เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

ตอนที่ 6-9 งานหมั้น

ตอนที่ 6-9 งานหมั้น

ตอนที่ 6-9 งานหมั้น


"ใต้เท้าใบไม้ร่วง"เมื่อเห็นว่าลินลี่ย์ทำตัวเสียมารยาท กิลเยโมรีบเอ่ยขอโทษ "ใต้เท้าใบไม้ร่วง ลินลี่ย์ยังคงเป็นเพียงเด็กหนุ่มอายุ17 ปี ใต้เท้าใบไม้ร่วงได้โปรดอภัยให้กับความก้าวร้าวของเขาด้วย"

กิลเยโมทราบดีว่าโยคีใบไม้ร่วงนั้นมีอิทธิพลในวิหารเจิดจรัสมากมายเพียงใดโยคีใบไม้ร่วงนั้นเป็นผู้นำทางจิตวิญญาณของฝ่ายโยคีทั้งหมด แม้แต่จักรพรรดิศักดิ์สิทธิ์เองก็ยังไม่อาจบังคับให้เขาทำตามความต้องการของเขาได้

โยคีใบไม้ร่วงใช้มือขวาอันเต็มไปด้วยผิวหนังเหี่ยวย่นราวกับหนังตีนไก่ของเขาลูบเคราขาวของเขาพร้อมกับใช้ความคิดเขามองแผ่นหลังที่กำลังเดินจากไปของลินลี่ย์ "ก้าวร้าวงั้นรึ? ไม่หรอก ไม่ใช่เช่นนั้นแน่ เขาไม่ได้ทำตัวก้าวร้าวแน่นอนสมควรกล่าวว่าเด็กคนนี้มีความมุ่งมั่นและแน่วแน่จะถูกต้องกว่า"

กิลเยโมตระหนกเมื่อได้ยิน

เขาคาดไม่ถึงเลยว่าใต้เท้าใบไม้ร่วง ผู้ที่ดูเหมือนไม่ประทับใจในตัวลินลี่ย์กลับกำลังกล่าวชมเชยเขาเช่นนี้

"กิลเยโม" โยคีใบไม้ร่วงมองกิลเยโม

"ใต้เท้าใบไม้ร่วง ข้าน้อยพร้อมรับคำสั่งสอน"กิลเยโมตอบด้วยความเคารพ

โยคีใบไม้ร่วงเผยรอยยิ้มพร้อมกล่าวว่า "ตอนนี้ในหัวใจของลินลี่ย์เต็มไปด้วยจิตสังหารและเขายังคงมุ่งมั่นและแน่วแน่ข้าคิดว่าคนแบบเขาไม่ว่าจะเป็นการสังหารหรือจะกระทำการใดๆก็ตามย่อมไม่มีความลังเลบุคคลเช่นนี้เหมาะสมกับการเป็นกระบี่อันคมกริบให้กับวิหารเจิดจรัสเป็นอย่างยิ่ง"

กิลเยโมเข้าใจดีว่าสิ่งที่โยคีใบไม้ร่วงพูดหมายความว่าอย่างไร

แม้ว่าวิหารเจิดจรัสจะพยายามกระตุ้นให้ผู้คนทำแต่สิ่งดีๆแต่กับคนต่างลัทธิแล้ว วิหารเจิดจรัสจะปฏิบัติต่อพวกเขาอย่างโหดเหี้ยมและไม่มีความปรานีแม้แต่น้อยเป็นธรรมดาที่งานแบบนี้ต้องการคนโหดเหี้ยมและเลือดเย็นมาจัดการนี่คือเหตุผลที่ทำให้ฝ่ายคุมกฏของวิหารถูกสร้างขึ้น

"บางทีอนาคตของเด็กคนนี้ ลินลี่ย์อาจจะกลายมาเป็นหัวหน้าผู้คุมกฏของฝ่ายคุมกฏก็เป็นได้"โยคีใบไม้ร่วงพูดเสียงเบา

กิลเยโมอดหันไปมองแผ่นหลังของลินลี่ย์ที่กำลังเดินจากไปไม่ได้

กลายมาเป็นหัวหน้าผู้คุมกฏยังงั้นรึ?

กิลเยโมทราบดีว่าตำแหน่งหัวหน้าผู้คุมกฏของฝ่ายคุมกฏนั้นผู้ที่ดำรงตำแหน่งนี้ถูกจัดให้อยู่ในระดับสูงสุดของขั้น 2 ของวิหารเจิดจรัสในบางแง่มุมของความเป็นจริงแล้วมันอาจบอกได้ว่าตำแหน่งหัวหน้าผู้คุมกฏของฝ่ายคุมกฏนั้นเท่าเทียมกับจักรพรรดิศักดิ์สิทธิ์เลยทีเดียว

จักรพรรดิศักดิ์สิทธิ์เป็นผู้นำของวิหารเจิดจรัสผู้ซึ่งกุมอำนาจสูงสุดเบื้องหน้า

แต่หัวหน้าผู้คุมกฏแห่งฝ่ายคุมกฏนั้นเป็นผู้นำสูงสุดของกองทัพที่แข็งแกร่งที่สุดในวิหารเจิดจรัสผู้ซึ่งกุมอำนาจสูงสุดเบื้องหลังของวิหาร!

"ใต้เท้าใบไม้ร่วง ท่านยังมีความประสงค์จะสั่งสอนเขาหรือไม่ขอรับ?" กิลเยโมถามทันที

แต่โยคีใบไม้ร่วงยังคงส่ายหน้า

"ทำไมละขอรับ?" กิลเยโมสับสน ในเมื่อโยคีใบไม้ร่วงเล็งเห็นคุณค่าของลินลี่ย์เหตุใดเขาจึงไม่เต็มใจฝึกฝนเขา?

โยคีใบไม้ร่วงส่ายหน้า "วิธีการฝึกฝนของข้าไม่เหมาะกับเขา วิถีของข้าต้องการจิตใจอันบริสุทธิ์และเหมาะกับผู้ที่มีจิตใจอันดีงาม แต่กับเขาแล้ว...วิถีทางของเขาเป็นวิถีแห่งการเข่นฆ่า"

กิลเยโมพยักหน้ารับ

"กิลเยโม เจ้าไม่จำเป็นต้องหาอาจารย์ให้กับเขาผู้แข็งแกร่งที่แท้จริงจะค้นหาหนทางที่เหมาะสมที่สุดกับตัวเขาได้เองคำสอนของคนอื่นๆนั้น สุดท้ายแล้วก็ล้วนแต่เป็นวิถีทางของพวกเขาเอง"

โยคีใบไม้ร่วงมองกิลเยโม "เจ้าเป็นมหาจอมเวทระดับ 9 เจ้าเคยสงสัยหรือไม่ว่าทำไมข้าจึงไม่เคยให้คำแนะนำใดๆแก่เจ้าเลย? นี่คือเหตุผลแม้ว่าข้าจะบอกสิ่งที่ข้าเข้าใจและการรู้แจ้งของข้าต่อเจ้าเจ้าก็ยังไม่อาจเข้าใจมันได้เจ้าต้องผ่านประสบการณ์มากมายด้วยตัวเจ้าเองเท่านั้นจึงจะเปลี่ยนแปลงจิตวิญญาณของเจ้าช่วยให้เจ้าเข้าใจความลึกลับอย่างลึกซึ้งเจ้าจะประสบความสำเร็จได้ด้วยหนทางนั้นเท่านั้น"

"จดจำไว้ ตนเป็นที่พึ่งแห่งตนเอง" โยคีใบไม้ร่วงยิ้ม

กิลเยโมพยักหน้ารับ

เขายังไม่ได้เข้าสู่ระดับเซียน ดังนั้นไม่มีทางที่เขาจะเข้าใจว่าความแตกต่างระหว่างระดับเซียนและระดับ 9 คืออะไรถึงแม้ว่าเขาจะสงสัยว่าตอนนั้นโยคีใบไม้ร่วงมีเจตนาไม่ได้ให้คำแนะนำอันล้ำค่าใดๆแก่เขาแต่เมื่อมองเห็นสายตาที่จริงใจของโยคีใบไม้ร่วงและได้ฟังน้ำเสียงที่ซื่อสัตย์ของเขาเขาก็เชื่อโยคีใบไม้ร่วง

"บางที ข้าคงต้องพึ่งพาตัวเองจริงๆ เสียที"

กิลเยโมเป็นจอมเวทที่ติดอยู่ในระดับ 9 มานานมากแล้ว ตอนนี้เขามีความต้องการอย่างยิ่งที่จะทะลวงผ่านไปสู่ระดับเซียนให้จงได้

สุดท้ายแล้ว ความแตกต่างระหว่างระดับ 9 และ ระดับเซียนมีช่องว่างห่างกันราวท้องฟ้ากับผืนดิน

คฤหาสน์ของลินลี่ย์ อุทยานบ่อน้ำพุร้อน

ลินลี่ย์นั่งกรรมฐานเงียบๆอยู่ใกล้ๆกับบ่อน้ำพุร้อน

"กึก กึก กึก" ทั่วทั้งร่างของลินลี่ย์ส่งเสียงดังแปลกๆออกมาอย่างต่อเนื่องเช่นเดียวกันกับกระดูกและกล้ามเนื้อของเขาที่ยังคงสั่นอย่างต่อเนื่องเหงื่อเม็ดโป้งไหลออกมาจากร่างกายของเขาอย่างต่อเนื่อง

การฝึกฝนลมปราณตามคัมภีร์ลับเลือดมังกรมีประสิทธิภาพสูงกว่าเป็นสิบเท่าของวิธีการฝึกฝนลมปราณตามปกติ

แต่ก็เป็นเรื่องปกติที่สุดแล้วคุณสมบัติของผู้ที่สามารถฝึกฝนตามคัมภีร์ลับเลือดมังกรได้นั้นต้องผ่านความยากลำบากแสนเข็ญไปให้ได้ก่อน

"ทำไมการฝึกฝนนี้ถึงยากสำหรับมนุษย์? คัมภีร์ลับทุกประเภทเจ้าจำเป็นต้องมีร่างกายที่แตกต่างกันไป"เจ้าบีบีตัวจ้อยกำลังนอนกลิ้งไปมาข้างๆลินลี่ย์ หัวเล็กๆของบีบีหันไปมองลินลี่ย์ในใจของเขาเต็มไปด้วยคำถามมากมาย

เขาเป็นอสูรเวท และการฝึกฝนของเขานั้นง่ายมาก เขาแค่ดูดซับแก่นธาตุความมืดจากโลกภายนอกตรงๆดึงดูดมันลงไปในร่างกายและแก่นเวทของเขา

นั่นไม่ใช่ความลับใดๆ มันเป็นเพียงขั้นตอนการดูดซับที่เป็นไปตามธรรมชาติที่สุด

…..

ลินลี่ย์ยังคงใช้ชีวิตเงียบสงบนี้ต่อไปใช้เวลาส่วนใหญ่ของเขาในแต่ละวันไปกับการฝึกฝน

ด้วยวิธีการฝึกฝนด้วยเคล็ดลับชั้นยอดมากมายในเวลาเดียวกันเขาได้ผลักดันศักยภาพร่างกายของเขาไปจนถึงขีดสุดเพื่อการล้างแค้น

แค่พริบตาเดียวก็ผ่านไปสิบกว่าวัน

"ฟุ่บ!"

ลินลี่ย์กำลังกวัดแกว่งกระบี่เทพเลือดม่วงในมือเขากำลังทดสอบการโจมตีครั้งแล้วครั้งเล่า

เพื่อค้นหาแง่มุมในการการฟาดฟันกระบี่ให้เร็วที่สุด

ใช้วีธีใดในการควบคุมการสั่นของกระบี่เลือดม่วงเพื่อลดแรงเสียดทานอากาศตามธรรมชาติและเพื่อให้เขาฟาดฟันกระบี่ได้เร็วมากขึ้น?

เขาฝึกฟาดฟันกระบี่ของเขาอย่างหนัก ครั้งแล้วครั้งเล่า

แต่ละครั้งที่ลินลี่ย์ขยับประกายแสงสดใสดุดันจะปรากฏขึ้น

ความเร็วของการฟาดฟันเหล่านี้มากพอที่จะทำให้หัวใจของคนผู้หนึ่งสั่นกลัว

แต่ลินลี่ย์ยังคงไม่พอใจเขามุ่งมั่นปรับปรุงอย่างไม่หยุดพักจนกว่ามันจะสมบูรณ์แบบ เขากำลังใช้เวทธาตุลมจากความเข้าใจในธาตุลมของเขา เขาฝึกฝนอย่างหนักเพื่อทำให้กระบี่เลือดม่วงขยับเร็วขึ้นและลื่นไหลมากขึ้น

"นายท่านเจ้าคะ!" เสียงเรียกดังเข้ามาจากด้านนอกอุทยานบ่อน้ำพุร้อน

ลินลี่ย์หยุดขยับมือของเขาชั่วคราว กระบี่เทพเลือดม่วงในมือของเขาหายไปไม่มีใครสังเกตุว่ากระบี่เลือดม่วงพันอยู่รอบเอวของลินลี่ย์ในตอนนี้

ถึงแม้ว่าคนทั่วไปให้ความสนใจกับเข็มขัดของเขาพวกเขาก็จะคิดว่ามันเป็นเพียงเข็มขัดสีม่วงเท่านั้น

"เข้ามา" ตอนนี้ลินลี่ย์พูดเพียงเท่านี้

แม่บ้านสาวงามวิ่งเข้ามาด้วยความเร็วสูงทันที สีหน้าของนางเต็มไปด้วยความเคารพเมื่อนางเห็นลินลี่ย์ นางจึงโค้งศีรษะลงต่ำพร้อมกับพูดอย่างสุภาพว่า"นายท่านเจ้าคะ ตระกูลเด็บส์ได้ส่งคนนำบัตรเชิญมาเจ้าค่ะ"ในขณะที่นางพูด นางยื่นบัตรเชิญให้กับลินลี่ย์

ลินลี่ย์มองดูบัตรเชิญ

บัตรเชิญมีสีแดงตัดด้วยอักษรสีทองเป็นคำว่า 'บัตรเชิญ' ด้วยอักษรตัวหนาส่องประกายสดใสซึ่งถูกเขียนไว้ด้านบน

"บัตรเชิญงั้นรึ?"

ลินลี่ย์รับบัตรเชิญมาแล้วเปิดดูอันที่จริงเขาพอจะคาดเดาข้อความข้างในบัตรได้อยู่แล้ว

"ในวันที่ 18 มิถุนายน คาลัน,โรว์ลิ่ง และอลิซ พวกเขาจะประกอบพิธีหมั้นหมายกัน โรว์ลิ่งนี่ใครกัน?" ลินลี่ย์ขมวดคิ้วจ้องมองบัตรเชิญ

"เจ้าไปได้แล้ว" ลินลี่ย์พูดอย่างใจเย็น

"เจ้าค่ะ นายท่าน" หญิงรับใช้กล่าวอย่างนอบน้อมแล้วนางก็เดินออกจากอุทยานบ่อน้ำพุร้อน

"เจ้านาย นั่นคือกำหนดการพิธีหมั้นของอลิซกับตระกูลเด็บส์หรือ?" บีบีพุ่งขึ้นไปยืนบนไหล่ของลินลี่ย์ แล้วยืดหัวเล็กจ้อยของมันไปมองข้อความในบัตร

"อือ โรว์ลิ่ง? โรว์ลิ่งคือใครกัน?" บีบีมองลินลี่ย์อย่างสงสัย

เดลิน โคเวิร์ทเองก็ปรากฏตัวขึ้นด้านข้างลินลี่ย์และกำลังมองบัตรเชิญด้วยหน้าของเขาเผยรอยยิ้มออกมา

"ปู่เดลิน" ลินลี่ย์หันไปมองเดลิน โคเวิร์ท

"เจ้าสงสัยว่าใครคือโรว์ลิ่งงั้นเหรอ?" เดลินโคเวิร์ทนั้นจริงๆแล้วก็เป็นจิ้งจอกเฒ่าเจ้าเล่ห์ผู้หนึ่ง เขาเข้าใจได้ทันที"เรื่องนี้ง่ายมาก รูปแกะสลัก 'ตื่นจากฝัน' ของเจ้าทำให้ผู้คนมากมายคุ้นเคยกับรูปลักษณ์ของอลิซ แม้ว่าพวกเขาจะไม่ทราบว่าใครคืออลิซ แต่เมื่อพิธีหมั้นถูกประกาศออกไปผู้คนมากมายจะเห็นอลิซ จากนั้นพวกเขาจะจำนางได้ทันทีในฐานะที่เป็นแบบของ 'ตื่นจากฝัน' ของเจ้าแน่นอนเรื่องราวความรักที่ถ่ายทอดผ่านรูปแกะสลักของเจ้านั้นสามารถมองเห็นได้อย่างชัดเจนต่อทุกคนซึ่งเคยวิเคราะห์การแกะสลักหินของเจ้าและด้วยเหตุนี้เอง ตระกูลเด็บส์ย่อมไม่เต็มใจที่จะให้อลิซกลายมาเป็นภรรยาหลวงของคาลันแน่นอนแม่นางโรว์ลิ่งคนนี้มีแนวโน้มเป็นอย่างยิ่งที่จะแต่งเข้ามาเป็นภรรยาหลวงของคาลัน"

ลินลี่ย์ตกตะลึง

อลิซ จะไม่ได้เป็นภรรยาหลวงของคาลันยังงั้นหรือ?

ในทวีปยูลาน ภรรยาหลวงอยู่ในฐานะที่สูงส่งในครอบครัวขณะที่ภรรยารองอยู่ในฐานะที่ต่ำกว่ามาก

"เป็นเพราะข้ายังงั้นเหรอ?" อารมณ์ของลินลี่ย์เริ่มซับซ้อนขึ้นทันที

เป็นเพราะรูปแกะสลักของเขา อลิซจึงไม่อาจเป็นภรรยาหลวงของคาลันได้อีก

"ลินลี่ย์ เจ้าตั้งใจจะไปงานหมั้นหรือไม่?" เดลิน โคเวิร์ทถาม

"ไปสิ ไปแน่นอน" แววตาของลินลี่ย์แข็งกร้าวและแล้วเขาก็หัวเราะออกมา "เบอร์นาร์ดอุตส่าห์เชิญข้าตั้งหลายครา ตอนนี้เวลานี้ เขาเจาะจงส่งบัตรเชิญมาให้ข้า ข้าจะปฏิเสธได้อย่างไร?"

ลินลี่ย์จ้องมองขึ้นไปบนท้องฟ้าสีครามที่ซึ่งปุยเมฆราวกับสายไหมกำลังล่องลอยอยู่บนนั้น

เมื่อนานมาแล้ว เขาเคยนั่งอยู่บนพื้นหญ้าเคียงข้างอลิซและจ้องขึ้นไปบนท้องฟ้าสีครามแบบเดียวกันนี้

วันที่ 18 มิถุนายน

ตามที่บาทหลวงของวิหารเจิดจรัสได้บอกกล่าวไว้ วันนี้ถือเป็นวันมหามงคลดังนั้นตระกูลเด็บส์จึงเลือกประกอบพิธีหมั้นขึ้นในวันนี้

วันนี้ หน้าคฤหาสน์ตระกูลเด็บส์เต็มไปด้วยรถม้าและผู้คน

เหล่าขุนนางสำคัญ เหล่าพ่อค้าร่ำรวย เหล่าท่านผู้หญิงหน้าตางดงามคุณหนูผู้สูงส่งเปล่งประกายความงามของพวกนาง เหล่าคุณชายหน้าตาหล่อเหลา...วันนี้อาจกล่าวได้ว่าคฤหาสน์ตระกูลเด็บส์กลายเป็นสถานที่ที่ได้ต้อนรับขุนนางมากมายที่สุดในเมืองเฟนไล

"มาร์ควิส ลินลี่ย์ มาถึงแล้ว!"

เสียงคนต้อนรับของตระกูลเด็บส์ดังขึ้นสองครั้ง ลินลี่ย์แต่งตัวด้วยชุดแต่งกายสุภาพบุรุษสีดำย่างก้าวเข้าไปในห้องโถงใหญ่ของตระกูลเด็บส์

เหล่าแขกเหรื่อเกือบทั้งหมดในห้องโถงใหญ่หยุดการสนทนาของพวกเขาและหันไปมองลินลี่ย์

ลินลี่ย์กวาดตามองไปทั่วห้อง มีรอยยิ้มเล็กน้อยอยู่บนริมฝีปากของเขาการวางตัวของลินลี่ย์ทั้งหมดนี้เป็นการรักษาภาพลักษณ์ของเขาในสังคมชั้นสูงเอาไว้

"ใต้เท้าลินลี่ย์ ยินดีต้อนรับ!"

เบอร์นาร์ด ผู้ที่ก่อนหน้านี้กำลังพูดคุยกับแขกคนอื่นๆอยู่ รีบเดินเข้าไปทางลินลี่ย์อย่างรวดเร็วคาลันซึ่งเป็นตัวหลักในวันนี้ เข้ามาอยู่ด้านข้างเบอร์นาร์ด

"ท่านเบอร์นาร์ด" ลินลี่ย์ยิ้ม"ข้าขอแสดงความยินดีกับลูกชายของท่านด้วย ที่ได้หมั้นกับสาวงามถึงสองคน"

"ขอบคุณ ขอบคุณ" เบอร์นาร์ดกล่าวตอบอย่างอบอุ่น

คาลันพูดอย่างนอบน้อมว่า "ใต้เท้าลินลี่ย์ ยินดีต้อนรับสู่บ้านของเราข้าหวังว่า ท่านสนุกกับงานในวันนี้ขอรับ"

ลินลี่ย์เบนสายตาไปมองคาลัน แต่แค่พยักหน้าให้ โดยไม่ได้พูดอะไรกับเขา ลินลี่ย์กลับมามองที่เบอร์นาร์ด"ใต้เท้าเบอร์นาร์ด เชิญตามสะดวกไปดูแลแขกคนอื่นๆของท่านเถิดข้าจะเดินชมที่นี่ด้วยตัวเอง"

ห้องโถงหลักของตระกูลเด็บส์มีขนาดใหญ่มาก สามารถรับรองขุนนางและพ่อค้านับร้อยๆคนอยู่ข้างในแต่พวกเขากลับไม่รู้สึกแออัดแม้แต่น้อยเหล่าท่านผู้หญิงและคุณหนูผู้ร่ำรวยทั้งหลายล้วนแต่งกายสวยงามเดินเฉิดฉายอย่างงามสง่าผ่านฝูงชนเฉกเช่นนกยูง

โดยเฉพาะอย่างยิ่งหลังจากที่ลินลี่ย์มาถึง คุณหนูร่ำรวยมากมายหาทาง 'แอบ' เข้าไปใกล้ชิดเขา

"ใต้เท้าลินลี่ย์ ท่านช่างมหัศจรรย์ ถึงตอนนี้ข้าเองก็ได้ฝึกฝนการแกะสลักหินมาได้สามปีแล้วแต่ข้ากลับไม่อาจแกะสลักได้แม้แต่รูปแบบพื้นฐาน"คุณหนูผมสีน้ำตาลสวยงามกล่าวอย่างตื่นเต้นกับลินลี่ย์ "ใต้เท้าลินลี่ย์ท่านช่างสุดยอดจริงๆ ท่านอายุมากกว่าพวกเราไม่มาก แต่ท่านกลับใกล้บรรลุถึงระดับของปรมาจารย์พรูกซ์และปรมาจารย์โฮปเจนเซ่นแล้ว ใต้เท้าลินลี่ย์ ท่านจะช่วยสอนข้าบ้างได้หรือไม่?"

คุณหนูคนนี้มองลินลี่ย์ ดวงตากลมโตงดงามของนางมีความวาดหวัง

"การแกะสลักหินจำเป็นต้องมีข้อมือที่แข็งแรงมากพอสำหรับคุณหนูงดงามบอบบางเช่นตัวเจ้าแล้ว จะเหมาะมากกว่าหากว่าเจ้าหันไปเรียนรู้การวาดรูปแทน"ลินลี่ย์กล่าวด้วยรอยยิ้มไม่แยแส

ในขณะที่เขาพูด ลินลี่ย์รู้สึกจนปัญญา

มันอาจจะเป็นเพราะ บรรดาคุณหนูทั้งหลายต่างรู้ดีว่าลินลี่ย์ยังไม่ได้แต่งงานพวกนางจึงเข้ามาสร้างความรำคาญให้กับลินลี่ย์คนแล้วคนเล่า

และแน่นอนว่า พ่อแม่ของคุณหนูเหล่านี้มีความสุขกับการนั่งและคอยดูอย่างมีความสุข

เพราะขุนนางเกือบทั้งหมดในอาณาจักรเฟนไลรู้ดีว่าหากใครก็ตามได้ตัวลินลี่ย์ไปเป็นลูกเขยตระกูลของพวกเขาจะผงาดขึ้นมารุ่งเรืองอย่างไร้ขีดจำกัด!

ลินลี่ย์เป็นคนแบบไหน?

เขาเป็นอธิบดีศาลจอมเวทแล้ว แต่ขุนนางโดยทั่วไปทั้งหมดรู้ว่าเขารับใช้ราชอาณาจักรเฟนไลแต่เพียงในนามเท่านั้น  ในอนาคตเขาจะต้องเป็นบุคคลสำคัญในวิหารเจิดจรัสแน่นอน ในอนาคตตำแหน่งของเขาอาจใหญ่กว่าผู้ปกครองเฟนไลก็เป็นได้

“ลินลี่ย์” เสียงสดใสดังก้องขึ้น

ลินลี่ย์หันไปมอง “ฝ่าบาท”

สุภาพสตรีสาวชั้นสูงที่รุมล้อมลินลี่ย์ไม่กล้าพัวพันเขาต่อไป ลินลี่ย์ลอบถอนหายใจขณะที่เขาเดินไปหาราชาเคลย์  เมื่อเขายืนอยู่ข้างพระราชา อย่างน้อยสาวๆชนชั้นสูงก็ไม่กล้ารบกวนเขา

“ลินลี่ย์! เจ้าพบคนถูกใจบ้างหรือยัง?”เคลย์กระซิบหยอกล้อลินลี่ย์ขณะลินลี่ย์เข้ามาใกล้

ลินลี่ย์อดจะชำเลืองไปทางเคลย์ไม่ได้ “ฝ่าบาท, ไม่จำเป็นต้องหยอกล้อข้าแบบนี้ก็ได้”

“ฮ่าฮ่า..” เคลย์อดหัวเราะไม่ได้

ทันใดนั้นทั่วห้องโถงใหญ่ตกอยู่ในความเงียบเคลย์หันไปจ้องดูประตูทำเข้าห้องโถงใหญ่ นัยน์ตาเขาเป็นประกาย “เฮ้,มีการนำสตรีมาตอนกลางคืนด้วย”

ลินลี่ย์หันไปมองดูเช่นกัน

คาลันจับมือสตรีงดงามสองคนข้างละคน สตรีทั้งสองคนนี้สวมชุดงดงามขณะที่เครื่องประดับงดงามที่ผมทองของพวกนางดูสดใส

คนหนึ่งคือโรว์ลิง  อีกคืนคืออลิซ

“อลิซ”

สายตาลินลี่ย์มองจับอยู่ที่อลิซชั่วขณะ อลิซแต่งตัวงดงามมากกว่าวันก่อนๆ แต่ตอนนี้คนที่จับมือเธอก็คือคาลัน

“โอว แม่เทพธิดาของข้า,นี่คือแม่เทพธิดาที่อาจารย์ลินลี่ย์สลักไว้ในงานตื่นจากฝันไม่ใช่หรือ?” ทันใดนั้นขุนนางคนหนึ่งก็ตะโกนออกมา

ในห้องโถงใหญ่เต็มไปด้วยเสียงสนทนาเซ็งแซ่ทันที

นอกจากคนไม่กี่คนที่รู้อยู่แล้วว่าอลิซนั้นเหมือนอะไร   คนส่วนใหญ่ไม่ได้คิดถึงลักษณะของอลิซ  แต่พวกที่เคยเห็นรูปสลักตื่นจากฝันแต่ก็มีหลายคนที่ตั้งชื่อผู้หญิงในรูปสลักตื่นจากฝันว่าเป็นเทพธิดาในฝันของพวกเขาแต่ในชั่วขณะนี้เทพธิดาในฝันของพวกเขาจู่ๆ ก็มาปรากฏต่อหน้าพวกเขาในพิธีหมั้นนี้

จบบทที่ ตอนที่ 6-9 งานหมั้น

คัดลอกลิงก์แล้ว