เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

ตอนที่ 9-21 ศิษย์อาวุโสที่สุด

ตอนที่ 9-21 ศิษย์อาวุโสที่สุด

ตอนที่ 9-21 ศิษย์อาวุโสที่สุด


ลมภูเขาพัดหวีดหวิวกระหน่ำขณะเดินขึ้นภูเขาลินลี่ย์และคาสโตรเดินได้ก้าวละสองร้อยหรือสามร้อยเมตร

“บนยอดเขาสายฟ้า  ศิษย์พี่น้องของเราอยู่ที่นั่นแปดคน ศิษย์พี่ใหญ่ของเราจะอยู่บนยอดสูงสุดของยอดเขาสายฟ้า”  คาสโตรบอกอย่างมีอารมณ์

แต่ลินลี่ย์ในตอนนี้กำลังคิดเรื่อการต่อสู้กับศิษย์คนโตและซีซาร์เมื่อพันปีที่แล้ว”

“ท่านคาสโตร ท่านรู้เรื่องอะไรบ้างไหมเกี่ยวกับการประลองระหว่างศิษย์พี่อาวุโสกับซีซาร์?”  ลินลี่ย์ถาม

คาสโตรพูดอย่างอิจฉา  “เมื่อเกิดการประลองขึ้น ข้ายังไม่ได้ถูกรับเป็นศิษย์ของวิทยาลัยเทพสงครามเลย  อย่างไรก็ตามข้าได้ยินศิษย์คนอื่นคุยกัน ซีซาร์ผู้นั้นแข็งแกร่งมากและมีความเร็วสูงเช่นกัน  ความเร็วของศิษย์พี่เร็วที่สุดในบรรดาพวกเรา  แต่ความเร็วของเขาก็เพียงแค่ทัดเทียมกับความเร็วของซีซาร์”

“พวกเขาไวขนาดไหน?” ลินลี่ย์เองก็เป็นผู้เชี่ยวชาญเรื่องความเร็วด้วย

คาสโตรหัวเราะอย่างใจเย็น  “ข้าก็ไม่รู้เหมือนกัน ที่สำคัญข้าไม่ได้เห็นการประลองกับตาตัวเอง  แต่ข้าคิดว่า...พวกเขาน่าจะไวกว่าเจ้าและโอลิเวอร์”

ลินลี่ย์สามารถเข้าใจได้ ที่สำคัญร่างมนุษย์ของเขายังไม่บรรลุระดับเซียน  เขายังมีช่วงจะต้องเติบโตอีกยาวนาน  จึงเป็นเรื่องธรรมดาที่เขาไม่ทัดเทียมพวกเขา

บนยอดเขาสายฟ้า

บนยอดเขาเป็นพื้นที่เปิดโล่งซึ่งมีความกว้างอยู่ไม่กี่สิบเมตร  มีต้นไม้แคระบางส่วนงอกเงยอยู่พอๆกับต้นหญ้าเช่นกัน ถัดจากหนึ่งในต้นไม้แคระโบราณ มีบ้านศิลาอยู่สองหลัง

และบนยอดเขามีบุรุษคนหนึ่งยืนอยู่ที่นั่นกำลังมองลงมา

ลินลี่ย์มองดูบุรุษผู้นี้อย่างระมัดระวังเขาสวมชุดยาวสีฟ้าเรียบง่าย มีรูปร่างค่อนข้างผอม แต่หลังของเขาตั้งตรง ผมของเขาสั้น ยาวเพียงสามนิ้วและเป็นสีฟ้าแค่เพียงแต่มองก็สามารถรู้สึกได้ว่าบุรุษผู้นี้ครองพลังอากาศและกล้าหาญเด็ดเดี่ยว

“คารวะศิษย์พี่ใหญ่”  คาสโตรพูดด้วยความเคารพ

บุรุษผมสีฟ้าหันมามองพวกเขา  เมื่อสายตาของเขามองดูลินลี่ย์ลินลี่ย์รู้สึกได้ทันทีว่าวิญญาณของเขาดูเหมือนสั่นสะท้านจากการถูกจ้อง

นี่คือการโจมตีหรือ?

ลินลี่ย์ยิ่งตกใจทันที  เขาแน่ใจว่าเมื่อเผชิญกับนักรบธรรมดามีแนวโน้มว่าแค่เฉพาะการจ้องมองจากศิษย์อาวุโสนี้ก็สามารถทำลายวิญญาณพวกเขาได้  โชคดีที่เขาเองมีพลังจิตของจอมเวทระดับเก้า

“ไม่เลว” บุรุษผู้นั้นยิ้มและพยักหน้า “เจ้าคือลินลี่ย์สินะ?”

“ข้าเอง” ลินลี่ย์พยักหน้าเช่นกัน

“ข้าชื่อเฟน” บุรุษผู้นั้นยิ้ม “อาจารย์สั่งให้ข้ามาต้อนรับเจ้า เจ้าดื่มเลือดมังกรเพื่อให้มีความสามารถในการแปลงร่าง  ข้าเชื่อว่า เจ้าไม่ใช่นักรบเลือดมังกรสายบริสุทธิ์จริงไหม?”

“หืม?” ลินลี่ย์ขมวดคิ้ว

“หลังจากได้ยินเรื่องลักษณะของร่างแปลงมังกรของเจ้า  ข้าจึงอนุมานอย่างนี้ ข้าได้พบกับนักรบเลือดมังกรคนอื่นจากตระกูลบาลุคของเจ้ามาแล้ว”  เฟนพูดพลางหัวเราะอย่างใจเย็น

“แล้วเป็นยังไงหรือ ถ้าข้าดื่มเลือดมังกร?”  ลินลี่ย์สนองตอบ

เฟนศิษย์คนโตของเทพสงครามถอนหายใจอย่างมีอารมณ์  “เท่าที่ข้ารู้นักรบเลือดมังกรบริสุทธิ์มีศักยภาพมากมาย ขณะที่นักรบเลือดมังกรที่ผิดปกติซึ่งดื่มเลือดมังกรจะมีศักยภาพน้อยกว่า  ถ้าแป็นนักรบเลือดมังกรบริสุทธิ์  เมื่อถึงระดับพลังสุดยอดของเจ้าบางทีเจ้าอาจจะสู้กับข้าได้”

“แม้ว่าศักยภาพของนักรบเลือดมังกรที่ผิดปกติก็ยังมีแนวโน้มว่ายังแข็งแกร่งกว่าเจ้าด้วยซ้ำ” ลินลี่ย์ไม่สบายใจกับวิธีการพูดของศิษย์พี่ใหญ่ผู้นี้

เฟนขมวดคิ้ว

เขาเป็นคนมีสถานะยิ่งใหญ่คนหนึ่งแม้แต่เซียนที่ทรงพลังที่สุดในโลกอย่างเซียนดาบจ้าวภูผาเฮนด์เซนก็ไม่มีอะไรมากไปกว่าผู้เยาว์ในสายตาของเฟน  ไม่คู่ควรแม้แต่จะได้รับความสนใจจากเขา ความจริงเขาค่อนข้างไม่พอใจกับวิธีที่ลินลี่ย์พูดกับเขา

แต่เมื่อเขาคิดถึงคำแนะนำที่เทพสงครามให้กับเขาเฟนจึงยิ้ม ไม่ปล่อยให้ตัวเองต้องหงุดหงิดอีกต่อไป

“แน่นอนว่า สุดยอดนักรบแม้จะไม่ได้มีเลือดบริสุทธิ์ก็ตาม แต่ก็มีศักยภาพสูงมากกว่าคนธรรมดา” เฟนยิ้ม จากนั้นมองดูคาสโตรที่อยู่ใกล้ๆ “ศิษย์น้อง  ตอนนี้เจ้ากลับไปก่อนเพราะตอนนี้ข้าจะต้องให้ความสนใจลินลี่ย์”

“ขอรับ, ศิษย์พี่”  คาสโตรพูดด้วยความเคารพ  จากนั้นเขามองลินลี่ย์อย่างมีความหมายส่งสัญญาณให้ลินลี่ย์ว่าไม่ให้เย่อหยิ่งจนเกินไป จากนั้นเขาออกไปจากเขา

ลินลี่ย์สูดหายใจลึก  เขาก็เช่นกัน เข้าใจว่าที่นี่วิทยาลัยเทพสงครามคือสถานที่ดีที่สุดจึงค่อนข้างจะอ่อนน้อม

“ลินลี่ย์, นั่งลงสนทนากันเถอะ”  แค่เพียงเขาโบกมือเฟนก็ทำให้ที่นั่งไม้ซึ่งอยู่ใกล้ๆ ลอยมาลงอยู่ต่อหน้าเขาและลินลี่ย์

เห็นอย่างนี้แล้วลินลี่ย์รู้สึกทึ่งจริงๆ

เฟนใช้เคล็ดวิชาอะไร?  ลินลี่ย์ไม่ได้รู้สึกถึงพลังปราณเลยแม้แต่น้อย

“ข้าได้ยินว่าเจ้าปฏิเสธฮ็อดเดิลเหรอ?”  เฟนหัวเราะ แม้แต่เฟนก็ยังให้เกียรติฮ็อดเดิล ที่สำคัญฮ็อดเดิลเป็นยอดฝีมือระดับเทพ

“ถูกแล้ว” ลินลี่ย์พยักหน้า

“นับว่าฉลาด” เฟนหัวเราะ  “ลินลี่ย์เราควรจะรู้สึกโชคดีที่ได้เกิดมาในทวีปยูลาน”

“โอว?” ลินลี่ย์รู้สึกสับสน

เฟนพูดต่อ  “เซียนหลายคนมีชื่อเสียงมาเป็นร้อยๆปีและมีความสนุกเพลิดเพลิน สมาชิกครอบครัวส่วนใหญ่ของพวกเขาเมื่อแก่ตายไปแล้ว  พอไม่มีอะไรผูกพันพวกเขาได้  ส่วนใหญ่จึงเดินทางไปยังพิภพเบื้องสูง”

ลินลี่ย์พยักหน้า  เขาเข้าใจเรื่องนี้

ในที่สุดนักสู้จะเพิ่มความเบื่อหน่ายกับสิ่งที่พิภพระดับสูงเสนอให้  หลังจากผ่านไปร้อยปี สมาชิกครอบครัวที่ไม่ได้ถึงระดับเซียนก็คงตายไปนานแล้วเป็นธรรมดาที่พวกเขาจะตัดสินไปเดินทางไปยังพิภพระดับสูง

“แต่สิ่งที่คนเหล่านั้นไม่เข้าใจก็คือยอดฝีมือหลายคนของพิภพระดับสูงก็ปรารถนาจะมายังพิภพยูลานเช่นกัน”  รอยยิ้มปรากฏอยู่ที่ริมฝีปากของเฟน  “ลินลี่ย์เมื่อห้าพันปีที่แล้ว  ยอดฝีมือหลายคนจากดินแดนชั้นสูงต่างๆก็ลงมายังทวีปยูลาน เจ้ารู้เรื่องนี้บ้างไหม?”

“ข้าได้ยินมาบ้าง”  ลินลี่ย์พยักหน้า

“ข้าคาดไม่ถึงเลยว่าเจ้าจะรู้เรื่องนี้”  เฟนพยักหน้า “ยอดฝีมือนับไม่ถ้วนเหล่านั้นมายังทวีปยูลาน เป็นเพราะมีบางอย่างในดินแดนพิภพนี้ซึ่งดึงดูดพวกเขามา”

เฟนส่ายศีรษะและถอนหายใจ  “แต่เซียนหลายคนแทนที่จะเลือกออกไปยังพิภพระดับสูงซึ่งยอดฝีมือมีมากทั่วไปราวกับเมฆบนฟ้า  พวกเขากลับปล่อยสิ่งที่อยู่ใกล้ให้หลุดห่างออกไป”

“ลินลี่ย์ ข้าจะบอกเรื่องนี้ให้เจ้าทราบ  อย่าเพิ่งรีบร้อนไปพิภพระดับสูง  อยู่ที่นี่แหละโดยเฉพาะอย่างยิ่งเจ้าจะได้รู้ว่าพิภพแห่งนี้มีประโยชน์มากมายขนาดไหน เพราะสิ่งที่เป็นความลับซ่อนอยู่ภายในทวีปยูลาน  สำหรับตอนนี้ ข้ายังบอกเจ้าไม่ได้”  เฟนกล่าวพลางหัวเราะ

ลินลี่ย์มองดูเฟนอย่างสงสัย  “ทำไมถึงบอกเรื่องนี้กับข้า?”

เซียนหลายคนไม่รู้เรื่องนี้  ทำไมเฟนจึงตัดสินใจบอกเขา?

“อาจารย์สั่งข้าให้บอก”  เฟนกล่าว

“เทพสงคราม?” ลินลี่ย์ไม่เข้าใจจริงๆ

นี่เป็นครั้งที่สองที่เทพสงครามช่วยเขา ครั้งแรกเขาสั่งจักรพรรดิโจฮันน์ให้เลือกวอร์ตัน ขณะที่ตอนนี้เขาสั่งให้เฟนบอกความลับเหล่านี้กับเขา

เฟนพูดทันที  “ลินลี่ย์ ข้าได้ยินว่าเจ้าค่อนข้างจะทรงพลัง เรามาซ้อมมือกันเถอะ  เจ้าจะว่ายังไงบ้าง?”

ลินลี่ย์ตาเป็นประกาย  เขาพยักหน้าทันที

ได้ฝึกฝีมือกับคนระดับเฟนย่อมได้ประโยชน์แน่นอน  แค่เพียงพลิกมือลินลี่ย์ดึงกระบี่เลือดม่วงออกมา เขากระโจนถอยหลังด้วยความเร็วสูงขณะเดียวกันเกล็ดดำก็ขึ้นคลุมทั้งร่างและหนามแหลมปรากฏออกมาเช่นกัน

เมื่อเห็นดวงตาสีทองเยือกเย็นไร้ความรู้สึกเฟนถอนหายใจชมเชย  “ร่างมังกรที่ผิดแผกของเจ้านี้ดูเหมือนจะมีความพิเศษมาก  มาเถอะ เจ้าพร้อมหรือยัง?”

ลินลี่ย์ร่ายเวทเงาลมเสร็จแล้ว

“พร้อมแล้ว” ลินลี่ย์พยักหน้า

เมื่อมองดูลินลี่ย์  เฟนจำคำสั่งอาจารย์ได้เขาอดระบายลมหายใจไม่ได้  เหตุผลที่เขากระตุ้นให้ลินลี่ย์ซ้อมฝีมือเป็นเพราะคำสั่งของเทพสงคราม

สำหรับเทพสงครามนั้น เป็นเวลาที่จะให้ลินลี่ย์ได้รู้ว่ายอดฝีมือของทวีปที่แท้จริงมีพลังมากขนาดไหน

“ลินลี่ย์, ข้าไวมากนะ  ระวังให้ดี” เฟนพูดพลางยิ้ม ความจริงลินลี่ย์เลือกใช้กระบี่เลือดม่วงเพราะเขาได้ยินมาว่าเฟนนั้นรวดเร็ว

กระบี่เลือดม่วงมีระดับความเร็วที่น่าประหลาดเมื่อใช้ได้ถูกต้อง

“มาเริ่มกัน” ตาของเฟนเป็นประกาย

“ควั่บ!”  แสงสีฟ้าเปล่งออกมาจากร่างของเฟน  ทรงพลังมากจนมันปริและแตกออก

เฟนเคลื่อนไหวทันที

ลินลี่ย์รู้สึกได้แต่ว่าแสงที่เหมือนสายฟ้าพุ่งเข้าหาเขาทันที  อย่างน้อยเร็วกว่าโอลิเวอร์สองเท่า  ความเร็วที่น่าสะพรึงกลัวนี้ลินลี่ย์ไม่สามารถหลบพ้นได้เลย

“น่ากลัวจริงๆ!”

ลินลี่ย์เอนตัวไปข้างหลังขณะที่กระบี่เลือดม่วงแปลงเป็นความเคลื่อนไหวของพายุหมุนอย่างรวดเร็วเกิดประกายไฟสีม่วงนับไม่ถ้วนซึ่งโจมตีใส่สายฟ้าสีฟ้า

สัจธรรมแห่งธาตุลม –ระลอกลม

ลินลี่ย์ไม่กล้าใช้วิชาอื่น  ถ้าเขาใช้วิชาทำนองสายลมแทน  บางทีเขาอาจไม่สามารถแตะต้องศัตรูได้เลย  มีแต่ใช้ความเร็วจึงจะต้านรับให้ตัวเขาได้

“บึ้ม!”  พลังที่น่ากลัวกระแทกใส่ปลายกระบี่เลือดม่วง

และจากนั้นลินลี่ย์สามารถรู้สึกได้ชัดว่าแสงสายฟ้าดูเหมือนจะส่งผ่านเข้ากระบี่เลือดม่วงตรงมาที่ตัวของเขากระแทกใส่เกล็ดดำของเขา

“ปัง!”

หนักพอๆกับค้อนศึกที่หวดเข้าใส่วิญญาณของลินลี่ย์ ลินลี่ย์ปลิวลอยขึ้นไปข้างบน จากนั้นก็ร่วงลงมากับพื้นทันที ตลอดทั้งร่างสั่นสะท้านเนื่องจากพลังสายฟ้ายังคงทิ้งระลอกอยู่ในตัวของลินลี่ย์

ตลอดร่างของเขารู้สึกเป็นอัมพาต ลินลี่ย์รู้สึกแต่เพียงว่ากล้ามเนื้อของเขาสูญเสียพลังไปหมดและเขาสามารถประคองได้แต่สติเท่านั้น

หลังจากผ่านไปนานลินลี่ย์ค่อยฟื้นคืนสติเต็มที่ และแขนขาทั้งสี่และกล้ามเนื้อของเขาฟื้นพลังกลับมาช้าๆเช่นกัน ตอนนี้ลินลี่ย์ยืนขึ้นได้แล้วจ้องมองเฟนอย่างเหลือเชื่อ

เมื่อเขาประลองกับโอลิเวอร์  ลินลี่ย์เชื่อว่าตนเองเป็นเซียนชั้นสูงแล้วซึ่งก็หมายความว่ามีน้อยคนนักในแผ่นดินนี้ที่สามารถเอาชนะเขาได้

แต่ตอนนี้หลังจากซ้อมมือกับเฟน เขาตระหนักได้ว่าความแตกต่างระหว่างตัวเขาเองกับเฟนมากมายยิ่งนัก

เฟนไวกว่าเขาสองเท่า  แม้ว่าจะมีเสียงไม่มากก็ตาม  เมื่อเข้าสู้ในการสู้รบด้วยความเร็วความได้เปรียบในเรื่องความเร็วเล็กน้อยก็หมายความว่าอีกฝ่ายที่เร็วกว่านั้นมีเปรียบ  เร็วเป็นสองเท่า  นี่เป็นช่องว่างที่ไม่อาจเทียบได้

ไม่มีทางที่เขาจะตอบโต้ได้เลย

ยิ่งกว่านั้นสายฟ้าโจมตีนั่นสะท้านถึงวิญญาณของเขามาก เฟนยั้งมือไม่ได้ใช้เต็มกำลังเนื่องจากเขาไม่ต้องการทำร้ายลินลี่ย์

“อะไรกัน เจ้าไม่อาจทำใจเชื่อได้หรือ?”  เฟนกลับไปนั่งลงที่เก้าอี้ไม้ และหัวเราะ

ใจของลินลี่ย์อยู่ในสภาพสับสน  “แม้ว่าข้าจะรู้ว่าท่านแข็งแกร่ง  ท่านเฟน แต่ข้าคาดไม่ถึงเลย .. ว่าข้าจะไม่สามารถต้านทานท่านได้แม้แต่น้อย  ท่านเฟน, ท่านเข้าถึงระดับเทพแล้วหรือ?”

“ไม่, ข้ายังเป็นแค่เซียนชั้นสูง”  เฟนส่ายศีรษะ

“ข้าเองก็เป็นเซียนชั้นสูง  แต่...” ลินลี่ย์ไม่สามารถเข้าใจได้

เฟนหัวเราะมองดูลินลี่ย์  จากนั้นถอนหายใจอย่างมีอารมณ์  “ลินลี่ย์ อย่าถูกหลอกด้วยคำว่า ‘ระดับเซียนชั้นสูง’ ในสายตาของยอดฝีมืออย่างเราสิ่งที่เรียกว่า ‘ชั้นสูง’ ไม่สำคัญ สิ่งที่สำคัญก็คือเจ้าจะทำความเข้าใจเรื่องของกฎธรรมชาติได้มากเพียงไหน”

“ถ้าเจ้าเข้าใจแค่ส่วนที่เล็กน้อยที่สุดของกฎธรรมชาติ  อย่างนั้นเจ้าย่อมเป็น ‘เซียนชั้นสูง’ ในสายตาของคนธรรมดา”  เฟนพูดอย่างรังเกียจ

ลินลี่ย์ตะลึง

ใช่แล้วนั่นเป็นเรื่องจริงแท้แน่นอน เมื่อลินลี่ย์เชี่ยวชาญการใช้ดาบจนถึงชั้น ‘กำหนด’ นั่นเป็นการยืมพลังกำหนดของฟ้าและดินมาใช้ยังไม่ได้มีอะไรเกี่ยวข้องกับกฎธรรมชาติเลย

แต่วิชาที่เขาพัฒนาบนพื้นฐานสัจธรรมแห่งธาตุดินและสองเคล็ดวิชาที่เขาพัฒนามาจากสัจธรรมของธาตุลม  ระลอกลมและทำนองลมนั่นอยู่บนพื้นฐานที่เขาเองมีความรู้  แต่ยังเป็นส่วนเล็กน้อยของความเข้าใจเรื่องกฎธรรมชาติ

“ตามที่อาจารย์พูดไว้กฎแห่งธาตุมีขอบเขตกว้างขวางเหมือนมหาสมุทร ถ้าเจ้าเข้าใจได้เพียงน้ำหยดหนึ่งในทะเล เจ้าก็เป็นเซียนชั้นสูงได้  ถ้าเจ้าเข้าใจได้เท่าหยดน้ำร้อยหยด  เจ้าก็ยังเป็นเซียนระดับสูงอยู่ดี แต่มีความแตกต่างกันระหว่างเซียนทั้งสองนี้อย่างใหญ่หลวง!”

แววเดียวดายปรากฏอยู่บนใบหน้าของเฟน  “กฎแห่งธาตุแท้จริงแล้วกว้างขวางและไร้ขอบเขต  สมมติว่าหลังจากเข้าใจ 1% ของกฎได้นักสู้ผู้นั้นก็สามารถเข้าถึงระดับเทพชั้นต้น”

“สำหรับเจ้ากับโอลิเวอร์  เจ้ายังเชี่ยวชาญไม่ถึง 0.01% ด้วยซ้ำ” เฟนหัวเราะขณะจ้องมองลินลี่ย์  “บอกข้าทีแม้ว่าเจ้าทั้งสองคนจะได้รู้แจ้งเพียงบางส่วน ความรู้ของพวกเจ้าจะเทียบกับเราที่ฝึกฝนมาเป็นพันปีได้ยังไง?”

ลินลี่ย์เข้าใจ

ไม่ว่าจะเป็นอัจฉริยะเท่าไหน เขาก็ยังใช้เวลาน้อยกว่าสิบปีเพื่อทำสมาธิเข้าถึงกฎแห่งธาตุ

แล้วเฟนเล่า?  เขาทำอย่างเดียวกันมาเป็นเวลาหลายพันปี ต่อให้เฟนจะไม่ใช่ผู้มีพรสวรรค์เท่าเขา  ความเข้าใจเรื่องกฎธรรมชาติของเขา  จะน้อยกว่าลินลี่ย์ได้ยังไง?

“ลินลี่ย์ เซียนที่มีชื่อเสียงมากที่สุดในโลกอย่างเซียนดาบจ้าวภูผาเฮนด์เซน กลายเป็นผู้มีชื่อเสียงเมื่อสหัสวรรษที่ผ่านมา ยอดฝีมือที่แท้จริงเหล่านั้นฝึกฝนมาเป็นเวลานับพันปีจนถึงจุดเกินกว่าจะสนใจความเอาใจใส่และชื่อเสียงในโลก  พวกเขาทุกคนล้วนฝึกสมาธิและฝึกฝนส่วนตัวกันทั้งนั้น

ลินลี่ย์ตะลึง

เซียนดาบจ้าวภูผามีชื่อเสียงและชื่อว่าเป็นเซียนที่ทรงพลังมากที่สุด

“รายชื่อและการจัดอันดับเหล่านั้นเจ้าอาจเคยได้ยินว่าไม่มีอะไรต่อยอดฝีมือระดับเซียน คนส่วนใหญ่ในทวีปก็รู้  เจ้ารู้ไหมว่ายอดฝีมือที่ทรงพลังที่เจ้ายังไม่รู้มีอยู่เท่าใด?  ผู้โชคดีรอดชีวิตจากสงครามเมื่อห้าพันปีที่แล้วก็ยังลอบฝึกฝนตนเองอยู่นับตั้งแต่นั้น ข้าปฏิเสธที่จะเชื่อว่าพวกเขายินดีจะไปจากทวีปยูลาน” ดวงตาของเฟนมีรอยยิ้ม

จบบทที่ ตอนที่ 9-21 ศิษย์อาวุโสที่สุด

คัดลอกลิงก์แล้ว