เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 200 - กำจัดมารร้าย

บทที่ 200 - กำจัดมารร้าย

บทที่ 200 - กำจัดมารร้าย


บทที่ 200 - กำจัดมารร้าย

ก่อนหน้านี้ซ่งฉางเซิงเคยใช้จิตสัมผัสตรวจสอบจุดตันเถียนของนางแล้ว แต่ไม่พบสิ่งผิดปกติใดๆ แม้แต่ภายใต้การมองเห็นของเนตรอาคม ก็ยังไม่พบปัญหา

สำหรับสถานการณ์ที่ปรากฏขึ้นในตอนนี้ ในใจของเขาเริ่มมีการคาดเดาบางอย่าง

สิ่งแปลกปลอมที่อยู่ในตันเถียนของคุณหนูหลู น่าจะเติบโตได้โดยการดูดกลืนพลังชีวิต

สาเหตุที่ก่อนหน้านี้ตรวจไม่พบ เป็นไปได้สูงว่าปริมาณพลังชีวิตที่ได้รับในแต่ละครั้งไม่มากพอ

ทว่าครั้งนี้ มันไม่เพียงดูดกลืนพลังวิญญาณครึ่งหนึ่งของซ่งฉางเซิงไป แต่ยังดูดซับบัวหิมะระดับสามขั้นต้นเข้าไปทั้งดอก พลังชีวิตและพลังวิญญาณมหาศาลขนาดนี้ ไม่ใช่สิ่งที่ผู้ฝึกตนระดับรวบรวมลมปราณขั้นต้นจะรับไหว

หากไม่ใช่เพราะซ่งฉางเซิงมั่นใจแล้วว่าหลู่อวี้ซิ่วสามารถดูดกลืนพลังวิญญาณและพลังชีวิตได้ เขาคงไม่กล้าเสี่ยงให้นางกินบัวหิมะระดับสามขั้นต้นสดๆ แบบนี้ มิฉะนั้นนางอาจเสี่ยงต่อการระเบิดร่างตายได้ทุกเมื่อ

คนอื่นๆ เพราะไม่มีเงื่อนไขพิเศษเฉพาะตัวแบบซ่งฉางเซิง จึงไม่ค้นพบจุดนี้ ทำให้พวกเขาไม่สามารถรักษาได้ตรงจุด ปล่อยให้หลู่อวี้ซิ่วนอนเป็นผักมาจนถึงตอนนี้

ซ่งฉางเซิงยืนสังเกตการณ์อยู่ที่เดิมอีกครู่หนึ่ง พบว่าเจ้านั่นในตันเถียนของนางนอกจากจะดูดกลืนเร็วแล้ว ยังผลาญพลังงานเร็วมากอีกด้วย

เพียงแค่ครึ่งก้านธูป แสงสว่างประหลาดนั้นก็ค่อยๆ หม่นแสงลง จนกระทั่งเลือนหายไปในที่สุด

"นี่มันตัวอะไรกันแน่ พลังชีวิตมหาศาลขนาดนี้ กลับใช้หมดเกลี้ยงในเวลาสั้นๆ?" ซ่งฉางเซิงขมวดคิ้วแน่น แม้แต่ตัวเขาในระดับพลังปัจจุบันยังทำไม่ได้เร็วขนาดนี้...

หลี่อันหมินที่ยืนดูอยู่ใกล้ๆ ไม่ทันสังเกตเห็นความเปลี่ยนแปลงในร่างกายของหลู่อวี้ซิ่ว ได้แต่ยืนร้อนรนเกาหัวแกรกๆ

เขาอยากจะถามซ่งฉางเซิง แต่เห็นอีกฝ่ายหลังจากป้อนบัวหิมะแล้วก็ขมวดคิ้วทำท่าครุ่นคิด เขาจึงไม่กล้ารบกวน ได้แต่ยืนร้อนใจอยู่ข้างๆ

ส่วนหลู่เทียนโฉวที่ยืนเฝ้าดูอยู่หน้าประตูด้วยความเป็นห่วงลูกสาว ไม่รู้ว่ามายืนอยู่ใกล้ๆ ตั้งแต่เมื่อไหร่ สายตาที่มองซ่งฉางเซิงแฝงไปด้วยความตื่นเต้นลึกๆ

เห็นได้ชัดว่าซ่งฉางเซิงมองเห็นอะไรบางอย่าง แม้จะไม่แน่ว่าจะแก้ปัญหาได้ แต่ก็ทำให้เขาเห็นแสงสว่างท่ามกลางความสิ้นหวัง

ปฏิกิริยาของทั้งสองย่อมไม่รอดพ้นสายตาของซ่งฉางเซิง เขาคิดอยู่ครู่หนึ่ง แล้วหันไปพูดกับหลู่เทียนโฉวด้วยน้ำเสียงจริงจัง "ปรมาจารย์หลู เกี่ยวกับร่างกายของคุณหนูหลู ข้าพอจะค้นพบอะไรบางอย่างแล้ว แต่หากต้องการแก้ปัญหา จำเป็นต้องมีการพิสูจน์ขั้นต่อไป

บอกตามตรง สถานการณ์เช่นนี้ข้าก็เพิ่งเคยพบเป็นครั้งแรก ดังนั้นในกระบวนการพิสูจน์จะเกิดอะไรขึ้นบ้าง จะมีอันตรายหรือไม่ ข้าไม่อาจล่วงรู้ได้เลย

ตอนนี้ทางเลือกอยู่ในมือท่าน จะไปต่อหรือจะหยุด ท่านเป็นคนตัดสินใจ"

ตอนที่ได้ยินประโยคแรก ใบหน้าที่ดุดันของหลู่เทียนโฉวก็ผ่อนคลายลงบ้าง แต่พอได้ยินประโยคหลัง เส้นประสาทของเขาก็กลับมาตึงเครียดทันที

ไม่อาจล่วงรู้ได้เลย หมายความว่าอย่างไร?

"เจ้าจะเอาลูกสาวคนเดียวของข้าไปเป็นหนูทดลองงั้นรึ?" น้ำเสียงของหลู่เทียนโฉวกลับมาเย็นชาอีกครั้ง สายตาก็ดูไม่เป็นมิตรเอาเสียเลย

ซ่งฉางเซิงสบสายตากับเขาอย่างเปิดเผย สีหน้าเรียบเฉย พูดกันตามตรง เขาค้นพบกุญแจสำคัญของปัญหาแล้ว เพียงแค่นี้ หลู่เทียนโฉวที่ร้อนใจอยากช่วยลูกสาวก็ตกเป็นเบี้ยล่างเขาแล้ว อย่าว่าแต่ซ่อมเรือเหาะเลย ต่อให้ต้องยกเรือเหาะลำใหม่ให้ฟรีๆ ก็ต้องจำใจยอม

แต่เมื่อเผชิญหน้ากับบิดาที่แก่ชรา ซ่งฉางเซิงไม่อยากใช้วิธีต่ำช้าแบบนั้นบีบบังคับ เขาหวังว่าจะช่วยแก้ปัญหาให้ได้จริงๆ

แต่เขาก็ไม่ใช่พ่อพระ หากหลู่เทียนโฉวไม่รู้กาละเทศะ ก็จะโทษเขาไม่ได้

พูดตามความเป็นจริง หลู่อวี้ซิ่วจะเป็นจะตายก็ไม่เกี่ยวกับเขา เขาแค่เอาข้อมูลที่รู้ไปขายเอาราคาก็พอแล้ว

หลู่เทียนโฉวไม่ใช่คนโง่ ไม่นานก็มองสถานการณ์ของตนเองออก เพียงแต่การให้เอาชีวิตลูกสาวคนเดียวไปเดิมพัน เขาก็ยังลังเล

เขาอายุเกือบสองร้อยปีแล้ว ไม้ใกล้ฝั่งเต็มที กว่าจะมีลูกสาวคนนี้ นี่คือทั้งหมดของชีวิตเขา!

เห็นเขาลังเล ซ่งฉางเซิงคิดแล้วจึงเอ่ยเตือน "ปรมาจารย์หลู คุณหนูหลูหมดสติมาเกือบหนึ่งปี ร่างกายมาถึงขีดจำกัดแล้ว หากปล่อยไว้นานกว่านี้ อย่างเบาก็หลับไม่ตื่นตลอดไป อย่างหนักก็ตัวตายวิญญาณสลาย

โปรดรีบตัดสินใจเถิด"

สีหน้าบนใบหน้าเหี่ยวย่นเปลี่ยนแปลงไปมา ครู่ต่อมา เขาถอนหายใจยาว ร่างกายดูแก่ลงไปถนัดตา เขาโค้งคำนับซ่งฉางเซิงจนสุดตัว น้ำเสียงแหบแห้งเอ่ยว่า "คงไม่แย่ไปกว่าตอนนี้แล้ว เชิญสหายเต๋าซ่งลงมือเถิด ไม่ว่าผลลัพธ์จะเป็นอย่างไร ข้ายอมรับได้"

ซ่งฉางเซิงพยักหน้าเบาๆ กล่าวอย่างหนักแน่น "ข้าย่อมทำให้สุดความสามารถ

ถ้าเช่นนั้น รบกวนปรมาจารย์หลูช่วยนำของวิเศษที่มีพลังชีวิตมาให้มากหน่อย ยิ่งเยอะยิ่งดี"

ในเมื่อตัดสินใจแล้ว หลู่เทียนโฉวก็ทุ่มสุดตัวเพื่อให้ความร่วมมือกับซ่งฉางเซิง

เขาหยิบป้ายหยกชิ้นหนึ่งส่งให้หลี่อันหมินข้างๆ สั่งว่า "รีบไปห้องสมบัติ นำของวิเศษที่ข้าเตรียมไว้ให้ซิ่วเอ๋อมาทั้งหมด ให้ปรมาจารย์ซ่งใช้"

หลี่อันหมินรีบวิ่งเหยาะๆ ออกไป ไม่นานก็กลับมาพร้อมประคองถุงสมบัติใบหนึ่งด้วยสองมือ

รับมาเปิดดู ซ่งฉางเซิงก็ต้องตกตะลึงเล็กน้อย ความมั่งคั่งของหลู่เทียนโฉวนั้นหนาปึ้กกว่าที่เขาจินตนาการไว้มาก

ในถุงสมบัติมีสมุนไพร ผลไม้ และน้ำทิพย์วิญญาณกองเป็นภูเขาเลากา ส่งกลิ่นอายแห่งชีวิตเข้มข้น ในจำนวนนั้นมีสมุนไพรระดับสามที่เทียบเท่ากับบัวหิมะอยู่อีกสามต้น

นี่ทำให้ซ่งฉางเซิงมั่นใจขึ้นอีกหลายส่วน

"ปรมาจารย์ซ่ง ของพวกนี้พอไหม หากไม่พอ ข้าจะไปหามาเพิ่ม"

เพื่อลูกไม้โทนเพียงต้นเดียวในไร่นาพันไร่ของตระกูลหลู หลู่เทียนโฉวทุ่มไม่อั้น ขอแค่รักษาหาย ต่อให้ต้องขายหม้อขายไหเขาก็ยอม!

ซ่งฉางเซิงพยักหน้า "น่าจะพอแล้ว ต่อไปเชิญทั้งสองท่านรอข้างนอกเถิด สิ่งที่ข้าจะทำต่อไปไม่สะดวกให้คนนอกดู ขออภัยด้วย"

ทุกคนย่อมมีความลับเป็นของตัวเอง หลู่เทียนโฉวเข้าใจดี กัดฟันแน่น สุดท้ายก็พาหลี่อันหมินเดินออกไปนอกอาคาร

เมื่อทั้งสองออกไปแล้ว ซ่งฉางเซิงสะบัดแขนเสื้อ กางค่ายกลปิดกั้นการตรวจสอบจากภายนอก

จากนั้นนั่งขัดสมาธิลงกับพื้น หยิบหินวิญญาณออกมาฟื้นฟูพลังที่เสียไป

ครู่ต่อมา รอบกายซ่งฉางเซิงก็เต็มไปด้วยผงหินวิญญาณ

เขาลืมตาพ่นลมหายใจขุ่นมัว ลุกขึ้นเดินไปที่เตียงหยก

สิ่งแปลกปลอมในตันเถียนของหลู่อวี้ซิ่วจะดูดซับพลังชีวิต ขอเพียงเข้าสู่ร่างกายของนาง ล้วนถูกดูดซับหมด

ในฐานะผู้ฝึกตน พลังชีวิตในกายของหลู่อวี้ซิ่วก็นับว่าแข็งแกร่ง ตามหลักแล้ว นางน่าจะเป็นคนแรกที่ถูกดูดกลืนเป็นอาหาร

แต่จากการตรวจสอบ นอกจากร่างกายอ่อนแอเพราะเสียเลือดมาก ไฟแห่งชีวิตของนางยังถือว่าลุกโชนดีอยู่

ซ่งฉางเซิงจึงตั้งสมมติฐานอย่างกล้าหาญ เป็นไปได้ไหมว่าสิ่งแปลกปลอมนี้ได้สร้างความสัมพันธ์แบบพึ่งพาอาศัยกันกับหลู่อวี้ซิ่ว?

จากจุดนี้ ซ่งฉางเซิงวางแผนที่เรียบง่ายแต่ดิบเถื่อนขึ้นมา

อันดับแรก ใช้พลังชีวิตเลี้ยงเจ้านั่นให้โตพอ จนกว่าจะรู้ว่ามันคืออะไร แล้วค่อยกำหนดวิธีจัดการต่อไป

นี่เป็นการตัดสินใจที่เสี่ยงมาก เพราะไม่มีใครรู้ว่าหลังจากเจ้านั่นโตขึ้นแล้ว จะส่งผลกระทบอย่างไรต่อหลู่อวี้ซิ่ว

สูดลมหายใจลึก ซ่งฉางเซิงเทของวิเศษส่วนใหญ่จากถุงสมบัติลงไปในกระถางสัมฤทธิ์ที่เขาใช้หลอมอาวุธเป็นประจำ

จากนั้นนำน้ำเต้าตัดวิญญาณวางไว้ใต้กระถางสัมฤทธิ์ เปลวเพลิงสีน้ำเงินเข้ม 'เพลิงเย็นแก่นพิภพ' กลุ่มเล็กๆ พวยพุ่งออกมา เลียไล้ก้นกระถาง

แม้ซ่งฉางเซิงจะปรุงยาไม่เป็น แต่การควบคุมอุณหภูมิของเขาไม่ได้ด้อยไปกว่านักปรุงยาทั่วไป การจัดการวัตถุดิบเหล่านี้ง่ายเหมือนปอกกล้วยเข้าปาก

ภายใต้ฤทธิ์ของเพลิงวิญญาณ ของวิเศษในกระถางล้วนละลายกลายเป็นน้ำยาสีเขียวบริสุทธิ์

เปิดฝากระถางออก ไอหมอกเจ็ดสีพวยพุ่ง กลิ่นอายแห่งชีวิตอันเข้มข้นปะทะใบหน้า สูดดมเข้าไปเพียงนิดเดียวก็รู้สึกเหมือนหนุ่มขึ้นหลายปี

"ไป!"

ซ่งฉางเซิงบีบคางขาวผ่องของหลู่อวี้ซิ่ว ชี้นิ้วไปที่กระถาง น้ำยาในกระถางก็กลายเป็นสายน้ำไหลเข้าปากของนาง

เมื่อพลังชีวิตอันบริสุทธิ์แพร่กระจายไปทั่วแขนขาและจุดชีพจร สิ่งแปลกปลอมในตันเถียนก็เริ่ม "กินมูมมาม" ทันที

ภายใต้การมองเห็นของเนตรอาคม ซ่งฉางเซิงเห็นชัดเจนว่าก้อนแสงสีแดงฉานในตันเถียนของหลู่อวี้ซิ่วกำลังขยายตัวอย่างรวดเร็ว

เมื่อมันขยายใหญ่ถึงระดับหนึ่ง ซ่งฉางเซิงก็ส่งจิตสัมผัสเข้าไปในตันเถียนของนาง

เนื่องจากเป้าหมายใหญ่พอ ซ่งฉางเซิงจึงพบเจ้านั่นในตันเถียนอย่างรวดเร็ว

มันคือก้อนเนื้อสีเลือดทรงกลม ขยายใหญ่เท่าไข่ไก่ พื้นผิวเต็มไปด้วยเส้นเลือดฝอยที่บิดเบี้ยว และมีหนวดงอกออกมาจางๆ

"นี่มันตัวบ้าอะไรกัน?" ซ่งฉางเซิงหน้าเปลี่ยนสี นี่มันอะไร เนื้องอกเหรอ?

ในขณะที่เขากำลังลังเลว่าจะหยุดจ่ายพลังชีวิตดีไหม หลู่อวี้ซิ่วที่นอนอยู่บนเตียงหยกก็ส่งเสียงครางเบาๆ ออกมา

หันไปมอง พบว่าคิ้วที่ขมวดมุ่นของหลู่อวี้ซิ่วเริ่มคลายออก เปลือกตากระตุกเบาๆ เหมือนจะตื่นขึ้นมาได้ทุกเมื่อ

ซ่งฉางเซิงดีใจ มีปฏิกิริยาตอบรับในทางที่ดี แสดงว่าวิธีของเขาถูกต้อง

ตอนนี้เขามีสองทางเลือก หนึ่ง หยุดจ่ายพลังชีวิต เพราะไม่มีใครรู้ว่าถ้าปล่อยให้ "เนื้องอก" โตต่อไปจะเกิดผลอะไรตามมา

สอง คือเลี้ยง "เนื้องอก" ให้โตต่อไป หลู่อวี้ซิ่วมีโอกาสสูงที่จะฟื้นขึ้นมา

ไม่มีเวลาให้ลังเลมากนัก ซ่งฉางเซิงตัดสินใจเลือกเลี้ยง "เนื้องอก" ต่อไป ไม่ว่าจะยังไง ทำให้คนฟื้นก่อนค่อยว่ากัน

เมื่อ "เนื้องอก" โตขึ้นเรื่อยๆ หนวดที่น่าขยะแขยงบนพื้นผิวของมันก็แผ่ขยายเต็มตันเถียนของหลู่อวี้ซิ่วในเวลาสั้นๆ

และในตอนนี้ หลู่อวี้ซิ่วก็เริ่มดิ้นรน ดวงตาที่ปิดสนิทค่อยๆ เผยอขึ้น ช่องว่างขยายกว้างขึ้นเรื่อยๆ จนในที่สุดก็เผยให้เห็นดวงตาคู่สวยที่ใสกระจ่าง

ซ่งฉางเซิงตะลึงงัน เขาไม่เคยเห็นดวงตาที่สวยงามขนาดนี้มาก่อน ราวกับดวงดาวระยิบระยับบนท้องฟ้า เขาหยุดป้อนน้ำยาโดยสัญชาตญาณ

"ขอถามหน่อย... ท่านคือ?"

แววตาของหลู่อวี้ซิ่วฉายแววสับสน นางจำได้ว่านี่คือห้องของตัวเอง แต่คนตรงหน้านางไม่เคยเห็นมาก่อน

"ข้าเป็นหมอที่ท่านพ่อของเจ้าเชิญมา เจ้าป่วย ข้ามาเพื่อรักษาเจ้า" ซ่งฉางเซิงยิ้มอย่างอ่อนโยน

"อย่างนี้นี่เอง ลำบากท่านแล้ว" เสียงของหลู่อวี้ซิ่วแผ่วเบานุ่มนวล ราวกับเสียงกระซิบข้างหู

"ตอนนี้เจ้ารู้สึกไม่สบายตรงไหนบ้างไหม?" ซ่งฉางเซิงเหลือบมองตันเถียนของนางอย่างแนบเนียน เนื่องจากการจ่ายพลังชีวิตหยุดลง "เนื้องอก" นั้นจึงค่อยๆ หดตัวลง

"ข้า... จู่ๆ ก็รู้สึกง่วงจัง... อยาก... นอน..."

พูดไปเสียงของหลู่อวี้ซิ่วก็ค่อยๆ เบาลง เปลือกตาหนักอึ้ง ทำท่าจะหมดสติไปอีกรอบ

ซ่งฉางเซิงหน้าเครียด สิ่งที่เขากลัวที่สุดเกิดขึ้นแล้ว "เนื้องอก" นี้ได้สร้างความสัมพันธ์แบบ "พึ่งพาอาศัย" กับหลู่อวี้ซิ่วจริงๆ

หากกำจัด "เนื้องอก" ตอนนี้ หลู่อวี้ซิ่วคงได้ตายตกไปตามกัน

เห็นนางกำลังจะหมดสติ ซ่งฉางเซิงรีบคว้าข้อมือนาง ส่งถ่ายพลังวิญญาณของตัวเองเข้าไป

อาการของหลู่อวี้ซิ่วดีขึ้นทันตา

นางกระพริบตาแป๋วๆ มองซ่งฉางเซิงแล้วพูดว่า "ซิ่วเอ๋อหายง่วงแล้ว แถม... ร่างกายยังอุ่นสบาย... สบายจัง..."

พลังวิญญาณถูกใช้ไปอย่างรวดเร็ว ซ่งฉางเซิงรีบถาม "เจ้าจำได้ไหมว่าถูกใครทำร้าย เขาทำอะไรเจ้า?"

หลู่อวี้ซิ่วกระพริบตาด้วยความงุนงง ส่ายหน้าเบาๆ "ซิ่วเอ๋อจำไม่ได้แล้ว"

"แล้วเจ้าก็นู้สึกว่าร่างกายตัวเองมีอะไรเปลี่ยนไปจากเมื่อก่อนไหม?"

หลู่อวี้ซิ่วส่ายหน้าอีกครั้ง

ในตอนนี้ พลังวิญญาณของซ่งฉางเซิงใกล้จะหมดแล้ว ขณะที่เขากำลังจะชักมือกลับ เสียงทึบๆ ก็ดังขึ้นข้างหู ราวกับเสียงหัวใจเต้นที่ถูกขยายให้ดังขึ้นหลายเท่า

"ตุบ..."

"ตุบ..."

"ตุบ..."

เสียงนั้นเป็นจังหวะสม่ำเสมอ และค่อยๆ ชัดเจนขึ้น

ซ่งฉางเซิงเบิกตากว้างมองไปที่หน้าท้องของหลู่อวี้ซิ่ว เสียงดังมาจากตรงนั้น หรือพูดให้ถูกคือดังมาจาก "เนื้องอก" ในตันเถียน

"เจ้านี่มีชีวิต?" ซ่งฉางเซิงตกใจสุดขีด

ใบหน้าซีดเผือดของหลู่อวี้ซิ่วเต็มไปด้วยความหวาดกลัว มองซ่งฉางเซิงอย่างทำอะไรไม่ถูก "นี่คือ... เสียงอะไร..."

ขณะนี้ พลังวิญญาณของซ่งฉางเซิงถึงขีดจำกัดแล้ว เขาอยากจะถอนตัวออกมา แต่ทว่ามือของเขาราวกับถูกเชื่อมติดไว้ ขยับไม่ได้เลย

"แย่แล้ว"

ซ่งฉางเซิงร้องอุทานในใจ ขืนเป็นแบบนี้เขาโดนดูดจนแห้งเป็นมัมมี่แน่

ขณะที่เขากำลังลังเลว่าจะตัดแขนทิ้งดีไหม เนื้องอกก้อนนั้นก็ปริแตกออกกะทันหัน ของเหลวสีเลือดขุ่นข้นไหลทะลักออกมา

เนื้องอกก้อนนั้นแฟบลงอย่างรวดเร็ว หนวดที่ยื่นออกมาก็หดกลับเข้าไป ไม่นานก็หดเหลือเป็นก้อนเล็กๆ

หลู่อวี้ซิ่วขมวดคิ้วด้วยความเจ็บปวด กัดฟันแน่นฝืนกลั้นเสียงร้อง สุดท้ายก็ทนไม่ไหวสลบเหมือดไป

ในเวลาเดียวกัน ซ่งฉางเซิงก็พบว่าตัวเองขยับตัวได้แล้ว

เขาปล่อยมือด้วยใบหน้าซีดเผือด ไอ้ผีนั่นเกือบจะดูดเขาจนแห้งตาย

ยังไม่ทันได้พักหายใจ ของเหลวสีเลือดในตันเถียนนั้นจู่ๆ ก็เริ่มเคลื่อนไหว ไหลย้อนขึ้นไปตามเส้นชีพจรของหลู่อวี้ซิ่ว

แม้จะไม่รู้ว่ามันคือตัวบ้าอะไรและจะทำอะไร แต่ซ่งฉางเซิงรู้ดีว่าปล่อยไว้ไม่ได้

เขาประคองหลู่อวี้ซิ่วขึ้นมา ฟาดฝ่ามือใส่กลางหลังนาง รีดเค้นพลังวิญญาณเฮือกสุดท้ายในตันเถียนออกมาในพริบตา

ของเหลวสีเลือดถูกขับออกมาทันที หลู่อวี้ซิ่วกระอักเลือดดำกองโตออกมา ลมหายใจรวยรินลงอย่างรวดเร็ว

ทันทีที่เลือดดำแตะพื้น มันก็มุดหายลงไปในร่องกระเบื้องปูพื้นราวกับมีชีวิต หายวับไปอย่างไร้ร่องรอย...

[จบแล้ว]

จบบทที่ บทที่ 200 - กำจัดมารร้าย

คัดลอกลิงก์แล้ว