เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 210 - ท่านฉานฝัวเหลียนขอความช่วยเหลือ! เซี่ยโหวเกอหนีตาย

บทที่ 210 - ท่านฉานฝัวเหลียนขอความช่วยเหลือ! เซี่ยโหวเกอหนีตาย

บทที่ 210 - ท่านฉานฝัวเหลียนขอความช่วยเหลือ! เซี่ยโหวเกอหนีตาย


บทที่ 210 - ท่านฉานฝัวเหลียนขอความช่วยเหลือ! เซี่ยโหวเกอหนีตาย

"เจ้าทำอะไร!"

ปรมาจารย์ฉานฝัวเหลียนเห็นจางหลิงซานเก็บคัมภีร์แท้ไร้อักษรไป ไม่มีความคิดจะส่งมาให้เขาเลยแม้แต่น้อย ก็โกรธจัด

จางหลิงซานทำหน้าประหลาดใจ "ทำอะไรคืออะไร"

ปรมาจารย์ฉานฝัวเหลียนตะคอกเสียงขรึม "นั่นคือคัมภีร์แท้ไร้อักษรของข้า เหตุใดเจ้าจึงเก็บไว้เอง ยังไม่รีบส่งขึ้นมาให้ข้าอีก"

"ใครว่าเป็นคัมภีร์แท้ไร้อักษรของเจ้า เจ้าเรียกมันแล้วมันขานรับหรือเปล่าเล่า"

จางหลิงซานยิ้มเยาะ ขี้เกียจจะต่อปากต่อคำกับเขา เก็บของประมูลชิ้นอื่นๆ ใส่กระเป๋าต่อไป

ไม่ว่าจะเป็นคัมภีร์แท้ไร้อักษรหรือของอะไรก็ตาม เมื่อเข้ามาอยู่ในกระเป๋าของเขาจางหลิงซานแล้ว ไม่มีทางที่จะคายออกมาหรอก

ยิ่งไปกว่านั้นเขากับปรมาจารย์ฉานฝัวเหลียนก็มีความแค้นต่อกัน การที่ไม่เอาคัมภีร์แท้ไร้อักษรทุบหัวอีกฝ่ายก็ถือว่าไว้หน้ามากแล้ว ปรมาจารย์ฉานฝัวเหลียนยังจะมาเรียกร้องอะไรอีก

"เจ้าลนหาที่ตาย!"

ปรมาจารย์ฉานฝัวเหลียนคำรามลั่น

พระอิฐพระปูนยังมีโทสะ นับประสาอะไรกับพุทธบุตรผู้สูงส่งเช่นเขา

ตูม!

เสียงระเบิดดังขึ้น กลางอากาศปรากฏพระพุทธรูปปางพิโรธองค์มหึมา ฟาดฝ่ามือใส่จางหลิงซาน

ครืน!

ฟ้าถล่มดินทลาย

ฝ่ามือนี้ราวกับจะทำลายล้างโลก ทุบทำลายแท่นประมูลใต้เท้าจางหลิงซานจนแหลกเป็นผุยผงในพริบตา แม้แต่แขกในโถงที่อยู่ใกล้แท่นประมูลก็ถูกลูกหลงบาดเจ็บ

คนที่ฝีมือดีหน่อยก็ยังพอรักษาชีวิตไว้ได้

คนที่อ่อนแอก็กลายเป็นเนื้อบด ตายฟรีไปตามระเบียบ

"หนีเร็ว!"

ไม่รู้ใครตะโกนขึ้น

สถานการณ์เช่นนี้ งานประมูลคงดำเนินต่อไปไม่ได้แล้ว เรียกว่าเคราะห์ซ้ำกรรมซัด ไม่รีบหนีตอนนี้ จะรอความตายหรือ

"บัดซบ ซวยชะมัด"

"นึกว่าสมาพันธ์การค้าหนานไห่จะแน่แค่ไหน ที่แท้ก็ถูกคนบุกมาฆ่าถึงถิ่นซ้ำแล้วซ้ำเล่า แม้แต่ของประมูลยังรักษาไว้ไม่ได้"

"สมาพันธ์การค้าหนานไห่จบเห่แล้ว วันหน้าใครจะกล้ามาอีก คงไม่มีที่ยืนในแคว้นอวี้แล้วล่ะ"

"แต่ข้ายังมีหยกหนานไห่เหลืออยู่ตั้งเยอะ กลายเป็นเศษหินไปหมดแล้วสิ"

"เฮ้อ..."

ผู้คนต่างถอนหายใจ หนีออกจากโถงประมูลไปบ่นกระปอดกระแปด หรือไม่ก็ด่าทอด้วยความโกรธแค้น

แต่ทั้งหมดนี้ ไม่เกี่ยวกับปรมาจารย์ฉานฝัวเหลียนที่อยู่ในโถง

อย่าว่าแต่ทุกคนหนีไปหมดแล้ว ต่อให้ยังไม่หนี เขาก็จะไม่ยั้งมือ

ไม่เคยมีใครกล้าแย่งของจากเขา ปรมาจารย์ฉานฝัวเหลียน

ไม่ว่าเจ้าหน้ากากทองสัมฤทธิ์ชุดขาวนี่จะเป็นใคร เขาจะสับมันเป็นหมื่นชิ้น!

"พระพุทธองค์ตรึงร่างสี่ทิศ"

ปรมาจารย์ฉานฝัวเหลียนพึมพำ นั่งขัดสมาธิลอยตัวอยู่เหนือจีวรแดง สองมือทำปางปัญญา ปากสวดคาถาที่ซับซ้อน

ปัง ปัง ปัง!

ปรากฏเงาพระพุทธรูปองค์ใหญ่ขึ้นอีกสามองค์ ที่ด้านหลัง ด้านซ้าย และด้านขวาของจางหลิงซาน

เหมือนกับพระพุทธรูปองค์หน้าเขาแทบจะพิมพ์เดียวกัน เปล่งแสงสีทองเจิดจ้า ดวงตาเบิกโพลงด้วยความโกรธ ฟาดฝ่ามือเข้าใส่เขาอย่างรุนแรง

ในชั่วพริบตานั้น

ทั้งสี่ทิศ หน้า หลัง ซ้าย ขวา ล้วนถูกเงาฝ่ามือพระพุทธรูปปกคลุม ราวกับกรงขังฝ่ามือขนาดยักษ์ ห่อหุ้มจางหลิงซานไว้อย่างแน่นหนา

ไม่ว่าเขาจะหลบหลีกอย่างไร ก็ไม่อาจหนีพ้น

นอกจากรับต้านตรงๆ

‘แปลงคลั่งอสูร’

จางหลิงซานคิดในใจ รีบใช้วิชาปีศาจทันที

แต่เขาไม่ได้ขยายร่างใหญ่โตในคราวเดียว แต่ค่อยๆ ขยายร่าง ให้พลังฝ่ามือของอีกฝ่ายซึมซับเข้าสู่ร่างกายของเขา เติมเต็มช่องว่างที่เกิดขึ้นในขณะที่ร่างกายขยายตัว สร้างภาพลวงตาว่าเขาสามารถดูดซับพลังของอีกฝ่ายได้

เป็นท่าเดียวกับที่เขาเคยใช้กับเซี่ยโหวเกอ

ตอนนั้น ขนาดเซี่ยโหวเกอรู้ว่าจางหลิงซานไม่ใช่ศัตรู ยังตกใจแทบแย่

ขณะนี้

ปรมาจารย์ฉานฝัวเหลียนสัมผัสได้ว่าพลังฝ่ามือที่พระพุทธองค์ตรึงร่างสี่ทิศซัดออกไปถูกดูดซับจนหายไป ก็หน้าถอดสี หยุดสวดคาถาทันที

ยอดฝีมือประมือกัน เพียงชั่วพริบตา ก็ตัดสินแพ้ชนะ

ฟุบ!

จางหลิงซานฉวยโอกาสพุ่งออกจากวงล้อมของพระพุทธองค์ตรึงร่างสี่ทิศ พุ่งทะลุหน้าต่างห้องส่วนตัวของปรมาจารย์ฉานฝัวเหลียน เข้าประชิดตัวดุจสายฟ้าฟาด

โฮก!

เสียงคำรามดังขึ้น ผสมผสานเสียงคำรามของเสือและเสือดาว และเสียงฟ้าร้อง

ปรมาจารย์ฉานฝัวเหลียนตกใจหน้าซีดเผือด แต่ไม่ตื่นตระหนกจนทำอะไรไม่ถูก ปากเปล่งเสียงสันสกฤต "โอม!"

เปรี้ยง!

เสียงนี้ดุจสายฟ้าฟาดดังขึ้นในสมองของจางหลิงซาน ทำให้เขาชะงักไปชั่วครู่

และในชั่วครู่นั้น ร่างของปรมาจารย์ฉานฝัวเหลียนก็พุ่งหนีออกจากประตูห้อง

จางหลิงซานทำได้เพียงเอื้อมมือไปคว้าจีวรแดงที่ห่อหุ้มร่างอีกฝ่ายไว้อย่างรีบร้อน

"ขวางมันไว้!"

ปรมาจารย์ฉานฝัวเหลียนกรีดร้อง

จีวรแดงราวกับมีชีวิต เลื้อยพันขึ้นไปตามแขนของจางหลิงซาน มัดแขนขวาของเขาไว้แน่น

ตุบ

ร่างกายซีกขวาของจางหลิงซานหนักอึ้ง เกือบจะล้มคว่ำ

ที่แท้จีวรแดงนี้ ทันทีที่มัดแขนขวาเขา ก็ปลดปล่อยพลังประหลาดดึงเขาลงสู่พื้นอย่างแรง

หากไม่ใช่เพราะร่างกายของจางหลิงซานแข็งแกร่งเหนือมนุษย์ แรงดึงนี้ถ้าไม่กระชากแขนเขาจนขาด ก็คงดึงเขาลงไปกองกับพื้น ให้ปรมาจารย์ฉานฝัวเหลียนกลับมาฆ่าได้ง่ายๆ

‘ขนาดนี้ยังไม่ได้ผล!?’

ปรมาจารย์ฉานฝัวเหลียนมองภาพนี้ด้วยความตกตะลึง

นึกว่าใช้จีวรแดงลอบกัดทีเดียว จะมีโอกาสพลิกสถานการณ์ ใครจะคิดว่าอีกฝ่ายแข็งแกร่งเกินคาด

แคว่ก

เมื่อเห็นจีวรแดงถูกอีกฝ่ายใช้นิ้วเหล็กแหลมคมฉีกขาด ปรมาจารย์ฉานฝัวเหลียนก็กระอักเลือดออกมาคำหนึ่ง ไม่กล้ารรอช้าอีกต่อไป รีบหนีสุดชีวิต

"จะหนีไปไหน รับฝ่ามือข้า!"

จางหลิงซานตะโกนลั่น ยกฝ่ามือซ้ายขึ้น ไม่สนใจจีวรที่พันแขนขวาอีก ฟาดใส่แผ่นหลังของปรมาจารย์ฉานฝัวเหลียนอย่างแรง

ปัง ปัง ปัง ปัง!

ชั่วพริบตา

เงาฝ่ามือขนาดมหึมาเต็มท้องฟ้า ห่อหุ้มปรมาจารย์ฉานฝัวเหลียนไว้จากทุกทิศทาง

นี่คือ ฝ่ามือยูไล!

วิชานี้ จางหลิงซานได้มาจากการหลอมรวมวิชาหมัด ฝ่ามือ และดรรชนีมากมาย รวมถึงฝ่ามือเจ้าแม่กวนอิมพันมือของเหอเชียนโส่วด้วย

อานุภาพ ถือว่าเป็นที่สุดในบรรดาวิชาที่เขาเชี่ยวชาญในตอนนี้

จะว่าเก่งกาจแค่ไหน ก็คงไม่ถึงขั้นวิเศษ เพราะต่อให้หลอมรวมวิชาของปุถุชนมากเพียงใด ก็ยังคงเป็นวิชาของปุถุชน

แต่ทว่า ต่อให้เป็นวิชาของปุถุชน หากผู้ใช้ไม่ธรรมดา วิชานั้นก็ย่อมไม่ธรรมดา

และจางหลิงซาน ก็คือผู้ที่ไม่ธรรมดาที่สุดในบรรดาจอมยุทธ์ปุถุชน

ปัง ปัง ปัง ปัง ปัง!

เผชิญหน้ากับเงาฝ่ามืออันทรงพลังที่ถาโถมเข้ามาจากรอบทิศ ปรมาจารย์ฉานฝัวเหลียนรีบล้วงระฆังใบเล็กออกมาจากเอว โยนขึ้นไปกลางอากาศ ปากพึมพำร่ายคาถา

วูบ!

ระฆังใบเล็กขยายใหญ่ขึ้นตามแรงลม ลอยอยู่เหนือศีรษะของปรมาจารย์ฉานฝัวเหลียน ปลดปล่อยเงาระฆังทองคำครอบคลุมร่างเขาไว้

ไม่ว่าเงาฝ่ามือจะมากมายเพียงใด ก็ไม่อาจเจาะทะลุเงาระฆังทองคำได้แม้แต่น้อย

แต่ จางหลิงซานไม่ใส่ใจ

เพราะเมื่อเงาฝ่ามือกระทบเงาระฆังทองคำ ระฆังใบเล็กเหนือศีรษะปรมาจารย์ฉานฝัวเหลียนก็สั่นสะเทือนไม่หยุด

ยิ่งเงาฝ่ามือตกกระทบมากเท่าไหร่ อีกไม่นาน ยันต์ระฆังทองคำย่อมต้องแตกสลาย

เมื่อถึงเวลานั้น ปรมาจารย์ฉานฝัวเหลียนก็ต้องรับฝ่ามืออันหนักหน่วงเหล่านี้ด้วยตัวเอง

ปรมาจารย์ฉานฝัวเหลียนย่อมรู้ดี จึงตะโกนร้องอย่างร้อนรน "ศิษย์พี่มู่ วัดแสงทองและสำนักเต้ากวงเป็นพันธมิตรกัน ท่านยังไม่ลงมือช่วยข้าอีกหรือ"

"ไม่ได้!"

ในห้องส่วนตัว มู่หงเหว่ยยังไม่ทันเอ่ยปาก เซี่ยโหวเกอก็ร้องห้าม "ศิษย์พี่มู่ ฉานฝัวเหลียนอวดดี ไปหาเรื่องคนอื่น ไม่เกี่ยวกับพวกเรา การไปช่วยเขาสู้รบ ไม่มีประโยชน์กับเรา มีแต่จะสร้างศัตรูเพิ่ม ศิษย์พี่มู่ต้องไตร่ตรองให้ดีนะขอรับ"

ไม่แปลกที่เขาจะตื่นเต้น

เพราะเขาเห็นวิธีการที่จางหลิงซานรับมือกับพระพุทธองค์ตรึงร่างสี่ทิศ ทำให้นึกถึงตอนที่เขาถูกจางหลิงซานดูดซับพลังเวทย์

แม้จะเป็นไปได้สูงว่าเขาตาฝาด หรือรู้สึกไปเอง

แต่ไม่ว่าอีกฝ่ายจะเป็นจางหลิงซานหรือไม่ ก็พิสูจน์ได้ว่าคนที่สู้กับปรมาจารย์ฉานฝัวเหลียนนั้นเป็นยอดฝีมือ

สำนักเต้ากวงของพวกเขาจะเข้าไปยุ่งเกี่ยวโดยไม่มีเหตุผล หาเรื่องใส่ตัวทำไม

เพียงเพราะปรมาจารย์ฉานฝัวเหลียนเรียกท่านว่าศิษย์พี่มู่งั้นหรือ

ต้องรู้ว่าด้วยนิสัยเย่อหยิ่งของปรมาจารย์ฉานฝัวเหลียน หากไม่ถึงคราวเป็นตายจริงๆ มีหรือจะเรียกท่านว่าศิษย์พี่มู่ แค่เรียกว่ามู่หงเหว่ยก็ถือว่าเกรงใจมากแล้ว

และยอดฝีมือที่สามารถไล่ต้อนปรมาจารย์ฉานฝัวเหลียนจนมุมได้ขนาดนี้ มีหรือจะกลัวมู่หงเหว่ยอย่างท่าน

หากท่านฆ่าอีกฝ่ายไม่ได้ นั่นก็คือศัตรูคู่อาฆาตตลอดชีวิต และยังดึงความเกลียดชังมาสู่สำนักเต้ากวงด้วย

ดังนั้น ห้ามลงมือเด็ดขาด

"หุบปาก! ศิษย์พี่มู่จะทำอะไร ต้องให้เจ้ามาสาระแนด้วยหรือ"

ชายหน้ายาวข้างๆ ตวาดลั่น

คนอื่นๆ ก็รีบผสมโรง "ใช่แล้ว เซี่ยโหวเกอ เจ้ามีสถานะอะไร มีสิทธิ์อะไรมาพูด"

"ถ้าไม่เห็นว่าเจ้าน่าสมเพช เจ้าไม่มีสิทธิ์มายืนอยู่กับพวกเราด้วยซ้ำ"

"ใช่ เจ้าเป็นศิษย์พี่พาพวกกัวเหม่ยจวิน เย่ยีถง เจี่ยนเส้าออกมา แล้วเหลือกลับไปแค่คนเดียว เจ้ายังจะกล้ามาพูดจาข่มขู่ที่นี่อีกหรือ"

"ศิษย์พี่มู่ฝีมือระดับไหน ขอเพียงลงมือ มารร้ายต้องตายแน่นอน ที่บอกว่าสร้างศัตรูเพิ่ม มันตายไปแล้ว จะเป็นศัตรูได้ยังไง"

ผู้คนต่างพากันด่าทอเซี่ยโหวเกอว่าไม่เจียมตัว และยกยอปอปั้นมู่หงเหว่ยราวกับเทพเจ้าจุติ

ราวกับว่าขอเพียงมู่หงเหว่ยลงมือ ก็สามารถกำหนดชะตาได้

ปรมาจารย์ฉานฝัวเหลียนสู้ไม่ได้ นั่นเพราะปรมาจารย์ฉานฝัวเหลียนฝีมือไม่ถึง

จะเอามาเทียบกับศิษย์พี่มู่หงเหว่ยได้อย่างไร

พรึ่บ!

มู่หงเหว่ยลุกขึ้นยืน ใบหน้าประดับรอยยิ้มมั่นใจ ถูกยกยอจนตัวลอย กล่าวว่า "ศิษย์น้องทั้งหลายกล่าวเกินไปแล้ว คนผู้นี้สามารถกดดันศิษย์น้องฉานฝัวเหลียนได้ แสดงว่าฝีมือไม่ธรรมดา ไม่ใช่สิ่งที่ข้าจะจัดการได้ในหอกเดียว แต่ก็คงไม่เกินหอกที่สาม"

"ศิษย์พี่มู่เกรียงไกร!"

"สมกับเป็นศิษย์พี่มู่"

"นี่คือหอกราชันย์ หอกเดียวสยบหล้า!"

"ฉานฝัวเหลียนโชคดีจริงๆ วันนี้ถ้าไม่มีศิษย์พี่มู่อยู่ด้วย เขาตายแน่"

"ข้าว่าฉานฝัวเหลียนควรกราบไหว้ศิษย์พี่มู่นะ"

"..."

เซี่ยโหวเกอมองดูคนเหล่านี้ด้วยความตกตะลึง พูดไม่ออกแม้แต่คำเดียว

นี่คือผู้ติดตามคนสนิทที่มู่หงเหว่ยรวบรวมมาตลอดหลายปีนี้หรือ

เขาเซี่ยโหวเกอยังคิดว่าคนที่ติดตามศิษย์พี่มู่หงเหว่ยได้ ล้วนต้องเป็นยอดคนผ่านการคัดกรองมาแล้ว อย่างน้อยก็ต้องเก่งกว่าเขาเซี่ยโหวเกอสิ

แต่ตอนนี้ดูเหมือนว่า เขาคิดผิด ผิดมหันต์!

เจ้าพวกนี้ไม่เพียงแต่ไร้ฝีมือ ยังตาบอด สิ่งเดียวที่มีคือความสามารถในการประจบสอพลอ

มู่หงเหว่ยถูกคนพวกนี้ยกยอจนลืมกำพืดตัวเองไปแล้ว คิดว่าตัวเองเป็นหอกราชันย์ไร้เทียมทานจริงๆ

เซี่ยโหวเกอเริ่มเข้าใจอะไรบางอย่าง

เขาคาดว่าชื่อเสียงของมู่หงเหว่ยก็คงมาจากคำยกยอของคนพวกนี้นั่นแหละ เพราะน้อยครั้งนักที่จะเห็นผลงานการต่อสู้ที่ไร้เทียมทานของมู่หงเหว่ย ที่ได้ยินมาก็มีแต่ข่าวลือ

ฮ่าฮ่า

เซี่ยโหวเกออดหัวเราะไม่ได้

น่าขำสิ้นดี

หากรู้อย่างนี้ เขาไม่น่ามาเกลือกกลั้วกับคนพวกนี้เลย หากมู่หงเหว่ยจะลงมือจริงๆ เขาต้องรีบหนี ไม่งั้นถ้าโดนลูกหลง คงตายเปล่า

เมื่อคิดได้ดังนี้ เซี่ยโหวเกอก็ขยับตัวไปที่หน้าต่างห้องส่วนตัวทันที

ไม่ต้องพูดอะไรแล้ว พูดไปก็ไร้ประโยชน์ หาโอกาสพังหน้าต่างหนีออกจากโถงประมูลไปเลยดีกว่า

"ศิษย์พี่มู่ ท่านจะเห็นคนตายแล้วไม่ช่วยจริงๆ หรือ!"

เสียงของปรมาจารย์ฉานฝัวเหลียนดังมาอีกครั้ง เร่งร้อนยิ่งกว่าเดิม ตะโกนว่า "คนผู้นี้โลภมาก ไม่เพียงจะฮุบงานประมูลทั้งงาน แม้แต่ไม้จันทน์หนานไห่ของท่าน มันก็ไม่ปล่อยไว้หรอก"

ช่างเป็นแผนการยืมดาบฆ่าคนที่ร้ายกาจ

นี่เท่ากับเตือนอีกฝ่ายว่ามู่หงเหว่ยมีไม้จันทน์หนานไห่อยู่กับตัว

เซี่ยโหวเกอคิดในใจ ปรมาจารย์ฉานฝัวเหลียนหน้าด้านขนาดนี้แล้ว หากเจ้ามู่หงเหว่ยยังจะช่วยเขาอีก ก็สมองกลับแล้วจริงๆ

"ศิษย์พี่มู่ ฉานฝัวเหลียนพูดถูกนะขอรับ หากคนผู้นี้ฆ่าฉานฝัวเหลียนได้ ต้องมาจัดการพวกเราแน่"

"ต้องตัดไฟแต่ต้นลม ร่วมมือกับฉานฝัวเหลียนสังหารมันซะ"

"คนผู้นี้ได้ของดีในงานประมูลไปเพียบ ฆ่ามันแล้ว ของพวกนั้นก็จะเป็นของศิษย์พี่มู่"

"ใช่แล้วศิษย์พี่มู่ ตัดสินใจช้าจะเสียการใหญ่ หากรอจนฉานฝัวเหลียนตาย เรื่องจะยิ่งยุ่งยาก"

"หึ"

มู่หงเหว่ยแค่นเสียงเย็นชา "คิดจะแย่งไม้จันทน์หนานไห่ของข้า ก็ต้องดูน้ำหนักตัวเองเสียก่อน เปิดประตู!"

เซี่ยโหวเกอมองดูทุกคนด้วยความสิ้นหวัง รู้สึกเหมือนโลกทัศน์พังทลาย

นี่มันพวกปัญญาอ่อนชัดๆ

ถ้ากลัวเขามาแย่งไม้จันทน์หนานไห่จริง ทำไมไม่ฉวยโอกาสนี้หนีไปเสีย ดันจะไปปะทะกับเขาซึ่งๆ หน้า

มั่นใจเกินไปแล้วกระมัง

อีกอย่าง ต่อให้จะลงมือจริงๆ ก็ไม่รู้จักเรียกร้องผลประโยชน์เพิ่ม คิดจริงๆ หรือว่าแค่ช่วยชีวิตปรมาจารย์ฉานฝัวเหลียน แล้วเขาจะสำนึกบุญคุณ

ปรมาจารย์ฉานฝัวเหลียนเพื่อจะเอาตัวรอด ถึงกับลากเจ้าลงน้ำ ยังจะหวังว่าเขาจะเป็นคนดีอะไรอีก?

โง่เง่าสิ้นดี

เซี่ยโหวเกออดสงสัยไม่ได้ว่า มู่หงเหว่ยจิตอ่อนเกินไปหรือเปล่า ถึงถูกมหากรุณาธารณีสูตรของปรมาจารย์ฉานฝัวเหลียนครอบงำเหมือนคนอื่นๆ

ไม่อย่างนั้น ก็อธิบายการกระทำโง่ๆ นี้ไม่ได้

แอด

ประตูห้องเปิดออก

มู่หงเหว่ยเดินออกจากห้อง มาที่ทางเดิน ก็เห็นจางหลิงซานและปรมาจารย์ฉานฝัวเหลียนกำลังต่อสู้กันอยู่ที่ทางเดิน

แม้แขนขวาของจางหลิงซานจะยังถูกจีวรแดงพันธนาการอยู่ แต่ก็ไม่ส่งผลกระทบต่อฝ่ามือซ้ายที่ดุดันของเขา

และเมื่อเวลาผ่านไป พลังของจีวรแดงก็เริ่มอ่อนลง แขนขวาของจางหลิงซานกลับขยายใหญ่ขึ้น เส้นเลือดปูดโปน ขนสีทองลุกชันดุจเข็มเหล็ก ฉีกกระชากจีวรแดงจนขาดวิ่นมากขึ้นเรื่อยๆ

คาดว่าอีกไม่นาน แขนขวาของจางหลิงซานก็จะหลุดพ้นพันธนาการ พลังการต่อสู้จะเพิ่มขึ้นเป็นทวีคูณ!

"ศิษย์พี่มู่มาแล้ว รีบลงมือ ร่วมมือกับข้าสังหารโจรชั่วผู้นี้"

ปรมาจารย์ฉานฝัวเหลียนเห็นมู่หงเหว่ยเดินออกมา ก็ดีใจจนเนื้อเต้น ไม่นึกว่าอีกฝ่ายจะถูกเกลี้ยกล่อมได้จริงๆ

เดิมทีเขายังคิดจะเสนอคัมภีร์แท้ไร้อักษรให้ด้วยซ้ำ ยังไม่ทันได้เอ่ยปากเช็คเปล่า อีกฝ่ายก็มาแล้ว

ช่างเป็นคนดีจริงๆ

"หึ"

มู่หงเหว่ยแค่นเสียงเบาๆ กล่าว "แค่โจรชั่ว ไม่ต้องถึงมือท่านหรอก รับหอกข้าไป!"

ฟุบ!

มู่หงเหว่ยตบเอว หอกยาวสีดำสนิทที่มีลวดลายสีแดงก็ปรากฏในมือ

หอกนี้หนักอึ้ง

ทันทีที่อยู่ในมือมู่หงเหว่ย พื้นที่เขาเหยียบก็ยุบลงไปเล็กน้อย

หอกนี้ใหญ่โต

หนาเท่าท่อนแขนผู้ใหญ่

ยาวเกือบสองวา

มู่หงเหว่ยยกหอกขึ้น เล็งไปที่จางหลิงซาน

วูบ วูบ วูบ วูบ

บนตัวหอกเกิดกระแสลมหมุนวน รัศมีพลังอันแหลมคม บดขยี้ผนังรอบด้านจนแหลกละเอียดในพริบตา

"ศิษย์พี่มู่จะลงมือแล้ว!"

"นี่คือหอกราชันย์!"

"หอกราชันย์ออกศึก ใครจะต่อกรได้"

"หอกเดียว สยบหล้า!"

"สมเป็นศิษย์พี่มู่ หอกยังไม่ออก บารมีก็มาแล้ว ใครเห็นก็ต้องกลัว"

"เจ้าโจรชั่ว ศิษย์พี่มู่ของเรายังไม่ออกหอก เจ้ายังมีโอกาสรอด รีบคุกเข่าขอชีวิต อาจจะละเว้นชีวิตให้ หากไม่เช่นนั้น จะให้เจ้าตายไม่มีที่ฝัง!"

"หึ ช่างเป็นโจรชั่วที่ไม่รู้จักที่ต่ำที่สูง ยังไม่ยอมจำนนอีก"

"ดื้อด้านจริงๆ"

เหล่าศิษย์สำนักเต้ากวงต่างพากันส่งเสียงเชียร์ ประสานกับท่าทางเตรียมออกหอกของมู่หงเหว่ย ช่างดูน่าเกรงขามยิ่งนัก!

จางหลิงซานจะกลัวหรือไม่ไม่มีใครรู้ แต่เซี่ยโหวเกอกลัวจริงๆ เขากระโดดผลุง ชนหน้าต่างแตก พุ่งลงสู่โถงใหญ่ หนีไปโดยไม่หันกลับมามองอีกเลย

[จบแล้ว]

จบบทที่ บทที่ 210 - ท่านฉานฝัวเหลียนขอความช่วยเหลือ! เซี่ยโหวเกอหนีตาย

คัดลอกลิงก์แล้ว