ว ผู้น้อยก็แค่เรียนรู้อะไรสะเปะสะปะไปหน่อยเท่านั้น" ซ่งฉางเซิงประสานมือตอบอย่างเรียบเฉย หลายปีมานี้ ข้อมูลพื้นฐานของเขาถูกคนสืบไปจนพรุนหมดแล้ว ด้วยฐานะของอีกฝ่าย จะรู้เรื่องพวกนี้ก็ไม่แปลก

ชายชุดขาวได้ยินดังนั้นก็ยิ้มออกมา "เจ้ารู้จักข้า?"

"เรื่องราวของผู้อาวุโส ในแดนตะวันตกเฉียงใต้คงไม่มีใครไม่รู้จัก" ซ่งฉางเซิงยิ้มบางๆ 'อสุราอาภรณ์โลหิต' ไป๋เจิ้งฉุนเชียวนะ นั่นคือตัวตนที่ทำให้เด็กหยุดร้องไห้ได้ในตอนกลางคืน

"หึ เจ้าหนูนี่น่าสนใจ งั้นเจ้าลองทายซิว่านางเป็นใคร" ไป๋เจิ้งฉุนชี้ไปที่หญิงสาวชุดแดงที่กำลังเดินหมากกับเขาด้วยรอยยิ้ม

หญิงสาวได้ยินดังนั้นก็หันมามองเขาด้วยรอยยิ้มเช่นกัน

ซ่งฉางเซิงประสานมือตอบโดยไม่ต้องคิด "ท่านคงจะเป็นผู้อาวุโสเสิ่นกระมัง"

"ฉานเอ๋อบอกเจ้าหรือ?" เสิ่นชิงซิ่ววางหมากเม็ดหนึ่งลงบนกระดาน ใบหน้าประดับรอยยิ้มอ่อนโยน

"ผู้น้อยเดาเอาขอรับ"

ซ่งฉางเซิงยิ้มขมขื่นในใจ นี่ก็ตัวหายนะอีกคน ท่านนี้ได้รับฉายา 'นางมารหน้าหยก' ตั้งแต่สมัยอยู่ระดับสร้างรากฐาน เพียงแต่ต่อมามีข่าวลือว่าสิ้นชีพตอนทะลวงระดับตำหนักม่วง หายสาบสูญไปหลายสิบปี เพิ่งจะมาปรากฏตัวอีกครั้งเมื่อเร็วๆ นี้

"เด็กดี นั่งสิ" เสิ่นชิงซิ่วชี้ไปที่เก้าอี้ข้างโต๊ะหิน กล่าวด้วยน้ำเสียงนุ่มนวล

ซ่งฉางเซิงเหลือบมองผู้อาวุโสเซียวที่อยู่ไม่ไกล เห็นนางไม่ได้สนใจทางนี้จึงล้มเลิกความคิดที่จะเข้าไปทักทาย นั่งลงอย่างว่านอนสอนง่าย แต่ในใจกลับครุ่นคิดถึงความหมายที่ขาใหญ่ทั้งหลายมาพบเขา

เขาไม่เชื่อหรอกว่าจะเป็นแค่การเรียกมาขอบคุณเฉยๆ

เพราะว่ากันตามตรง เจ้าเมืองใหญ่กับจ้านเทียนเสียต่างหากที่เป็นอาจารย์ของอิมซางและพวก จ้านเทียนเสียยังไม่เรียกพบเขา แล้วท่านเหล่านี้จะข้ามหน้าข้ามตาทำไม?

ยิ่งไปกว่านั้น มาทีเดียวถึงสามคน เขาไม่คิดว่าตัวเองหน้าใหญ่ขนาดนั้น คิดว่าต้องมีเหตุผลอะไรบางอย่างที่เขายังไม่รู้อยู่ในเรื่องนี้แน่...

[จบแล้ว]

จบบทที่ บทที่ 250 - ใจที่แขวนอยู่พลันดิ่งวูบ

คัดลอกลิงก์แล้ว