- หน้าแรก
- พวกเจ้าฝึกเป็นพันปี ระบบให้ข้ายืนเล่นแป๊บเดียวก็แซงแล้ว
- บทที่ 280 - เฉินโยวหมิง! ไปสืบมา
บทที่ 280 - เฉินโยวหมิง! ไปสืบมา
บทที่ 280 - เฉินโยวหมิง! ไปสืบมา
บทที่ 280 - เฉินโยวหมิง! ไปสืบมา
‘วิชาบ้าอะไรเนี่ย ทำไมมันยาวขนาดนี้...’
จางหลิงซานรู้สึกมึนหัวไปหมด
เขาไม่รู้ว่าตัวเองดูดซับกลิ่นอายวิชามานานแค่ไหนแล้ว แต่อย่างน้อยก็น่าจะหลายวัน
คนทั่วไป อย่าว่าแต่ชั้นเก้าเลย แค่ชั้นหนึ่งยังอยู่ได้ไม่กี่วัน
แต่คนอื่นเขาสามารถทำความเข้าใจวิชาฉบับสมบูรณ์ได้ภายในเวลาสั้นๆ
ทว่าเขาอยู่บนชั้นเก้ามาตั้งนาน กลับยังทำความเข้าใจวิชาฉบับสมบูรณ์ไม่ได้เลยสักวิชา
เล่นบ้าอะไรกันเนี่ย?
ก็แค่วิชาขอบเขตหลอมวิญญาณไม่ใช่รึ ด้วยฝีมือระดับเขา การทำความเข้าใจวิชาขอบเขตหลอมวิญญาณมันน่าจะง่ายเหมือนปอกกล้วยเข้าปากสิ
อย่าว่าแต่ขอบเขตหลอมวิญญาณเลย ตอนนี้ให้เขาข้ามขั้นไปทะลวงขอบเขตเปิดทวารก็ยังไหว
เพราะถ้าเทียบความเข้มข้นของพลังเลือดลมกับขอบเขตหลอมวิญญาณทั่วไป เขาผ่านเกณฑ์ไปนานแล้ว การทะลวงขอบเขตเปิดทวารก็เป็นเรื่องที่เป็นไปได้
ขณะที่จางหลิงซานกำลังก่นด่าความไม่ได้เรื่องของหอถ่ายทอดวิชาในใจ จู่ๆ เขาก็เกิดความรู้สึกบางอย่าง หยิบผลดีเหล็กออกมา
เขารู้สึกสังหรณ์ใจว่า ถึงเวลาแล้ว
ขอแค่กินผลดีเหล็กนี้ลงไป เขาจะทะลวงเข้าสู่ขอบเขตหลอมวิญญาณได้อย่างราบรื่น
กร้วม กร้วม
จางหลิงซานกัดผลดีเหล็กเคี้ยวกลืนลงท้องทีละคำ
วูบ
ความรู้สึกอบอุ่นแผ่ซ่านในท้องทันที
พลังปราณถุงน้ำดีอันลึกลับก่อตัวขึ้น ไหลเวียนพลุ่งพล่านไปทั่วร่างอย่างอิสระ
ในเวลานั้น จางหลิงซานไม่ได้จงใจโคจรวิชาใดๆ ราวกับร่างกายรู้หน้าที่ของมันเอง ชักนำพลังปราณถุงน้ำดีเข้าสู่เส้นชีพจร โคจรครบหนึ่งรอบใหญ่โดยธรรมชาติ
ปัง!
จางหลิงซานรู้สึกเหมือนโซ่ตรวนบางอย่างในร่างกายถูกกระชากขาด ราวกับสัตว์ร้ายที่ถูกขังพังทลายกรงขังออกมา กลิ่นอายพุ่งสูงขึ้นฉับพลัน จนอยากจะกู่ร้องออกมาให้สุดเสียง
ไม่สิ ไม่ใช่อยากจะ แต่เขาได้กู่ร้องออกมาแล้ว
เสียงนั้นไม่ได้เปล่งออกมาจากลำคอ แต่ดังก้องมาจากจิตวิญญาณ มาจากการสั่นสะเทือนของกล้ามเนื้อและกระดูกทั่วร่าง
อยู่นอกเหนือการควบคุม
เป็นไปตามธรรมชาติ
เหมือนสายน้ำที่ไหลลงสู่หน้าผา ด้วยความต่างระดับ ย่อมเกิดเสียงกระทบกึกก้อง
จางหลิงซานในตอนนี้ก็เหมือนน้ำตกที่ไหลย้อนกลับ
เสียงคำรามจากร่างกายพุ่งทะยานเสียดฟ้า กระแทกชั้นเมฆเหนือหอถ่ายทอดวิชาจนแตกกระจาย
วินาทีนั้น
ผู้คนทั่วลานหน้าหอถ่ายทอดวิชาต่างเงยหน้ามองด้วยความตกตะลึง
พวกขอบเขตห้าอวัยวะที่อ่อนแอถึงกับต้องยกมือปิดหู แววตาฉายแววไม่อยากจะเชื่อ
"ฝนตก?"
เฉินกวงถัวยกมือขึ้นรองน้ำฝน อุทานลั่น "ลุงเฟิงอวี้ชวนทะลวงขอบเขต ถึงกับก่อเกิดปรากฏการณ์ฟ้าดิน เสียงคำรามดุจสายฟ้า เรียกฝนเทลงมาอย่างหนัก"
"นั่นไม่ใช่ปรากฏการณ์ฟ้าดินอะไรหรอก แค่คลื่นเสียงกระแทกเมฆจนกลั่นตัวเป็นหยดน้ำฝน แล้วมาถึงปากเจ้าก็กลายเป็นฝนเทอย่างหนักซะงั้น"
เซี่ยงเหอส่ายหน้าแค่นเสียง
แม้ปากจะพูดดูถูก แต่แววตากลับฉายแววตื่นตระหนก
อย่างน้อย ตอนเขาทะลวงขอบเขตหลอมวิญญาณ ก็ไม่ได้มีเสียงดังเอิกเกริกขนาดนี้
แต่สำหรับเขา ความอลังการเป็นเรื่องรอง ถ้าเขาอยากได้ความอลังการ จะจ้างคนมาตีฆ้องร้องป่าวตอนทะลวงขอบเขตก็ได้
สิ่งที่ทำให้เขาตกใจคือ เฟิงอวี้ชวนผู้นี้อยู่บนชั้นเก้ามาสามวันแล้ว!
ใครๆ ก็รู้ว่ายิ่งอยู่นาน แรงผลักดันของหอถ่ายทอดวิชายิ่งรุนแรง
เขาเซี่ยงเหออยู่ชั้นสี่ได้สองวันก็ภูมิใจแทบแย่แล้ว
แต่คนผู้นี้อยู่ชั้นเก้ามาสามวัน
เทียบกันไม่ได้เลย
ห่างชั้นกันเกินไป
"คนผู้นี้ ก็งั้นๆ แหละ"
จางซิ่วเจี๋ยจู่ๆ ก็หัวเราะ วิจารณ์ออกมา
ทุกคนหันขวับไปมองด้วยความแปลกใจ
ล้อกันเล่นหรือเปล่า?
ระดับนี้เรียกงั้นๆ เจ้าจางซิ่วเจี๋ยยังขึ้นชั้นเก้าไม่ได้เลย ยังกล้าไปดูถูกเขาอีก
"พี่ซิ่วเจี๋ยพูดน่าสนใจ แต่ด้วยความใจกว้างของพี่ซิ่วเจี๋ย คงไม่ได้พูดเพราะอิจฉาหรอกมั้ง ต้องมีเหตุผลอื่นแน่ ลองอธิบายให้พวกเราฟังหน่อยสิ"
จ้าวเลี่ยเฟิงทำหน้าสงสัย ยิ้มถามอย่างขอความรู้
จางซิ่วเจี๋ยตอบเรียบๆ "ง่ายมาก แม้พวกเราจะไม่เคยขึ้นไปชั้นเก้า แต่ก็พอเดาได้ว่ากลิ่นอายมรรควิถีข้างบนนั้นเข้มข้นเพียงใด แต่คนผู้นี้ กลับใช้เวลาถึงสามวันกว่าจะทำความเข้าใจวิชาขอบเขตหลอมวิญญาณได้ แถมยังตื่นเต้นจนแหกปากร้องลั่น พรสวรรค์ในการเรียนรู้ต่ำเตี้ยเรี่ยดินแค่ไหน คิดดูเอาเอง"
"เอ่อ..."
เฉินกวงถัวและคนอื่นๆ ชะงัก เถียงไม่ออก
แม้แต่หลี่เหว่ยซานที่อยู่ฝั่งตรงข้าม ได้ยินคำวิจารณ์นี้ก็เหมือนโดนน้ำเย็นสาดใส่ หายตื่นเต้นเป็นปลิดทิ้ง
เมื่อกี้เขายังจะตะโกนว่าพี่ชวนของข้าไร้เทียมทานอยู่เลย ตอนนี้พูดไม่ออกสักคำ
"มองในมุมนี้ ที่พี่ซิ่วเจี๋ยพูดก็มีเหตุผล"
จ้าวเลี่ยเฟิงพยักหน้าเห็นด้วย แต่ก็ส่ายหน้าแย้ง "แต่ก็ไม่มีกฎข้อไหนบอกว่าขึ้นหอครั้งเดียวเรียนรู้ได้แค่วิชาเดียวนี่นา
"ไม่แน่ เขาอาจจะเรียนรู้ไปหลายวิชาแล้วก็ได้
"ยังไงซะที่นั่นก็เป็นชั้นเก้าที่มีกลิ่นอายวิชาเข้มข้นที่สุด
"และเขาก็อยู่มาตั้งสามวัน
"จริงสิ คนล่าสุดที่ขึ้นถึงชั้นเก้าคือใครนะ มีใครรู้บ้าง?"
จ้าวเลี่ยเฟิงสะบัดพัดจีบกางออก กวาดตามองรอบๆ ด้วยรอยยิ้ม ทำท่าเหมือนเตรียมจะเริ่มบรรยายถ้าไม่มีใครรู้
ฮวาอู๋เย่ว์เอ่ยขึ้น "ถ้าจำไม่ผิด คนล่าสุดน่าจะเป็นอันดับสิบในทำเนียบสวรรค์ เฉินโยวหมิง"
เฉินโยวหมิง!
ได้ยินชื่อนี้ คนส่วนใหญ่ต่างตกใจ เห็นได้ชัดว่าคาดไม่ถึงว่าจะเป็นคนผู้นี้
แต่คนผู้นี้ เขาเป็นคนของหน่วยปราบปรามปีศาจจงโจวรึ ถึงมีสิทธิ์ขึ้นหอถ่ายทอดวิชา?
พั่บ!
จ้าวเลี่ยเฟิงหุบพัด ยิ้มร่า "สมกับเป็นน้องอู๋เย่ว์ รอบรู้จริงๆ ใช่แล้ว เขาคือเฉินโยวหมิง ผู้ก่อตั้งสำนักโยวหมิงด้วยตัวคนเดียว และเป็นคู่ปรับตัวฉกาจของเฟิงตู จนได้รับฉายาว่า จักรพรรดิโยวหมิง!"
มีคนสงสัยถาม "เฉินโยวหมิงมาจากเฟิงตูไม่ใช่รึ แม้ไม่รู้ว่าทำไมถึงแยกตัวออกมา แต่ก็ไม่น่าจะเกี่ยวกับหน่วยปราบปรามปีศาจของเรา แล้วทำไมเขาถึงขึ้นหอถ่ายทอดวิชาของเราได้?"
"คำถามนี้ดีมาก!"
จ้าวเลี่ยเฟิงมองคนถามด้วยสายตาชื่นชม แล้วยิ้มตอบ "ส่วนทำไมนั้น เจ้าไปถามเฉินโยวหมิงเอาเองเถอะ อย่ามาถามข้า ข้าจะไปรู้ได้ไง"
"เอ่อ..."
ทุกคนถึงกับพูดไม่ออก
ไม่รู้แล้วจะพูดทำไม นึกว่ารู้ลึกรู้จริงซะอีก
ฮวาอู๋เย่ว์กล่าว "เรื่องพวกนี้มันนานมากแล้ว สมัยนั้นยังพูดกันไม่ชัดเจน นับประสาอะไรกับตอนนี้ แต่มีคนบอกว่าที่เฉินโยวหมิงอยู่อันดับสิบในทำเนียบสวรรค์ ไม่ใช่เพราะฝีมือเขาแค่อันดับสิบ แต่เป็นเพราะเขาลึกลับมาก ไม่ชอบออกหน้า เลยจัดให้ไว้อันดับสิบ"
"ถูกต้อง!"
จ้าวเลี่ยเฟิงเสริม "อันดับสิบนี้ เป็นจุดแบ่งเขต ต่ำกว่าสิบคือระดับหนึ่ง เหนือกว่าสิบคืออีกระดับหนึ่ง ตอนนี้เรารู้แค่อย่างเดียวคือ เฉินโยวหมิงที่เคยขึ้นชั้นเก้า อยู่ในระดับเหนือกว่าสิบ ซึ่งก็คือระดับสูงสุดของราชวงศ์ต้ายวี่"
คำพูดต่อจากนี้ ไม่ต้องพูดก็เข้าใจตรงกัน
เฉินโยวหมิงคนก่อนที่ขึ้นชั้นเก้า ได้ก้าวสู่จุดสูงสุด เป็นชนชั้นนำของราชวงศ์ต้ายวี่
งั้นเฟิงอวี้ชวนที่ขึ้นชั้นเก้าคนนี้ จะห่างไกลจากจุดนั้นไหม?
อย่างน้อยก็พิสูจน์ได้ว่าพรสวรรค์ของเขา เทียบเคียงเฉินโยวหมิงได้แล้ว
ศักยภาพของเขา ไม่ต้องพูดถึงว่าเหนือกว่าคนทั้งใต้หล้าไหม แต่อย่างน้อยก็เหนือกว่าทุกคนที่อยู่ที่นี่
"ที่แท้การขึ้นถึงชั้นเก้า ก็เท่ากับมีศักยภาพที่จะก้าวสู่จุดสูงสุด"
"ลุงเฟิงอวี้ชวนสุดยอดจริงๆ"
"พวกเราถือว่าเป็นสักขีพยานการถือกำเนิดของตำนานบทใหม่เลยนะเนี่ย"
ผู้คนต่างทอดถอนใจด้วยความชื่นชม
แต่ก็มีคนไม่พอใจ กระซิบเสียงเปรี้ยวจี๊ด "จะก้าวสู่จุดสูงสุดได้ไหม ยังมีหนทางอีกยาวไกล ถ้าตายกลางทาง ก็เป็นแค่ดอกไม้ไฟวูบเดียว"
คนพูดไม่ใช่จางซิ่วเจี๋ย แต่เป็นใครก็ไม่รู้
แต่พอพูดจบ เขาก็รีบหดหัว เพราะสายตาประชาชีจ้องเขม็งมาที่เขา
"ปัญญาอ่อน"
จ้าวเลี่ยเฟิงแค่นเสียง "ขึ้นถึงชั้นเก้าได้ เจ้าคิดว่าจะมีจอมยุทธ์ขอบเขตเปิดชีพจรของหน่วยปราบปรามปีศาจมารับเป็นศิษย์ไหมล่ะ?"
คนคนนั้นก้มหน้างุดด้วยความอับอาย ไม่กล้าพูดอะไรอีก
แน่นอนว่าต้องมีจอมยุทธ์ขอบเขตเปิดชีพจรมาแย่งตัว
ขนาดพวกเขาที่เพิ่งผ่านการคัดเลือกทูตปราบมาร ยังมีสิทธิ์ถูกรับเป็นศิษย์ นับประสาอะไรกับอัจฉริยะที่โผล่มาแบบไม่มีปี่มีขลุ่ยคนนี้
ปัญหาเดียวคือ
ใครมีคุณสมบัติพอจะเป็นอาจารย์เขา?
นี่คืออัจฉริยะระดับเดียวกับเฉินโยวหมิงเชียวนะ
ดูจากศักยภาพในอนาคต ระดับเปิดชีพจรยังไม่คู่ควร อย่างน้อยต้องเป็นระดับเดียวกับเฉินโยวหมิงถึงจะมีสิทธิ์
แต่นี่ไม่ใช่ปัญหาที่พวกเขาต้องกังวล
แต่เป็นปัญหาที่ผู้บริหารระดับสูงของหน่วยปราบปรามปีศาจต้องขบคิด
อย่างที่จ้าวเลี่ยเฟิงคิด ในขณะนี้ ภายในตำหนักถ่ายทอดวิชาที่อยู่นอกลานกว้าง เต็มไปด้วยผู้คน
ตำหนักถ่ายทอดวิชา ปกติจะไม่เปิดใช้งาน
เพราะผู้มีสิทธิ์รับการถ่ายทอดวิชา แค่ส่งไปที่หอถ่ายทอดวิชาก็พอ ไม่ต้องรบกวนเหล่าอาวุโสผู้ถ่ายทอดวิชาให้ออกโรง
เฉพาะผู้ที่มีพรสวรรค์สูงส่งจริงๆ เท่านั้น ถึงจะมีสิทธิ์ให้คนในตำหนักถ่ายทอดวิชามาแย่งตัวกัน
แต่ถึงอย่างนั้น ปกติอย่างมากก็มีแค่สามคนมาแย่งกัน
แต่วันนี้ อาวุโสทั้งสิบสองคนมากันพร้อมหน้า ไม่ใช่แค่หายาก แต่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน
แม้แต่เฉินโยวหมิงในตอนนั้นก็ยังไม่มีบุญวาสนาขนาดนี้
แต่สาเหตุที่วันนี้เกิดปรากฏการณ์ประหลาดเช่นนี้ ก็เพราะความสำเร็จของเฉินโยวหมิงมันสูงส่งเกินไป ทำให้ทุกคนตระหนักได้ว่าการขึ้นชั้นเก้าของหอถ่ายทอดวิชานั้นมีมูลค่ามหาศาลเพียงใด
หากได้รับเฟิงอวี้ชวนเป็นศิษย์ ก็เท่ากับได้ขุมทรัพย์มหาศาล
ไม่แน่ว่า ในอนาคตเมื่อศิษย์ทะลวงขอบเขตสำเร็จ พวกเขาก็อาจจะได้รับอานิสงส์ให้ก้าวสู่ระดับสูงสุดนั้นไปด้วย
ใครบ้างจะไม่หวั่นไหว?
"ทุกท่าน โปรดอยู่ในความสงบ"
ชายชราผู้เป็นประธานในที่ประชุมเอ่ยขึ้นช้าๆ
ชายผู้นี้ผมขาวโพลน ดวงตาขุ่นมัว ดูเหมือนไม้ใกล้ฝั่ง แต่คำพูดเรียบๆ ของเขา กลับดังก้องไปทั่วตำหนัก ราวกับคลื่นเสียงซัดสาด
ใครที่ถูกคลื่นเสียงกระทบ ต่างรีบหุบปาก ไม่กล้าพูดแทรกแม้แต่คำเดียว
"ดีมาก ขอบคุณทุกท่านที่ยังไว้หน้าคนแก่อย่างข้า"
ชายชราผมขาวอมยิ้ม
อาวุโสทั้งสิบสองรีบประสานมือคารวะ "ท่านเจ้าตำหนักโปรดระงับโทสะ เป็นพวกเราที่เสียมารยาท"
ชายชราผมขาวโบกมือ "นั่งลงเถอะ ยืนค้ำหัวกันแบบนี้ เดี๋ยวใครมาเห็นจะหาว่าข้ารังแกเด็ก"
"ขอรับ"
ทุกคนรีบนั่งลง
ชายชราผมขาวกล่าว "ชั้นเก้าของหอถ่ายทอดวิชา มีคนขึ้นไปได้อีกครั้ง โดยมีตัวอย่างจากเฉินโยวหมิง ข้าเข้าใจดีว่าพวกท่านรีบร้อนมากันเพราะอยากจะชุบมือเปิบ"
เหล่าอาวุโสยิ้มเจื่อนๆ
เรื่องชุบมือเปิบรู้กันอยู่ในใจ พอโดนจี้จุดเข้าก็อดหน้าบางไม่ได้
แต่พวกนี้หนังหน้าหนากันทั้งนั้น แป๊บเดียวก็กลับมาทำหน้าปกติ
"แต่ทว่า!"
เจ้าตำหนักเฒ่าเปลี่ยนน้ำเสียง เคร่งขรึมขึ้น "ก็เพราะมีบทเรียนจากเฉินโยวหมิง ดังนั้น จะยอมให้เกิดเรื่องแบบเฉินโยวหมิงซ้ำสองไม่ได้เด็ดขาด! ข้าขอถาม พวกเจ้ารู้ไหมว่าคนผู้นี้ชื่อแซ่อะไร มีที่มาที่ไปอย่างไร?"
เหล่าอาวุโสมองหน้ากันเลิ่กลั่ก สุดท้ายก็นั่งนิ่งเงียบกริบ
พวกเขาจะไปรู้ได้ไงว่าอีกฝ่ายเป็นใครมาจากไหน
แค่ได้ยินข่าวก็รีบบึ่งมาแล้ว
อย่างมากก็รู้แค่ว่าคนผู้นี้ชื่อเฟิงอวี้ชวน
แต่เห็นชัดๆ ว่าเจ้าตำหนักเฒ่าไม่ได้สนใจชื่อแซ่ แต่สนใจที่มาที่ไป
ขืนตอบแค่ชื่อไป ไม่เท่ากับแกว่งปากหาเท้าเหรอ
ทุกคนต่างแก่จนเป็นจิ้งจอกเฒ่า ไม่มีใครโง่ไปรับลูกเจ้าตำหนักหรอก
ดังนั้นการเงียบคือคำตอบที่ดีที่สุด
"ไม่รู้กันเลยรึ?"
เจ้าตำหนักเฒ่าแค่นเสียง "ไม่รู้อะไรเลยแล้วยังจะหน้าตื่นวิ่งมากันทำไม ออกไป ไปสืบมา! ใครสืบได้ละเอียดที่สุด ขุดคุ้ยได้ลึกที่สุด ถึงจะมีสิทธิ์อยู่ที่นี่"
ทุกคนอึ้ง
ยังมีไม้นี้อีกเหรอ
พวกเขาเป็นอาวุโสผู้ถ่ายทอดวิชา หน้าที่คือรับศิษย์ถ่ายทอดวิชา เรื่องสืบสวนสอบสวนไม่ใช่เรื่องถนัดนะ
"ยังนั่งบื้อกันทำไม? จะรอให้คนแก่อย่างข้าไปสืบมาป้อนใส่ปากพวกเจ้าหรือไง?"
เจ้าตำหนักเฒ่ากล่าวเสียงเย็น
เหล่าอาวุโสรีบลุกขึ้น ขอตัวลาจากไปอย่างรวดเร็ว
ต่อให้ไม่ถนัดเรื่องสืบสวน แต่ด้วยฐานะและฝีมือระดับพวกเขา การจะไหว้วานศิษย์เก่าให้ช่วยสืบ เป็นเรื่องง่ายยิ่งกว่าพลิกฝ่ามือ
ความจริงแล้ว ให้อาวุโสคนไหนไปสืบ ก็สืบประวัติเฟิงอวี้ชวนได้สบายๆ
หรือแค่เจ้าตำหนักเฒ่าเอ่ยปากคำเดียว ประวัติของเฟิงอวี้ชวนก็จะถูกส่งมาถึงมือภายในหนึ่งก้านธูป
เผลอๆ เจ้าตำหนักเฒ่าอาจจะมีประวัติของเฟิงอวี้ชวนอยู่ในมือแล้วก็ได้
แต่เขายังยืนกรานจะเล่นใหญ่ ให้อาวุโสทั้งสิบสองคนไปช่วยกันสืบ เห็นได้ชัดว่าเขาต้องการข้อมูลที่ลึกกว่านั้น
และต้องการการตรวจสอบไขว้
อาวุโสสิบสองคน ต่างคนต่างใช้เส้นสายของตัวเอง ลองคิดดูสิว่าเครือข่ายจะกว้างขวางแค่ไหน จุดตัดของข้อมูลจะมีมากเท่าไหร่
และข้อมูลที่ซ้ำกันจากการตรวจสอบไขว้ ย่อมเป็นความจริง
ด้วยวิธีนี้ ก็จะสามารถตรวจสอบที่มาที่ไปของคนผู้นี้ได้อย่างรวดเร็ว
"เฟิงอวี้ชวน แซ่เฟิง ไปสืบ!"
"อวี้ชวน มีสถานที่ไหนที่มีคำว่าอวี้ หรือคำว่าชวน ไปสืบ!"
"ชื่อเฟิงอวี้ชวนนี่เป็นชื่อจริงหรือไม่ ไปสืบ!"
"ใครพาเฟิงอวี้ชวนมา ไปสืบ!"
"ป้ายแต้มผลงานของเขามาจากไหน สืบ!"
"..."
ในขณะที่การตรวจสอบตัวตนของจางหลิงซานกำลังดำเนินไปอย่างเข้มข้นดุเดือด
จางหลิงซานผู้เป็นต้นเรื่อง กลับไม่รู้อีโหน่อีเหน่ ยังคงพยายามดูดซับกลิ่นอายวิชาในหอถ่ายทอดวิชาอย่างขะมักเขม้น
เหมือนเช่นเคย กินไป ทำความเข้าใจไป
กินไปกินมา จู่ๆ ก็เกิดปัญญาญาณ รู้ว่าถึงเวลาแล้ว จึงหยิบยาบำรุงกระเพาะออกมา
นี่คือยาบำรุงกระเพาะที่ได้จากถุงสมบัติในแดนทดสอบ และได้มาจากเผยซิงโต่ว
อึก
เขากลืนยาทั้งขวดลงคอในคำเดียว
[จบแล้ว]