เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 210 - ทะลวงด่าน

บทที่ 210 - ทะลวงด่าน

บทที่ 210 - ทะลวงด่าน


บทที่ 210 - ทะลวงด่าน

คำพูดของพนักงานฟังดูโอหังอยู่บ้าง แต่เมื่อพิจารณาว่าอีกฝ่ายคือร้านขายอาวุธวิเศษที่ใหญ่ที่สุดในแคว้นต้าฉี คำพูดนี้ก็ถือว่าสมเหตุสมผล

เพราะด้วยจำนวนอาวุธวิเศษมหาศาลขนาดนี้ ไม่ว่าใครมาก็ต้องตาลาย การที่จะไม่ถูกใจเลยสักชิ้นนั้นหาได้ยากยิ่ง

ทว่าการเลือกของซ่งชิงสิงนั้นแตกต่างจากคนทั่วไปเสมอ เขาเลือกอาวุธวิเศษโดยใช้ "ใจ" มากกว่าใช้ "ตา"

ว่ากันตามจริง รูปทรงและคุณภาพของอาวุธวิเศษในหอเทียนปิงล้วนเป็นเลิศ สมกับชื่อ "ศาสตราสวรรค์"

น่าเสียดายที่ในสายตาของซ่งชิงสิง ของเหล่านี้แทบไม่ต่างจากเศษเหล็กในอ้อมกอดของเขา ของห่วยๆ มีชิ้นเดียวก็พอ จะเอามาทำไมเยอะแยะ?

เดิมทีซ่งชิงซีรู้สึกเสียดายอยู่บ้าง แต่พอได้ยินว่ายังมีของดีซ่อนอยู่ ดวงตาของนางก็เป็นประกายขึ้นมาทันที "รบกวนท่านพาพวกเราไปดูหน่อย"

"เชิญตามข้ามา"

พนักงานรีบพาพวกเขาไปพบชายวัยกลางคนผู้หนึ่ง หลังจากแจ้งความประสงค์แล้ว ชายวัยกลางคนก็ขมวดคิ้ว ทำท่าจะดุพนักงาน

สมบัติประจำหอ ใช่ของที่จะให้ดูพร่ำเพรื่อได้หรือ?

แต่เมื่อเห็นซ่งชิงซีและคณะยืนรออยู่ เพื่อรักษาภาพลักษณ์ของหอเทียนปิง เขาจึงไม่กล้าอาละวาด สูดลมหายใจลึกแล้วเอ่ยเสียงเรียบว่า "ลูกค้าทุกท่าน สมบัติสิบชิ้นนี้แม้จะมีคุณภาพดีเยี่ยม แต่ราคาก็สูงลิ่ว เทียบเท่ากับอาวุธวิเศษระดับวิญญาณ (ระดับสาม) ทั่วไปได้เลย ท่านแน่ใจหรือว่าจะดู?"

คิดจะใช้ราคามาตัดบทสินะ

ซ่งชิงซีขมวดคิ้วเรียว เอ่ยด้วยน้ำเสียงราบเรียบ "มาแล้วก็ต้องดู จะให้กลับมือเปล่าได้อย่างไร เงินทองพวกเราพอมีอยู่บ้าง"

"ในเมื่อเป็นเช่นนั้น ก็เชิญชม" ชายวัยกลางคนจนใจ โบกมือครั้งหนึ่ง ผนังด้านหลังก็แยกออกเป็นสองฝั่ง เผยให้เห็นอาวุธวิเศษระดับสองขั้นต่ำสิบชิ้นวางเรียงรายอย่างเป็นระเบียบ

ในจำนวนนั้นมีสี่ชิ้นเป็นอาวุธประเภทกระบี่ รูปทรงแตกต่างกันไป บนพื้นผิวมีแสงวิญญาณไหลเวียน เพียงแค่มองแวบเดียวก็อดชมไม่ได้ว่า "กระบี่ดี"

เมื่อเทียบคุณภาพแล้ว ของข้างนอกเทียบกับพวกมันไม่ได้เลยจริงๆ

แม้แต่เช่อหัวผู้กว้างขวางยังต้องยอมรับว่าของเหล่านี้ล้วนเป็นอาวุธวิเศษที่หาได้ยาก เขาอดไม่ได้ที่จะหันไปมองซ่งชิงสิงที่ยืนหน้านิ่งด้วยความอยากรู้ คุณชายน้อยผู้มีสายตาสูงส่งท่านนี้จะเลือกอย่างไรหนอ?

สายตาของซ่งชิงสิงกวาดมองกระบี่ทั้งสี่เล่ม ไม่นานสายตาของเขาก็ถูกดึงดูดด้วยกระบี่ยาวสีดำสนิทเล่มหนึ่ง

กระบี่เล่มนี้ให้ความรู้สึกพิเศษแก่เขา เป็นความรู้สึกที่หาไม่ได้จากอาวุธชิ้นอื่น

แม้เขาจะไม่ได้แสดงอาการออกมาอย่างชัดเจน แต่ซ่งชิงซีที่อยู่ด้วยกันมานานย่อมเข้าใจดี นางหันไปถามชายวัยกลางคนว่า "กระบี่เล่มนั้นราคาเท่าไหร่?"

ชายวัยกลางคนเหลือบมอง แววตาฉายแววประหลาดใจวูบหนึ่ง ขมวดคิ้วเอ่ยว่า "ไม่ปิดบังสหายเต๋า กระบี่เล่มนี้ผู้อาวุโสท่านหนึ่งของหอเรานำออกมาจากซากโบราณสถานใต้ดิน มีลูกค้าหลายรายซื้อไปแล้ว แต่สุดท้ายก็ต้องนำมาคืนเพราะไม่สามารถหลอมรวมได้

กระบี่เล่มนี้วางอยู่ที่นี่มาเป็นร้อยปีแล้ว ยังไม่มีใครสามารถหลอมรวมมันได้ ท่านเจ้าหอวางมันไว้ตรงนี้ก็เพื่อเป็นตัวประกอบให้ครบจำนวนเท่านั้น พวกท่านเลือกเล่มอื่นเถอะ"

"หลอมรวมไม่ได้? มีเรื่องแบบนี้ด้วยหรือ" ซ่งชิงซีขมวดคิ้ว ด้วยอานิสงส์จากซ่งฉางเซิงที่เป็นแบบอย่าง นางอ่านตำรามามากตั้งแต่เด็ก แต่เพิ่งเคยได้ยินเรื่องอาวุธวิเศษที่หลอมรวมไม่ได้เป็นครั้งแรก

ชายวัยกลางคนถอนหายใจ "เรื่องนี้ในตอนนั้นถึงกับทำให้ท่านเจ้าหอต้องลงมาดูด้วยตัวเอง แต่ก็หาสาเหตุไม่พบ"

"มีเรื่องประหลาดเช่นนี้ด้วยหรือ จะเปลี่ยนเล่มไหม?" ซ่งชิงซีหันไปถามซ่งชิงสิง

ซ่งชิงสิงเอ่ยปากพูดเป็นครั้งแรกซึ่งหาได้ยากยิ่ง "ไม่"

สั้นกระชับได้ใจความเหมือนเคย

เห็นดังนั้น ซ่งชิงซีก็เข้าใจความตั้งใจของเขา เอ่ยอย่างหนักแน่นว่า "ไม่เปลี่ยน เอาเล่มนี้แหละ ท่านบอกราคามาเถอะ"

ชายวัยกลางคนขมวดคิ้ว เขาอุตส่าห์หวังดีเตือน ไม่นึกว่าอีกฝ่ายจะไม่รับน้ำใจ

แต่นั่นก็ไม่เกี่ยวกับเขา สินค้าวางไว้ก็เพื่อขาย ในเมื่อมีคนหน้าโง่ยอมจ่าย ไยเขาต้องปฏิเสธ

"ในเมื่อลูกค้าอยากได้จริงๆ ข้าจะลดราคาให้เป็นพิเศษ ราคาป้ายของกระบี่เล่มนี้คือสองหมื่นห้าพันหินวิญญาณระดับต่ำ ท่านจ่ายมาสองหมื่นก็พอ"

"ตกลง หินวิญญาณอยู่ในนี้ ท่านนับดูเถอะ"

ยื่นหมูยื่นแมว กระเป๋าเงินของซ่งชิงซีแฟบลงทันตาเห็น แต่นางก็อารมณ์ดี อย่างน้อยก็ได้อาวุธวิเศษที่ถูกใจซ่งชิงสิง

นางรู้อยู่เสมอว่าซ่งชิงสิงไม่พอใจกระบี่ในมือ แต่ยังหาเล่มที่ดีกว่ามาแทนไม่ได้ นางจำเรื่องนี้ใส่ใจมาตลอด ในที่สุดวันนี้ก็สมหวังเสียที

ชายวัยกลางคนนำกระบี่ลงมามอบให้

ฝักกระบี่สีดำสนิทสลักลวดลายสีเงินละเอียดอ่อน ด้ามกระบี่พันด้วยเถาวัลย์ไม่ทราบชื่อเป็นวงๆ ให้สัมผัสที่กระชับมือ

แววตาของซ่งชิงสิงเผยความเร่าร้อนที่หาดูได้ยาก เขาเอื้อมมือไปลูบฝักกระบี่เบาๆ แม้ใบหน้าจะยังคงเรียบเฉย แต่ในใจกลับตื่นเต้นอย่างที่สุด

เขาสัมผัสได้ชัดเจนว่าภายในกระบี่มีเสียงเรียกหาเขาอยู่ตลอดเวลา ทำให้เขาอยากจะหลอมรวมเป็นหนึ่งเดียวกับมัน

นี่เป็นความรู้สึกที่เขาไม่เคยสัมผัสมาก่อน

สัมผัสได้ถึงความปิติยินดีในใจของซ่งชิงสิง ดวงตากลมโตของซ่งชิงซีก็หยีลงเป็นรูปจันทร์เสี้ยว เอ่ยอย่างมีความสุขว่า "เอาล่ะ ตอนนี้เงินก็ใช้ไปเกือบหมดแล้ว ท่านอาก็น่าจะใกล้กลับมาแล้ว พวกเรากลับไปเจอกันที่โรงเตี๊ยมเถอะ"

ซ่งชิงสิงพยักหน้าเบาๆ ได้กระบี่เล่มนี้มา การมาครั้งนี้ก็คุ้มค่าแล้ว

ในขณะที่พวกเขากำลังจะหันหลังกลับ เสียงยียวนกวนประสาทเสียงหนึ่งก็ดังขึ้นมาจากด้านหลัง

"ไอ้หยา กระบี่ดี กระบี่ดี น่าเสียดายที่มาช้าไปก้าวหนึ่ง โดนจอมยุทธ์น้อยตัดหน้าไปเสียแล้ว น่าเสียดาย น่าเสียดายจริงๆ"

ซ่งชิงซีหันกลับไปมอง เจ้าของเสียงคือผู้ฝึกตนหนุ่มร่างสูงใหญ่ สวมชุดยาวสีม่วง ที่เอวห้อยหยกเจ็ดสี แดง ส้ม เหลือง เขียว ฟ้า น้ำเงิน ม่วง เวลาเดินกระทบกันส่งเสียงดังกุ๊งกิ๊ง

อากาศเริ่มเย็นลงแล้ว แต่เขายังถือพัดจีบลายป่าไผ่โบกพัดเบาๆ อย่างวางมาด

คนผู้นี้หน้าตาธรรมดา แต่ยามยิ้มแย้มกลับทำให้ผู้คนรู้สึกดีด้วยอย่างประหลาด

และที่แปลกที่สุดคือ ด้านหลังเขามีสัตว์อสูรสีขาวดำหมอบอยู่ ตัวกลมดิ๊ก ดูคล้ายแมวผสมหมี น่ารักน่าชัง จนซ่งชิงซีโดนตกหัวใจไปในทันที อยากจะพุ่งเข้าไปขยำขนมันสักที

เช่อหัวสายตาคมกริบ ก้าวขึ้นมาขวางหน้าซ่งชิงซีและซ่งชิงสิงไว้อย่างแนบเนียน ไม่ว่าจะเป็นชายหนุ่มหน้าเปื้อนยิ้มผู้นี้ หรือสัตว์อสูรประหลาดด้านหลัง กลิ่นอายที่แผ่ออกมาล้วนแข็งแกร่งอย่างยิ่ง

ดูเหมือนจะสังเกตเห็นท่าทีของเช่อหัว ชายผู้นั้นรีบประสานมือเอ่ยว่า "ข้าน้อย 'ผีซิว' เป็นผู้ฝึกตนพเนจรที่ท่องเที่ยวไปทั่ว ไม่มีเจตนาร้ายต่อพวกท่าน โปรดอย่าเข้าใจผิด เพียงแต่เห็นกระบี่ในมือจอมยุทธ์น้อยดูพิเศษนัก จึงเผลออุทานออกมา

เอ้อ จริงสิ นี่คือสัตว์อสูรพันธสัญญาของข้า ชื่อว่า 'อาเป่า' มันเชื่องมาก หวังว่าจะไม่ทำให้พวกท่านตกใจ"

เห็นอีกฝ่ายแสดงความเป็นมิตร เช่อหัวก็ผ่อนคลายลงเล็กน้อย พยักหน้าให้เขา แล้วหันไปบอกซ่งชิงซี "คุณหนูน้อย เราออกมานานแล้ว คุณชายน่าจะกำลังตามหาเราอยู่ กลับกันเถอะขอรับ"

"หา? ก็ได้" ซ่งชิงซีมองอาเป่าอย่างอาลัยอาวรณ์ ก่อนจะเดินตามเช่อหัวลงบันไดไป

ผีซิวมองส่งพวกเขาจนลับตา ส่ายหน้าถอนหายใจ "เฮ้อ สวรรค์ประทานดวงตาอันเฉียบคมมาให้ข้า แต่ดันมาช้ากว่าคนอื่นก้าวหนึ่งตลอด ขมขื่น รันทด เศร้าใจแท้

ไปตลาดมืดดีกว่า ได้ยินว่าข้างในมีของดีให้ขุดเพียบ แต่ก่อนหน้านั้น ต้องหาที่ดื่มเหล้าสักจอกสองจอก ปลอบประโลมหัวใจที่บอบช้ำของข้าเสียหน่อย"

สิ้นเสียง อาเป่าที่หมอบนิ่งอยู่ด้านหลังก็เงยหน้าขึ้นทันที ดวงตาสีดำขลับเปี่ยมไปด้วยความปรารถนาแบบมนุษย์ ผงกหัวหงึกๆ อย่างน่าเอ็นดู

"เจ้าก็คิดงั้นเรอะ? สมกับเป็นพี่น้องที่ดีของข้า ไป ไปดูกันว่าเหล้าเมืองสวี่ต่างจากเมืองเฉวียนยังไง"

——————

ซ่งฉางเซิงกลับมาถึงโรงเตี๊ยมก่อนพวกซ่งชิงซีจริงๆ เขามองดูหยกบันทึกข้อมูลบนโต๊ะด้วยความรู้สึกลังเล

เนื้อหาข้างในเขาอ่านหมดแล้ว และได้รับรู้แล้วว่าขุมกำลังมหาศาลที่หนุนหลังตลาดมืดคือใคร

อย่าว่าแต่ตระกูลซ่งเล็กๆ เลย ต่อให้เป็นสำนักจินอู ต่อหน้าขุมกำลังนี้ก็ไม่ต่างอะไรกับมดปลวก

ขุมกำลังที่ยิ่งใหญ่ขนาดนี้ กลับต้องลงทุนลงแรงตามหาผู้ฝึกตนที่มีวิชาเนตรพิเศษจากทั่วสารทิศ เพียงเพื่อค้นหาของสิ่งหนึ่งในสนามรบเซียนมารบรรพกาล แถมยังให้สิทธิ์เขาเลือกได้อย่างอิสระ

เรื่องนี้ทำให้เขารู้สึกเหมือนฝันไป

อีกอย่าง ด้วยศักยภาพของขุมกำลังนั้น เขาไม่เชื่อหรอกว่าจะไม่มีวิชาเนตรที่มองทะลุหินพนันได้ แล้วทำไมพวกเขาไม่ใช้คนของตัวเองไปหา ปลอดภัยกว่า แถมข่าวไม่รั่วไหลด้วย

คิดไปคิดมา ก็มีเหตุผลอยู่ไม่กี่อย่าง

อาจเป็นเพราะข้อจำกัดบางอย่าง ทำให้ศิษย์ของขุมกำลังนั้นเข้าไปไม่ได้

หรือไม่ก็คนของพวกเขาไม่เพียงพอ จึงต้องระดมคนจากภายนอก

เรื่องนี้ใช่ว่าเป็นไปไม่ได้ การฝึกวิชาเนตรขึ้นอยู่กับพรสวรรค์ ความเสี่ยงก็สูง อย่างเบาก็ตาบอด อย่างหนักก็เสียชีวิต

ต่อให้เป็นขุมกำลังใหญ่ขนาดนั้น คนที่ฝึกสำเร็จก็น่าจะมีน้อย

ข้อนี้มีความเป็นไปได้สูง แต่ซ่งฉางเซิงเอนเอียงไปทางอีกข้อหนึ่งมากกว่า นั่นคือในสนามรบเซียนมารบรรพกาลนั้นอันตรายมาก พวกเขาไม่อยากให้ศิษย์เอกของตัวเองไปเสี่ยงตาย จึงต้องหาตัวตายตัวแทนจากภายนอก

นี่แหละคือสิ่งที่เขากังวลที่สุด

ถ้าแค่เสี่ยงอันตรายบ้างเพื่อแลกกับโอกาสทะลวงสู่ระดับตำหนักม่วง เขาก็พอจะเสี่ยงได้

แต่การเสี่ยงอันตรายกับการไปตายมันคนละเรื่องกัน เขาไม่อยากเอาชีวิตไปทิ้งแบบไม่รู้อีโหน่อีเหน่

"หวังว่าข้าจะมีสิทธิ์ปฏิเสธได้จริงๆ นะ" ซ่งฉางเซิงถอนหายใจ กลัวแต่อีกฝ่ายจะแค่พูดตามมารยาทเท่านั้น

ทันใดนั้น ประตูก็ถูกผลักออก ซ่งชิงซีเอ่ยอย่างดีใจ "ท่านอา ท่านเสร็จธุระแล้วหรือ ตลาดมืดสนุกไหมเจ้าคะ?"

ซ่งฉางเซิงสลัดความกังวลทิ้งไป ยิ้มตอบ "ได้ของมาเพียบ วันหน้าถ้าพวกเจ้ามีโอกาสก็ลองไปดูได้ แล้วพวกเจ้าเที่ยวสนุกไหม?"

"ซีเอ๋อซื้อของมาเยอะแยะเลยเจ้าค่ะ แต่หลิงอวิ๋นเอาแต่หลับ ท่านอา แบบนี้จะมีปัญหาไหมเจ้าคะ?"

ซ่งชิงซีถามด้วยความเป็นห่วง

ตั้งแต่ซ่งฉางเซิงพาซ่งหลิงอวิ๋นกลับมา วันๆ เจ้าหนูนี่ไม่กินก็นอน บางวันนอนเกินยี่สิบชั่วโมง

ซ่งฉางเซิงเคยสงสัยว่าเขาป่วยเป็นโรคประหลาดอะไรหรือเปล่า แต่ตรวจเท่าไหร่ก็ไม่พบอะไร

สิ่งที่ทำให้เขาเบาใจได้บ้างคือ นอกจากนอนเยอะแล้ว ซ่งหลิงอวิ๋นก็ปกติดีเหมือนเด็กทั่วไป

"เดี๋ยวค่อยไปหาหมอเก่งๆ ตรวจดู ไม่ต้องกังวลมากหรอก"

ซ่งฉางเซิงยิ้มปลอบใจ แล้วสายตาก็ไปสะดุดกับกระบี่ยาวสีดำในอ้อมกอดของซ่งชิงสิง

เขาขมวดคิ้วเล็กน้อย "ขอดูประบี่เล่มนั้นหน่อยได้ไหม"

รับกระบี่มาจากซ่งชิงสิง เขาพิจารณาดูอย่างละเอียด คิ้วก็ยิ่งขมวดแน่น

ในมุมมองของนักหลอมศาสตราวุธ กระบี่เล่มนี้ไม่ว่าจะวัสดุหรือกรรมวิธีการสร้าง ล้วนสมบูรณ์แบบไร้ที่ติ ถือเป็นยอดศาสตราในหมู่อาวุธวิเศษระดับสอง

แม้ระดับจะเป็นเพียงระดับสองขั้นต่ำ แต่มีแสงวิญญาณรั่วไหลออกมาแล้ว วันหน้าต้องกลายเป็นศาสตราวุธวิญญาณระดับสูงได้แน่ เหมาะกับซ่งชิงสิงที่อยู่ระดับรวบรวมลมปราณขั้นสมบูรณ์มาก

เพียงแต่ ไม่รู้ทำไม ยามเผชิญหน้ากับมัน ซ่งฉางเซิงกลับรู้สึกใจคอไม่ดี

"กระบี่นี้ได้มาจากไหน?" น้ำเสียงของซ่งฉางเซิงเคร่งขรึมผิดปกติ

ซ่งชิงซีรีบเล่าที่มาที่ไปให้ฟัง

"หลอมรวมไม่ได้?" ซ่งฉางเซิงใจกระตุก อีกแล้วหรือ แผนภาพไท่จี๋ในมือเขาก็หลอมรวมไม่ได้ หรือว่าสองสิ่งนี้จะมีความเกี่ยวข้องกัน?

ตอนนั้นเอง ซ่งชิงสิงก็เอ่ยขึ้นเรียบๆ "ข้าหลอมรวมได้"

"มั่นใจไหม?"

กระบี่เล่มนี้ดูแปลกประหลาด พูดตามตรง เขาไม่อยากให้ซ่งชิงสิงใช้ แตเขาก็รู้ดีว่าสำหรับมือกระบี่ การขาดกระบี่คู่มือนั้นอันตรายเพียงใด

"มั่นใจ!" ซ่งชิงสิงตอบหนักแน่น

"ตกลง" ซ่งฉางเซิงมองเขาอย่างลึกซึ้ง สุดท้ายก็เลือกที่จะเชื่อใจ

"หนึ่งสองวันนี้ ข้าจะลองทะลวงด่าน พวกเจ้าอย่าไปไหนไกล ถ้าจะออกไปข้างนอก ต้องให้เช่อหัวไปด้วย เข้าใจไหม?"

ซ่งฉางเซิงเก็บหยกบันทึกข้อมูลบนโต๊ะ กวาดสายตามองทุกคน

"ท่านอา ท่านจะทะลวงสู่ระดับสร้างรากฐานขั้นปลายหรือเจ้าคะ?" ดวงตาของซ่งชิงซีฉายแววยินดี

"ถูกต้อง ไปตลาดมืดครั้งนี้ได้ของดีมาเยอะ" ซ่งฉางเซิงยิ้ม เดิมทีเขาต้องใช้เวลาอย่างน้อยครึ่งปีถึงจะทะลวงด่านได้

แต่ครั้งนี้ได้ [น้ำทิพย์นมผาพันปี] มาจากตลาดมืด สามารถย่นระยะเวลาเข้ามาได้ สภาวะจิตใจของเขาถึงขั้นสร้างรากฐานขั้นสมบูรณ์แล้ว ไม่ต้องกลัวว่าทะลวงด่านเร็วเกินไปจะส่งผลเสียต่อรากฐาน

"ถ้าอย่างนั้น พวกข้าไม่รบกวนท่านแล้ว"

เมื่อทุกคนออกไป ซ่งฉางเซิงหยิบธงค่ายกลออกมา กางค่ายกลป้องกันระดับสองขั้นกลาง แม้การทะลวงด่านครั้งนี้จะใช้เวลาไม่นาน แต่อยู่ข้างนอกระวังไว้ก่อนย่อมดีกว่า

นำแผนภาพไท่จี๋ออกมาปูบนเตียง ซ่งฉางเซิงนั่งขัดสมาธิลงไป ทันใดนั้นก็รู้สึกสมองปลอดโปร่ง ความฟุ้งซ่านในใจถูกลบเลือนไปอย่างเงียบเชียบ

นี่คือสรรพคุณวิเศษที่เขาค้นพบในช่วงนี้ การนั่งบำเพ็ญเพียรบนแผนภาพไท่จี๋ ช่วยให้จิตใจสงบ ระงับมารในใจ เพิ่มโอกาสสำเร็จในการทะลวงด่าน

หยิบขวดหยกออกมา ซ่งฉางเซิงดื่มน้ำทิพย์เข้าไปเพียงเล็กน้อย จากนั้นรวมจิตเป็นหนึ่ง โคจรเคล็ดวิชาเริ่มหลอมรวมฤทธิ์ยา เตรียมตัวทะลวงสู่ระดับสร้างรากฐานขั้นปลายในรวดเดียว!

...

[จบแล้ว]

จบบทที่ บทที่ 210 - ทะลวงด่าน

คัดลอกลิงก์แล้ว