- หน้าแรก
- พวกเจ้าฝึกเป็นพันปี ระบบให้ข้ายืนเล่นแป๊บเดียวก็แซงแล้ว
- บทที่ 300 - เคลื่อนภูผาเปลี่ยนตำแหน่ง! ขาดผู้คุมกฎ
บทที่ 300 - เคลื่อนภูผาเปลี่ยนตำแหน่ง! ขาดผู้คุมกฎ
บทที่ 300 - เคลื่อนภูผาเปลี่ยนตำแหน่ง! ขาดผู้คุมกฎ
บทที่ 300 - เคลื่อนภูผาเปลี่ยนตำแหน่ง! ขาดผู้คุมกฎ
ฉ่า ฉ่า ฉ่า
เลือดหยดนั้นจุดไฟเผาหัวใจของจางเสี่ยนเฟิง แล้วลุกลามขึ้นสู่ศีรษะ ลงสู่ปลายเท้า เผาผลาญจากหัวจรดเท้า
ในตอนแรก จางเสี่ยนเฟิงยังส่งเสียงครางด้วยความเจ็บปวด แต่ในเวลาต่อมาเขาก็เข้าสู่สภาวะสมาธิโดยสมบูรณ์ ร่างกายสงบนิ่ง ได้ยินเพียงเสียงเปรี๊ยะๆ จากการเผาไหม้ของร่างกายเท่านั้น
และในขณะที่เขากำลังฝึกตนอยู่นั้น
จางหลิงซานนั่งอยู่ด้านข้าง เปิดหน้าต่างสถานะขึ้นมา
【วิถีเคลื่อนเมฆา: สมบูรณ์ สามารถหลอมรวมได้ (0/1,000 ล้าน ต้องการ: เคล็ดวิชาโลหิตเดือด, เพลงดาบโลหิตสังหาร, ฝ่ามือยูไล, เคล็ดวิชาแสงทองคุ้มกาย, เคล็ดวิชาเก้าอิม, หกสัมผัสควบคุมการต่อสู้ สีเขียว)】
ก่อนหน้านี้ ช่องนี้ยังเป็นสีเหลือง แสดงว่าหากยกระดับจะยังสร้างความเสียหายให้ร่างกาย
แต่หลังจากพักฟื้นและปรับสภาพร่างกายในเมืองตระกูลจางจนถึงขีดสุด
ช่องนี้ก็เปลี่ยนเป็นสีเขียว
แทบไม่มีการสูญเสีย
เช่นนั้น ก็อัปเกรดเลย
วูบ!
พริบตาเดียว ช่องนี้ก็เกิดการเปลี่ยนแปลง
【วิถีธรรมเมฆาชาด: ขั้นต้น, 0/10,000 ล้าน สีแดง
เอฟเฟกต์พิเศษ: ร่างจริงเมฆาชาด (เมื่อกระตุ้นใช้งาน สามารถสร้างร่างแยกได้ห้าร่างในระยะเวลาหนึ่ง แต่ละร่างมีพลังต่อสู้ 80% ของร่างต้นและมีสติสัมปชัญญะ 10% ทันทีที่เก็บร่างแยกกลับคืน พลังต่อสู้ของร่างต้นจะเพิ่มขึ้นชั่วคราวเป็น 500% พลังจิตเพิ่มขึ้นชั่วคราวเป็น 150%)
เหยียบเมฆาขี่วายุ (เมื่อกระตุ้นใช้งาน เพิ่มความเร็วในการเคลื่อนที่ 500% ในทันที และจะค่อยๆ ลดลงจนเป็นปกติเมื่อเวลาผ่านไป)】
จางหลิงซานอ่านคำอธิบายอย่างละเอียด พบว่าความเร็วสูง การลอยตัว และบันไดเมฆของวิถีเคลื่อนเมฆา ได้หลอมรวมกันกลายเป็น "เหยียบเมฆาขี่วายุ"
และไม่มีข้อจำกัดเรื่องความเร็วในการเคลื่อนที่บนอากาศอีกต่อไป
เมื่อก่อนเคลื่อนที่บนอากาศจะได้ความเร็วเพียง 60% ของบนพื้นดิน แต่ตอนนี้เท่ากับบนพื้นดิน สามารถเร่งความเร็วได้เต็มพิกัด
เหตุผลนั้นง่ายมาก
เพราะเขาได้ทะลวงเข้าสู่ขอบเขตเปิดทวาร เป็นผู้ฝึกยุทธ์สายลมปราณแล้ว
มีความสามารถในการดูดซับพลังปราณฟ้าดิน
เมื่อควบคุมลมปราณได้ การเหยียบเมฆาขี่วายุย่อมเป็นเรื่องที่สมเหตุสมผล
'จำนวนร่างแยกยังเท่าเดิมไม่ได้เพิ่มขึ้น แต่ร่างแยกแต่ละร่างมีสติสัมปชัญญะเพิ่มมา 10% และเมื่อกลับคืนร่างยังช่วยเพิ่มพลังจิตชั่วคราวได้อีก ถือเป็นการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่'
จางหลิงซานพึงพอใจมาก
ใช้แต้มพลังงานไปเพียง 1,000 ล้านหน่วย แต่ได้การยกระดับมากมายขนาดนี้
แม้จะไม่ได้เปลี่ยนแก่นแท้ที่ว่าระดับพลังฝึกตนของเขายังไม่สูงนัก แต่วิถีธรรมเมฆาชาดที่หลอมรวมวิชาต่างๆ เข้าด้วยกัน ไม่ได้มอบให้เพียงแค่สองเอฟเฟกต์พิเศษข้างต้น
ยังมีพลังของวิชาต่างๆ ที่เขาฝึกฝนมาเสริมเข้าไปด้วย
เช่น อาณาเขตห้วงลึกของเคล็ดวิชาเก้าอิม ก็กลายเป็นอาณาเขตธาราชาด เมื่อปลดปล่อยออกไป ทิศทั้งแปดจะกลายเป็นแม่น้ำเลือดสีแดงที่ควบแน่นจากเลือดลมของเขา ผู้ใดที่หลุดเข้ามา ต้องถูกแม่น้ำเลือดกดทับหรือลวกจนบาดเจ็บ
หากเสริมด้วยเพลงดาบโลหิตสังหารและฝ่ามือยูไล ภายในอาณาเขตธาราชาดก็จะเกิดเงาดาบเงาฝ่ามือไร้สิ้นสุด สังหารศัตรูอย่างไร้ร่องรอย
ยังมีม่านหมอกคุ้มกายสีแดงที่ควบแน่นจากเคล็ดวิชาแสงทองคุ้มกาย วิชาระฆังม่วงทองคุ้มกาย และเกราะเทพภูผา
หากใครกล้าเข้ามาประชิดตัวและโจมตีใส่ ม่านหมอกคุ้มกายสีแดง ไม่เพียงทำอันตรายจางหลิงซานไม่ได้ แต่จะทำให้ผู้โจมตีถูกเปลวเพลิงเลือดลมของตัวเองย้อนกลับมาทำร้าย
เปลวเพลิงเลือดลมนั้นเปรียบเสมือนไอพิษ จะปนเปื้อนอีกฝ่ายในทันที เผาไหม้จนเกรียมทั้งนอกและใน และยังแทรกซึมไปทั่วทุกรูขุมขน จนสุดท้ายเผาผลาญอีกฝ่ายจนกลายเป็นความว่างเปล่า
"ท่านเจ้าตำหนัก จั่วชิวหวงผู้นั้นเป็นอันดับห้าสิบสองในทำเนียบสวรรค์ พลังฝีมือลึกล้ำสุดหยั่งคาด แถมยังเชี่ยวชาญการใช้จิตมุ่งร้ายล็อกเป้าศัตรู คาดว่าอีกไม่นานคงตามมาถึงที่นี่ เราควรย้ายที่กันหรือไม่ขอรับ"
เห็นจางหลิงซานยืนเหม่อลอย เผยซิงโต่วจึงอดเตือนไม่ได้
"อาการท่านเทียดเฟิงเป็นอย่างไรบ้าง"
จางหลิงซานถามพลางหันไปมองจางเสี่ยนเฟิง
เห็นเพียงเปลวไฟบนร่างจางเสี่ยนเฟิงยังคงลุกไหม้ แต่กลิ่นเนื้อย่างเริ่มจางลง แทนที่ด้วยกลิ่นไหม้เหม็นๆ
คาดว่าร่างกายของเขาได้รับการชำระล้างด้วยเลือดจากมรดกแห่งใจของจางหลิงซาน ขับของเสียในกายออกมา แล้วถูกเผาจนส่งกลิ่นเหม็นไหม้
"งั้นย้ายที่กันก่อน รอให้ท่านเทียดเฟิงฟื้นพลัง ค่อยมาสู้กับอันดับห้าสิบสองแห่งทำเนียบสวรรค์ผู้นี้"
จางหลิงซานพยักหน้า
"ขอรับ"
เผยซิงโต่วหยิบจานดาราออกมาทันที จากนั้นหยิบธงค่ายกลขนาดเล็กเจ็ดอันจากถุงสมบัติปักลงบนจานดารา
วิธีใช้จานดารานี้มหัศจรรย์ยิ่งนัก เผยถงใช้มันได้ไม่ถึงหนึ่งในสิบของประสิทธิภาพที่เผยซิงโต่วทำได้
ขณะนี้ เห็นเพียงเผยซิงโต่วท่องมนตร์พึมพำ ทันใดนั้นก็พ่นเลือดสดๆ ออกมาหนึ่งคำ รดลงบนธงค่ายกลทั้งเจ็ด
วูบ!
ธงค่ายกลเล็กลอยขึ้นสู่อากาศ แล้วพุ่งกระจายไปรอบทิศทาง แทรกหายเข้าไปในผนังถ้ำ พริบตาเดียวก็ไร้ร่องรอย
และในตอนนั้นเอง จางหลิงซานรู้สึกว่าพื้นดินใต้เท้าเริ่มเคลื่อนไหว
เขาปล่อยญาณหยั่งรู้ออกไปตรวจสอบ
ก็พบว่าถ้ำที่พวกเขาอาศัยอยู่นี้ เหมือนฟองอากาศเล็กๆ และเทือกเขาแห่งนี้เปรียบเสมือนผืนน้ำ
ฟองอากาศกำลังเคลื่อนที่ผ่านผืนน้ำด้วยความเร็วสูง
ไม่นานนัก
ก็ทะลุผ่านลึกเข้าไปในเทือกเขา มาโผล่ที่ผนังถ้ำของหุบเขาอีกแห่งหนึ่ง
"ร้ายกาจ!"
จางหลิงซานอุทานด้วยความทึ่ง
แม้เหยียบเมฆาขี่วายุในวิถีธรรมเมฆาชาดของเขาจะเร็วมาก แต่ก็ทำไม่ได้ถึงขั้นมุดดินทะลุภูเขาแบบนี้
แม้เขาจะสามารถพุ่งชนภูเขาจนแตกเป็นเสี่ยงๆ หรือใช้ร่างกายทะลวงเปิดทางได้
แต่อย่างแรก คือช้า
อย่างที่สอง คือเอิกเกริกเกินไป
อย่างที่สาม เมื่อเทียบกับการเคลื่อนย้ายโดยไม่ทำลายโครงสร้างภูเขาแบบของเผยซิงโต่วแล้ว การพุ่งชนดะของเขาถือว่าห่างชั้นกันไกลลิบ
"สมกับเป็นชายผู้สามารถเคลื่อนดาราเปลี่ยนวิถี"
จางหลิงซานรู้สึกว่าตัวเองเก็บของดีได้แล้ว
หากพวกหลี่ปู้ฝานรู้ว่าเผยซิงโต่วมีความสามารถวิเศษเช่นนี้ จะต้องจับตัวเผยซิงโต่วกลับไปใช้งานเยี่ยงวัวควายแน่นอน
น่าเสียดาย
คนพวกนั้นไม่เห็นค่าที่จะช่วยชีวิตเผยซิงโต่ว
จางหลิงซานไม่เชื่อว่าในมือหลี่ปู้ฝานจะไม่มีไขน้ำนมจารึกพันปี
ต่อให้ไม่มีไขน้ำนมจารึกพันปี ด้วยสถานะและฝีมือของหลี่ปู้ฝาน ในมือต้องมีสมบัติที่ไม่ด้อยไปกว่าไขน้ำนมจารึกพันปีแน่นอน
แต่ตอนที่เผยซิงโต่วบาดเจ็บสาหัสจากการทำภารกิจให้หน่วยปราบปรามปีศาจ หลี่ปู้ฝานกลับไม่ยอมใช้สมบัติรักษาเขา เพียงแค่ให้ตำแหน่งลอยๆ กับตำแหน่งผู้ตรวจการแคว้นชิง มอบภรรยาและสาวงามให้จำนวนหนึ่ง แล้วก็ส่งเผยซิงโต่วออกมา
หากจางหลิงซานไม่ส่งไขน้ำนมจารึกพันปีมาให้ ป่านนี้เผยซิงโต่วคงลงโลงไปครึ่งตัวแล้ว
ดังนั้น ขอเพียงเผยซิงโต่วไม่ใช่คนเนรคุณ ก็ไม่มีทางทรยศจางหลิงซานเพื่อหน่วยปราบปรามปีศาจ
ตอนนี้เขาคือเสนาธิการของจางหลิงซาน รับใช้จางหลิงซานเพียงผู้เดียว
"แค่กๆ"
เผยซิงโต่วไอกระแอม ใบหน้าแดงระเรื่อ แต่ไม่ใช่เพราะเขินอายคำชมของจางหลิงซาน แต่เป็นเพราะการเคลื่อนภูผาเปลี่ยนตำแหน่งเมื่อครู่กินพลังไปไม่น้อย
เขาหยุดพักหายใจครู่หนึ่งแล้วกล่าว "ท่านเจ้าตำหนักชมเกินไปแล้ว วิชาเคลื่อนดาราเปลี่ยนวิถีที่ข้าฝึกฝน เป็นวิชาตกทอดมาจากยุคโบราณ นอกจากจะช่วยเพิ่มระดับพลังฝึกตนแล้ว ยังบันทึกวิชาปาฏิหาริย์ต่างๆ ไว้มากมาย น่าเสียดายที่ข้าเรียนรู้ได้แค่ผิวเผินเท่านั้น"
"เล่าให้ฟังหน่อยได้ไหม"
จางหลิงซานขอความรู้อย่างสนใจ
เขาสนใจวิชาปาฏิหาริย์พวกนี้มาก น่าเสียดายที่เขาไม่มีโอกาสได้สัมผัส ต่อให้สัมผัสได้ ได้ธงค่ายกลหรือตำราค่ายกลมา แต่ไม่มีคนชี้แนะ ก็อ่านไม่รู้เรื่องอยู่ดี
เพราะหน้าต่างสถานะของเขา บันทึกเฉพาะวิทยายุทธ์ วรยุทธ์ และอิทธิฤทธิ์ ไม่มีความรู้เรื่องศาสตร์เบ็ดเตล็ดพวกนี้เลย
ดังนั้น จึงต้องพึ่งพาการเรียนรู้ด้วยตัวเอง
แต่ดูเหมือนเขาจะไม่มีพรสวรรค์ด้านนี้
วิชาการมีสายเฉพาะทาง การไม่เชี่ยวชาญค่ายกลหรือยันต์ไม่ใช่เรื่องน่าอับอาย คนแบบนี้ในโลกมีถมไป
คนธรรมดาแค่เชี่ยวชาญวรยุทธ์สักแขนงก็ใช้เวลาทั้งชีวิตแล้ว จะเอาเวลาที่ไหนไปศึกษาเรื่องพวกนี้
มีแต่ผู้ที่มีพรสวรรค์ติดตัวมาแต่เกิดเท่านั้น ถึงจะทุ่มเทเดินในเส้นทางนี้และแสดงความสามารถออกมาได้
อย่างไรก็ตาม แม้จางหลิงซานจะไม่เชี่ยวชาญศาสตร์เหล่านี้ แต่รู้ไว้บ้างก็ไม่เสียหาย
โดยเฉพาะเมื่อเขามีเนตรสวรรค์ ยิ่งรู้เรื่องพวกนี้มากเท่าไหร่ เนตรสวรรค์ก็จะยิ่งแสดงประสิทธิภาพได้มากขึ้นเท่านั้น
"หากท่านเจ้าตำหนักอยากฟัง ข้าจะเล่าเรื่องพื้นฐานที่สุดให้ฟังก่อน..."
เผยซิงโต่วหยิบกระดาษออกมาจากถุงสมบัติ พลางวาดภาพประกอบคำอธิบาย
จางหลิงซานฟังไปถามไป
เวลาไหลผ่านไปอย่างรวดเร็วท่ามกลางการถามตอบ
ซ่า ซ่า ซ่า
ในถ้ำพลันเกิดเสียงดังคล้ายผนังหลุดร่อน
จางหลิงซานและเผยซิงโต่วหันไปมอง พบว่าไม่ใช่ผนังถ้ำหลุดร่อน แต่เป็นคราบไคลและผิวหนังไหม้เกรียมบนตัวจางเสี่ยนเฟิงที่หลุดร่วงลงมา
จางเสี่ยนเฟิงในตอนนี้ สภาพเหมือนไก่ขอทาน
เมื่อกะเทาะเปลือกคราบไคลชั้นนอกออก ร่างกายของเขาก็ปรากฏออกมา
ทันทีที่เห็นสภาพของจางเสี่ยนเฟิง เผยซิงโต่วตาเบิกกว้างด้วยความตกตะลึง กล่าวว่า "ท่านเจ้าตำหนัก ดูท่านอาวุโสเฟิงสิขอรับ ดูเหมือนจะหนุ่มขึ้นนะ"
"ไม่ใช่ดูเหมือน แต่หนุ่มขึ้นจริงๆ มรดกแห่งใจตระกูลจาง ที่ถูกกล่าวขานมายาวนานและยกย่องให้เป็นสุดยอดวิถีการสืบทอด จะเป็นของธรรมดาได้อย่างไร"
จางหลิงซานกล่าวเรียบๆ
เผยซิงโต่วยิ่งตกใจหนักกว่าเดิม "นี่หรือคือมรดกแห่งใจอันเลื่องชื่อของตระกูลจาง?"
เขาฉุกคิดขึ้นมาได้ ในใจยิ่งสะท้านหวั่นไหว
ที่เรียกว่ามรดกแห่งใจ แท้จริงแล้วเป็นเพียงเลือดหัวใจหยดเดียวที่จางหลิงซานบีบออกมา
เลือดเพียงหยดเดียว ทำให้จางเสี่ยนเฟิงหนุ่มขึ้น เกิดการเปลี่ยนแปลงอย่างน่าอัศจรรย์
เผยซิงโต่วอดไม่ได้ที่จะอิจฉาจางเสี่ยนเฟิง
หากไม่ใช่เพราะเขาเผยซิงโต่วไม่ใช่คนตระกูลจาง ไม่สามารถเกิดการสั่นพ้องกับเลือดของจางหลิงซานได้ เขาก็อยากได้เลือดหัวใจหยดนั้นบ้างเหมือนกัน
"ที่แท้ นี่ก็คือมรดกแห่งใจ..."
จางเสี่ยนเฟิงถอนหายใจยาว
หลังจากดูดซับเลือดหยดนั้นของจางหลิงซาน เขารู้สึกว่าหัวใจเกิดการผลัดเปลี่ยน กระตุ้นให้สร้างเลือดใหม่ขึ้นมาชะล้างร่างชราภาพของเขาจนสะอาดหมดจด
กลับกลายเป็นหนุ่มขึ้นกว่าร้อยปีในพริบตา!
หากสมัยหนุ่มๆ เขาได้วาสนาเช่นนี้ จางเสี่ยนเฟิงคงก้าวเข้าสู่ห้าสิบอันดับแรกของทำเนียบสวรรค์ได้ไม่ยาก
แต่ตอนนี้ คาดว่าอย่างมากคงได้แค่อันดับท้ายตาราง
จางเสี่ยนเฟิงทอดถอนใจอยู่พักใหญ่ เมื่อสงบจิตใจได้แล้ว ก็อดสงสัยไม่ได้ ถามว่า "เจ้าหนูซาน ทำไมเจ้าถึงได้มรดกแห่งใจมาด้วย แถมยังถ่ายทอดให้ข้าได้อีก?"
จางหลิงซานตอบ "ศิลาถามใจมีปัญหา มรดกแห่งใจข้างในเจ๊งไปนานแล้ว ตอนนี้มรดกแห่งใจอยู่ที่ตัวข้า"
จางเสี่ยนเฟิงอึ้งไป ถามต่อ "แล้วที่จางหลิงจือได้ไปล่ะ?"
"ก็คือเลือดหัวใจแบบเดียวกับท่านนั่นแหละ" จางหลิงซานตอบ
"แค่เลือดหัวใจของเจ้าเองหรือ"
จางเสี่ยนเฟิงพูดไม่ออก
เลือดหัวใจเพียงหยดเดียว ทำให้จางหลิงจือได้รับการยอมรับจากบรรพชนจางเฉิงเอิน จนถูกมองว่าเป็นคนรุ่นใหม่ที่มีความหวังที่สุดของตระกูล
แล้วเลือดหัวใจเต็มหัวใจของจางหลิงซานนี่ มิทำให้บรรพชนจางเฉิงเอินยิ้มจนแก้มปริเลยหรือ
คิดได้ดังนั้น จางเสี่ยนเฟิงก็ตื่นเต้นขึ้นมาทันที "เจ้าหนูซาน ในเมื่อเจ้าคือเจ้าของมรดกแห่งใจตัวจริง งั้นเรารีบไปพบบรรพชนจางเฉิงเอินกันเถอะ ขอเพียงบรรพชนออกคำสั่ง ตระกูลจางจะต้องทุ่มเททรัพยากรทั้งหมดมาฟูมฟักเจ้า!"
"หึหึ"
จางหลิงซานยิ้มบางๆ ไม่แสดงความเห็น
เผยซิงโต่วกล่าวลอยๆ ขึ้นมา "เลือดหยดเดียว ทำให้ท่านเกิดใหม่ ไม่เพียงรักษาอาการบาดเจ็บ ยังทำให้หนุ่มขึ้นกว่าร้อยปี ถ้าข้าเป็นจางเฉิงเอิน ท่านคิดว่าข้าจะทุ่มเททรัพยากรฟูมฟักท่านเจ้าตำหนัก หรือจะควักหัวใจท่านเจ้าตำหนักมาเป็นของตัวเอง?"
"เอ่อ..."
จางเสี่ยนเฟิงลังเล
เดิมทีตั้งใจจะแย้งเผยซิงโต่ว แต่พอคิดว่าบรรพชนจางเฉิงเอินมีชีวิตอยู่มานานปานนี้ ย่อมปรารถนาที่จะยืดอายุขัยยิ่งกว่าเขา ยิ่งไม่ต้องพูดถึงว่าเลือดหัวใจของจางหลิงซานไม่เพียงเพิ่มอายุขัย แต่ยังทำให้กลับเป็นหนุ่มได้อีก
ใครบ้างจะไม่หวั่นไหว?
ดังนั้น คำพูดของเผยซิงโต่วใช่ว่าจะไร้เหตุผล
"เฮ้อ..."
จางเสี่ยนเฟิงถอนหายใจ ครุ่นคิดครู่หนึ่งแล้วกล่าว "เจ้าหนูซาน เพื่อความไม่ประมาท งั้นเราอย่าเพิ่งบอกบรรพชนจางเฉิงเอิน แต่ข้าขอร้องเจ้าว่าหากวันหน้าเจ้าแข็งแกร่งขึ้นแล้ว ช่วยอนุเคราะห์บรรพชนจางเฉิงเอินสักหน่อยเถิด"
"ท่านคิดเยอะเกินไปแล้ว! ท่านเจ้าตำหนักจะทำอะไร ไม่ใช่เรื่องที่ท่านจะมาสอดปาก"
เผยซิงโต่วตวาดเสียงเข้ม
เขาดูออกนานแล้วว่าจางหลิงซานไม่ได้รู้สึกผูกพันกับตระกูลจาง แต่เห็นแก่หน้าจางเสี่ยนเฟิงจึงไม่ปฏิเสธตรงๆ เขาในฐานะคนสนิทของจางหลิงซาน จึงต้องแบ่งเบาภาระ แสดงเจตจำนงแทนเจ้านาย
"อย่าเสียมารยาทกับท่านเทียดเฟิง"
จางหลิงซานโบกมือห้าม
แต่เขาก็ไม่ได้สานต่อหัวข้อของจางเสี่ยนเฟิง แต่กลับถามว่า "ท่านเทียดเฟิง อยากฆ่าจั่วชิวหวงล้างแค้นไหม"
"ฆ่าจั่วชิวหวง?"
จางเสี่ยนเฟิงตกใจ
แม้ความแข็งแกร่งของเขาจะเพิ่มขึ้น แต่จะให้ฆ่าจั่วชิวหวงอันดับห้าสิบสองแห่งทำเนียบสวรรค์ เขาทำไม่ได้แน่นอน
"ถูกต้อง เราสองคนร่วมมือกัน ฆ่าจั่วชิวหวง แย่งเหมืองหินวิญญาณอัคคีคืนมา ท่านรองเจ้าตำหนักเผยดูฮวงจุ้ยให้ข้าแล้ว เหมืองหินวิญญาณอัคคีแห่งนี้ คือทำเลทองในการสร้างตำหนักผู้คุมค้อนของข้า จะยกให้คนอื่นไม่ได้เด็ดขาด"
"ห๊า?"
จางเสี่ยนเฟิงตกใจใหญ่หลวง
จะสร้างตำหนักผู้คุมค้อนในเหมืองหินวิญญาณอัคคีเนี่ยนะ?
ที่นั่นเป็นสถานที่สกปรกโสโครก กลิ่นอายร้อนระอุจากหินวิญญาณอัคคีทรมานผู้คนอย่างยิ่ง
อยู่ไปนานๆ จิตใจจะรุ่มร้อนกระวนกระวาย จุดชีพจรในร่างกายจะถูกไฟเผาจนไหม้เกรียม มีโทษต่อการบำเพ็ญเพียรมากกว่าผลดี
จางหลิงซานกลับบอกว่าจะสร้างตำหนักที่นั่น แถมยังบอกว่าเป็นทำเลทองที่เผยซิงโต่วดูให้
ถ้าจางหลิงซานไม่ทำหน้าจริงจัง เขาคงนึกว่ากำลังล้อเล่น
"ที่แห่งนั้นมีประโยชน์มหาศาลต่อท่านเจ้าตำหนัก ท่านไม่ต้องถามมาก แค่ตอบว่าจะไปฆ่าจั่วชิวหวงกับท่านเจ้าตำหนักหรือไม่ ถ้ากลัวจั่วชิวหวงจนหัวหด ก็ไสหัวไปซะ ท่านเจ้าตำหนักไม่ต้องการท่าน"
เผยซิงโต่วกล่าวเสียงขรึม
เขารู้สึกว่าจางเสี่ยนเฟิงผู้นี้เรื่องมาก น่ารำคาญจริงๆ
ท่านเจ้าตำหนักเป็นอัจฉริยะเหนือโลกที่หมื่นปีจะมีสักคน สามารถช่วยจางเสี่ยนเฟิงออกมาจากเงื้อมมือจั่วชิวหวงและจั่วชิวอู๋หมิงได้ ก็เห็นชัดแล้วว่ามีวิชาดีแค่ไหน
ชาตินี้มีวาสนาได้ติดตามบุคคลที่ยิ่งใหญ่สะท้านฟ้าดินปานนี้ นับเป็นโชคมหาศาล
เจ้าจางเสี่ยนเฟิงยังไม่รีบน้อมรับคำสั่ง มัวแต่ถามซอกแซก แบบนี้คู่ควรจะรับใช้ท่านเจ้าตำหนักหรือ
"ฆ่า! ทำไมจะไม่ฆ่า ข้าจางเสี่ยนเฟิงไม่ใช่คนขี้ขลาดตาขาว!"
จางเสี่ยนเฟิงโกรธจัด
เผยซิงโต่วเจ้าเด็กเมื่อวานซืน กล้าเสียมารยาทกับข้าถึงเพียงนี้
ถ้าไม่เห็นแก่หน้าจางหลิงซานที่ให้ความสำคัญกับเจ้า จะสั่งสอนให้เข็ด
จางหลิงซานกล่าว "ท่านเทียดเฟิงอย่าโกรธเลย ท่านรองเจ้าตำหนักเผยเห็นจั่วชิวหวงวนเวียนค้นหาเราอยู่แถวนี้ กลัวว่าจะถูกเจอจนเสียโอกาสชิงลงมือ จึงใจร้อนใช้แผนยั่วยุท่าน ต้องรู้ว่าหากไม่ได้วิชาเคลื่อนภูผาเปลี่ยนตำแหน่งของท่านรองเจ้าตำหนักเผย พวกเราคงไม่มีเวลาพักฟื้นในถ้ำนี้หรอก"
จางเสี่ยนเฟิงเข้าใจความหมายแฝง รู้ว่าเผยซิงโต่วก็เป็นหนึ่งในผู้มีพระคุณช่วยชีวิต จึงประสานมือกล่าว "ขอบคุณท่านรองเจ้าตำหนักเผยที่ยื่นมือเข้าช่วย ผู้เฒ่าซาบซึ้งใจยิ่งนัก"
เผยซิงโต่วตอบ "ทุกอย่างทำเพื่อท่านเจ้าตำหนัก! ผู้อาวุโสเฟิง ตำหนักผู้คุมค้อนของเรายังขาดผู้คุมกฎที่สามารถคุมสถานการณ์ได้ ไม่ทราบว่าท่านยินดีจะรับตำแหน่งนี้หรือไม่?"
[จบแล้ว]