- หน้าแรก
- พวกเจ้าฝึกเป็นพันปี ระบบให้ข้ายืนเล่นแป๊บเดียวก็แซงแล้ว
- บทที่ 590 - วิธีอัปเกรดญาณหยั่งรู้เซียน! ดูสิ นั่นหนานอวี๋
บทที่ 590 - วิธีอัปเกรดญาณหยั่งรู้เซียน! ดูสิ นั่นหนานอวี๋
บทที่ 590 - วิธีอัปเกรดญาณหยั่งรู้เซียน! ดูสิ นั่นหนานอวี๋
บทที่ 590 - วิธีอัปเกรดญาณหยั่งรู้เซียน! ดูสิ นั่นหนานอวี๋
'100 ไก'
จางหลิงซานส่ายหน้า เยอะเกินไป ไว้ค่อยอัปเกรดทีหลัง
เขายังมีอะไรต้องอัปเกรดอีกเยอะ แม้จะสะสมแต้มพลังงานได้ 168 ไก แต่ก็ไม่พอใช้ ดังนั้นต้องวางแผนระยะยาว จะอัปเกรดมั่วซั่วไม่ได้ ต้องค่อยๆ เติม ค่อยๆ เพิ่ม อัปเกรดอย่างมีแบบแผน
จับอวี้หยางทรงกลมโยนกลับเข้าถุงสัตว์วิญญาณ จางหลิงซานก็กลับไปที่ตึก บอกเซียวฉู่เซียวว่า "ออกเดินทาง!"
เซียวฉู่เซียวเป็นคนท้องถิ่น ให้นางนำทางดีที่สุด จะได้ไม่ต้องบินมั่วเหมือนแมลงวันหัวขาด
แต่ทว่า
เซียวฉู่เซียวไม่ได้รีบร้อนขยับตัว แต่พูดว่า "ท่านจ้าวภูผา ผู้น้อยต้องการของวิเศษที่บินได้ ถึงจะพาเหาะไปถึงเมืองที่ใกล้ที่สุดได้เร็ว ของวิเศษของผู้น้อยคือปิ่นปักผม น่าจะอยู่ที่ตัวอวี้หยาง หรือไม่ก็ที่ไหนสักแห่งในตระกูลอวี้"
"ใช่ปิ่นอันนี้ไหม?"
จางหลิงซานล้วงปิ่นหยกเขียวออกมาจากถุงเก็บสมบัติ ส่งให้เซียวฉู่เซียว "นี่คือของวิเศษที่บินได้หรือ? บินยังไง ทำให้ข้าดูหน่อย"
"เจ้าค่ะ ท่านจ้าวภูผา แต่ต้องให้ผู้น้อยหลอมรวมมันใหม่อีกครั้ง ผู้น้อยสูญเสียมันไปนานเกินไปแล้ว"
เซียวฉู่เซียวอธิบาย แล้วรีบนั่งขัดสมาธิ ประคองปิ่นหยกเขียวไว้ในมือ ปากท่องมนตร์
ครู่ต่อมา
นางก็ใช้ปิ่นจิ้มที่ปลายนิ้ว เลือดหยดหนึ่งถูกปิ่นดูดซับไปทันที
ทันใดนั้น ปิ่นก็เปล่งแสงสีเขียวมรกต ส่องสว่างไปทั่วห้อง
จากนั้น วูบเดียว ปิ่นก็ขยายใหญ่ขึ้น พุ่งออกจากตัวตึก
จางหลิงซานเพ่งมอง ก็เห็นปิ่นที่ขยายใหญ่ขึ้นนั้นกลวงใน และด้านบนของปิ่นก็มีช่องว่างเปิดออกพอดี
เรียกว่าช่องว่าง ก็เทียบกับขนาดของปิ่น แต่ความจริงช่องว่างนี้ไม่เล็กเลย อย่างน้อยชายร่างใหญ่คนหนึ่งก็ตกลงไปได้สบาย
และพื้นที่กลวงด้านในยิ่งกว้างขวาง จุชายฉกรรจ์ได้เป็นสิบคน
"ของดี!"
จางหลิงซานชมเปาะ
ให้ตายเถอะ นี่หรือคือพาหนะบินได้ของโลกเบื้องบน เจ๋งเป้ง
จานค่ายกลเสวียนเทียนของเขาแม้จะดีเหมือนกัน เผลอๆ จะเกรดดีกว่าด้วยซ้ำ แต่เพราะเกรดดีเกินไป เขาเลยยังหลอมรวมได้ไม่สมบูรณ์ ดึงศักยภาพพื้นที่ภายในออกมาใช้ไม่ได้
เมื่อเทียบกันแล้ว ตอนนี้ใช้ปิ่นของเซียวฉู่เซียวเดินทาง น่าจะสบายกว่า
"เชิญเจ้าค่ะท่านจ้าวภูผา"
เซียวฉู่เซียวเคารพนบนอบจางหลิงซานอย่างยิ่ง เรียกได้ว่าหวาดกลัวจนตัวสั่น
เพราะได้เห็นอวี้หยางถูกจางหลิงซานปั้นเป็นลูกบอลกับตา ความน่ากลัวระดับนี้ ฝังลึกเข้ากระดูกดำ ชาตินี้คงลืมไม่ลง
"ดี"
จางหลิงซานกระโดดวูบ ลงไปในปิ่น
เขาพบว่าปิ่นนี้มีข้อเสียอยู่อย่าง คือพอเข้าไปข้างในแล้ว จะถูกตัดขาดจากโลกภายนอก ใช้ตามองไม่เห็น ต้องใช้ญาณหยั่งรู้ตรวจสอบ
แต่ทว่า
จางหลิงซานผ่านร้อนผ่านหนาวมาเยอะ รู้ซึ้งถึงประโยชน์ของดวงตา บางครั้งมันดีกว่าญาณหยั่งรู้เสียอีก
เพราะบางสถานที่ ตามองเห็น แต่ญาณหยั่งรู้มองไม่เห็น นั่นแหละคือที่ที่อันตรายที่สุด
ยังดีที่เขาสามารถบินขึ้นไป เอาหัวโผล่ออกมาจากช่องว่างด้านบนของปิ่น ใช้ตามองดูรอบๆ ได้
แต่ตอนนี้ช่างมันก่อน ยังไม่จำเป็นต้องดู
วูบ
ร่างของเซียวฉู่เซียวก็ตามลงมาในปิ่น "ท่านจ้าวภูผา พวกเราจะออกเดินทางกันเลยไหมเจ้าคะ? แต่ผู้น้อยเพิ่งได้รับอิสระ ญาณหยั่งรู้ยังฟื้นฟูไม่เต็มที่ เกรงว่าจะกระทบความเร็วในการเดินทาง หากท่านจ้าวภูผามีโอสถฟื้นฟูญาณหยั่งรู้ให้ผู้น้อยสักหน่อย ผู้น้อยจะรีบฟื้นฟูญาณหยั่งรู้ให้เร็วที่สุด"
จางหลิงซานกล่าว "พอดีเลย ข้ามีความรู้เรื่องโอสถและสมุนไพรวิเศษมากมายอยากขอคำชี้แนะ ถุงเก็บสมบัตินี้ให้เจ้า ช่วยแนะนำของข้างในให้ข้าฟังหน่อย แต่ก่อนหน้านั้น ไปรับคนของข้าก่อน"
"เจ้าค่ะ"
เซียวฉู่เซียวรับคำอย่างว่าง่าย
บอกว่าญาณหยั่งรู้ยังไม่ฟื้นฟู แต่ถึงอย่างไรนางก็เป็นคนท้องถิ่นเขตเสวียนเจียง แถมยังเป็นคุณหนูสายตรงตระกูลเซียว พื้นฐานญาณหยั่งรู้ย่อมไม่ธรรมดา ต่อให้ยังไม่ฟื้นฟู ญาณหยั่งรู้ที่ปล่อยออกมา ก็สัมผัสถึงพวกจางจื่อซินได้ตั้งนานแล้ว
ดังนั้น
นางจึงบังคับปิ่น ร่อนลงไปจอดใกล้ๆ พวกจางจื่อซิน
"ขึ้นมาให้หมด"
จางหลิงซานตะโกน
พวกจางจื่อซินมองดูของวิเศษรูปร่างเหมือนปิ่นด้วยความประหลาดใจ
ถ้าจางหลิงซานไม่เรียก พวกเขาคงไม่กล้าขึ้นไป
ของวิเศษรูปร่างประหลาดขนาดนี้ ไม่รู้ว่าข้างในซ่อนอะไรไว้บ้าง
พอขึ้นมาในปิ่น ทุกคนมองหน้ากันเลิ่กลั่ก รู้สึกว่าคนเยอะขนาดนี้มาอัดกันอยู่ในพื้นที่แคบๆ มันอึดอัดชอบกล
โดยเฉพาะ มีปีศาจพยัคฆ์ขาวตัวเบ้อเริ่มเทิ่มอยู่ด้วย
เมื่อเห็นสายตาของทุกคน ปีศาจพยัคฆ์ขาวก็หดหัวหดก้นด้วยความเกรงใจ
ราชาอสุรกายสมุทรเคาะผนังด้านในของปิ่น "ตรงนี้น่าจะเจาะหน้าต่างสักบานนะ ไม่รู้สึกอึดอัดกันหรือ?"
"..."
ราชาปีศาจสมุทรขยับถอยหลังไปก้าวหนึ่ง ตีตัวออกห่างจากน้องชายปัญญาอ่อนของตัวเอง
ใครมันจะไม่รู้วะว่าอึดอัด มีแต่เอ็งนี่แหละที่ฉลาด พูดมาก!
เซียวฉู่เซียวไม่รู้ว่าคนพวกนี้เป็นใคร จึงอธิบายว่า "ของวิเศษที่บินได้ ล้วนมีโครงสร้างซับซ้อน เป็นสิ่งที่ช่างหลอมสร้างขึ้นอย่างพิถีพิถัน จะเจาะหน้าต่างสุ่มสี่สุ่มห้าไม่ได้ เชิญทุกท่านนั่งลงก่อน ข้าจะปิดผนึกด้านบน แล้วพวกเราจะได้ออกจากที่นี่กัน"
ปิดผนึกด้านบน ก็คือปิดช่องทางเข้าออกนั่นเอง
เมื่อเซียวฉู่เซียวร่ายคาถา ทุกคนก็เห็นแสงสีเขียวมรกตปกคลุมด้านบนของปิ่น ปิดตายปิ่นอย่างสมบูรณ์
อากาศ ดูเหมือนจะยิ่งอึดอัดกว่าเดิม
จางหลิงซานคิดในใจ ของวิเศษบินได้ชิ้นนี้เกรดต่ำจริงๆ ไม่คำนึงถึงความสะดวกสบายของผู้โดยสารเลย
เห็นได้ชัดว่า ระดับของเซียวฉู่เซียวในตระกูลเซียวคงงั้นๆ
แน่นอน นี่คงเป็นเหตุผลที่อวี้หยางเล็งนาง แม้จะเป็นคุณหนูสายตรง แต่สถานะไม่สูง ถึงจะเหมาะให้แกใช้เป็นบันไดไต่เต้า
ดูเหมือนจะรู้ว่าทุกคนรู้สึกไม่ดี เซียวฉู่เซียวก็ยิ้มแห้งๆ "ปิ่นของข้าแม้จะแคบ แต่เร็วมาก เดี๋ยวทุกคนก็รู้เอง"
พูดจบ นางหันไปหาจางหลิงซาน "ท่านจ้าวภูผา ข้าขอฟื้นฟูญาณหยั่งรู้ก่อน จะได้กระตุ้นความเร็วออกมาได้..."
"เดี๋ยวก่อน ป้าคนนี้เป็นใคร คนเมื่อกี้หายไปไหนแล้ว?"
ราชาอสุรกายสมุทรขัดจังหวะเซียวฉู่เซียว ถามด้วยความสงสัย
ราชาปีศาจสมุทรแทบจะหน้าทิ่มพื้น ไม่ใช่สิ น้องชายที่รักของข้า เอ็งเพิ่งรู้สึกตัวเรอะ เมื่อกี้หลับในหรือไง?
อีกอย่าง
เอ็งจะสนทำไมว่าคนนี้เป็นใคร คนนี้ก็ต้องเป็นคนที่รอดชีวิตในตระกูลอวี้น่ะสิ ส่วนอวี้หยางหายไปไหน ก็ช่างหัวมันสิ
ยังไงซะ
แค่ฟังคำสั่งพี่ใหญ่ก็พอแล้ว
'ข้าเป็นป้า!!?'
เซียวฉู่เซียวโกรธจัด อยากจะพุ่งเข้าไปฉีกปากราชาอสุรกายสมุทรให้เละ ตาบอดหรือไง เรียกข้าว่าป้า?
หน้าตาอัปลักษณ์ขนาดนี้ ยังกล้ามาล้อเลียนข้าอีก
แม้ในใจจะด่าราชาอสุรกายสมุทรไปเป็นพันรอบ แต่เซียวฉู่เซียวไม่กล้าแสดงออก ปั้นหน้ายิ้ม "ข้าชื่อ เซียวฉู่เซียว เป็นคุณหนูสายตรงตระกูลเซียวแห่งเขตเสวียนเจียง เที่ยวนี้ข้าจะเป็นคนนำทาง พาพวกท่านไปพักผ่อนที่เมืองใกล้ที่สุดก่อน หลังจากนั้น ถ้าพวกท่านอยากไปเที่ยวตระกูลเซียว ข้ายินดีต้อนรับ"
"ไม่เคยได้ยิน"
ราชาอสุรกายสมุทรส่ายหน้า
เซียวฉู่เซียวกลอกตาในใจ
ก่อนหน้านี้อวี้หยางพูดเป็นนัยๆ ว่าชายหนุ่มร่างกำยำตรงหน้าเป็นคนเหาะเหินขึ้นมาเหมือนกับเขา
งั้นคนพวกนี้ ก็ต้องเป็นคนเหาะเหินขึ้นมาเหมือนกัน
แต่ที่แปลกคือ
นอกจากเจ้าตัวอัปลักษณ์กับตาแก่นั่นแล้ว อีกสองคน บนตัวกลับมีกลิ่นอายพลังปราณหยวน แสดงว่ากลมกลืนกับโลกนี้แล้ว
ส่วนปีศาจพยัคฆ์ขาว ดูปราดเดียวก็รู้ว่าเป็นสิ่งมีชีวิตท้องถิ่น หน้าตาดุดัน แต่ความจริงกลับอ่อนแอที่สุด
ต่อให้เป็นเจ้าตัวอัปลักษณ์กับตาแก่ ก็ยังเก่งกว่าปีศาจพยัคฆ์ขาว
ความแตกต่างเดียวคือ เจ้าตัวอัปลักษณ์กับตาแก่แทบไม่มีพลังปราณหยวนเลย เป็นคนนอกโดยสมบูรณ์
แต่ที่น่าอัศจรรย์คือ สองคนนี้กลับไม่โดนกฎเกณฑ์ฟ้าดินกดดัน แถมที่เอวก็ไม่ได้ห้อยป้ายหยกยืนยันตัวตน ทำได้ยังไงกันนะ?
เซียวฉู่เซียวคิดจนหัวแทบแตก จางหลิงซานก็พูดขึ้น "เอาเถอะ ฟื้นฟูญาณหยั่งรู้ก็ฟื้นฟูไป ถุงเก็บสมบัติที่ให้เจ้า เอาโอสถข้างในออกมาแนะนำให้ข้าฟังทีละอย่าง ถ้าแนะนำถูกใจ ข้าจะให้เจ้ากินเม็ดนึง"
"เจ้าค่ะ!"
เซียวฉู่เซียวรีบหยิบขวดกระเบื้องใบเล็กๆ ออกมา เปิดดมทีละขวด "ท่านจ้าวภูผา นี่คือยาเมฆาขาว, ยาเทียนเซียง (กลิ่นสวรรค์), ยาหลิงซิน (จิตวิญญาณ)... ทั้งหมดนี้ใช้ฟื้นฟูญาณหยั่งรู้ ยาหลิงซินดีที่สุด ยาเมฆาขาวแย่ที่สุด..."
จางหลิงซานถาม "ฟื้นฟูญาณหยั่งรู้ แล้วมียาที่เพิ่มพลังญาณหยั่งรู้ไหม?"
เซียวฉู่เซียวส่ายหน้า "ยาเพิ่มพลังญาณหยั่งรู้ล้วนเป็นโอสถชั้นยอด ต้องใช้สมุนไพรวิเศษหายาก และต้องให้นักปรุงยาระดับสูงปรุงขึ้น ส่วนใหญ่ของพวกนี้ถูกขุมกำลังใหญ่ๆ ผูกขาด ต่อให้มีคนโชคดีเจอสมุนไพรวิเศษในพื้นที่ไร้เจ้าของ ก็จะรีบกินทันที ไม่ก็เอาไปขายให้หอการค้าใหญ่ๆ ในตลาดแทบหาไม่ได้เลยเจ้าค่ะ"
"เป็นเช่นนี้นี่เอง"
จางหลิงซานถอนหายใจในใจ
ดูท่าไม่ว่าจะอยู่ที่ไหน การยกระดับญาณหยั่งรู้ก็เป็นเรื่องยากที่สุด
หน้าต่างสถานะเองก็ไม่สามารถใช้แต้มพลังงานอัปเกรดญาณหยั่งรู้ได้โดยตรง
ตอนอยู่โลกเบื้องล่าง เขาต้องกินวิบากไปไม่รู้เท่าไหร่ หาสมุนไพรวิเศษมาไม่รู้กี่ชนิด ถึงจะยกระดับญาณหยั่งรู้จนถึงขั้นสมบูรณ์ได้
ตอนนี้มาอยู่โลกเบื้องบน อยากจะยกระดับญาณหยั่งรู้เซียนให้สมบูรณ์ ไม่รู้ต้องหาสมุนไพรวิเศษอีกสักกี่มากน้อย
เห็นจางหลิงซานตกอยู่ในภวังค์ เซียวฉู่เซียวก็เลิกแนะนำโอสถ แต่หยิบโอสถที่แนะนำไปแล้วขึ้นมากินเงียบๆ เพื่อฟื้นฟูญาณหยั่งรู้
ในขณะที่นางกำลังฟื้นฟูญาณหยั่งรู้ จางหลิงซานเกิดความคิดขึ้นมา เปิดหน้าต่างสถานะ หาเจอวิชาหนึ่ง
[วิชาอินกัดกร่อน: ขั้นสมบูรณ์ เอฟเฟกต์: สามารถใช้ไอหยินกัดกร่อนร่างกาย เพื่อบำรุงวิญญาณหยิน]
วิชานี้ เขาได้มาจากอินหง แห่งสำนักภูต หนึ่งในแปดสำนักโบราณของโลกเบื้องล่าง
และนอกจากวิชานี้ จางหลิงซานยังได้ศาสตราเซียนวิถีภูตมาจากสำนักภูตด้วย
ตอนนั้น
เพราะเขาอยากจะหลอมรวมศาสตราเซียนวิถีภูต ใครจะคิดว่าพอแตะปุ๊บ วิญญาณของเขาก็ได้รับผลกระทบ เริ่มกลืนกินร่างกายของตัวเองอย่างบ้าคลั่ง
จนกระทั่งญาณหยั่งรู้ของเขาเพิ่มขึ้นถึงขั้นสมบูรณ์ ศาสตราเซียนวิถีภูตถึงยอมหยุด
แม้วิธีการของศาสตราเซียนวิถีภูตจะดูพิสดาร น่ากลัว และป้องกันได้ยาก
แต่ทว่า
ถ้าไม่มีศาสตราเซียนวิถีภูตอันนี้ จางหลิงซานก็คงไม่สามารถยกระดับญาณหยั่งรู้จนสมบูรณ์ได้ในโลกเบื้องล่าง
เพราะยิ่งระดับสูง การยกระดับญาณหยั่งรู้ก็ยิ่งยาก
เห็นได้ชัดว่า ประโยชน์ของศาสตราเซียนวิถีภูตอันนี้ น่ากลัวขนาดไหน
หากสามารถควบคุมมันได้อย่างราบรื่น แล้วยืมพลังของมัน เริ่มใช้จิตวิญญาณของตนกลืนกินเลือดเนื้อ เขาก็ไม่จำเป็นต้องหาสมุนไพรวิเศษอะไรอีก ก็สามารถยกระดับญาณหยั่งรู้เซียนได้
นี่คือ วิถีใช้าร่างกายเลี้ยงภูต นับเป็นวิชาที่เหมาะกับจางหลิงซานที่สุด
แต่ปัญหาก็คือ
ศาสตราเซียนวิถีภูตอันนี้ดูไม่ธรรมดาเลย ต่อให้ในหมู่ศาสตราเซียนด้วยกัน ก็น่าจะเป็นระดับท็อป
อยากจะควบคุมมันให้ได้ ด้วยความแข็งแกร่งของจางหลิงซานในตอนนี้ ยังทำไม่ได้
งั้น
ก็ต้องลดมาตรฐานลงมา
วิชาอินกัดกร่อนของอินหง คือทางเลือกสำรองของจางหลิงซาน
'เริ่มกันเลย'
จางหลิงซานนั่งขัดสมาธิอยู่มุมสุด เว้นระยะห่างจากคนอื่นหนึ่งวา เพื่อไม่ให้ใครมารบกวน
เห็นเพียงเขาหลับตาแน่น ไม่ไหวติง โคจรวิชาอินกัดกร่อนอย่างเงียบเชียบ
ซี่ ซี่ ซี่
ในร่างกาย มีเสียงเหมือนอะไรบางอย่างถูกกัดกร่อนดังขึ้น
ผ่านไปครู่ใหญ่
จางหลิงซานดูหน้าต่างสถานะ
[จิต: ญาณหยั่งรู้เซียน (ระดับ 1: 1 หมื่น/100 ไก)]
'แค่หมื่นเดียว?'
จางหลิงซานพูดไม่ออก
ประสิทธิภาพต่ำเตี้ยเรี่ยดิน
แต่ปัญหาไม่ได้อยู่ที่วิชาอินกัดกร่อนไม่ดี เขาอุตส่าห์ฝึกวิชานี้จนสมบูรณ์ แถมสิ่งที่กัดกร่อนคือกายาเซียน จะห่วยยังไงก็ไม่น่าจะห่วยขนาดนี้
จางหลิงซานคิดว่า
ปัญหาอยู่ที่ ไอหยินไม่พอ
ร่างกายของเขา เป็นกายาหยางบริสุทธิ์
ต่อให้ผ่านการปรับสภาพด้วยข้าวม่วงเก้าอเวจี และในพื้นที่เก็บของส่วนตัวก็มีต้นไม้เลือดลม ต้นไม้เกล็ดน้ำแข็ง แถมยังหลอมรวมบ่อธารน้ำแข็งอัคคี จนร่างกายมีความสมดุลหยินหยางแล้วก็ตาม
แต่ความสมดุลหยินหยางตรงนี้ กับไอหยินที่วิชาอินกัดกร่อนต้องการ มันคนละเรื่องกัน
สรุปคือ วิชาอินกัดกร่อนเหมาะกับภูตผีปีศาจฝึกฝนมากกว่า เป็นวิธีที่ภูตผีปีศาจใช้กลืนกินเลือดเนื้อผู้อื่นเพื่อยกระดับวิญญาณหยินของตน ไม่เหมาะกับจางหลิงซาน
เว้นแต่จางหลิงซานจะหาแหล่งที่มีไอหยินเข้มข้น แล้วยืมไอหยินในนั้นมาฝึกวิชาอินกัดกร่อน ไม่อย่างนั้นประสิทธิภาพก็คงไม่กระเตื้อง
'ช่างเถอะ ญาณหยั่งรู้เซียนก็เหนือกว่าคนในแดนปุถุชนไม่รู้กี่เท่าแล้ว ไม่จำเป็นต้องดันทุรังยกระดับมันตอนนี้ แทนที่จะยกระดับญาณหยั่งรู้เซียน สู้เปิดพื้นที่ญาณหยั่งรู้ก่อนดีกว่า'
จางหลิงซานคิดในใจ
ดังนั้น เขาจึงเริ่มลองวิธีเปิดพื้นที่ญาณหยั่งรู้แบบที่หนึ่งตามที่อวี้หยางบอก
แม้อวี้หยางจะโกหกเขาว่าบรรพชนตระกูลจางใช้วิธีที่หนึ่ง
แต่หลังจากจางหลิงซานจับโกหกได้ เขาก็ยังตัดสินใจลองวิธีที่หนึ่งดูก่อน
เพราะวิธีที่หนึ่ง มันน่าดึงดูดใจเกินไป เป็นวิชาสุดยอดที่สามารถย้ายญาณหยั่งรู้ไปไว้ที่พื้นที่เก็บของส่วนตัวอื่นได้
จางหลิงซานไม่เหมือนอวี้หยางและคนอื่น
เขามีพื้นที่เก็บของส่วนตัวไม่ใช่แค่อันเดียว แต่มีถึงเก้าอัน
ถ้าทุกพื้นที่สามารถเปิดเป็นพื้นที่ญาณหยั่งรู้ได้ เขาก็จะมีญาณหยั่งรู้เก้าสาย
บวกกับสมองที่เก็บญาณหยั่งรู้อยู่แล้ว ก็รวมเป็นสิบสาย
จะเทพขนาดไหน?
ไม่ใช่แค่ตอนต่อสู้ที่สามารถจู่โจมทีเผลอได้ แม้แต่ตอนฝึกวิชา เขาก็สามารถแบ่งจิตเป็นสิบส่วน ประสิทธิภาพย่อมสูงลิ่ว
ดังนั้น
ไม่ว่าจะยังไง ก็ต้องลองวิธีที่หนึ่งดูก่อน ถ้าสำเร็จคือกำไรมหาศาล
ถ้าไม่ไหวจริงๆ ค่อยใช้วิธีที่สอง ย้ายพื้นที่เก็บของส่วนตัว
'เฟิงฝู่ (วังลม) ท้ายทอย ควบคุมการถอดจิต พื้นที่นี้ใกล้กับสมองส่วนเก็บญาณหยั่งรู้ที่สุด งั้นก็เอาญาณหยั่งรู้ไปตั้งรกรากที่นี่ก่อนแล้วกัน'
จางหลิงซานตั้งจิต ควบคุมญาณหยั่งรู้ให้ตกลงไปในเฟิงฝู่
พอตกลงไป จางหลิงซานรู้สึกเหมือนตัวลอยๆ ทันที
'นี่คือการควบคุมการถอดจิตหรือ?'
จางหลิงซานรีบสงบจิตใจ
ดูท่า การจะทำให้ญาณหยั่งรู้มั่นคงในเฟิงฝู่ ไม่ใช่เรื่องง่าย
แต่ข้อดีคือ จางหลิงซานพบว่าตอนที่เขาพยายามทำให้ญาณหยั่งรู้มั่นคง ค่าในช่องจิตวิญญาณบนหน้าต่างสถานะกลับเพิ่มขึ้น
แม้จะไม่มาก เป็นแค่หลักหน่วย แต่ก็ดีกว่าไม่มี
และเมื่อเวลาผ่านไป ขอแค่เขาพยายามทำให้ญาณหยั่งรู้ในเฟิงฝู่มั่นคงต่อไปเรื่อยๆ การเพิ่มขึ้นของญาณหยั่งรู้เซียน ต้องกลายเป็นตัวเลขที่น่าประทับใจแน่นอน
คิดได้ดังนั้น
เวลาต่อมา จางหลิงซานก็ทุ่มเทให้กับเฟิงฝู่ จิตใจจดจ่ออยู่ข้างใน แทบจะตัดขาดจากโลกภายนอก
ทันใดนั้น
เสียงของจางจื่อซินก็ดังขึ้น "จางหลิงซาน ถึงแล้ว"
"ถึงแล้ว?"
จางหลิงซานหยุดฝึก ลืมตาขึ้นเล็กน้อย "ถึงที่ไหน?"
"เมืองชิงเสวียน เซียวฉู่เซียวบอกว่าที่นี่เป็นเมืองใหญ่ที่ใกล้ที่สุด มีขายทุกอย่าง แถมยังมีห้องฝึกวิชาให้เช่าด้วย"
จางจื่อซินตอบ
เซียวฉู่เซียวเห็นจางหลิงซานตื่นจากการฝึกแล้ว จึงอธิบายว่า "เป็นอย่างนี้เจ้าค่ะท่านจ้าวภูผา ข้าเห็นว่าวิชาการบำเพ็ญเพียรของทุกคนดูจะไม่สมบูรณ์ ยังควบคุมการใช้พลังปราณหยวนได้ไม่คล่อง และในเมืองชิงเสวียน มีวิชาต่างๆ ขายมากมาย และยังมีห้องฝึกวิชาให้เช่า พลังปราณหยวนในห้องฝึกวิชาอุดมสมบูรณ์มาก รับรองว่าจะช่วยให้ความแข็งแกร่งของทุกคนก้าวหน้าไปได้มากเจ้าค่ะ"
จางหลิงซานยังไม่ทันพูด คนอื่นๆ ก็ตาลุกวาว เห็นได้ชัดว่าคล้อยตามคำพูดของเซียวฉู่เซียวแล้ว
ถึงอย่างไร ทุกคนมาโลกเบื้องบน ก็เพื่อยกระดับการบำเพ็ญเพียรไม่ใช่หรือ
ตอนนี้มีหนทางยกระดับแล้ว จะไม่ตื่นเต้นได้อย่างไร?
เห็นทุกคนมองมาที่ตนอย่างคาดหวัง
จางหลิงซานไม่หวั่นไหว พูดเรียบๆ ว่า "วิชาและห้องฝึกวิชา น่าจะแพงมากสินะ"
ทุกคนชะงัก
นั่นสิ ต้องแพงแน่ๆ พวกเขาเพิ่งมาถึง จะเอาปัญญาที่ไหนไปจ่าย?
เซียวฉู่เซียวกล่าว "อวี้หยางสะสมของไว้ไม่น้อย สามารถเอาไปขายให้หอการค้าในเมืองชิงเสวียน แลกเป็นเหรียญวิญญาณได้มากโข และตระกูลอวี้เองก็น่าจะมีเหรียญวิญญาณอยู่ไม่น้อย ท่านจ้าวภูผาน่าจะไม่ขาดแคลนเหรียญวิญญาณนะเจ้าคะ"
"หึหึ ไม่มีใครไม่ขาดแคลนเหรียญวิญญาณ ตอนนี้ข้ายังไม่รู้จักเมืองชิงเสวียนดีพอ ใช้จ่ายสุ่มสี่สุ่มห้า เกิดมีเรื่องต้องใช้เงินแล้วไม่มี มิฉิบหายวายวอดรึ? ดังนั้น เหรียญวิญญาณ แม้จะต้องใช้ แต่จะใช้มั่วไม่ได้ ต้องค่อยๆ ใช้ ใช้อย่างประหยัด ใช้อย่างมีแผนการ"
จางหลิงซานพูดจบ ก็เคาะผนังปิ่น "เก็บปิ่นตรงนี้แหละ อย่าทำตัวเด่นเกินไป เดี๋ยวจะเรียกภัยมาหาตัว พวกเราเพิ่งมาถึง ต้องทำตัวให้กลมกลืนหน่อย"
"เจ้าค่ะ"
เซียวฉู่เซียวทำหน้าละอาย "ผู้น้อยคิดน้อยไปเจ้าค่ะ"
จางหลิงซานยิ้มบางๆ ขี้เกียจจะฉีกหน้ากากนาง
นังป้าคนนี้พอเห็นเมืองใหญ่ คิดว่าจะเจอคนตระกูลเซียว เลยกล้าขึ้นมา คิดจะทำอะไรตามอำเภอใจสินะ
แต่อย่าลืมว่า ผัวเจ้าอวี้หยางทรงกลมยังอยู่ในมือข้า แค่วินาทีเดียว ข้าก็ส่งพวกเจ้าผัวเมียไปลงนรกได้
เซียวฉู่เซียวสบสายตาเย็นชาของจางหลิงซาน หัวใจกระตุกวูบ เหงื่อซึมเต็มฝ่ามือ
"ดูนั่น นั่นมันหนานอวี๋!"
พอลงจากปิ่น ราชาปีศาจสมุทรหน้าเปลี่ยนสี ชี้ไปที่ป้อมประตูเมืองชิงเสวียนแล้วตะโกนลั่น
[จบแล้ว]