เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 190 - ผู้สนับสนุนโรงน้ำชาเจียงเฟิง

บทที่ 190 - ผู้สนับสนุนโรงน้ำชาเจียงเฟิง

บทที่ 190 - ผู้สนับสนุนโรงน้ำชาเจียงเฟิง


บทที่ 190 - ผู้สนับสนุนโรงน้ำชาเจียงเฟิง

"รูปปั้นเทพมารเก่งกาจถึงเพียงนี้ เหตุใดจึงไม่ยกระดับเจ้าให้ถึงขอบเขตห้าอวัยวะโดยตรงเลยเล่า"

จางหลิงซานถามพลาง ค้นตัวศพของเซินโหวอย่างละเอียด พบวัตถุรูปใบหน้าคนดุร้ายทำจากทองเหลืองขนาดเท่าฝ่ามือชิ้นหนึ่งจากในนั้น

ของสิ่งนี้ ดูเหมือนจะเคยเห็นที่ไหนมาก่อน

จางหลิงซานคิดอยู่ครู่หนึ่ง ก็นึกขึ้นมาได้ว่าตอนที่เพิ่งมาถึงเมืองเจียง ถูกหลี่จื่อหมิงดึงตัวไว้ เกิดการขัดแย้งกันจนเรียกองครักษ์เมืองมา

ในตอนแรก องครักษ์เมืองเห็นแก่หน้าเซวียเฟย ลูกชายของเซวียหงส่วง ก็ยังเข้าข้างพวกเขาอยู่

แต่เมื่อหลี่จื่อหมิงแสดงวัตถุชิ้นหนึ่งออกมา อีกฝ่ายก็เริ่มทำตัวเป็นกลางแล้ว

และสิ่งที่หลี่จื่อหมิงแสดงออกมาในตอนนั้น ก็คือของสิ่งนี้

‘หลี่จื่อหมิงเป็นเก้าบุตรแห่งโยวหมิง แต่กลับมีป้ายขององครักษ์หน้ากากทองแดง เขาก็เป็นหัวหน้าหน่วยย่อยขององครักษ์หน้ากากทองแดงด้วยหรือ หรือว่าเจียงเฉินอวี๋ก็เป็นคนของสำนักโยวหมิง’

จางหลิงซานประหลาดใจในใจ ถือโอกาสเก็บป้ายและศพเข้าไปในมิติถุงย่าม ค่อยกลับไปศึกษาช้าๆ ทีหลัง

เหมยอวี้หวนยืนหันหลังให้เขามาโดยตลอด ไม่กล้าขยับเขยื้อน จึงไม่รู้ว่าเกิดอะไรขึ้น เพียงแค่ตอบคำถามของจางหลิงซานไปตามหน้าที่ "หากต้องการคารวะท่านเทพมารเพื่อทะลวงขอบเขต จำเป็นต้องสร้างคุณงามความดีอย่างใหญ่หลวง คุณงามความดีของข้าในตอนนี้ยังไม่เพียงพอ"

"เป็นเพราะคุณงามความดีไม่เพียงพอ หรือว่าสิ่งที่เรียกว่าเทพมารนั่นสามารถยกระดับเจ้าได้ถึงเพียงขอบเขตสี่อวัยวะเท่านั้น เจ้าเคยเห็นคนที่ใช้รูปปั้นเทพมารยกระดับไปถึงขอบเขตห้าอวัยวะบ้างหรือไม่"

จางหลิงซานถามอีก

เหมยอวี้หวนชะงักไป ลังเลขึ้นมา

ไม่ใช่ว่านางตกใจ แต่เป็นเพราะคำถามที่จางหลิงซานถามขึ้นมานั่น มันจี้ใจดำเข้าอย่างจัง

นาง เหมยอวี้หวน เพราะได้รับผลกระทบจากรูปปั้นเทพมาร ถูกสะกดจนตกตะลึง จนไม่เคยคิดถึงปัญหานี้มาก่อน

แต่ตอนนี้พอลองคิดดู ตนเองดูเหมือนจะไม่เคยรู้เลยจริงๆ ว่าในบรรดาสิบสองนักษัตรนั้นมีขอบเขตห้าอวัยวะอยู่หรือไม่

ต่อให้มีขอบเขตห้าอวัยวะจริงๆ ก็ไม่รู้ว่าเป็นเพราะบำเพ็ญเพียรจนทะลวงขอบเขตได้เอง หรือว่าอาศัยรูปปั้นเทพมารทะลวงขอบเขตกันแน่

สรุปก็คือ

ความรู้ที่นางมีเกี่ยวกับรูปปั้นเทพมารนั้นมีจำกัดอย่างยิ่ง

ในเมื่อไม่รู้อะไรเลย แล้วจะไปเกลี้ยกล่อมให้จางหลิงซานมาคารวะรูปปั้นเทพมารได้อย่างไร

เมื่อเห็นเหมยอวี้หวนอ้ำอึ้ง จางหลิงซานก็รู้ว่านางไม่รู้อะไรเลย จึงกล่าวเสียงเรียบ "เอาเถอะ ไม่ต้องเค้นสมองคิดว่าจะเกลี้ยกล่อมข้าอย่างไรแล้ว ข้าจะถามเจ้าอีกเรื่องหนึ่ง เมื่อก่อนเจ้าไม่ได้ร่วมมือกับคนอื่นชิงคัมภีร์แท้ไร้อักษรของเหอเชียนโส่วไปหรอกหรือ เหตุใดจู่ๆ ถึงได้ไปเข้าร่วมนิกายลับ"

"หากพูดออกมา จะสามารถแลกชีวิตข้าได้หรือไม่"

เหมยอวี้หวนถามเสียงเข้ม

"เจ้าคิดว่าอย่างไรเล่า" จางหลิงซานย้อนถาม

เหมยอวี้หวนยิ้มขื่น

ย่อมเป็นไปไม่ได้ที่จะแลกชีวิตได้

หากนาง เหมยอวี้หวน ไม่ได้เปิดโปงสถานะคุณชายใจอัคคีของอีกฝ่าย ก็อาจจะยังพอมีชีวิตรอดต่อไปได้

แต่ในเมื่อรู้ความลับนี้แล้ว นางย่อมต้องตายอย่างไม่ต้องสงสัย

ต้องรู้ด้วยว่าหนึ่งในภารกิจของนางกับเซินโหว ก็คือการสืบหาสาเหตุการตายของอู่หม่าและซื่อเสอ

และในตอนนี้ คำตอบนั้นก็เห็นอยู่ตรงหน้าแล้วมิใช่หรือ

อีกฝ่ายสามารถฆ่าอู่หม่าและซื่อเสอได้ ทั้งยังฆ่าเซินโหวอย่างไม่ปรานี ฆ่านางที่เป็นไห่จูอีกหนึ่งคน ก็ไม่มากไม่น้อย พอดีครบวงไพ่นกกระจอกพอดี หึๆ

"พูดออกมา สนองความอยากรู้ของข้า ข้าจะรางวัลเจ้าด้วยขาหมูหนึ่งห่อ แม้ว่าจะเย็นชืดไปแล้ว แต่อย่างน้อยก็ยังทำให้เจ้าได้เป็นผีที่อิ่มท้อง"

ขณะที่พูด จางหลิงซานก็หยิบขาหมูที่ห่อด้วยกระดาษน้ำมันออกมาหนึ่งห่อจากมิติถุงย่ามจริงๆ

ของสิ่งนี้ไม่รู้ว่ามาจากศพไหน อย่างไรเสียก็ไม่มีประโยชน์อะไร หากสามารถใช้มันง้างปากเหมยอวี้หวนได้ ก็ถือเป็นการใช้ของไร้ประโยชน์ให้เกิดประโยชน์แล้ว

"มีขาหมูให้กินหรือ ตกลง ข้าพูด"

เหมยอวี้หวนใจอ่อนขึ้นมาจริงๆ

ลองคิดดูสิ ก่อนตายยังมีของเช่นนี้ให้กินอีก แถมยังได้กินไปพลางคุยไปพลาง ดีกว่าเซินโหวตั้งเยอะ

ฟุ่บ!

จางหลิงซานโยนมือขวา ส่งขาหมูไปลอยอยู่เหนือศีรษะเหมยอวี้หวน

เหมยอวี้หวนยื่นมือไปคว้ามาแกะห่อออก แล้วกัดเข้าไปคำใหญ่อย่างแรง น้ำมันเยิ้มเต็มปาก กล่าว "คือท่านจ้าวอาภรณ์ขาว...เขาเปรียบเสมือนตัวแทนของเทพมาร เรียกได้ว่าเป็นทูตแห่งเทพมาร..."

นางเล่าเรื่องที่ตนเองรู้และประสบการณ์โดยคร่าวออกมา

จางหลิงซานฟังจบ ก็กล่าว "ตามที่เจ้าพูดมา รูปปั้นเทพมารอยู่ในสถานที่ใต้ดินลึกแห่งหนึ่ง เจ้ารู้หรือไม่ว่าอยู่ที่ใด หากสามารถวาดแผนที่ออกมาได้ ข้าจะเลี้ยงโต๊ะจีนขาหมูเจ้าในเมืองสักมื้อ"

"ข้า..."

ดวงตาของเหมยอวี้หวนพลันสว่างวาบ เสน่ห์ของอาหารทำให้ในใจนางเกิดความหวั่นไหว แต่ในชั่วพริบตาที่หวั่นไหวนั้น ความเจ็บปวดอย่างรุนแรงก็พลันจู่โจมเข้ามาในสมอง ภาพของไอหมอกสีดำอันน่าสะพรึงกลัวร่างหนึ่งก็พลันปรากฏขึ้นในสมอง

"ไม่!"

เหมยอวี้หวนกรีดร้องออกมาคำหนึ่ง ทันใดนั้นโลหิตก็ไหลทะลักออกจากทวารทั้งเจ็ด ล้มตึงลงกับพื้นสิ้นใจตาย

‘ตายแล้ว’

จางหลิงซานเดินเข้าไปดูอย่างประหลาดใจ พบว่าอีกฝ่ายตายสนิทแล้วจริงๆ สองตาเบิกกว้าง ไหลเอาเลือดน้ำตาออกมา ตายตาไม่หลับ

‘เป็นเพราะนางสนใจโต๊ะจีนขาหมู อยากจะบอกที่อยู่ของรูปปั้นเทพมาร จึงได้ถูกพลังสะท้อนกลับอะไรนั่นหรือ’

จางหลิงซานครุ่นคิดในใจ

ดูจากสภาพของเหมยอวี้หวนแล้ว ร่างกายแทบจะไม่มีบาดแผลอะไรเลย ตายเพราะพลังจิตแหลกสลายโดยสิ้นเชิง

จากจุดนี้เห็นได้ชัดว่า สิ่งที่เรียกว่ารูปปั้นเทพมารนั่น สามารถประทับตราอะไรบางอย่างไว้ในสมองของคนได้ ทำให้คนยอมรับใช้สุดหัวใจ ไม่สามารถทรยศได้

มิน่าเล่าอู่หม่าแห่งนิกายลับในตอนนั้นถึงได้ยอมตายไม่ยอมแพ้

นับตั้งแต่ที่อาศัยรูปปั้นเทพมารทะลวงขอบเขต พวกเขาก็กลายเป็นทาสที่ซื่อสัตย์ที่สุดของสิ่งที่เรียกว่าเทพมารไปแล้ว

ในเมื่อเป็นทาส ต่อให้จะตายไปมากเท่าใดก็ไม่นับว่าน่าสงสาร

อย่างไรเสีย ตายแล้วก็ยังหาใหม่ได้

ก็เหมือนกับที่เหมยอวี้หวนที่เป็นไห่จูผู้นี้ก็คิดจะจับตนเองเข้าไป รับการชำระล้างจากรูปปั้นเทพมารเช่นกัน

‘คนที่เห็นในนิกายลับตอนนี้ โดยพื้นฐานแล้วก็คือพวกไร้ประโยชน์ ดึงต้นกล้าให้โตเร็วทะลวงขอบเขตอย่างฝืนธรรมชาติ ภายในขอบเขตเดียวกัน ฝีมือของนิกายลับทำได้เพียงอยู่รั้งท้าย ต่อให้จะเป็นสิ่งที่เรียกว่าสิบสองนักษัตร ก็เช่นเดียวกัน’

จางหลิงซานส่ายหน้าเงียบๆ

ก็แค่ทาสของนิกายลับเหล่านี้ ในสายตาของเขาก็คือหมูคือสุนัข มาหนึ่งตัวฆ่าหนึ่งตัว มาสองตัวฆ่าหนึ่งคู่ มาสิบสองตัวก็ฝังกลบไปทั้งหมด

สิ่งเดียวที่ควรค่าแก่การใส่ใจ ก็คือท่านจ้าวอาภรณ์ขาวที่เหมยอวี้หวนพูดถึง และก็รูปปั้นเทพมารนั่น

ความสามารถของสองสิ่งนี้ยังไม่เป็นที่แน่ชัด หากต้องเผชิญหน้ากัน ตนเองจะสามารถจัดการพวกเขาได้หรือไม่ก็ยังไม่รู้

ดังนั้น ชั่วคราวนี้อย่าเพิ่งไปคิดที่จะรับมือพวกเขาเลย

อีกอย่างการรับมือพวกเขาก็ไม่ได้มีประโยชน์อะไร ไม่มีใครมาจ่ายเงินให้

มีเวลาขนาดนี้ สู้เขาไปหาหยกหนานไห่มาเพิ่มยังดีกว่า

พอพูดถึงหยกหนานไห่

จางหลิงซานก็รวบรวมหยกหนานไห่จากบนตัวเหมยอวี้หวนและเซินโหวมา รวมกันได้ทั้งหมดหนึ่งร้อยยี่สิบสามเหรียญ

ในจำนวนนี้ กว่าครึ่งเป็นของเซินโหว

เห็นได้ชัดว่าเหมยอวี้หวนก็เป็นแค่คนจนๆ คนหนึ่ง เซินโหวก็ไม่ได้ร่ำรวยอะไร แต่เมื่อเทียบกับถงกังในตอนนั้นก็ถือว่าแข็งแกร่งกว่ามากแล้ว

จากจุดนี้เห็นได้ชัดว่า องครักษ์หน้ากากทองแดงไม่ธรรมดาจริงๆ อย่างน้อยในแง่ของการหาเงิน หน่วยปราบปรามปีศาจก็เทียบพวกเขาไม่ได้

‘จริงสิ หลี่จื่อหมิงก็มีป้ายขององครักษ์หน้ากากทองแดง แถมยังเป็นเก้าบุตรแห่งโยวหมิง ของดีบนตัวเขาย่อมต้องมีไม่น้อย หากจับเขาได้ ก็ถือว่าได้กำไรมหาศาล’

จางหลิงซานในใจพลันเคลื่อนไหว

ก่อนหน้านี้ที่เขาไม่ไปยุ่งกับหลี่จื่อหมิง ก็เพราะกังวลว่าหากก่อเรื่องในเมืองเจียง จะไปยั่วยุเจ้าเมืองเจียงเจียงเฉินอวี๋เข้า จนนำพาความยุ่งยากมาให้

แต่ตอนนี้เขา คุณชายใจอัคคี ขนาดอวี้ฉือหยวนยังฆ่าไปแล้ว เจียงเฉินอวี๋ก็ยังนิ่งเฉย ตนเองยังจะกลัวอะไรอีก

จางหลิงซานกลัวที่จะยั่วยุเจียงเฉินอวี๋ แต่แล้วมันเกี่ยวอะไรกับคุณชายใจอัคคีอย่างข้า

ข้า คุณชายใจอัคคี อยากจะฆ่าใครก็ฆ่า เจียงเฉินอวี๋จะมายุ่งอะไรด้วย

เมื่อคิดได้ดังนี้

จางหลิงซานไม่พูดพร่ำทำเพลง สวมหน้ากากทองสัมฤทธิ์ที่ถอดมาจากใบหน้าของเซินโหวโดยตรง ทั่วร่างบังเกิดม่านพลังอัคคีในใจ แล้วใช้วิถีเคลื่อนเมฆา รวดเร็วดุจสายลมข้ามกำแพงเมืองเจียงกลับไปยังสมาพันธ์สามสุริยัน

แม้ว่าเขาจะใช้สถานะจางหลิงซานวิ่งไปทั่ว แต่ในสายตาของคนภายนอก คุณชายใจอัคคีก็ยังคงนั่งเฝ้าอยู่ที่สมาพันธ์สามสุริยัน ไม่ได้ออกไปไหนเลย

"ประมุขสมาพันธ์จ้าว"

จางหลิงซานกลับมาถึงสมาพันธ์สามสุริยัน ก็พบกับจ้าวหวนหยางทันที กล่าว "มีแผนที่เมืองเจียงหรือไม่ ข้าคิดว่าจะไปเยี่ยมเยียนตระกูลอวี้ฉือหรือตระกูลฉินสักหน่อย เพื่อเป็นการตอบแทนบุญคุณที่พวกเขาพากันมาล้อมปราบข้า"

จ้าวหวนหยางชะงักไป ไม่นึกว่าจางหลิงซานจะออกไปวนมาหนึ่งรอบ กลับมาถึงสิ่งแรกที่จะทำก็คือเรื่องนี้

"แผนที่พอมีอยู่ แต่ว่า การที่จะลงมือกับสองตระกูลโดยตรง เกรงว่าจะไม่ดีกระมัง"

จ้าวหวนหยางกล่าวอย่างลังเล

จางหลิงซานถาม "ไม่ดีอย่างไร หรือว่าภายในสองตระกูลมีค่ายกลอะไรอยู่ ต่อให้มีค่ายกลก็ไม่เป็นไร เว้นแต่ว่าพวกเขาจะมียอดฝีมือที่เหนือกว่าขอบเขตห้าอวัยวะ"

"นี่...สถานการณ์โดยละเอียด ข้าก็ไม่รู้เหมือนกัน แต่ข้าก็ยังไม่หวังให้คุณชายต้องไปเสี่ยงอันตราย อีกอย่าง พวกเขามาหาเรื่องพวกเรา นั่นคือพวกเขาทำผิดก่อน แต่หากคุณชายฆ่าไปถึงจวนของพวกเขา นั่นคือการท้าทาย เกรงว่าเจียงเฉินอวี๋จะยื่นมือเข้ามายุ่ง"

จ้าวหวนหยางเกลี้ยกล่อมอย่างขมขื่น

จางหลิงซานครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง กล่าว "หลักๆ แล้วข้าก็แค่อยากจะหาหยกหนานไห่มาใช้จ่ายบ้าง ประมุขสมาพันธ์จ้าวพอจะมีวิธีดีๆ หรือไม่ หากสามารถทำให้ศัตรูยอมสยบโดยไม่ต้องรบได้ นั่นก็คงจะดีที่สุด"

"หยกหนานไห่ข้ามีอยู่ คุณชายต้องการเท่าใด"

"ให้ข้าทั้งหมด"

จางหลิงซานไม่เกรงใจแม้แต่น้อย

ความฝันของสมาพันธ์สามสุริยันคือการหวนคืนสู่หยาง ตนเองก็ช่วยพวกเขาทำสำเร็จแล้ว การที่จะให้ค่าตอบแทนแก่ตนเองก็เป็นเรื่องที่สมเหตุสมผล

จ้าวหวนหยางและคนอื่นๆ ก็ซาบซึ้งในบุญคุณอย่างยิ่ง จึงได้รวบรวมหยกหนานไห่ที่มีอยู่ทั้งหมดมอบให้

ในไม่ช้า จางหลิงซานก็ได้มาอีกสามร้อยกว่าเหรียญ

คำเดียวคือ จน

สมาพันธ์สามสุริยันจนเกินไปแล้ว สมาชิกหลักมากมายขนาดนี้ ขอบเขตสี่อวัยวะ ขอบเขตสามอวัยวะก็มีไม่น้อย ผลลัพธ์คือรวมกันทั้งหมดยังได้แค่สามร้อยกว่าเหรียญ

เซินโหวแห่งองครักษ์หน้ากากทองแดงนั่น ขอเพียงมาสักสามคน ทรัพย์สมบัติก็คงจะเอาชนะสมาพันธ์สามสุริยันทั้งสมาพันธ์ได้แล้ว

"ของอย่างหยกหนานไห่นี้ ยิ่งมีมากยิ่งดี สวี่ตงเม่ย เจ้าถนัดเรื่องการสืบสวน ข้าขอถามคำถามหนึ่ง เจ้ารู้จักหลี่จื่อหมิง หนึ่งในเก้าบุตรแห่งโยวหมิงหรือไม่"

จางหลิงซานถาม

สวี่ตงเม่ยรีบกล่าว "ข้ารู้จักคนผู้นี้"

"คนผู้นี้ดูเหมือนจะไม่มีชื่อเสียงอะไร จู่ๆ ก็โผล่ออกมาเป็นเก้าบุตรแห่งโยวหมิง แต่ความจริงแล้ว ผู้สนับสนุนเบื้องหลังเขาแข็งแกร่งมาก แถมยังร่ำรวยมหาศาล"

"การที่เขาสามารถเหมาชั้นห้าห้องอักษรสวรรค์ของโรงน้ำชาเจียงเฟิงไว้ได้ตลอดทั้งปี หากไม่มีผู้สนับสนุนที่แข็งแกร่ง ย่อมเป็นไปไม่ได้อย่างแน่นอน และจากจุดนี้ก็สามารถเห็นถึงพลังทรัพย์ของเขาได้"

"นอกจากนี้ สำนักโยวหมิงยังได้ส่งยอดฝีมือขอบเขตสี่อวัยวะคนหนึ่งมาเป็นองครักษ์เสื้อเหลืองให้เขาอีกด้วย เห็นได้ชัดว่าให้ความสำคัญกับเขาเพียงใด"

"ยอดฝีมือขอบเขตสี่อวัยวะผู้นั้นมีนามว่าเอนเจาหย่วน ฝีมือไม่ธรรมดา สามารถนับเป็นหนึ่งในจุดสูงสุดของขอบเขตสี่อวัยวะ เผชิญหน้ากับขอบเขตห้าอวัยวะก็ยังไม่กลัว"

เมื่อพูดถึงตรงนี้ สวี่ตงเม่ยดูเหมือนจะนึกอะไรขึ้นได้ กล่าว "ข้าจำได้ว่าคุณชายเหมือนจะเคยเข้าโรงน้ำชาเจียงเฟิงไปกับหลี่จื่อหมิง ไม่ทราบว่า..."

นางไม่ได้พูดอะไรต่อ

จางหลิงซานกลับตกตะลึงในความสามารถในการสืบสวนของนางอย่างยิ่ง ขนาดเรื่องเล็กน้อยเช่นนี้ยังรู้

ในตอนนั้นตนเองเป็นเพียงคนตัวเล็กๆ ที่เพิ่งจะเข้าเมืองเจียงมาแท้ๆ สวี่ตงเม่ยผู้นี้กลับยังส่งคนไปบันทึกเรื่องเล็กน้อยเช่นนี้ไว้

พอมาถึงตอนที่รู้สถานะของตนเอง สวี่ตงเม่ยก็รีบเชื่อมโยงเรื่องที่บันทึกไว้ทันที จึงได้รวบรวมข้อมูลเกี่ยวกับตนเองมาได้เป็นชุด

ยอดเยี่ยม

นี่คือคนเก่งกาจ มีประโยชน์กว่าจ้าวหวนหยางเสียอีก

แต่จ้าวหวนหยางที่สามารถชักชวนสวี่ตงเม่ยให้เข้ามาร่วมได้ ก็ถือเป็นคนเก่งกาจที่หาได้ยากเช่นกัน

หากไม่มีจ้าวหวนหยางเป็นแกนหลัก สมาพันธ์สามสุริยันก็คงจะไม่มีพลังสามัคคีอะไรเลย

"ดีมาก"

จางหลิงซานอดไม่ได้ที่จะชมออกมาคำหนึ่ง กล่าว "ในเมื่อเจ้ารู้ชัดเจนถึงเพียงนี้ ข้าขอถามเจ้า ข้าคิดจะไปหาหยกหนานไห่จากหลี่จื่อหมิงมาใช้จ่ายสักหน่อย เจ้ามีความคิดเห็นดีๆ อะไรบ้าง"

สวี่ตงเม่ยส่ายหน้าไม่หยุด กล่าวอย่างจริงจัง "คุณชาย หากหลี่จื่อหมิงออกจากโรงน้ำชาเจียงเฟิงไปแล้ว ท่านอยากจะสับเขาเป็นหมื่นชิ้นก็ไม่มีปัญหา แต่ขอเพียงเขาไม่ออกจากโรงน้ำชาเจียงเฟิง ท่านก็ไม่สามารถแตะต้องเขาได้แม้แต่เส้นขนเดียว"

"โอ้"

จางหลิงซานประหลาดใจอย่างยิ่ง "โรงน้ำชาเจียงเฟิงเก่งกาจถึงเพียงนั้นเชียว"

สวี่ตงเม่ยพยักหน้าหนักๆ "คุณชายรู้หรือไม่ว่าคนเบื้องหลังโรงน้ำชาเจียงเฟิงคือใคร"

"เจียงเฉินอวี๋" จางหลิงซานลองหยั่งเชิงถาม

คราวนี้ถึงตาสวี่ตงเม่ยตกใจบ้าง "คุณชายรู้ได้อย่างไร"

"เหอะๆ เดาเอา"

"คุณชายเก่งกาจจริงๆ ขนาดเรื่องนี้ยังเดาได้ ข้าต้องสืบสวนอยู่ตั้งหลายปีกว่าจะสรุปผลออกมาได้เช่นนี้"

สวี่ตงเม่ยกล่าวอย่างนับถือจากใจจริง

จางหลิงซานกล่าว "เจ้ารู้จักองครักษ์หน้ากากทองแดงหรือไม่"

"คุณชายรู้แม้กระทั่งเรื่องนี้หรือ"

สวี่ตงเม่ยยิ่งตกใจมากขึ้นไปอีก "หากไม่ใช่เพราะรู้ว่าคุณชายเพิ่งจะมาถึงเมืองเจียงได้ไม่นาน ข้าคงจะสงสัยว่าคุณชายแอบสืบสวนอยู่ที่เมืองเจียงมาหลายปีแล้วแน่ๆ"

"องครักษ์หน้ากากทองแดงนี้ เป็นตัวตนที่เร้นลับยิ่งกว่าองครักษ์เร้นลับ สังกัดองครักษ์ส่วนตัวของเจียงเฉินอวี๋ คอยช่วยเจียงเฉินอวี๋จัดการเรื่องบางอย่างที่ไม่อาจออกหน้าได้"

"การที่รู้ถึงองครักษ์หน้ากากทองแดง หรือว่าคุณชายจะเคยพบกับองครักษ์หน้ากากทองแดง"

สวี่ตงเม่ยเอ่ยถามอย่างสงสัย

จางหลิงซานพยักหน้า "ถูกต้อง ดูสิว่านี่คืออะไร"

ว่าแล้ว เขาก็พลิกมือขวา ในฝ่ามือก็พลันมีป้ายรูปใบหน้าคนดุร้ายทำจากทองเหลืองปรากฏขึ้นมาหนึ่งอัน

"เป็นป้ายองครักษ์หน้ากากทองแดงจริงๆ หรือ"

สวี่ตงเม่ยรับไปพินิจดูอย่างละเอียดอยู่ครู่หนึ่ง ตกใจ "กลับยังเป็นป้ายของหัวหน้าหน่วยย่อยอีกด้วย คุณชายไปได้มาจากที่ใด"

จางหลิงซานโบกมือตามใจชอบ โยนศพของเซินโหวลงบนพื้น "ก็ได้มาจากคนผู้นี้แหละ"

"นี่คือ..."

สวี่ตงเม่ยก้มลงดูใบหน้าของเซินโหว พินิจดูอย่างละเอียดอยู่ครึ่งค่อนวัน ในที่สุดก็แยกแยะออก ตกใจ "คือโหวเหยียน! เขากลับเป็นองครักษ์หน้ากากทองแดง เหลือเชื่อจริงๆ ข้ายังเคยไปดื่มเหล้ากับเขาอยู่เลย"

"บังเอิญเช่นนี้เชียวหรือ เขามีที่มาที่ไปอย่างไร" จางหลิงซานถาม

สวี่ตงเม่ยกล่าว "โหวเหยียนมาจากวัดต้าฉาน เป็นศิษย์ฆราวาส แต่พรสวรรค์ไม่ดี ภายหลังจึงได้ออกจากวัดต้าฉาน มายังเมืองเจียง เข้าไปในโรงน้ำชาเจียงเฟิง ทำหน้าที่เป็นผู้คุมกฎคนหนึ่ง เขาทำงานขยันขันแข็งมาโดยตลอด แถมอารมณ์ก็ดีมาก ข่าวกรองหลายอย่างของข้าก็ได้มาจากปากเขา"

"เหอะๆ"

จางหลิงซานหัวเราะออกมาทันที "ได้มาจากปากเขาหรือ ดูท่าข่าวกรองของเจ้าคงจะมีปัญหาอยู่ไม่น้อย ข้าจะบอกเรื่องน่าตกใจให้อีกอย่าง คนผู้นี้ไม่เพียงแต่จะเป็นองครักษ์หน้ากากทองแดง แต่ยังเป็นเซินโหว หนึ่งในสิบสองนักษัตรของนิกายลับอีกด้วย"

"หา!?"

สวี่ตงเม่ยตกใจจนแทบสิ้นสติ

นางมั่นใจในความสามารถด้านข่าวกรองของตนเองมาโดยตลอด ก็เพราะนางมีสหายมากมาย แถมรูปร่างหน้าตาและอายุก็ยังเป็นที่หลอกลวงคนได้

แต่ตอนนี้ดูท่าแล้ว ของพวกนี้ไม่มีประโยชน์เลย

คุณชายใจอัคคีไม่มีข้อได้เปรียบอะไรเลย เขาก็ยังสามารถหาข่าวกรองมาได้มากมาย แถมยังแม่นยำและเร้นลับกว่าข่าวกรองของนางเสียอีก

เหตุผลมีเพียงหนึ่งเดียว

ฝีมือ!

ขอเพียงมีฝีมือที่แข็งแกร่ง ก็สามารถบีบเค้นข่าวกรองออกมาได้โดยตรง ไหนเลยจะต้องมาลำบากลำบนเหมือนนางสวี่ตงเม่ยด้วยเล่า

"บนตัวหลี่จื่อหมิง ก็มีป้ายองครักษ์หน้ากากทองแดงอยู่หนึ่งอัน เจ้าว่าบังเอิญหรือไม่ ดูท่าโรงน้ำชาเจียงเฟิงก็คือฐานที่มั่นขององครักษ์หน้ากากทองแดงนั่นเอง ไม่แน่ว่าเจียงเฉินอวี๋อาจจะอาศัยอยู่ที่ชั้นบนสุดในยามว่างก็เป็นได้ การที่จะเข้าไปจับหลี่จื่อหมิง ช่างไม่ง่ายดายจริงๆ"

จางหลิงซานครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง กล่าว "เช่นนั้น หนทางนี้ใช้การไม่ได้ ก็คงต้องเปลี่ยนไปจับคนอื่นแทน ตัวอย่างเช่น อวี้ฉือหลิวเซียงแห่งตระกูลอวี้ฉือ พอจะมีข่าวกรองอะไรของนางบ้างหรือไม่ หรือจะเป็นฉินปู้ชี ฉินปู้เซี่ยว แห่งตระกูลฉิน ก็สามารถจับมาเป็นตัวประกัน แลกหยกหนานไห่มาใช้จ่ายได้"

ว่าแล้ว เขาก็เสริมอีกหนึ่งประโยค "นอกจากคนเหล่านี้แล้ว ยังมีตัวเลือกอื่นอีกก็สามารถนำเสนอมาให้ทุกคนช่วยกันวิเคราะห์ได้ อย่างไรเสีย หยกหนานไห่นี้ข้าก็ต้องหามาให้ได้ ทุกคนช่วยกันระดมความคิดหน่อย"

"เอ่อ..."

ทุกคนตกตะลึง

ดูท่าคุณชายใจอัคคีจะตั้งใจแน่วแน่แล้วว่าจะต้องก่อกวนเมืองเจียงให้วุ่นวาย

ตระกูลฉินและตระกูลอวี้ฉือ พวกเจ้าไปหาเรื่องใครไม่หาเรื่อง ดันมาหาเรื่องท่านผู้นี้ คราวนี้ลำบากครั้งใหญ่แล้วใช่หรือไม่

[จบแล้ว]

จบบทที่ บทที่ 190 - ผู้สนับสนุนโรงน้ำชาเจียงเฟิง

คัดลอกลิงก์แล้ว