- หน้าแรก
- ความเป็นอมตะเริ่มต้นด้วยการเข้าใจหลักสำคัญของคัมภีร์เต๋า
- บทที่ 160 - เจ้ามิใช่คนนอก
บทที่ 160 - เจ้ามิใช่คนนอก
บทที่ 160 - เจ้ามิใช่คนนอก
บทที่ 160 - เจ้ามิใช่คนนอก
แคว้นหยางโจว เทือกเขาเทียนหยาง ที่ตั้งสำนักเลี่ยหยาง...
"ปัง"
หวังเยว่ซงตบโต๊ะข้างกายจนแตกละเอียดเป็นชิ้นๆ ร่างกายสั่นเทิ้มดุจราชสีห์คลั่ง ทำเอาศิษย์ที่เข้ามารายงานตัวสั่นงันงก หมอบกราบอยู่กับพื้นไม่กล้าหายใจแรง กลัวจะมีชะตากรรมเดียวกับโต๊ะตัวนั้น
ครู่ต่อมา ชายชราในชุดคลุมยาวสีดำเดินเข้ามา เขาขยิบตาให้ศิษย์ที่หมอบสั่นอยู่ ศิษย์ผู้นั้นเหมือนได้รับอภัยโทษ รีบถอยออกไปอย่างรวดเร็วและเงียบเชียบ
ชายชราส่ายหน้าถอนหายใจ ปิดประตูตำหนักแล้วกล่าวว่า "ส่งคนไปรับตัวเฉิงป๋อกับเป่ยสุ่ยแล้ว ไฟวิญญาณของพวกเขาหรี่ลงมาก แต่น่าจะไม่มีอันตรายถึงชีวิต ขอท่านเจ้าสำนักโปรดระงับโทสะ"
"ฝีมือใคร!" หวังเยว่ซงหน้ามืดทะมึน ประโยคนี้เขาถามไม่รู้กี่ครั้งแล้วในช่วงนี้ หนึ่งปีมานี้ สำนักเลี่ยหยางสูญเสียผู้ฝึกตนระดับสร้างรากฐานไปถึงหกคน ในจำนวนนั้นมีระดับสร้างรากฐานขั้นสมบูรณ์ถึงสองคน
ยี่สิบปีก่อน ตอนบุกตระกูลซ่งก็เสียหายหนัก ต้องเผาผลาญสมบัติเก่ามากมายเพื่อฟื้นฟู พอกลับมาตั้งตัวได้ไม่นาน ก็มาโดนเล่นงานหนักอีก ความโกรธในใจของหวังเยว่ซงเปรียบเสมือนภูเขาไฟที่อัดอั้นรอวันระเบิด!
ชายชราตอบเสียงเบา "ตระกูลหรงกับตระกูลซ่งสมคบคิดกัน ดักซุ่มโจมตีพวกเฉิงป๋อระหว่างทาง เพื่อเปิดทางหนี อู๋เว่ยระเบิดชีพจรตัวเอง ยอมสละชีพเพื่อให้เฉิงป๋อทั้งสองคนหนีรอดมาได้
ตระกูลซ่งบาดเจ็บสาหัสหนึ่งคน ตระกูลหรงตายหนึ่งคน บาดเจ็บสาหัสสองคน"
"ตระกูลซ่ง! ตระกูลหรง! ดี! ดีมากจริงๆ!" กรรมติดจรวดแท้ๆ หวังเยว่ซงแทบคลั่ง ไม่นึกว่าเพิ่งส่งคนไปลอบกัดตระกูลซ่ง อีกฝ่ายก็ย้อนรอยกลับมาเล่นงานคืนเป็นเท่าตัว
หลังจากระบายอารมณ์อยู่พักหนึ่ง หวังเยว่ซงก็นั่งลงบนเก้าอี้อย่างหมดแรง เหม่อมองเพดาน แม้ในใจจะโกรธแค้นเพียงใด แต่เขาจำต้องยอมรับความจริงว่า ตอนนี้สำนักเลี่ยหยางไม่มีทุนรอนจะไปแก้แค้นแล้ว
"ท่านผู้อาวุโสใหญ่ ท่านช่วยไปที่สนามรบเหมืองหินวิญญาณด้วยตัวเองเถิด เฉิงป๋อบาดเจ็บหนัก อู๋เว่ยก็ตายไปแล้ว ข้าเกรงว่าศิษย์น้องรองคนเดียวจะรับมือไม่ไหว" หวังเยว่ซงกล่าวอย่างท้อแท้
ผู้อาวุโสใหญ่พยักหน้า ลังเลเล็กน้อยก่อนถาม "ที่สนามรบเหมืองหินวิญญาณ เดิมทีเราได้เปรียบอยู่มาก แต่ตอนนี้สถานการณ์พลิกผัน นโยบายของสำนักควรปรับเปลี่ยนหรือไม่?"
แม้คราวที่แล้วเสียไพร่พลไปกับการล้อมจับซ่งฉางเซิง แต่ในสนามรบเหมืองหินวิญญาณ สำนักเลี่ยหยางก็ยังกดดันตระกูลหรงไว้ได้อยู่หมัด รอแค่อวี่เฉิงป๋อกลับมา ก็จะเผด็จศึกยึดครองเหมืองได้เบ็ดเสร็จ
แต่ตอนนี้ทำไม่ได้แล้ว อวี่เฉิงป๋อและเหอเป่ยสุ่ยแม้จะรอดมาได้ แต่คงลงมือไม่ได้อีกนาน สำนักเลี่ยหยางขาดแคลนคน ตระกูลหรงจึงกลายเป็นฝ่ายได้เปรียบ
"เตรียมเจรจากับตระกูลหรงเถอะ แม้จะยึดครองทั้งหมดไม่ได้ แต่อย่างน้อยต้องได้ส่วนแบ่งสี่ส่วน นี่คือเส้นตาย ไปจัดการเถอะ" หวังเยว่ซงโบกมืออย่างอ่อนแรง ดูแก่ลงไปถนัดตานับสิบปี นี่เป็นวิกฤตครั้งใหญ่ที่สุดนับตั้งแต่เขารับตำแหน่งเจ้าสำนัก ความทะเยอทะยานทั้งหมดมลายหายไปสิ้น
ผู้อาวุโสใหญ่หันหลังกลับ ลอบถอนหายใจ จริงๆ แล้วความสามารถของหวังเยว่ซงไม่เลวเลย ยี่สิบปีก่อนตอนบุกตระกูลซ่งล้มเหลว เสียระดับสร้างรากฐานไปแปดคน บรรพบุรุษบาดเจ็บหนัก เจ้าสำนักคนก่อนลาออก สำนักตกต่ำถึงขีดสุด
หวังเยว่ซงรับตำแหน่งในยามวิกฤต ถอนกำลังกลับ ประคองตัวท่ามกลางฝูงหมาป่าเสือร้าย มุมานะบริหารงานจนสำนักฟื้นตัวได้ในสิบปี
จากนั้นก็ขยายกิจการ เปิดเส้นทางการค้า วางหมากในแคว้นเปียนโจวและแคว้นหลิงโจว ไม่ถึงสิบปีทำให้สำนักเลี่ยหยางกลับมามีศักยภาพพอฟัดพอเหวี่ยงกับตระกูลหรง หากไม่ใช่เพราะเหตุการณ์ต่อเนื่องในช่วงนี้ เขาอาจพาสำนักไปได้ไกลกว่านี้
น่าเสียดาย โอกาสนั้นไม่มีอีกแล้ว สำนักเสียหายหนักขนาดนี้ ต้องมีคนรับผิดชอบ
"ท่านเจ้าสำนัก สายข่าวรายงานว่าในการดักโจมตีครั้งนี้ ซ่งเซียนหมิงมีส่วนร่วมด้วย อาการบาดเจ็บของเขาอาจจะหายดีแล้ว เราต้องทำอะไรไหม?"
"เรื่องนี้คาดการณ์ไว้อยู่แล้ว นอกจากเราจะยอมทิ้งเหมืองหินวิญญาณไปเลย ไม่งั้นเราก็ทำอะไรพวกเขาไม่ได้
การทะลวงสู่ระดับตำหนักม่วงไม่ง่ายขนาดนั้น ปล่อยไปก่อน ถอนคนจากแคว้นหลิงโจวกลับมาให้หมด รอท่านบรรพบุรุษออกจากด่านเมื่อไหร่ นั่นจะเป็นวันตายของพวกมัน" หวังเยว่ซงตอบอย่างสงบนิ่ง
เขาคาดเดาวันนี้ไว้แล้วตั้งแต่ตอนลอบสังหารซ่งเซียนอวิ้นล้มเหลว แต่จะให้ทำไง บุกตระกูลซ่งอีกรอบ?
อีกฝ่ายไม่ใช่ลูกพลับนิ่ม ขืนบุกสุ่มสี่สุ่มห้ามีแต่จะพาสำนักลงเหว สิ่งที่ทำได้ตอนนี้คือรอจังหวะ แล้วเชือดทีเดียวให้ตาย!
"รับทราบ" ชายชราโค้งคำนับ แล้วเปิดประตูให้แสงแดดจ้าสาดส่องเข้ามา
"ศิษย์อา เรื่องเหมืองหินวิญญาณฝากท่านด้วย สำนักต้องการทรัพยากรก้อนนี้มาฟื้นฟู"
"วางใจเถอะ ไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้น ข้าจะรักษาเส้นตายสี่ส่วนไว้ให้ได้" ผู้อาวุโสใหญ่พยักหน้า แล้วเดินจากไปโดยไม่หันกลับมา
ครั้งหน้าที่เขาจะกลับมาที่นี่ ที่แห่งนี้อาจจะเปลี่ยนเจ้าของแล้วก็ได้...
ย้อนเวลากลับไปเมื่อสี่วันก่อน ระหว่างทางที่จวงเยว่ฉานพาซ่งฉางเซิงไปพบท่านเจ้าเมือง
"สหายเต๋าจวง ท่านเจ้าเมืองเรียกพบข้าทำไมหรือ?" ในใจซ่งฉางเซิงไม่มีความตื่นเต้น มีแต่ความสงสัยเต็มอก
จวงเยว่ฉานยิ้ม "ลองทายดูสิ"
"ข้าจะไปทายถูกได้ไง" ซ่งฉางเซิงยิ้มขื่น ชาติก่อนขนาดแฟนสาวยังเดาใจไม่ถูก ความคิดของยอดคนพวกนี้ซับซ้อนกว่าใจผู้หญิงเยอะ เขาเดาถูกก็ผีหลอกแล้ว
"วางใจเถอะ ไม่ใช่เรื่องร้ายแน่"
คุยกันไม่กี่คำ ทั้งสองก็มาถึงตำหนักแห่งหนึ่ง ในนั้นมีคนมารออยู่ก่อนแล้ว ซ่งฉางเซิงมองดู โอโห คนกันเองทั้งนั้น
ซ้ายสุดคืออิมซาง ศิษย์พี่ใหญ่ของจวงเยว่ฉาน ถัดมาคือหนิวต้าจ้วง ศิษย์เอกของจ้านเทียนเซี่ย ต่อมาเป็นชายหนุ่มท่าทางองอาจ ซ่งฉางเซิงไม่รู้จัก แต่รู้ว่าเป็นศิษย์สำนักเทียนม่าย
ขวาสุดคือแม่นางหน้านิ่งจากสำนักจินอู นางนั่งนิ่งเงียบ แผ่ไอเย็นยะเยือกจนอุณหภูมิในห้องลดลงไปหลายองศา
"สหายเต๋าซ่ง ที่นั่งของท่านอยู่ข้างสหายเต๋าเซี่ย" จวงเยว่ฉานชี้ไปที่ข้างๆ "ภูเขาน้ำแข็ง"
"แซ่เซี่ยเหมือนกันเหรอ?" ซ่งฉางเซิงอดนึกถึงเซี่ยหว่านอวิ้นไม่ได้ ไม่นึกว่าสาวงามล่มเมืองสองคนที่เจอล้วนแซ่เซี่ย
"ในที่นี้ไม่เป็นศิษย์เจ้าเมืองก็เป็นศิษย์สำนักใหญ่ ข้านี่เหมือนไก่หลงไปในฝูงกระเรียนเลยแฮะ" ซ่งฉางเซิงนึกขำตัวเอง
รอประมาณหนึ่งจิบชา มู่กุยไป๋ก็พาจ้านเทียนเซี่ยและสตรีแปลกหน้าอีกนางหนึ่งเดินเข้ามา พอเข้าประตูมู่กุยไป๋ก็กล่าวว่า
"เรามาช้าไปหน่อย ให้สหายตัวน้อยรอนานแล้ว เชิญนั่ง"
ซ่งฉางเซิงนั่งลง สายตากวาดมองมู่กุยไป๋และจ้านเทียนเซี่ย สุดท้ายไปหยุดที่สตรีผู้นั้น
นางมีใบหน้ารูปไข่ คิ้วคางงามงอน ผิวขาวดุจหยก สีหน้าเรียบเฉย นั่งลงทางขวาของมู่กุยไป๋
ถ้าว่ากันด้วยหน้าตา นางกับ "ภูเขาน้ำแข็ง" ข้างกายเขาสูสีกัน แต่บรรยากาศรอบตัวนางมีแรงกดดันมหาศาล จนไม่กล้าสบตา
"นี่คือเจ้าเมืองลำดับสามในตำนานหรือ?" ซ่งฉางเซิงขึ้นเขามาตั้งนาน เพิ่งเคยเจอตัวจริง ขนาดงานวันเกิดเจ้าเมืองใหญ่นางยังไม่โผล่ แต่วันนี้กลับมา ทำให้เขายิ่งสงสัย
อาจจะเพราะรู้สึกถึงสายตา สตรีผู้นั้นปรายตามองเขาแวบหนึ่ง แววตาที่มองทุกสิ่งว่างเปล่านั้นทำเอาซ่งฉางเซิงขนลุกซู่ รีบก้มหน้าหลบสายตา
"ศิษย์น้องหญิง นานๆ เจ้าจะออกจากด่าน เรื่องวันนี้เจ้าเป็นคนประกาศเถอะ" มู่กุยไป๋ยิ้มบอกสตรีข้างกาย
นางพยักหน้าเบาๆ แล้วกล่าวกับทุกคน "แดนลับเฉียนเทียนปกติไม่เปิดรับคนนอก แต่ในเมื่อบรรพบุรุษของทั้งสองสำนักเอ่ยปากด้วยตนเอง ครั้งนี้เราจะยกเว้นให้
แต่ข้าขอบอกไว้ก่อน สามวันแรกที่เข้าไป ต้องฟังคำสั่งของหัวหน้าทีม ห้ามแยกตัวไปไหนเด็ดขาด มิฉะนั้นอย่าหาว่าข้าไม่ไว้หน้า"
ซ่งฉางเซิงงงเป็นไก่ตาแตก "แดนลับเฉียนเทียน"?
"ขอท่านเจ้าเมืองทั้งสามวางใจ" ศิษย์สำนักเทียนม่ายรับคำเสียงหนักแน่น
"หัวหน้าทีมครั้งนี้คืออิมซาง ศิษย์เอกเมืองลั่วเสีย แดนลับเฉียนเทียนจะเปิดในอีกสามวัน ให้มาเจอกันที่นี่ พวกเจ้าไปเตรียมตัวได้ คนตระกูลซ่งให้อยู่ก่อน"
"รับทราบ!"
อิมซางรีบพาคนอื่นๆ รวมถึงจวงเยว่ฉานออกไป พอประตูตำหนักปิดลง ซ่งฉางเซิงยังมึนตึ้บ นี่มันเรื่องอะไรกัน?
มู่กุยไป๋ยิ้มบางๆ "สหายตัวน้อยดูจะมีความสงสัยเต็มไปหมด"
ไม่รอคำตอบ มู่กุยไป๋ลุกเดินมาหยุดตรงหน้าเขา "จริงๆ วันนี้ที่เรียกเจ้ามา หลักๆ คืออยากเจอหน้าเจ้า
เจ้าอาจไม่รู้ แต่เมื่อนานมาแล้ว เราเคยเจอกัน ตอนนั้นเจ้าตัวเท่านี้เอง"
มู่กุยไป๋ทำมือวัดระดับความสูง ประมาณสองสามฟุต
ซ่งฉางเซิงจำไม่ได้หรอก แต่เขารู้ว่าตอนเด็กๆ พ่อแม่เคยพามาหา "น้าเซี่ย" ที่เมืองลั่วเสียเพื่อขอยา ท่านเจ้าเมืองคงหมายถึงตอนนั้น
แต่นั่นก็ยังไม่อธิบายว่าทำไมต้องอยากเจอเขาตอนนี้ ซ่งฉางเซิงไม่รู้จะตอบยังไง เลยเลือกที่จะเงียบ
มู่กุยไป๋ยิ้ม "อีกสามวัน แดนลับเฉียนเทียนจะเปิด เจ้าก็ไปด้วยกันสิ ไปเตรียมตัวซะ"
ถึงตอนนี้ ซ่งฉางเซิงทนไม่ไหว ลุกขึ้นถาม "ท่านเจ้าเมือง ทำไมหรือขอรับ?"
"ให้ไปก็ไปสิ จะถามอะไรนักหนา กลัวพวกข้าจะทำร้ายเจ้าหรือไง?" จ้านเทียนเซี่ยตบที่วางแขน ตาโตเท่าไข่ห่านจ้องเขม็ง
ซ่งฉางเซิงไม่กลัว ตอบเสียงเข้ม "ขอบพระคุณท่านเจ้าเมืองที่เมตตา แต่ของฟรีไม่มีในโลก ผู้น้อยขอเสียมารยาทปฏิเสธ"
สมองเขาปกติดี ย่อมรู้ว่านี่คือลาภก้อนโตหล่นทับ แต่เขาเชื่อว่าโลกนี้ไม่มีความรักที่ไร้เหตุผล และไม่มีความเกลียดชังที่ไร้ที่มา
ตราบใดที่ไม่รู้เหตุผล ขนมเปี๊ยะก้อนนี้เขาไม่กล้ารับ
"เจ้าเด็กนี่ไม่รู้จักดีชั่วจริงๆ" จ้านเทียนเซี่ยลุกขึ้นยืน ตัวใหญ่เหมือนหมีควาย แรงกดดันมหาศาล
"ศิษย์น้อง พูดจาดีๆ หน่อย" มู่กุยไป๋ขมวดคิ้ว แล้วหันมามองซ่งฉางเซิงด้วยสายตาอ่อนโยน "ข้าไม่ได้มีเจตนาร้าย ที่ทำแบบนี้ จริงๆ แล้วเพื่อเป็นการขอโทษตระกูลซ่งแทนศิษย์น้องของข้า"
"ขอโทษแทนท่านเจ้าเมืองรอง?" ซ่งฉางเซิงงงอีกรอบ มองไปที่จ้านเทียนเซี่ย เห็นเขาหันหน้าหนีแต่ไม่ปฏิเสธ
สมองเขาแล่นเร็วรี่ นึกถึงเรื่อง 'โอสถหยกขาวชิงเทียน' ที่ทำให้เขาและท่านปู่ถูกลอบโจมตี เพราะเขามีเรื่องข้องเกี่ยวกับจ้านเทียนเซี่ยแค่เรื่องนี้เรื่องเดียว
มู่กุยไป๋กล่าวต่อ "เรื่อง 'โอสถหยกขาวชิงเทียน' คราวนั้น ศิษย์น้องข้าทำเอิกเกริกเกินไป ทำให้ตระกูลซ่งต้องรับเคราะห์ และเป็นชนวนให้ตระกูลซ่งต้องปะทะกับสำนักเลี่ยหยาง ซึ่งขัดกับเจตนารมณ์ของเมืองลั่วเสีย ข้าจึงขอถือโอกาสนี้ขอโทษสหายตัวน้อย"
ซ่งฉางเซิงรีบกล่าว "ตระกูลซ่งกับสำนักเลี่ยหยางมีความแค้นฝังลึก การต่อสู้เป็นเรื่องปกติ การได้รับ 'โอสถหยกขาวชิงเทียน' ตระกูลซ่งซาบซึ้งในบุญคุณของเจ้าเมืองทั้งสามอย่างยิ่ง ท่านเจ้าเมืองไม่ต้องทำถึงขนาดนี้หรอกขอรับ"
ซ่งฉางเซิงพูดจากใจจริง เขาขอบคุณจ้านเทียนเซี่ยมาก ถ้าไม่ได้ยานั้น ไม่รู้ท่านปู่ต้องใช้เวลารักษาอีกนานแค่ไหน ความเสี่ยงแค่นี้คุ้มค่ามาก
มู่กุยไป๋ปรายตามองจ้านเทียนเซี่ย แล้วตบไหล่ซ่งฉางเซิง "เจ้าพูดแบบนี้ ถือว่าเจ้ายกโทษให้เขาแล้ว แต่ไม่ได้หมายความว่าสิ่งที่เขาทำนั้นถูก
ไหนๆ แดนลับเฉียนเทียนก็ให้คนนอกเข้าได้สองคนแล้ว จะเพิ่มเจ้าอีกสักคนก็ไม่เสียหาย อีกอย่าง ถ้าจะว่ากันจริงๆ เจ้าก็มิใช่คนนอก อย่าปฏิเสธเลย"
"รับทราบ ขอบพระคุณท่านเจ้าเมืองทั้งสาม"
พูดมาขนาดนี้ ถ้ายังไม่รับก็ถือว่าหักหน้ากันแล้ว แดนลับเฉียนเทียนไม่เคยเปิดรับคนนอก ถ้าข่าวแพร่ออกไป คงมีคนอิจฉาเขาจนตาเป็นไฟ
"อืม เด็กดี ไปเตรียมตัวเถอะ" มู่กุยไป๋พยักหน้าพอใจ
ขณะที่ซ่งฉางเซิงกำลังจะถอยออกไป ท่านเจ้าเมืองสามที่นั่งเงียบมาตลอดก็เอ่ยขึ้น "จำไว้ อย่าลืมประโยคที่มีคนฝากมาบอกเจ้า"
ซ่งฉางเซิงสะดุ้งเฮือก มองนางอย่างลึกซึ้ง แล้วตอบเสียงหนักแน่น "ผู้น้อยมิกล้าลืมเลือน"
เดินออกจากตำหนัก ซ่งฉางเซิงยังรู้สึกเหมือนฝัน เดินตัวลอยๆ
"ท่านเจ้าเมืองขอโทษตระกูลซ่ง เลยให้ข้าเข้าแดนลับเฉียนเทียน พูดไปใครจะเชื่อ?" ซ่งฉางเซิงหัวเราะขื่น ถ้ามีใครมาบอกแบบนี้ เขาคงตบหน้าเรียกสติสักฉาด
"ยังมีคำเตือนของท่านเจ้าเมืองสาม น่าจะเป็นความต้องการของท่านน้าเซียว แต่ทำไมนางไม่มาด้วยตัวเอง?" ทุกคนรู้ความจริง มีแค่เขาที่ถูกปิดหูปิดตา ความรู้สึกนี้มันช่างน่าอึดอัด
"ช่างเถอะ ไปถามสหายเต๋าจวงเรื่องข้อควรระวังในแดนลับดีกว่า แดนลับที่ไม่เคยเปิดให้คนนอกเข้า คิดแล้วก็ตื่นเต้นแฮะ"
——————
"จริงๆ เจ้าบอกความจริงเขาไปก็ได้ เขามีสิทธิ์ที่จะรู้" มองดูแผ่นหลังของซ่งฉางเซิง มู่กุยไป๋กล่าวเสียงเบา
"ความจริง? บอกไปจะมีประโยชน์อะไร เปลี่ยนแปลงอะไรได้งั้นรึ?" สตรีข้างกายมู่กุยไป๋กล่าวเสียงเย็นชา
มู่กุยไป๋ชะงัก นั่นสิ เปลี่ยนอะไรได้
"เป็นความผิดของข้าเอง"
"ไม่" สตรีผู้นั้นหันหลังให้ กล่าวเสียงเย็น "การเกิดในที่แบบนี้ต่างหาก คือความผิดพลาดที่สุดของเจ้าและข้า"
...
[จบแล้ว]